ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สอบถามค่าแรงรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ด โทร 087-2229588


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882

‘ตูเล อัลมอนด์’ คุกกี้ฝรั่งเศส ขนมกินเล่น หยิบเพลินใจ



ณัฎฐ์ปัณชญา แสงสมพร หรือ คุณน้ำฝน

ใครจะคิดว่าเพียงแค่หนึ่งคนในครอบครัวชื่นชอบการทำขนม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นธุรกิจของครอบครัวที่สมาชิกทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม และมีความสุขไปกับการทำขนม ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ให้กับครอบครัว แต่ยังช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ผลิต ไปจนถึงผู้บริโภคที่ได้รับประทานขนมที่มีรสชาติอร่อยจนวางไม่ลง ซึ่งถือเป็นปณิธานเริ่มแรกของผู้ประกอบการที่ยึดมั่น มุ่งมั่น ในการทำขนมออกมาให้ผู้บริโภครับประทานแล้วมีความสุขเหมือนที่ผู้ผลิตรู้สึก



ขนมตูเล อัลมอนด์ อบสดใหม่


“เกอเต้ เบเกอรี่” ขนมที่ตอบโจทย์ให้กับคนยุคนี้ ด้วยคุณภาพของวัตุดิบเกรดพรีเมียม ที่คนไทยโหยหา ประกอบกับรสชาติที่กลมกล่อม หอมหวาน ชวนลิ้มลอง ของขนม “ตูเล อัลมอนด์” คุกกี้แผ่นบางสูตรฝรั่งเศส รสชาติถูกปากคนไทย ที่แม้จะเป็นการดัดแปลงจากสูตรต้นตำรับ ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์ที่ปรับแผ่นคุกกี้ให้บางลง สามารถละลายในปากได้ทันที กลายเป็นของทานเล่นสร้างความเพลิดเพลิน ในขณะที่รสชาติก็ปรับให้มีความหวานน้อยลง เน้นการนำไข่ขาวมาเป็นวัตถุดิบหลัก รับกระแสคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตก็สามารถรับประทานได้ ซึ่ง “ณัฎฐ์ปัณชญา แสงสมพร” หรือ น้ำฝน ที่ก้าวเข้ามาดูแลกิจการนี้อย่างเต็มตัว แม้จะไม่ได้เป็นผู้คิดค้นสูตรคุกกี้แผ่นบางนี้ก็ตาม



จับบรรจุลงแพคเกจ


การเริ่มต้นของธุรกิจนี้ อาจบอกได้ว่าเกิดจากความชอบล้วนๆ ของผู้เป็นพี่สาวที่มักใช้เวลาว่างในการทำเบเกอรี่ ถึงขนาดไปเรียนหาความรู้ เทคนิคแปลกใหม่ด้านเบเกอรี่ จากหลากหลายสถาบัน และนำมาฝึกฝนฝีมือด้วยตัวอยู่บ่อยครั้ง อาศัยญาติสนิทมิตรหาย เป็นผู้ตัดสินรสชาติความอร่อยที่ลงตัว ซึ่งสูตรขนมต่างๆ ไม่เพียงแต่จะใช้ตำราของไทยเท่านั้น แต่ยังได้ศึกษาตำราจากต่างประเทศด้วย ในการแปลสูตรแล้วนำมาปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย ซึ่งขนมตูเล อัลมอนด์ สุดท้ายได้กลายเป็นขนมที่ผู้ผลิตภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก หลังจากได้รับคำชมจากผู้ลิ้มลองในเรื่องรสชาติที่อร่อย สามารถรับประทานได้ต่อเนื่องจนวางไม่ลง ประกอบกับเริ่มมีออเดอร์จากเพื่อนฝูงให้ผลิตให้ เพื่อใช้ในการจัดเลี้ยง หรือแม้กระทั่งมีการรับไปจำหน่ายต่อ





พนักงานช่วยกันทำขนมอย่างมีความสุข

“เมื่อออเดอร์เริ่มเพิ่มมากขึ้น จนเราผลิตไม่ทัน เพราะใช้เวลาหลังเลิกงานช่วงกลางคืนมาผลิตขนมขาย สุดท้ายสมาชิกในครอบครัวก็มาคุยกันเพื่อคนผู้ที่จะเข้ามาดูแลกิจการนี้อย่างเต็มตัว สุดท้ายก็กลายเป็นเรา (น้ำฝน) ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ เข้ามารับช่วงดูแลด้านการผลิตเต็มตัว เนื่องจากการทำขนมตูเล อัลมอนด์ ต้องเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อคุณภาพของขนม และรสชาติที่ต้องรักษามาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องวัตถุดิบที่เลือกสรรเป็นเกรดพรีเมียมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเนยสด ไข่ไก่ ต้องสดใหม่ อัลมอนด์คุณภาพเกรดเอ ซึ่งการเลือกใช้วัตถุดิบที่สดใหม่นั้น ถือเป็นหัวใจหลักของการผลิตขนม เพราะหากวัตถุดิบไม่มาตรฐานตามที่เราต้องการ จะไม่สามารถผลิตขนมให้มีรสชาติอย่างในปัจจุบันได้”





เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของขนม ตูเล อัลมอนด์ นั้นอยู่ที่ความบางของแผ่นคุกกี้ ที่สามารถละลายในปากได้ทันที ทำให้ผู้บริโภคเพลินขณะรับประทาน ที่ทางเกอเต้ เบเกอรี่ กล้ารับประกันว่าเมื่อผู้บริโภคได้ลองรับประทานชิ้นแรกแล้ว จะต้องมีชิ้นต่อๆ ไปตามมา ที่บางคนยั้งใจไม่อยู่รับประทานจนหมดกระป๋องก็มี ในขณะเสน่ห์อีกอย่างหนึ่ง คือขั้นตอนการผลิต ที่เป็นขนม Home Made อย่างแท้จริง เนื่องจากใช้พนักงาน วนแผ่นแป้งคุกกี้ทีละแผ่นให้ออกมามีขนาดที่เท่าๆ กัน เพื่อความสวยงามเมื่อนำไปจัดเรียงลงในแพคเกจที่เป็นกล่องพลาสติกสุญญากาศทั้ง 2 ขนาด คือขนาดเล็กราคา 80 บาท ขนาดใหญ่ราคา 160 บาท




แผ่นบางเฉีย ห้ามทำกล่องตก เพราะจะทำให้แผ่นคุกกี้แตกเป็นเสี่ยงๆ

ปัจจุบันขนม ตูเล อัลมอนด์ มีวางจำหน่ายที่ร้านเสน่ห์จันทร์ ตลาดบองมาเซ่ ร้านตลาดวังหลัง ท่าพระจันทร์, ร้านแกลเล่ คาเฟ่ แยกชักพระ, ร้านMy mammon,ฮ่องกงพลาซา นราธิวาส ซอย 5 และสาขาซอยละลายทรัพย์ ,สถานีไฟฟ้าช่องนนทรี,ย่านรัชดาซอย 4 และโรงพยาบาลพญาไท 3 ทางออกลานจอดรถชั้น 4 ซึ่งทางผู้ผลิตยังไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง แต่จะเน้นในเรื่องของการผลิตมากกว่า โดยขรธนี้ทาง น้ำฝน มีแนวคิดว่าจะหาตัวแทนจำหน่ายขนมในย่านใจกลางเมือง หรือตามชานเมืองทั่วกรุงเทพฯ เพื่อจัดตั้งให้เป็นศูนย์กระจายสินค้า หวังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ที่ต้องการรับไปจำหน่ายต่อ พร้อมเร่งสร้างมาตรฐานการผลิตให้ได้คุณภาพ ด้วยมาตรฐาน อย. และ GMP เพื่อใช้ต่อยอดขยายตลาดสินค้าตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และการส่งออกไปยังต่างประเทศอีกช่องทางหนึ่ง เนื่องจากที่ผ่านมีก็มีคนไทยรับไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย
อาจเรียกได้ว่า ขนม “ตูเล อัลมอนด์” ทุกชิ้น นอกจากจะอบอวลไปด้วยกลิ่นของเนยสดแล้ว ยังอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสุข ที่แฝงลงไปอยู่ในขนมทุกชิ้น เพราะเริ่มตั้งแต่พนักงานที่ผลิตมีในรักในงานนี้ ทำงานด้วยความสุข และเมื่อขนมไปสู่ผู้บริโภคเมื่อรับประทานก็เกิดความสุขขณะรับประทานเช่นกัน แพคเกจสวยงาม คุณน้ำฝนเป็นผู้ออกแบบเองทั้งหมด พร้อมเตรียมส่งให้ลูกค้า
***โทร.02-418-5006, 089-790-9001,081-726-5154***
อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์

Read More...


TWENTY-ONE เครื่องดื่มคุณภาพ อร่อยง่ายสบายกระเป๋า




ทุกวันนี้ธุรกิจประเภทเครื่องดื่มนับเป็นกิจการแรก ๆ ที่ได้รับความสนใจ เนื่องด้วยงบลงทุนที่ไม่สูงมาก ตั้งที่ไหนก็สามารถขายได้ ฉะนั้นแฟรนไชส์ที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มจึงเกิดขึ้นอย่างดอกเห็ดตามมา
TWENTY-ONE เครื่องดื่มคุณภาพ อร่อยง่ายสบายกระเป๋า

เมื่อแฟรนไชส์เครื่องดื่มกำลังได้รับความสนใจขนาดนี้ ก็อยากนำเสนอแฟรนไชส์ “TWENTY-ONE” ร้านขายเครื่องดื่มที่รวมเอาความหลากหลายของเมนูเครื่องดื่มไว้อย่างครบครัน ทั้งเมนูกาแฟสด ชานมไข่มุกปั่น และน้ำผลไม้ปั่น ชูจุดเด่นด้านความอร่อยกว่า 20 เมนู วางขายในราคาเบา ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถรับประทานได้

คุณสรัลวลัย ชลาลัยศิริกุล เจ้าของแฟรนไชส์ TWENTY-ONE กล่าวว่า เธอเริ่มธุรกิจจากร้านคีออสขายเครื่องดื่มเล็ก ๆ มีเมนูน้ำผลไม้ปั่นไม่กี่เมนู จากนั้นได้ไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และนำสูตรที่เรียน มาปรับปรุงสร้างเมนูเป็นของตนเอง ซึ่งมีทั้งเครื่องดื่มกาแฟ ชานมไข่มุก และน้ำผลไม้ ดำเนินธุรกิจตรงนี้มาได้ประมาณ 1 ปี เริ่มมีลูกค้าประจำที่ติดอกติดใจในรสชาติของเครื่องดื่ม มาขอให้สอนทำร้าน เมื่อทนการเรียกร้องไม่ไหวจึงขยายธุรกิจเพิ่มในรูปแบบของแฟรนไชส์ TWENTY-ONE ให้กับผู้ที่สนใจ


จุดเด่นของ แฟรนไชส์ TWENTY-ONE อยู่ที่การใช้งบประมาณในการลงทุนไม่สูงมาก ทว่าให้ภาพพจน์ที่ดีและผลตอบแทนสูง ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า หรือค่าบริการรายเดือนและรายปี โดยจะได้รับอุปกรณ์มาตรฐาน และวัตถุดิบในครั้งแรกสามารถเริ่มธุรกิจได้เลย อีกทั้งมีการอบรมการทำธุรกิจให้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน



การลงทุนของแฟรนไชส์ TWENTY-ONE เริ่มต้นที่ 30,000-80,000 บาท ขึ้นอยู่กับการเลือกรูปแบบของธุรกิจ โดยใช้ระยะเวลาคืนทุน 2-6 เดือน ส่วนเรื่องของทำเลทางแฟรนไชซีต้องพิจารณาทำเลด้วยตัวเอง ซึ่งควรเป็นแหล่งชุมชนที่มีผู้คนพลุกพล่าน หรือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย อาจจะเป็นหน้าหมู่บ้าน หน้าโรงเรียน สถานศึกษา หรืออยู่ในโรงอาหารมหาวิทยาลัย เป็นต้น กำไรต่อแก้ว ประมาณ 5-10 บาท ขึ้นอยู่กับเมนูเครื่องดื่มแต่ละประเภทที่มีต้นทุนแตกต่างกันไป

“เรื่องของวัตถุดิบที่นำมาใช้เราคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี เพื่อให้ได้เครื่องดื่มที่มีคุณภาพ โดยมีเงื่อนไขให้แฟรนไชซีต้องสั่งวัตถุดิบหลักจากทางเราเท่านั้น ส่วนราคาจำหน่ายนั้นก็ไม่แพงมากเริ่มต้นแก้วละ 15-35 บาท ทำให้เมนูเครื่องดื่มของเราเป็นถูกอกถูกใจลูกค้า เพราะขายไม่แพงแถมรสชาติยังอร่อยคงที่ และในกรณีที่ลูกค้าได้ทำเลที่มีราค่อนข้างแพง เราจะอนุโลมให้สามารถตั้งราคาเครื่องดื่มได้ตามความเหมาะสม”

“การขยายสาขาทาง TWENTY-ONE จะพยายามกระจายแฟรนไชส์ให้ครอบคลุมกับความต้องการของลูกค้า เพราะธุรกิจประเภทเครื่องดื่มสามารถเติบโตได้อย่างงามหากได้ทำเลที่ดี อีกทั้งเมนูเครื่องดื่มของเราก็ไม่แพงจนเกินไปทุกคนสามารถดื่มได้ และยังมีทางเลือกสำหรับผู้ที่ชอบเครื่องดื่มรสชาติต่าง ๆ ไว้อย่างมากมาย นอกจากนี้การลงทุนในธุรกิจก็ไม่สูงจนเกินไป ซึ่งน่าจะได้รับความสนใจจากผู้ที่คิดจะมีธุรกิจเป็นของตนเอง”

สนใจเข้าร่วมธุรกิจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ โทร.08-1901-7506

Read More...


อุลีซิกิพุม ขนมพื้นเมืองเกาหลีฝีมือคนไทยดึงเงินเข้าประเทศ


ขนมพื้นเมืองเกาหลี ขนมมงคลและขนมตามเทศกาล

จากซีรีส์ และภาพยนตร์ดังของเกาหลีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ส่งผลให้ทั้งแฟชั่น และอาหารเกาหลีได้รับอานิสงส์ จากกระแสฟีเวอร์กันทั่วหน้า ก่อให้เกิดธุรกิจมากมาย รวมถึง ขนมพื้นเมืองที่เป็นวัฒนธรรมของเกาหลี ฝีมือคนไทยของ ร้านอุลีซิกิพุม

“อุลีซิกิพุม” แปลเป็นไทยว่า อาหารของเรา เจ้าของร้านเป็นลูกครึ่งไทย- เกาหลี “ณัฐพล ฮัน” โดยพ่อเป็นคนเกาหลีที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย และแม่เป็นผู้หญิงไทย โดยร้านแห่งนี้ จะทำขนมพื้นเมืองของเกาหลีที่เป็นสูตรดั้งเดิมของเกาหลีจริง และถือว่าเป็นร้านเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ก็ว่าได้ที่มีการทำขนมพื้นเมืองเกาหลีขายอย่างเป็นจริง เป็นจัง ลูกค้าหลักเป็นคนเกาหลีที่เข้ามาทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย


ณัฐพล ฮัน เจ้าของร้านลูกครึ่งเกาหลี ไทย

ณัฐพล เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำขนมพื้นเมืองเกาหลี เกิดมาจาก เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา เพื่อนของพ่อต้องการจะทานขนมพื้นเมืองเกาหลีแต่หาซื้อในประเทศไทยไม่ได้ ส่วนใหญ่คนเกาหลีต้องทำทานกันเอง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พ่อคิดทำขนมพื้นเมืองเกาหลีจำหน่าย โดยเริ่มจากทดลองทำแจกให้กลุ่มเพื่อนได้รับประทานกันก่อน แรกยังไม่ค่อยอร่อย แต่ค่อยๆพัฒนาสูตร พร้อมทั้งเดินทางไปเกาหลี เพื่อหาสูตรขนมพื้นเมืองที่เป็นสูตรดั้งเดิมกลับมาทำขายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

โดยมีการนำเข้าวัตถุดิบเพียงบางชนิด ที่ไม่มีขายในประเทศไทยเท่านั้น เช่นต้นซุก ซึ่งมีอยู่เฉพาะในประเทศเกาหลี หรือในส่วนของส่วนผสมหลักอย่างแป้งที่ใช้ทำขนม ใช้แป้งข้าวญี่ปุ่น แทนการใช้แป้งข้าวเกาหลี เพราะมีราคาสูง ในขณะที่แป้งข้าวญี่ปุ่นราคาถูก และสามารถหาซื้อได้ในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกข้าวญี่ปุ่นออกมาขายเป็นจำนวนมาก


“มูจิเกต็อก” ขนมสำหรับเด็กเกิด1ปี

สำหรับ ขนมพื้นเมืองของเกาหลี นั้นมีหลายชนิดมาก มีทั้งที่ทำกินกันเป็นปกติ และขนมมงคลทำกินกันในช่วงเทศกาล ซึ่งเทศกาลหลักที่ต้องมีขนมพื้นเมืองมีอยู่ด้วยกัน 3 เทศกาล คือ ปีใหม่ ตรุษจีน และไหว้พระจันทร์ โดยคนเกาหลีจะให้ความสำคัญอย่างมากกับการปลูกฝั่งค่านิยม หรือความเป็นชาตินิยมให้กับคนรุ่นหลังได้สืบทอด ดังนั้น วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ เก่าแก่ก็ยังคงอยู่ให้เห็นกันในปัจจุบัน รวมถึงขนมพื้นเมืองที่คนรุ่นใหม่ก็ยังคงสืบทอดและรู้จักกันเป็นอย่างดี

ดังนั้น แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในช่วงเทศกาล คนเกาหลีก็จะสั่งขนมไปรับประทานกันตลอด นอกจากนี้ คนเกาหลียังให้ความสำคัญกับการทำขนมมงคล เพื่อใช้กับวันสำคัญต่างๆ เช่น ขนมสำหรับเด็กแรกเกิด ชื่อว่า “เคียงดัน” ขนมสำหรับเด็กที่เกิดมาได้ 1 ปี ชื่อว่า “มูจิเกต็อก” ซึ่งวันสำคัญทั้งสองวันคนเกาหลีให้ความสำคัญและจะต้องมีขนมที่กล่าวมาข้างต้นด้วย


“เค พี ต็อก”

ส่วนวันสำคัญอื่นๆ อย่างเช่น ขนมสำหรับวันแต่งงาน ขนมสำหรับการเปิดร้านใหม่ ชื่อ “ซีรูต๊อก ถั่วแดง” และ “โคชาต็อก” วันเกิด จะมีเค้กวันเกิดที่เป็นขนมพื้นเมืองเกาหลี คนไทย เรียกว่า “เค้กข้าว” ส่วนขนมไหว้พระจันทร์ของเกาหลี ใช้ขนมชื่อว่า “ซองเพียน” เป็นต้น ซึ่งขนมพื้นเมืองเกาหลี ที่ทางร้านทำขายปัจจุบันมีอยู่กว่า 30 ชนิด จากขนมพื้นเมืองเกาหลีที่มีอยู่เป็นร้อยชนิด

“ขนมพื้นเมืองของร้านเรา ค่อยพัฒนาสูตรมาเรื่อย โดยสูตรต่างๆ ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณพ่อ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง ก็เป็นเพียงการเพิ่มชนิดของขนมให้มีความหลากหลาย ส่วนสูตรพยายามคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนเกาหลี ขณะที่ลูกค้าคนไทย แต่เดิมไม่ค่อยได้ให้ความสนใจมากนัก แต่ระยะหลังเมื่อได้มีโอกาสออกงานแสดงสินค้า จะเห็นว่าหลังๆคนไทยหันมาให้ความสนใจกันเยอะมาก ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์ซีรี่เกาหลีที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้”


“ซองเพียน” ขนมเทศกาลไหว้พระจันทร์

ณัฐพล เล่าถึง ขนมพื้นเมืองเกาหลี ว่า เป็นขนมที่ต้องทำสด และใช้แป้งสดทำให้มีอายุการเก็บรักษาสั้นมาก และด้วยความที่เป็นแป้งสด ทำให้บางชนิด เมื่อตั้งไว้นานจะแข็งได้ง่าย ไม่น่ารับประทานเหมือนกับทำออกมาใหม่ ซึ่งเมื่อลูกค้าซื้อไปถ้าจะรับประทานให้อร่อยต้องนำไปอุ่นด้วยการนึ่งก่อน คนไทยจะติดปัญหาในเรื่องของการนำไปอุ่นด้วยการนึ่ง เป็นเหตุผลที่ไม่คิดจะมีหน้าร้านเพื่อขายคนไทย

 
อย่างไรก็ตาม จากการออกงานแสดงสินค้าบ่อย ได้พบลูกค้าคนไทย และได้มีโอกาสชิมขนมพื้นเมืองของเกาหลี หลายคนชื่นชอบ แต่ถ้าจะเปิดหน้าร้านขายคนไทยคงจะต้องหาวิธีการทำให้ขนมสามารถอยู่ได้นานโดยที่ไม่แข็งกระด้าง อร่อยเหมือนกับตอนทำออกมาใหม่ ในส่วนช่องทางการขายในปัจจุบัน จะใช้สื่อที่เข้าถึงคนเกาหลีในประเทศไทย อย่างเช่น หนังสือเกาหลี และการบอกกันแบบปากต่อปาก และการออกงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับประเทศเกาหลี



“เคียงดัน” ขนมสำหรับเด็กแรกเกิด


สำหรับยอดขายเป็นที่น่าพอใจ เพราะปัจจุบันถือว่าเป็นรายเดียว ที่ทำขนมพื้นเมืองเกาหลีขายในประเทศไทย ซึ่งออร์เดอร์การสั่งทำขนมจะมีเข้ามาทุกวัน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเทศกาลด้วย นอกจากขนมมีสินค้าอื่นๆ เป็นอาหารเกาหลี เช่น กิมจิ เดนยัง พริกป่น งาคั่ว และชองกุ๊กจัง มะระกอดอง หัวไชเท้าเหลือง ไช้เท้าขาว ฯลฯ ในส่วนของอาหารประเภทอื่นๆ ไม่ใช่ขนมจะวางขายอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตในเครือเดอะมอลล์

ตลาดสินค้าเกาหลี ถือว่าเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเมืองไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกระแสภาพยนตร์ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น หรือ อาหาร ถ้ามีการกล่าวถึงในภาพยนตร์จะได้รับการตอบรับดีมาก ล่าสุด กำลังจะมีภาพยนตร์ที่มีเรื่องของขนมพื้นเมืองเกาหลี ออกมาน่าจะเป็นแรงผลักดันขนมพื้นเมืองเกาหลีเติบโตได้ในตลาดผู้บริโภคคนไทย





“เคียงดัน” ขนมขายได้มากที่สุด
โทร. 0-2749-8561
อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์

Read More...


อาลัวจิ๋วครูติ๋ว เน้นดีไซน์ เติมจุดขายขนมหวานเมืองเพชร


ขนมอาลัวชาววัง สูตรครูติ๋ว

“อาลัว” ขนมหวานของไทย ที่มีทำกันอย่างแพร่หลาย เพราะด้วยจุดเด่นของอาลัว ตรงที่สีสัน และรูปร่างหน้าตาที่ออกแบบมาให้น่ารับประทาน เหมาะแก่การเป็นของฝาก และยังเป็นขนมหวานที่สามารถเก็บไว้ได้นาน แหล่งผลิตขนมหวานอาลัวที่ขึ้นชื่อก็ต้องเป็นที่จังหวัดเพชรบุรี

สำหรับร้านขนมอาลัวครูติ๋ว ของ”นางพรเพ็ญ ลวณะมาลย์” เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในอันดับต้นของจังหวัดเพชรบุรี จุดเด่นอยู่ที่หน้าตา และรสชาติ ที่แปลกแตกต่างจากอาลัวที่ขายกันทั่วไป โดยอาลัวของครูติ๋ว จะทำเป็นออกมาขนาดเล็ก ถือได้ว่าเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีอาลัวออกจำหน่ายในท้องตลาด คนทั่วไปจะรู้จักและเรียกกันว่า ขนมอาลัวจิ๋ว


ขนมอาลัวจิ๋ว ขนาดเล็กที่สุด

นอกจากรูปร่างหน้าตาของขนมอาลัวจิ๋ว ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครแล้ว รสชาติของขนมอาลัวครูติ๋วก็แตกต่างจากรายอื่นๆ คือ ครูติ๋วจะทำอาลัวออกมาไม่หวานมาก และสีไม่เข้ม ทำให้ดูน่ารับประทาน ซึ่งสีที่ใช้เป็นสีผสมอาหาร และบางสีจะใช้ผงโกโก้ เพราะนอกจากจะได้สีและยังได้รสชาติของโกโก้ ด้วย

นางพรเพ็ญ ( ครูติ๋ว) เล่าว่า ขนมอาลัวของร้านครูติ๋ว จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ อาลัวจิ๋วและ อาลัวชาววัง ซึ่งทาง 2 สูตร จะแตกต่างกัน คือ อาลัวชาววังจะใส่กะทิมากกว่า เมื่อนำไปอบจะมีความชื้นอยู่มากกว่า และรสชาติจะออกมันกว่า ส่วนอาลัวจิ๋ว เมื่อนำไปอบจะแห้งกว่า ทำให้อาลัวจิ๋วสามารถเก็บได้นานกว่า โดยอาลัวจิ๋ว เก็บได้นานถึง 2 สัปดาห์ ในขณะที่อาลัวชาววังเก็บได้นาน 10 วัน


นางพรเพ็ญ ลวณะมาลย์ เจ้าของสูตร

ส่วนสูตรการทำอาลัวทั้ง 2 ชนิด ครูติ๋ว ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งมีการทำรับประทานกันเอง และสอนการทำต่อๆ กันมา ครูติ๋วเองก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษเช่น กัน ดังนั้น ขั้นตอนการทำและสูตรต่างๆ ก็ยังคงเป็นสูตรโบราณ จะมีการปรับบ้างในเรื่องของรสชาติให้เหมาะกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชอบรับประทานขนมที่ไม่หวานมาก หรือ กลุ่มคนรักสุขภาพที่ต้องการควบคุมความหวาน และการที่ไม่หวานทำให้สามารถรับประทานได้ปริมาณมากขึ้น

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย ใช้การฝากขายตามร้านขายของฝากทั่วจังหวัดเพชรบุรี เพราะต้องการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว เนื่องจากขนมหวานเมืองเพชรขึ้นชื่อได้ว่าเป็นของฝากอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวมาช้านาน ส่วนใหญ่คนมาเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ก็ต้องมีขนมหวานติดไม้ติดมือไปฝากคนทางบ้าน


ขนมดอกลีลาวดี (ขนมกลีบดอกลำดวน)

“นอกจากขนมอาลัวทางร้านของเรา ยังมีขนมหวานชนิดอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม เช่น ท็อฟฟี่น้ำตาลสด ขนมดอกลีลาวดี หรือคนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ ขนมกลีบดอกลำดวน แต่เรานำมาดัดแปลงเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาออกมาเป็นดอกลีลาวดี ซึ่งเราเป็นรายเดียวที่ทำในขณะนี้ เช่นเดียวกับอาลัวจิ๋ว เราก็เป็นรายเดียวที่ทำอาลัวเล็กที่สุด ซึ่งผลตอบรับออกมาดีมาก เพราะหลายคนชื่นชอบมันมีขนาดเล็ก และเมื่อนำมาบรรจุในกล่อง หรือในถุง ตกแต่งแพคเกจจิ้งให้ดีสวยงาม นอกจากเป็นของฝากของนักท่องเที่ยวแล้วยังสามารถเป็นของฝากในช่วงเทศกาล อย่างวันขึ้นปีใหม่ หรือวาเลนไทน์ได้อีกด้วย”

ทั้งนี้ ในส่วนของการผลิต ครูติ๋วมีโรงงานผลิตขนาดไม่ใหญ่มาก มีคนงานประมาณ 9 คน มีตู้อบประมาณ 8 ตู้ กำลังการผลิตแบ่งเป็นอาลัวประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนท็อฟฟี่ผลิตประมาณวันละ 100 ถุง ท็อฟฟี่มีออร์เดอร์ประมาณ สัปดาห์ละ 300 ถุง ถึง 500 ถุง ขนมดอกลีลาวดีมีออร์เดอร์สัปดาห์ละ 300 กล่อง


ขนมดอกลีลาวดี รายเดียวของประเทศไทย

ปัจจุบันนอกจากทำส่งขายในจังหวัดเพชรบุรี มีออร์เดอร์ในจังหวัดใกล้เคียง อย่างที่ร้านขายของฝากที่พัทยา จังหวัดชลบุรี และที่ศูนย์การค้าดิโอสยาม ที่กรุงเทพฯ โดยใช้วิธีการส่งทางรถทัวร์ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้จักอาลัวครูติ๋ว จากการซื้อรับประทานและเชื่นชอบ หลังจากนั้นก็จะโทรกลับมาสั่งซื้อเพิ่ม โดยดูเบอร์โทรศัพท์ที่ข้างถุง หรือหน้ากล่อง

ทั้งนี้ ครูติ๋วเองก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เนื่องจากการแข่งขันมีสูง เพราะเริ่มมีคนทำมากขึ้น ซึ่งครูติ๋วมีการพัฒนารูปแบบให้แปลกใหม่อยู่เรื่อย เช่น ได้มีการทำอาลัวเป็นรูปดอกกุหลาบ ขายช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ผลตอบรับออกมาดีพอสมควร เพราะบางคนอาจจะเบื่อมอบดอกไม้ เปลี่ยนมามอบขนมแทน และจากออร์เดอร์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยทำให้ มีการลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่ม โดยได้ทำขอกู้เงินจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อนำมาใช้ในการขยายกิจการ


ท็อฟฟี่น้ำตาลสด สินค้าขายดีของครูติ๋ว

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของร้านขนมอาลัวครูติ๋ว ส่วนสำคัญมาจากคุณภาพ ซึ่งครูติ๋วให้ความสำคัญมากในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อให้รสชาติที่ดี สะอาด และรูปร่างหน้าตาของขนมที่น่ารับประทาน มาเป็นตัวสร้างจุดขาย โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้งบในการโฆษณาประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด

สำหรับร้านขนมอาลัวครูติ๋ว เปิดกิจการขายขนมอาลัวมานานกว่า 12 ปี จากเดิมประกอบอาชีพรับราชการครู และทำขนมอาลัวขายเป็นงานอดิเรก แต่เมื่อทำได้ระยะหนึ่งผลตอบรับดีขึ้นเรื่อย จึงได้ลาออกจากงานประจำมาทำขนมอย่างเต็มตัว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากกว่า การทำอาชีพครู และยังเป็นการสร้างอาชีพที่เป็นมรดกตกทอดไปถึงรุ่นลูก และรุ่นหลานต่อไป ได้อีกด้วย

โทร.032-410-221,08-1931-8408

Read More...


คลี่กลยุทธ์ ‘NK’ โดนัทรากหญ้า อร่อยสบายกระเป๋า ปูพรมตลาดนัด 0



ต้องถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง เมื่อโดนัทราคาประหยัด แบรนด์ “NK Donut” เจาะจุดอ่อนของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ ที่แม้รสชาติจะอร่อย ทว่าราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น โดนัทรากหญ้ารายนี้ ใช้ช่องว่างดังกล่าว เสนอตัวเองเป็นอีกทางเลือกแก่ผู้บริโภค ด้วยจุดขายรสชาติดีไม่แพ้กัน ในราคาถูกกว่ามาก จนสามารถเติบโตอย่างสูง มีพ่อค้าแม่ค้ารับไปขายเกือบทุกตลาดนัดทั่วประเทศ ซึ่งยอดผลิตและยอดขายของผู้ประกอบการรายนี้ สูงขนาดที่บอกไปแล้ว ผู้ผลิตโดนัทยักษ์ใหญ่ต้องแอบค้อนทีเดียว



เกศรินทร์ นาคแก้ว

จุดเริ่มต้น…..
ผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจ NK Donut คือ อนันต์ นาคแก้ว และเกศรินทร์ นาคแก้ว สามี-ภรรยา ซึ่งเริ่มธุรกิจเมื่อประมาณปี พ.ศ.2545 ความคิดเริ่มแรกต้องการหารายได้เสริม โดยอาศัยทักษะที่มีอยู่ เนื่องจากเดิมเกศรินทร์ ทำงานอยู่ในบริษัทผลิตโดนัทแบรนด์ดัง มากว่า 15 ปี ตั้งแต่เป็นพนักงานหน้าร้านจนถึงฝ่ายผลิต รู้กระบวนการผลิตทั้งหมด ประกอบกับเห็นโอกาสทางการตลาด เพราะโดนัทที่อร่อย รูปลักษณ์สวยงาม ขายราคาไม่แพง ในเวลานั้นยังไม่มีเลย

เกศรินทร์ อธิบายเสริมว่า การผลิตโดนัทให้ได้ทั้งคุณภาพและรูปลักษณ์หลากหลาย จำเป็นต้องมีอุปกรณ์และความรู้ที่พร้อมจริงๆ ดังนั้น ใช้ทุนเบื้องต้นสูงกว่า 2 แสนบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนกรรมวิธีผลิต ตลอดจนสูตรและส่วนผสม อาศัยประสบการณ์ที่สะสมมานาน ประยุกต์และดัดแปลง จนได้เป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง


โดนัท นานาชนิด

ก้าวเติบโต……
เจ้าของธุรกิจ เผยว่า วันแรกผลิตแค่ 5-6 กล่องเท่านั้น นำไปฝากขายตามร้านกาแฟ และร้านของชำใกล้ๆ บ้านย่านจรัญสนิทวงศ์ 29 เพียงแค่วันถัดมา ได้ผลตอบรับมหาศาล ยอดสั่งเพิ่มเป็น 40 กล่อง และภายในเดือนแรก ยอดสั่งเพิ่มเป็นกว่าร้อยกล่องต่อวัน

นับถึงปัจจุบัน NK Donut ขยายโรงงานผลิต 4 แห่ง ได้แก่ จรัญสนิทวงศ์ 29 เทพารักษ์ จ.นครปฐม และชลบุรี แต่ละแห่งเฉพาะค่าอุปกรณ์มูลค่ากว่า 7 หลัก รวมถึง มีจุดกระจายสินค้าอีก 4 แห่ง ได้แก่ ย่านรังสิต ถ.พระราม1 จ.เพชรบุรี และนครปฐม ทั้งหมดสร้างด้วยทุนส่วนตัวล้วนๆ ไม่เคยขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเลย ส่วนพนักงานมีมากกว่าร้อยคน ขณะที่มีตัวแทนรับสินค้าไปกระจายขายตามตลาดนัดทั่วประเทศมากกว่าพันจุด



ทำอย่างไรขายได้ถูก….

เกศรินทร์ ยืนยันว่า วัตถุดิบที่ใช้ทำโดนัท ล้วนแต่เป็นเกรด เอ สั่งตรงจากโรงงานผลิต ผ่านรับรองมาตรฐาน อย.ทั้งสิ้น โดยวัตถุดิบต่างๆ และต้นทุนการผลิตแทบไม่ได้แตกต่างจากสินค้าของเจ้าดังเลย ทว่า สาเหตุที่ขายได้ในราคาที่ถูกกว่าเกือบ 3 เท่าตัว มาจากแผนการตลาดที่ NK Donut จะเน้นเฉพาะขายส่งเท่านั้น ไม่มีหน้าร้านหรือการโฆษณาใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ตัดค่าการตลาดต่างๆ ทิ้งไปทั้งหมด โดยผู้ที่จะมารับโดนัทไปขายต้องมาซื้อที่โรงงาน หรือจุดกระจายสินค้าด้วยตัวเองเท่านั้น ส่วนกรณีรับไปขายที่จังหวัดไกลๆ จะส่งทางรถทัวร์ ซึ่งค่าจัดส่งผู้สั่งสินค้าเป็นผู้จ่าย



นอกจากนั้น กำหนดซื้อขายโดนัทเป็นเงินสดเท่านั้น ไม่มีการให้เครดิต ซึ่งเงินสดดังกล่าวจะนำไปซื้อวัตถุดิบต่างๆ เช่น แป้ง นม ฯลฯ ด้วยเงินสดเช่นกัน ซึ่งจะได้ราคาถูกกว่าเกือบครึ่ง รวมถึง จะพยายามผลิตตามคำสั่งซื้อ เพื่อให้เหลือสินค้าทิ้งต่อวันน้อยที่สุด

“ต้นทุนการผลิตของเราเท่ากับโดนัทเจ้าดังเลย แต่ที่ขายได้ถูกกว่า เพราะเราพยายามตัดค่าใช้จ่ายอย่างค่าการตลาด หรือค่าเช่าร้านออกไป เพราะลูกค้าหลักคือ ตลาดล่างที่ต้องการราคาถูก ดังนั้น ต้นทุนแทบทั้งหมดจึงอยู่ที่วัตถุดิบและการผลิตจริงๆ ขณะที่ เราได้กำไรต่อชิ้นแค่ประมาณ 10 สตางค์เท่านั้น แต่อาศัยว่าขายในปริมาณมาก” เกศรินทร์ เผย



ช่องทางสร้างอาชีพ…..

ต้องยอมรับว่า สาเหตุที่ทำให้โดนัทรายนี้ เติบโตอย่างสูง เนื่องจากเป็นโอกาสน่าสนใจในการสร้างอาชีพ หรือหารายได้เสริม จึงมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั่วสารทิศเดินทางมารับไปขายอย่างไม่ขาดสาย โดยราคาขายส่งจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภท และขนาดของโดนัท เริ่มต้นที่กล่องละ 130 บาท เช่น โดนัทจิ๋ว โดนัทลูกกลม (บรรจุ 60ชิ้น เฉลี่ยชิ้นละ 2.16 บาท) ถึงสูงสุด กล่องละ 300 บาท คือ เค้กใหญ่รวม (บรรจุ 70 ชิ้น เฉลี่ยชิ้นละ 4.28 บาท) โดยเฉลี่ยแล้ว ราคาขายส่งโดนัทจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 บาทต่อชิ้น ส่วนกล่อง และถุงหิ้ว แยกขายต่างหาก ในราคา 100 กล่อง 145 บาท และถุงหิ้ว 100 ใบ ราคา 40 บาท



ออกแบบสไตล์แฟนซี

ด้านการขายปลีก กำหนดว่า ตัวแทนต้องขายในราคา ชิ้นใหญ่ 3 ชิ้น 20 บาท ส่วนชิ้นเล็ก 5 ชิ้น 20 บาท ซึ่งราคานี้ เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว จะมีกำไรต่อชิ้นประมาณ 1.5 บาท หรือประมาณ 45% จากเงินลงทุน

“เราจะพยายามบอกให้ลูกค้าขายในราคาที่กำหนดนี้ ซึ่งคำนวณมาแล้วว่า เขาจะมีรายได้คุ้มค่ากับการทำงาน ซึ่งเกณฑ์ในการปล่อยสินค้าให้ตัวแทน เราจะกำหนดว่า 1 ตลาดนัด จะมีผู้ขายรายเดียว ไม่ให้เกิดปัญหาตัดราคา หรือแย่งลูกค้ากันเอง” ผู้บุกเบิกธุรกิจ เผย



พ่อค้าแม่ค้า มารับไปขายตลอด ไม่ขาดสาย

จุดเด่น-อุปสรรค….
จุดขายที่น่าสนใจของ NK Donut คือ ความสวยงามและความหลากหลายของสินค้า ปัจจุบัน มีกว่า 60 รายการ ทั้งลูกเล็ก ลูกใหญ่ แบบโดนัทลูกกลม สอดไส้ หน้าเค้ก หน้าแยม รูปหัวใจ รูปดาว ฯลฯ ส่วนรสชาติเน้นหอมหวาน เนื้อแป้งนุ่มอมเหนียว ซึ่งการผลิตและพัฒนาสินค้าต่างๆ ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของเกศรินทร์

การผลิตจะทำสดใหม่วันต่อวัน ซึ่งโรงงานจะผลิตตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งพนักงานเป็น 3 กะ เตรียมพร้อมรับคำสั่งซื้อของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศที่จะเข้ามาตลอดเวลา โดยสินค้าไม่ใส่สารกันเสียใดๆ ทั้งสิ้น สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน 2 วัน ลูกค้าหลักของ NK Donut คือ เด็กนักเรียน และนักศึกษา ทำเลขายที่เหมาะสม จึงควรเป็นย่านหน้าสถาบันการศึกษาต่างๆ

ส่วนปัญหาธุรกิจ มักมีผู้แอบอ้างใช้แบรนด์ไปหาผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น แอบอ้างว่าเป็นตัวแทน เพื่อจะหลอกขายแฟรนไชส์ ซึ่งในความเป็นจริง NK Donut ไม่มีการขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้แก่ใครเลย รวมถึง แอบใช้แบรนด์ NK Donut แต่ไปซื้อสินค้าเกรดต่ำมาขายแทน ทำให้กระทบชื่อเสียงด้วย

อีกทั้ง เนื่องจากขายราคาถูก ทำเลส่วนใหญ่อยู่ตามตลาดนัด จึงมักถูกประเมินค่าว่า เป็นสินค้าคุณภาพต่ำ และไม่สะอาด ทั้งที่ความเป็นจริง วัตถุดิบและโรงงานผลิต ล้วนได้มาตรฐานทั้งสิ้น



ภายใน โรงงานผลิตที่จรัญสนิทวงศ์ 29

ปัญหาสำคัญอีกประการคือ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงพนักงาน และค่าวัตถุดิบต่างๆ ทำให้กำไรที่ได้ลดน้อยลง โดยที่ผ่านมา ราคาขายส่งนับแต่เริ่มธุรกิจถึงปัจจุบัน มีการปรับขึ้นแค่ 5 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองและจากผลประกอบการที่ผ่านๆ มา ยังเชื่อว่า ธุรกิจโดนัทราคาถูก ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะแบรนด์เป็นที่จดจำของลูกค้าแล้ว รวมถึง ในยุคที่เศรษฐกิจตก เกิดผู้ว่างงานจำนวนมาก ทำให้หลายคนสนใจมาเป็นพ่อค้าแม่ค้า กลายเป็นโอกาสเติบโตของ NK Donut ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าว แผนธุรกิจในปีนี้ (2552) เตรียมจะเปิดศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มอีก 2-3 แห่ง เพื่อส่งสินค้าให้ได้ครอบคลุมรอบๆ กรุงเทพฯ ต่อไป


โทร.0-2412-7253 , www.nkdonut.com
อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์

Read More...


ร้านขนมผสมความรัก ธุรกิจวัยโจ๋ หลงรักของหวานแบบไทยๆ



นายนนทกช ปัญญาปัทม์

หากรับประทานขนม แล้วรู้สึกมีความสุข นั่นเรียกว่า เราตกหลุมรักขนมเหล่านั้นรึเปล่า แต่สำหรับชายหนุ่มที่หลงรักในขนมหวานแบบไทยๆ ไม่ปฏิเสธว่าตนหลงรักขนมที่รับประทานเข้าเต็มเปา จากที่ไม่มีความรู้ด้านการทำขนม อาศัยใจรักเรียนรู้เพิ่มเติม สุดท้ายก่อเกิดเป็น ร้าน WAYDHANAR (เวย์ตาน่า) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ร้านขนมผสมความรัก” ที่ทุกๆ ส่วนผสมล้วนมาจากความรัก ความเอาใจใส่ และความห่วงใย จากผู้ผลิตล้วนๆ



สาคูมะพร้าวอ่อนเมนูยอดนิยม เพื่อนของ นนทกช มาช่วยแขกสาคูมะพร้าวอ่อนด้วย

แม้ชื่อร้านจะฟังดูแปลกสักหน่อย ดูไม่เหมือนเป็นชื่อของร้านขนมหวาน แต่ด้วยความที่ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาของ นายนนทกช ปัญญาปัทม์ เจ้าของบริษัท เวย์ตาน่า จำกัด บอกว่า แผลงมาจากคำว่า เวทนา คำศัพท์ในพุทธศาสนา ที่แปลว่าความรู้สึก ซึ่งก็ตรงกับความตั้งใจที่จะทำขนมออกมาเน้นคุณภาพในทุกๆ ด้าน ให้กับลูกค้าที่เปรียบเสมือนคนในครอบครัวได้รับประทาน แล้วรู้สึกมีความสุขที่ได้รับประทานขนมที่มีรสชาติอร่อย

โดยเริ่มจากความชื่นชอบรับประทานขนม ทำให้สนใจกรรมวิธีขั้นตอนการผลิต ประกอบกับในช่วงนั้นตนเองได้เข้าวัดทำบุญช่วยในเรื่องการจัดดอกไม้ และพบว่าผู้ใหญ่ที่ตนนับถือท่านหนึ่ง

คือ ม.ล.จิราธร จิรประวัติ (ครูโต) Food Stylist หรือนักจัดอาหารและทำอาหาร ได้ทำขนมสาคูมะพร้าวอ่อนไปถวายพระอยู่เสมอ ซึ่งมีรสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร ทำให้สนใจที่จะเรียนรู้ โดยครูโต ก็ยินดีสอนทำสาคูมะพร้าวอ่อนให้ จนเป็นที่ติดอกติดใจของคนในครอบครัว และญาติๆ ที่มักจะนำไปให้เพื่อนๆ ที่ทำงานได้รับประทาน จนเริ่มมีออเดอร์จากคนรอบข้างเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายจึงตัดสินใจทำสาคูมะพร้าวอ่อนขายที่ตลาดละแวกบ้านย่านบางขุนนนท์ แต่ขายได้เพียง 1 เดือน ก็ต้องหยุดไปเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยของพ่อค้ามือใหม่ แต่กลับมีลูกค้าโทรมาสอบถามเรื่องขนมอย่างต่อเนื่อง



เม็ดบัวฉาบอาบความสุข ของทานเล่นเมนูขายดีของร้าน

ทำให้ นนทกช กลับมาเป็นพ่อค้าขายขนมอีกครั้ง ด้วยการใช้พื้นที่เล็กบริเวณหน้าบ้านเป็นหน้าร้านเพื่อขายสาคูมะพร้าวอ่อนเพียงอย่างเดียว โดยตกแต่งอย่างเรียบง่าย เน้นการใช้สีขาวสะอาดตา ส่วนแพคเกจก็ใช้กระดาษธรรมดาที่ออกแบบเอง ส่วนขั้นตอนการทำก็ค่อนข้างพิถีพิถัน จากการกวนกะทิ ที่ได้นำกรรมวิธีการกวนช็อกโกแลตมาใช้ ทำให้ความร้อนทั่วถึง ได้สัมผัสที่เนียนกว่า และให้ความหอมมากขึ้น เป็นต้น



ข้าวเกรียบจากข้าวหอมมะลิเลิศรส เวย์ตาน่า

เมื่อเริ่มมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง ทำให้ นนทกช คิดทำขนมชนิดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เน้นไปที่ขนมไทยที่นับวันจะหารับประทานได้ยากขึ้น หรือสูตรดั้งเดิม ซึ่งขนมบางชนิดก็นำมาใส่ส่วนผสมเพิ่มเติมให้เข้ากับกระแสความนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น กลีบลำดวนที่นอกจากจะมีสูตรดั้งเดิมแล้ว ทางร้านยังได้นำงาดำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบด้วยเพื่อสุขภาพ เป็นต้น



ขนมผิงจักรพรรดิ

ปัจจุบันทางร้านมีขนมไทยๆ กว่า 10 รายการแล้ว ได้แก่ สาคูมะพร้าวอ่อน สินค้าขายดี, เม็ดบัวฉาบอาบความรัก, ขนมผิงจักรพรรดิ, ทอฟฟี่กะทิพีนัทนมสด, ข้าวเกรียบเลิศรส เวย์ตาน่า ที่ทำจากข้าวหอมมะลิแท้ ถือได้ว่าปัจจุบันหารับประทานได้ยากเต็มที และขนมโสมนัส คุกกี้ไทยโบราณ ที่ทำจากมะพร้าว เป็นต้น



กลีบลำดวนงาดำเพื่อสุขภาพ

นอกจากรสชาติขนมที่เน้นคุณภาพแล้ว สลากที่บรรยายสรรพคุณขนมแต่ละชนิดของ ขนมผสมความรัก ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน เพราะความถนัดของเจ้าของที่เรียนจบมาทางสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้นการโฆษณาสินค้าของตัวเองด้วยคำพูดเก๋ๆ คงไม่แปลก

แต่ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้ลูกค้าที่ได้อ่านมีรอยยิ้ม และเมื่อซื้อไปเป็นของฝากก็จะสื่อถึงความตั้งใจของผู้ให้และผู้ผลิตได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นความสุขของคนทำขนมขายแทบทุกคนที่ต้องการให้ผู้ที่ได้รับประทานขนมที่ตนเองมีความสุข

  หน้าร้านที่ตลาด อ.ต.ก. แม้ขณะนี้ขนมของนนทกช จะมีหลายรายการ แต่ก็ไม่ได้ผลิตเองทั้งหมด ซึ่งขนมบางตัวก็ได้จ้างให้โรงงานที่มีมาตรฐานการผลิตสูงผลิตให้ตามสูตรที่กำหนด ตามคำแนะนำของครูโตเช่นเดียวกัน เพื่อความคล่องตัวในการขายสินค้า และเพื่อรองรับการขยายสาขาที่วางสินค้าในวิลล่า มาร์เกต เกือบทุกสาขา เช่น อารีย์ สาขาแจ้งวัฒนะ รัชโยธิน ราชพฤกษ์ และสาขาใหญ่ตั้งอยู่ที่ตลาด อ.ต.ก.     หน้าร้านที่สาขาวิลล่า มาร์เกต อารีย์ ด้วยวัยเพียง 25 ปี แต่สามารถก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเต็มตัว ซึ่ง นนทกช อาศัยปรัญชาง่ายๆ ในการดำเนินธุรกิจ คือ ทำงานอย่างไม่หวังผลลัพธ์ แต่ต้องทำให้ดีที่สุด และสุดท้ายสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้น จากความตั้งใจ อารมณ์ความรู้สึกลงไปในทุกขั้นตอนการผลิต     รายการขนมของทางร้านที่โดดเด่น สนใจติดต่อ 08-9440-0676 หรือที่ www.waydhanarshop.com  อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์

Read More...


โรตี-โกโหน่ง ตัดกรอบ พัฒนาเมนูโรตีที่เห็นกันทั่วไปให้เกิดความแตกต่าง



ด้วยการตัดทอดในกระทะ ทำให้ได้แป้งโรตีที่กรอบแบบพอดีคำ นำมาราดนม ช็อกโกแล็ต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลูกชิด ฝอยทอง ลูกเกด หรืออื่น ๆ ตามชอบใจ

การลงทุน แฟรนไชส์ โรตี-โกโหน่ง ตัดกรอบ เริ่มต้นเพียง 2,000 บาท สำหรับผู้ที่มีหน้าร้านอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนแบบเต็มรูปแบบก็จะต้องใช้เงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 บาท  พร้อมสอนทุกขั้นตอนของการผลิต และการจำหน่ายหน้าร้านให้ โดยทางแฟรนไชซีจะต้องสั่งซื้อหัวเชื้อ (ราคา 100 บาท สามารถนำไปปั้นแป้งโรตีได้ 60 ลูก) เพื่อนำไปผสมกับแป้งโรตี เพื่อให้เกิดความกรอบ และคงความเป็นเอกลักษณ์ของโรตีตัดกรอบแบบเดียวกันเท่านั้น ส่วนวัตถุดิบอื่น ๆ สามารถหาซื้อเองได้

สนใจเข้าร่วมธุรกิจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08-6537-7779
อ้างอิงจาก ejobeasy

Read More...


Bung-O Ppang ความอร่อยสัญชาติเกาหลี ชิ้นเดียวไม่พอ




ขนมรูปปลาคาร์พสีทองส่งกลิ่มหอมเย้ายวน จนอดใจไม่ได้ที่ต้องแวะเข้าไปลองลิ้มชิมรสชาติดูสักครั้ง

ความกรอบนุ่มของตัวแป้งเข้ากับตัวไส้ที่ไม่หวานจัดได้อย่างลงตัว เมื่อลองกัดไปสักคำก็ไม่อาจจะหยุดความอร่อยนี้ได้ ความอร่อยนี้มีชื่อว่า บุงออ ปัง (Bung-O Ppang) ขนมสัญชาติเกาหลีที่มาเติบโตในประเทศไทยในรูปแบบของแฟรนไชส์ โดยการบริหารงานของ BUNG-O INTERNATIONAL THAI CO., LTD. ซึ่งกว่าจะมาเป็น บุงออ ปัง ในเมืองไทยก็ต้องผ่านการปรับเรื่องของรสชาติให้ถูกปากชาวไทย ทว่าเน้นใช้วัตถุดิบหลักนำเข้าจากประเทศเกาหลี เพื่อคงความเป็นสัญชาติเกาหลีดังเดิม คุณมงคล หมั้นตระกูล ผู้จัดการ BUNG-O INTERNATIONAL THAI CO., LTD. กล่าวถึงที่มาของแฟรนไชส์ บุงออ ปัง ว่า เริ่มต้นจากการที่หุ้นส่วนชาวเกาหลีใต้ มิสเตอร์ อัน จี ฮุน เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย แล้วเกิดอยากรับประทานขนมปังสไตล์เกาหลีที่ชื่อว่า “บุงออ ปัง” แต่ในเมืองไทยไม่มีขนอประเภทนี้ ทั้งที่ขนม บุงออ ปัง เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศเกาหลีใต้ จึงคิดว่าน่าจะมาเปิดตลาดขนมชนิดนี้ที่เมืองไทยดู เนื่องจากตอนนี้กระแสเกาหลีก็กำลังมาแรง อีกทั้งมิสเตอร์ อัน จี ฮุน มีสูตรทำขนม บุงออ ปังอยู่แล้ว เราจึงลองทำขนมบุง ออ ปัง จำหน่ายดู ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี แต่ติดที่เรื่องของรสชาติที่ออกจะจืดไปหน่อย จากนั้นจึงปรับเองของรสชาติให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น และขยายสาขาเพิ่มในรูปแบบของแฟรนไชส์ให้กับผู้ที่มีความสนใจธุรกิจนี้       


                     
                                 


บุงออ ปัง มีลักษณะเป็นรูปปลาคาร์พสีทอง ทำจากแป้งสูตรพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยแป้งสาลี มาการีน และส่วนผสมพิเศษอีก 9 ชนิด ที่อุดมไปด้วยสารอาหาร โดยใช้วัตถุดิบสำคัญนำเข้าจากประเทศเกาหลี ซึ่งมีไส้ให้เลือกอร่อยถึง 4 ไส้ ได้แก่ ไส้ถั่วแดง ไส้ครีม ไส้กรอก และไส้ช็อกโกแลต จำหน่ายในราคาชิ้นละ 12 บาท มิสเตอร์ อัน จี ฮุน กล่าวว่า แฟรนไชส์ บุงออ ปัง เป็นการทำธุรกิจที่ไม่ยุ่งยาก เนื่องจากมีการเตรียมแป้งสำเร็จรูปไว้ให้ แม้เป็นผู้ที่ทำขนมไม่เป็นก็สามารถทำได้ อีกทั้งขนมชนิดนี้ยังเป็นขนมที่ใหม่ในเมืองไทย ซึ่งมีโอกาสเติบโตได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอร่อยและขายในราคาที่ไม่แพง คุณมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องของทำเล ทางบริษัทมีทำเลตามห้างสรรพสินค้าไว้ให้กับผู้ที่สนใจด้วย เนื่องจากตัวสินค้า ตัวคีออสมีความเป็นเอกลักษณ์และมีมาตรฐาน ซึ่งหากไปลงตามตลาดนัดอาจจะไม่เหมาะ อีกทั้งราคาจำหน่ายชิ้นละ 12 บาท อาจทำให้ขายยากในทำเลตลาดนัด ไม่เหมือนกับการลงตามห้างสรรพสินค้าที่สามารถขายได้ และสินค้าก็ดูน่าสนใจมากกว่า ด้านกำไรแป้ง 1 ชุดราคา 440 บาท สามารถทำบุงออ ปังได้ประมาณ 110 ตัว จำหน่ายราคาตัวละ 12 บาท จะขายได้ประมาณ 1,300 บาท ซึ่งหากหักต้นทุนแป้งและค้าเช่าสถานที่น่าจะเหลือกำไรสุทธิประมาณ 50-60% ทำให้ใช้ระยะเวลาในการคืนทุนไม่นาน “ในช่วงแรกตลาดตรงนี้น่าจะไปได้ดี ส่วนในระยะกลางหรือปลายก็คงจะคล้ายกับขนมโตเกียวที่อาจจะตกลงไปบ้าง แต่หากเราเน้นเรื่องของคุณภาพให้มีมาตรฐานอยู่เสมอ และพยายามพัฒนาอยู่ตลอดเวลาน่าจะอยู่ในตลาดได้ โดยในอนาคตอาจจะเพิ่มไส้ให้หลากหลายขึ้น เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม” สนใจเข้าร่วมธุรกิจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-5569-8003, 08-1948-9538, 0-2939-1 อ้างอิงจาก ejobeasy

Read More...


ขนมปังกรอบโหระพา รสชาติไทย ไอเดีย น.ศ.มทร.ธัญบุรี




ขนมปังกรอบเป็นขนมขบเคี้ยวที่สามารถรับประทานได้สะดวกสบายทั้งในยามว่าง เวลาหิว หรือเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ด้วยรสชาติที่อร่อย

จากเดิมที่เป็นขนมปังแถวเปล่า ๆ มีช่องทางในการจำหน่ายยากพัฒนามาเป็นขนมปังกรอบโหระพาราดซอสแกงเขียวหวานและซอสแกงพะแนง เพื่อเพิ่มรสชาติ เพิ่มมูลค่า และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายให้กว้างขึ้น และยังดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์รสชาติอาหารไทย ดังนั้น ขนมปังกรอบโหระพาราดซอสแกงเขียวหวานและซอสแกงพะแนง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพ ส่วนผสมของขนมปังกรอบโหระพา ประกอบด้วย แป้งสาลี ใบโหระพาสับ เนยขาว นมข้นจืด ไข่ไก่ ยีสต์ น้ำตาลทราย เกลือ น้ำเปล่า ขั้นตอนการทำขนมปังกรอบโหระพา 1.ร่อนแป้งรวมกับยีสต์ ใส่ใบโหระพา ผสมให้เข้ากัน 2.ผสมไข่ไก่ น้ำ นม น้ำตาล เกลือ รวมกัน คนให้ละลาย ค่อย ๆ ใส่ในส่วนผสมข้อ 1 จนหมด นวดต่อจนแป้งจับตัวกัน 3.ใส่เนยขาว นวดต่อจนแป้งเนียนร่อนจากอ่างผสม พักไว้ 1 ชั่วโมง 4.นำก้อนแป้งมาใส่อากาศ ทำเป็นรูปทรงรียาวแล้วพักไว้ 1 ชั่วโมง 5. นำเข้าอบไฟ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที พักให้เย็น ขั้นตอนสุดท้าย หั่นขนมปังตามขวางบาง ๆ ผึ่งลมให้แห้งแล้วนำไปอบให้แห้งกรอบ สำหรับส่วนผสมของซอสเครื่องแกง ซอสแกงเขียวหวาน พริกแกงเขียวหวาน ถ้าเป็นซอสแกงพะแนง ก็จะเป็นพริกแกงพะแนง น้ำมันถั่วเหลือง กะทิ น้ำตาลปี๊บ เกลือ วิธีการทำผัดพริกแกงกับน้ำมันจนหอม ใส่กะทิ น้ำตาลปี๊บ และเกลือ ผัดต่อจนข้น นำไปราดบนขนมปังกรอบแล้วนำเข้าอบให้แห้งอีกครั้ง แค่นี้ก็จะได้ขนมปังกรอบโหระพาราดซอสเครื่องแกงไทยแสนอร่อย เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในขายและสะดวกในการเลือกซื้อสำหรับผู้บริโภคขนมปังกรอบโหระพาราดซอสเครื่องแกงไทย ทางผู้จัดทำ จึงได้จัดทำแพ็กเกจใส่ โดยที่ 1 ห่อ (55 กรัม) ให้คุณค่าทางโภชนาการ พลังงาน 243 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต 45 กรัม โปรตีน 6 กรัม ไขมัน 4 กรัม แคลเซียม 35 มิลลิกรัม เหล็ก 3.45 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 4.5 มิลลิกรัม เส้นใย 0.56 กรัม ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี โทร.08-951-92332 (อาจารย์อุ๊) อ้างอิงจาก ejobeasy
ด้วยคุณค่าทางอาหาร ระยะการเก็บรักษานานกว่าขนมปังทั่ว ๆ ไป สามารถทานได้ทุกเพศทุกวัย ทำให้ขนมปังกรอบเป็นที่นิยมในตลาดปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกในการรับประทานแข่งกับเวลาที่เร่งรีบ จากการสำรวจความนิยมของตลาดของ 3 หนุ่ม นายชัชพงศ์ เพียรดี (ออม) นายธนพล อินตาพวง (โอ๊ต) นายศุภกิจ เส็งสนาม (เอก) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ที่รักและชื่นชอบในการทำอาหาร จึงได้คิดค้นเมนูขนมปังกรอบโหระพาราดซอสเครื่องแกงไทยแสนอร่อยขึ้นมา โดยมี ผศ.อภิญญา พุกสุขสกุล และ ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ขนมปังกรอบที่คงไว้โดยรสชาติความเป็นไทย” นายธนพล อินตาพวง (โอ๊ต) เล่าว่า “ขนมปังกรอบโหระพาราดซอสเครื่องแกงไทย” เป็นเมนูที่สืบเนื่องมาจากเมนูขนมปังโหระพาของรุ่นพี่ เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและเส้นใยอาหารเข้าไปในขนมขบเคี้ยว ทางคณะผู้จัดทำจึงได้นำแผนงานพิเศษของนางสาววะจี เพิ่มสัตย์ โดยมี ผศ.สุชาดา งามประภาวัฒน์ เป็นที่ปรึกษาในปี พ.ศ. 2549 ที่เสริมใบโหระพาที่เป็นสมุนไพรไทยลงไปในขนมปังเพื่อเพิ่มสารอาหาร เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเส้นใยอาหาร มาพัฒนา

Read More...


4 เต้า สู่เต้าหู้นมสดธัญพืช บำรุงสุขภาพ



จากสาวเมืองตรังฝันอยากเป็นพยาบาล แต่พรหมลิขิตขีดเส้นให้เธอมาเรียนบริหารธุรกิจด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เข้าไปทำงานฝ่ายบริการของบริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำแห่งหนึ่งอยู่ถึง 7 ปี และมาทำงานต่อที่บริษัทไฟแนนซ์ที่มีชื่อ แต่สุดท้ายก็ตกงานเป็นแม่บ้านเต็มตัว และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นแม่ค้ามืออาชีพ

จากแม่บ้าน

สู่แม่ค้าเลี้ยงชีพเพื่ออยู่รอด

คุณสุขศรี สุริยะรังษี หรือ คุณศรี วัย 43 ปี ได้กลายเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัวอย่างเต็มตัวเมื่อปี พ.ศ. 2540 เพราะเศรษฐกิจวิกฤตกลายเป็นคนว่างงานไปในบัดดล คุณศรี เล่าถึงอดีตที่ผ่านมาว่า เธอและสามีต้องประสบปัญหาว่าจะทำเช่นไรให้ครอบครัวอยู่รอด ดังนั้น จึงเริ่มขวนขวายหาทางทำมาหากินเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้พร้อมกับลูกๆ อีก 2 คน และการขายน้ำเต้าหู้เป็นอาชีพครั้งแรกในชีวิตได้ทดลองมาค้าขายแถวแฟลตคลองจั่น เพราะเป็นถิ่นที่มีผู้คนมาออกกำลังกายทุกเช้า ดังนั้น เขาจะนิยมซื้อของรับประทานบำรุงสุขภาพ และน้ำเต้าหู้ของคุณศรีจึงได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดเป็นกำลังใจแก่นักขายมือใหม่

เมื่อขายน้ำเต้าหู้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คุณศรีก็เริ่มคิดพัฒนาสินค้าให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น ผลิตเต้าฮวยฟรุตสลัด วุ้นกระทิใบเตยหอม และยังโชคดีได้มีร้านค้าขายเป็นหลักอยู่แถวปากซอยคู้บอน ถนนรามอินทรา เมื่อ ปี พ.ศ. 2545

คุณศรีมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าแล้ว แต่เธอก็ไม่อยู่เฉย พยายามหาความรู้พัฒนาตนเอง เพื่อหวังพัฒนาให้เกิดสินค้าตัวใหม่ๆ ให้แตกต่างจากเดิม ดังนั้น เธอจึงถือโอกาสเข้ารับการอบรมเรียนรู้การผลิตเฉาก๊วยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้เวลาเรียนเพียง 1 วันเท่านั้น

จากการอบรมการผลิตเฉาก๊วยแค่วันเดียว คุณศรีก็นำความรู้ที่เล่าเรียนมาค้นคว้าต่อว่าจะมียุทธวิธีใดที่จะทำเฉาก๊วยให้อร่อย มีคุณภาพเหนือคู่แข่งขันคนอื่นๆ ในที่สุด เธอได้พัฒนาเฉาก๊วยจนมีลูกค้าให้ความนิยมและได้ผลิตไปจำหน่ายที่ร้านค้าที่มีชื่อว่า “บ้านศรีตรัง” โดยตั้งจากชื่อเล่นว่า “ศรี” ผสมกับเธอเป็นคนจังหวัดตรัง ดังนั้น จึงกลายเป็น “บ้านศรีตรัง” และเป็นที่น่ายินดีว่าเฉาก๊วยของบ้านศรีตรังได้รับความนิยมจากลูกค้า ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนได้มีคนให้สมญาว่า “เฉาก๊วย 100 กะละมัง”

นอกจากเฉาก๊วย 100 กะละมังแล้ว สาวตรังคนขยันยังคิดผลิตสินค้าอื่นๆ อีกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเต้าฮวยฟรุตสลัด วุ้นกะทิใบเตยหอม จนต่อมาได้รับการพิจารณาเป็นสินค้ามีคุณภาพ และเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546 สินค้าของบ้านศรีตรังก็ได้รับการการันตีจาก “เชลล์ชวนชิม” อย่างน่าภาคภูมิใจ ทำให้คุณศรีและครอบครัวเกิดมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปและมีความคิดก้าวหน้าในอาชีพแม่ค้ามือโปร พยายามคิดทำสินค้าให้โดนใจบรรดาลูกค้าอยู่เสมอ จนมีการตั้งสโลแกนที่น่าสนใจว่า “บ้านศรีตรัง ดัง 4 เต้า”

“เส้นทางเศรษฐี” อดไม่ได้ที่จะถามความหมายของคำว่า 4 เต้า นั้นคืออะไร คุณศรีเจ้าตำรับ 4 เต้า ก็ชี้แจงว่าสินค้าที่เธอผลิตแล้วสร้างชื่อเสียงจนได้รับความนิยมมีด้วยกัน 4 เต้า 4 แบบคือ 1. น้ำเต้าหู้ 2. เต้าฮวยฟรุตสลัด 3. เต้าทึง 4. เต้าส่วน ซึ่งคุณศรีตั้งสโลแกนออกมาแบบขำๆ เพื่อสร้างความาฮือฮาให้คนฟังแล้วสะดุดหู อยากทดลองลิ้มชิมรสความอร่อยในตัวสินค้า และก็เป็นไปตามคาดว่าสินค้า 4 เต้าของคุณศรีขายดีวันดีคืน



ฝันที่เป็นจริง

เมื่อนำสินค้าขึ้นห้าง

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าสาวเมืองตรังเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉย เป็นคนชอบฝันไปเรื่อยๆ บางทีฝันสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่เธอก็ไม่ท้อถอย คุณศรีมีความปรารถนาอยากนำสินค้าของตนเองเข้าไปตั้งผงาดขายในห้างดังๆ เพื่อสร้างชื่อเสียงแก่ตนเองและครอบครัว ในที่สุด ความฝันของสาวเมืองตรังก็พบความสำเร็จโดยการเสนอนำเฉาก๊วยใส่กระปุกจำหน่ายในห้างเป็นเจ้าแรก ซึ่งเริ่มต้นการจำหน่ายครั้งแรกเป็นจำนวน 40 กระปุก ในร้านโกลเด้นเพลส สหฟาร์ม ฟู้ดแลนด์ เลมอนฟาร์ม โดยมีลูกค้าให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะสินค้าของบ้านศรีตรังเน้นคุณภาพ ความสะอาด ความสด ช่วยบำรุงสุขภาพได้เป็นอย่างดี

เมื่อสินค้าเฉาก๊วยของบ้านศรีตรังได้รับความสนใจเข้าจำหน่ายในห้างใหญ่ ทำให้สาวตรังดีอกดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีเดียวการผลิตสินค้าช่วยกันในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก แต่บัดนี้ความต้องการของตลาดเพิ่มปริมาณขึ้น ฉะนั้น จึงทำให้แม่ค้าคนเก่งต้องขวนขวายหาลูกมือมาช่วยเป็นแรงในการผลิตสินค้าให้มากขึ้นโดยเธอจะว่าจ้างพนักงานช่วยผลิตประมาณ 5-6 คน คิดค่าแรงตามรายวัน คนละ 200 บาท ต่อวัน ซึ่งเป็นการช่วยเสริมพลังในการผลิต มิฉะนั้น การผลิตสินค้าส่งตลาดไม่ทันแน่

ด้วยแนวคิดก้าวหน้าตลอดเวลา คุณศรียังอุตส่าห์ไปเล่าเรียนทำเต้าหู้นมสดเพิ่มเติมจากรายการ “บ้านเลขที่ 5″ เพราะเธอเห็นว่าเต้าหู้นมสดก็ถือว่าเป็นสินค้าส่งเสริมสุขภาพเช่นกัน

เมื่อเล่าเรียนการผลิตเต้าหู้นมสดมาแล้ว ก็จะมาทดลองทำ ทำดีบ้าง ทำเสียบ้าง จนในที่สุด บรรดาผู้ร่วมชิมลงมติว่าอร่อยแล้วก็เตรียมวางแผนการผลิตให้เป็นเรื่องเป็นราว ตลอดจนสำรวจสินค้าคู่แข่งว่าเป็นอย่างไร แม่ค้าเมืองตรังได้สำรวจพบว่า เต้าหู้นมสดของคู่แข่งได้ผสมฟรุตสลัดเท่านั้น ด้านราคาสินค้าคิดกระป๋องละ 20 บาท ดังนั้น แม่ค้าคนเก่งจึงคิดกลยุทธ์ใช้ธัญพืช เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง เม็ดแมงลัก ฯลฯ ผสมในเต้าหู้นมสด เพิ่มความอร่อย บำรุงร่างกายเต็มร้อย และในขณะเดียวกัน คุณศรีอยากเติมความหวานเล็กน้อยในเต้าหู้นมสดบ้างเพื่อบริการให้ลูกค้าบางกลุ่มที่อยากรับประทานแบบมีรสชาติ ดังนั้น เธอจึงคิดเติมรสหวานโดยผสมลูกชิด มะพร้าว มะละกอ แคนตาลูป ลงในเต้าหู้นมสด ส่วนสนนราคาคิดกระป๋องละ 18 บาท ในราคาส่ง แต่ถ้าราคาตามร้านคิดกระป๋องละ 21 บาท

กระบวนการผลิตเต้าหู้นมสดผสมธัญพืชตำรับคุณสุขศรีโดยสังเขป



ส่วนผสม
1. นมสดใช้นมเมจิ 47%
2. ผงวุ้นนมสด 45%
3. น้ำตาลมิตรผล 3%
4. ครีมเทียม
5. ธัญพืช 5%

วิธีทำ (สำหรับเนื้อนม)

1. เทส่วนผสมทั้งหมด ได้แก่ ผงวุ้น น้ำตาล ครีมเทียมลงในหม้อต้มให้เดือดประมาณ 1-2 ชั่วโมง
2. หลังจากนั้นก็เทนมสดที่ต้มเดือดแล้วลงไปในกระป๋องประมาณ 2/3 ของกระป๋อง แล้ววางทิ้งไว้เฉยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง
3. รอให้นมในกระป๋องเริ่มเซ็ตตัวแล้วจึงนำไปใส่ในตู้เย็น

วิธีทำ (สำหรับน้ำนม)

1. เทนมสด น้ำตาล ครีมเทียมผสมลงในหม้อแล้วต้มให้เดือดประมาณ 1 ชั่วโมง
2. นำหม้อนมสดที่ต้มเดือดแล้ววางลงในหม้อบรรจุน้ำเย็นทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อรอเติมธัญพืชลงบนหน้าเนื้อนมสด ต่อจากนั้นจึงเติมส่วนของน้ำนมเป็นส่วนสุดท้าย หลังจากนั้นเตรียมปิดฝากระป๋องเต้าหู้นมสดธัญพืชแล้วส่งจำหน่ายได้เลย พร้อมใช้น้ำแข็งบดโปะบนกระป๋องเต้าหู้ช่วยเพิ่มความสด
ตัวอย่างการทำธัญพืช (ลูกเดือย) ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเต้าหู้นมสดผสมธัญพืช

วิธีทำลูกเดือย

1. นำเอาลูกเดือยมาแช่ให้นิ่มประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วก็ทำความสะอาด หลังจากนั้นจึงนำไปต้ม
2. เมื่อต้มลูกเดือยจนนิ่มดีแล้วนำไปเทใส่ตะแกรงพร้อมเทน้ำล้างให้สะอาดอีกครั้ง
หมายเหตุ ขณะนี้บ้านศรีตรังได้ใช้เครื่องกรองน้ำสะอาดระบบรีเวอร์ส ออสโมซิส ซึ่งเป็นเครื่องกรองให้น้ำสะอาดดีเยี่ยมและช่วยทำลายเชื้อโรคได้อย่างดียิ่ง
3. เมื่อลูกเดือยผ่านขั้นตอนน้ำสะอาดเรียบร้อยแล้ว ก็ทิ้งลูกเดือยให้สะเด็ดน้ำเพื่อรอบรรจุบนหน้าเนื้อนม
4. เมื่อบรรจุลูกเดือยบนหน้าเนื้อนมแล้ว หลังจากนั้นจึงเทน้ำนมปิดท้ายแล้วจึงปิดฝากระป๋องส่งไปหน่ายได้เลย



ระยะของการผลิตเต้าหู้นมสดจะจัดทำเป็น 2 ช่วงคือ

1. ช่วงเช้าจะผลิตเพื่อส่งจำหน่ายในช่วงบ่าย
2. ช่วงเย็น-ค่ำ จะเตรียมผลิตไว้ส่งสินค้าในช่วงเช้า การจัดทำการผลิตทั้ง 2 ช่วงเพื่อต้องการให้ลูกค้าได้ชิมสินค้าของบ้านศรีตรังแบบได้ความสด ใหม่ อร่อยตลอดเวลา

ขณะนี้ เต้าหู้นมสดธัญพืชของบ้านศรีตรังจะแบ่งเป็น 2 แบบคือ

1. แบบที่ไม่เติมน้ำตาล เน้นสำหรับผู้รักสุขภาพโดยเฉพาะ ได้แก่ เต้าหู้นมสดลูกเดือย ข้าวบาร์เลย์ เม็ดแมงลัก ถั่วแดง
2. แบบเติมน้ำตาลเล็กน้อย ช่วยเสริมรสอร่อยให้น่ารับประทานขึ้น เช่น เต้าหู้นมสดลูกชิด มะพร้าว ฟรุตสลัด แคนตาลูป อายุของสินค้าอยู่ได้ 7-8 วัน ถ้าใส่ตู้เย็น

การตลาด ทางบ้านศรีตรังจะพยายามจัดส่งสินค้าให้ใหม่ สดอยู่เสมอ โดยจะส่งตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ เช่น ห้างโกลเด้นเพลส จัสโก้ (อีออน แม็ค แวลู) สหฟาร์ม เลมอนฟาร์ม คาร์ฟูร์

นอกจากนั้น คุณศรีได้มีโอกาสพูดคุยกับ “เส้นทางเศรษฐี” ว่าเธอมีแนวคิดสนใจจะผลิตเต้าหู้นมสดเป็นนมผงซึ่งเป็นส่วนผสมเฉพาะของเธอเอง โดยหวังว่าจะให้ลูกค้าที่อยู่ไกล ไม่สามารถมาซื้อหาเต้าหู้นมสดได้ตามแหล่งจำหน่าย เขาก็มีสิทธิ์จะผสมนมผงดังกล่าวไปทำรับประทานเองได้ แต่นี่เป็นเพียงความคิดขั้นต้นอยู่

อย่างไรก็ตาม หากมีผู้สนใจอยากจะติดต่อสอบถามไปจำหน่ายหรือบริโภคก็สามารถติดต่อที่ คุณสุขศรี สุริยะรังษี บ้านเลขที่ 21/20 ซอยรามคำแหง 174 หมู่บ้านปาร์คโฮม เลควิว ถนนรามคำแหง เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510 โทร. (080) 228-2111, (089) 772-8581

ข้อมูลจำเพาะ
ธุรกิจ ผลิตเต้าหู้นมสดผสมธัญพืช
เจ้าของกิจการ คุณสุขศรี สุริยะรังษี

จุดเด่นสินค้า

1. สินค้าบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพ
2. คุณภาพใหม่ สดตลอด
3. รสชาติอร่อย แปลกใหม่ เพราะมีธัญพืชผสมช่วยเสริมสุขภาพ

ระบบการขาย แบบปลีก/ส่ง

ราคาสินค้า ราคาปลีกกระป๋องละ 21 บาท ราคาส่งกระป๋องละ 18 บาท

การลงทุน หลักแสนบาท

ระบบธุรกิจ แบบครอบครัว

พนักงานช่วยผลิต 5-6 คน ค่าแรงรายวัน คนละ 200 บาท ต่อวัน

ยอดการผลิตต่อเดือน 20,000-30,000 กระป๋อง

กำไร 30-40 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขาย

หมายเหตุ นมสดใช้นมเมจิ ผงวุ้นตรานางเงือก น้ำตาลยี่ห้อมิตรผล

Read More...


ปังเว้ย…เฮ้ย!!! ขนมอารมณ์กวน ธุรกิจคนหนุ่มขอมุ่งมั่นทำเบเกอรี่



การตั้งชื่อแบรนด์สินค้าให้จดจำง่าย สามารถจำได้ หลังฟังเพียงครั้งเดียว ถือว่าโอกาสการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้ามีสูงเลยทีเดียว อย่างร้าน “ปังเว้ย…เฮ้ย!!!” แค่ชื่อก็สื่อถึงอารมณ์กวนๆ แฝงไปด้วยรอยยิ้ม ของเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี เพราะร้านนี้เขาตั้งใจให้ชื่อจดจำง่าย และสื่อถึงความเป็นตัวตนของผู้ชายที่ทำเบเกอรี่ให้มากที่สุด



จากสูตรขนมปังรุ่นคุณพ่อ ที่เปิดขายมานานย่านห้างจัสโก้ ซอยเสนานิคมตั้งแต่ปี 2535 โดยไม่มีชื่อร้าน มาถึงจุดอิ่มตัว ทำให้ลูกชาย ทนงศักดิ์ รุ้งวราห์รัตน์ หรือแบงก์ ที่เติบโตมากับขนมปังสอดไส้ คิดสานต่อ หลังจากเรียนจบมาทางด้านนิติศาสตร์ ยึดอาชีพทนายไม่กี่ปี ก็รู้สึกว่างงานด้านกฎหมายยังไม่ใช่งานที่ตนเองชอบ ดังนั้นจึงได้รวบรวมเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันคือ วุฒิเลิศ มีประถม หรือ อ้น และ นรงฤทธิ์ สมงาม หรือ จ้อย ออกมาทำขนมปังขาย ซึ่งในช่วงแรกยอมรับว่าไม่เคยคิดที่จะยึดอาชีพนี้อย่างจริงจัง แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสการทำขนมปังอย่างจริงจังก็รู้สึกชอบ เพราะได้ลงมือบริหารธุรกิจด้วยตัวเองในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะด้านการผลิต การทำการตลาด การบริการลูกค้า และการได้คิดสูตรไส้ของขนมปังใหม่ๆ ออกมาให้กับลูกค้าได้ลิ้มลอง



“เมื่อผมได้รวบรวมเพื่อนที่สนใจมาทำขนมปังด้วยกัน จึงเปิดสาขาแรกที่ย่านเกษตรนวมินทร์ ซอยมัยลาภ ตอม่อที่ 138 ซึ่งผลก็ตอบรับก็เป็นที่น่าพอใจ ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อไปรับประทานเองและเป็นของฝาก ทำให้พวกเราขยายสาขาอีก โดยเน้นทำเลที่เป็นย่านคนขับรถผ่าน และจอดรถบริเวณหน้าร้านได้สะดวก ซึ่งถือเป็นลูกค้าเป้าหมายของเรา ทำให้ในปัจจุบันมีสาขาเพิ่มอีก 3 สาขา คือ ห้าแยกวัชรพล, ทาวน์ อิน ทาวน์ เลียบทางด่วน รามอินทรา-เอกมัย และตรงข้ามอาคาร SCB PARK รัชโยธิน”



สำหรับชื่อร้าน “ปังเว้ย…เฮ้ย!!!” ที่ใครเห็นแล้วต้องเหลียวมองว่าขายอะไรนั้น เกิดจากแนวความคิดของหุ้นส่วนที่เป็นผู้ชาย 3 คน ว่า ไม่ต้องการให้ชื่อแบรนด์สื่อถึงความเป็นขนมปัง หรือเบเกอรี่ จนเกินไปนัก และไม่ต้องการซ้ำกับใคร ซึ่งชื่อต้องสื่อถึงความเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นผู้ชาย สุดท้ายจึงมาลงตัวที่คำว่า เว้ย…เฮ้ย เนื่องจากเป็นคำอุทานที่ผู้ชายส่วนใหญ่มักใช้กัน และโดนใจหุ้นส่วนทั้ง 3 คน



ในขณะที่รสชาติของขนมปังก็ไม่น้อยหน้า สมราคา และคุณภาพ คือ เนื้อแป้ง อบสดจากเตาทุกวัน ราคาเพียงชิ้นละ 20 บาทเท่านั้น แต่อัดเน้นไปด้วยไส้ของขนมปัง ที่ใส่ลงไปแบบไม่หวงไส้ รวมกว่า 14 ไส้แล้ว ที่ 3 หนุ่มช่วยกันคิดขึ้น เช่น ไส้มะพร้าวอ่อน (ขายดี), หมูแดงเห็ดหอม, ไก่กุ้งเห็ดหอม, สังขยา, ผลไม้รวม, หมูหยองน้ำพริกเผา, และล่าสุดเปิดตัวไส้เบคอนมายองเนสออริกาโน่ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีจากลูกค้า



“การที่เราตั้งราคาอยู่ที่ 20 บาททุกไส้นั้น เป็นกลยุทธ์การตั้งราคาแบบเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา คือ เริ่มหันมามองตัวเราเองกับเงิน 20 บาท หากได้รับประทานขนมปังที่อัดแน่นไปด้วยไส้ทั้งคาวและหวานนั้น เราจะควักเงินซื้อไหม แต่หากราคาเพิ่มเป็น 30 บาท การตัดสินซื้อจะยากกว่าหรือไม่ เมื่อพิจารณาดูแล้ว พวกเราจึงคิดว่าราคา 20 บาท ถือเป็นราคาที่เหมาะสมที่สุด เพราะจะทำให้ร้านขนมปังของเรามีลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัย ซึ่งก็ตรงตามที่ติดไว้ โดยที่ผ่านมามีลูกค้าตั้งแต่ผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อย และคนทำงานระดับผู้บริหารก็มาอุดหนุน”



แม้จะเป็นเพียงร้านขายขนมปังที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ให้ความใส่ใจในเรื่องของการทำการตลาดไม่เสียชื่อที่เป็นธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ไฟแรงจริงๆ ที่มีการทำโบว์ชัวร์แจกให้ผู้คนย่านนั้น และไม่ได้เป้นเพียงการแจกโบว์ชัวร์ธรรมดา แต่ทำการจ้างพริตตี้สาวสวย มายืนคอยโปรโมทร้าน ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้ผลตอบรับ ลูกค้ารู้จักสินค้า และร้านเร็วขึ้น พร้อมเปิดใจที่จะอุดหนุนลิ้มลอง ส่งผลให้เกิดกระแสการบอกต่อปากต่อปาก ที่เหมาะสมกับการประชาสัมพันธ์ธุรกิจประเภทอาหารได้อย่างตรงจุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ของร้านที่ว่า “อร่อยถูกปาก ของฝากถูกใจ”

***สนใจติดต่อ 08-1376-5050, 081-802-5341***
อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์

Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers


ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/










เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.