ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สอบถามค่าแรงรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ด โทร 087-2229588


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882

มาดูเทคโนโลยีพนังกั้นน้ำท่วมของเมืองนอก..แล้วต้องถอนใจกับเทคโนกระสอบทรายบ้านเรา

สื่อต่างชาติ ชี้รัฐบาลปูล่มเหลวบริหารปท. แม้มีเสียงข้างมากสนับสนุนในสภา จนนำให้ไทยกลายเป้นเมืองถุงทราย





http://www.hydrologicalsolutions.com/files/images/hydrobaffle.jpg

บ้านเรากำลังเผชิญกับอุทกภัยระดับวิกฤตในขณะนี้
เห็นวิธีทำพนังกั้นน้ำแต่ละแบบของเราแล้วช่าง"ไฮเทค"แบบบ้านๆ ซะไม่มี
ซึ่งในที่สุดทั้งคันดิน คันกระสอบทรายก็ต้านแรงน้ำไม่อยู่

Read More...


แบบแปลนบ้านลอยน้ำ ในอนาคต

.
เผยแบบแปลน บ้านลอยน้ำ แนวคิดจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ



         สถานการณ์น้ำท่วมยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และกำลังกระจายเข้าสู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายนานับประการ ทั้งด้านทรัพย์สิน และด้านจิตใจ ทั้งนี้ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะป้องกันภัยแก่ประชาชนดังกล่าว จึงได้ศึกษาหาข้อมูลทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่ยากจะแก้ไขในปัจจุบัน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบปัญหาดังกล่าว

        โดยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมายังกรมโยธาธิการและผังเมือง และได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับ "บ้านลอยน้ำ" ดังนั้นทางกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้นำเอาแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้จาก "บ้านลอยน้ำท่าขนอน" ซึ่งบ้านลอยน้ำท่าขนอน  อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ โดยบ้านลอยน้ำนั้นมีลักษณะเป็นเรือนแพ ซึ่งในฤดูแล้งตัวบ้านจะตั้งอยู่บนพื้นดินตามปกติ แต่เมื่อถึงเวลาน้ำท่วม ตัวบ้านก็จะลอยขึ้นตามระดับน้ำ และมีการยึดตัวบ้านเอาไว้กับเสาหลักเพื่อป้องกับการโคลงตัว หรือลอยไปตามกระแสน้ำ จากนั้นพอเวลาน้ำลดลง บ้านก็จะกลับมาตั้งตัวอยู่บนพื้นดินเหมือนเดิม

        สำหรับขนาดของบ้านลอยน้ำ การออกแบบนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัสดุที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งหาซื้อได้ง่าย อีกทั้งยังก่อสร้างได้ง่ายด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีโครงสร้างเป็นรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน ชาวบ้านที่มีความรู้ด้านช่างในระดับทั่วไปก็สามารถก่อสร้างเองได้
 



       

        ส่วน บ้านที่เห็นในภาพตัวอย่าง มีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 60 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่มาก เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างและการลอยน้ำ แต่หากมีความต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้นก็อาจเชื่อมต่อหลายหลังเข้าด้วยกัน โดยใช้สะพานทางเชื่อมพาดระหว่างชานรอบตัวบ้าน  ส่วน ราคาค่าใช้จ่าย ถ้าสร้างเองจะมีราคาประมาณหลังละ  719,000 บาท แต่ถ้าหากจ้างเหมาราคา หลังละ 915,000 บาท เนื่องจากต้องมีการคิดค่าดำเนินการ กำไรและภาษีด้วย

        อย่างไรก็ตาม แบบบ้านลอยน้ำของกรมโยธาธิการและผังเมืองนี้ หวังว่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ ต้องอยู่อาศัยในพื้นที่ที่ประสบภัยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ลุ่ม ซึ่งอาจจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องต่อความต้องการต่อไป



แบบแปลนบ้านลอยน้ำ


ขนาดพื้นที่  

          ประมาณ 60 ตารางเมตรประกอบด้วยพื้นที่อยู่อาศัย 23 ตารางเมตร ส่วนทำอาหารห้องน้ำและซักล้าง รวม 37 ตารางเมตร

ราคาค่าก่อสร้าง  

          โดยประมาณ 719,000 บาท (กรณีปลูกสร้างเอง) ไม่ต้องใช้ผู้รับจ้างเหมาและประมาณ 915,000 บาท (กรณีมีผู้รับจ้างเหมา)

วัสดุก่อสร้าง 

          ใช้วัสดุก่อสร้างพื้นฐานทั่วไปที่สามารถหาได้ง่ายในท้องตลาด ซึ่งสามารถดัดแปลงได้ตามความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทุ่นลอยเป็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร หรือถังไฟเบอร์กลาสกรณีต้องการความทนทานเพิ่มขึ้น

ระบบสุขาภิบาล 

          ใช้ระบบการย่อยสลายโดยมีถังบรรจุจุลินทรีย์ EM ติดตั้งอยู่ใต้ห้องน้ำเพื่อย่อยสลายและเร่งการตกตะกอนของสิ่งปฎิกูล
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก กรมโยธาธิการและผังเมือง และ portfolios.net 



Read More...


บิสกิตหน้าเมล็ดทุเรียนกรอบ ขนมขบเคี้ยวแปรรูปแบบใหม่

บิสกิตหน้าเมล็ดทุเรียนกรอบ
นายณัฐชรัฐ แพกุล หรือโอ ผู้แปรรูปทุเรียนให้เป็น “บิสกิตหน้าเมล็ดทุเรียนกรอบ”


ทุเรียน…ผลไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่มีหนามแหลมมาก รสชาติที่หวานมัน กลิ่นหอมหวานและแรง หลาย ๆ คนจึงติดใจในทุเรียน และอีกหลายคนมีไม่ชอบกลิ่นของทุเรียน

ทุเรียน สามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้มากมายหลายหลาก อาทิ ทุเรียนกวน ทุเรียนทอดกรอบ ข้าวเหนียวทุเรียน ส้มตำทุเรียน ทุเรียนเชื่อม ในประเทศฟิลิปปินส์นำทุเรียนมาทำขนมหวานมากกว่าที่จะทำอาหารคาว ชาวมาเลเซียได้นำทุเรียนมาดองและแช่อิ่ม

น้อยคนที่จะรู้ว่าเมล็ดทุเรียนก็สามารถทานได้เหมือนเมล็ดของขนุน เมล็ดทุเรียนนำ มานึ่ง คั่วหรือทอดในน้ำมันมะพร้าว เนื้อข้างในจะมีลักษณะคล้ายเผือก หรือมันเทศ แต่เหนียวกว่า ในเกาะชวาจะหั่นเมล็ดทุเรียนบาง ๆ และปรุงด้วยน้ำตาลเหมือนขนมฉาบน้ำตาล แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเหมือนกับเนื้อของทุเรียนที่นำมาแปรรูปด้วยการทอดและ กวน

เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเมล็ดทุเรียน หลังจากที่เอาเนื้อไปทำประโยชน์ก็จะทิ้งเมล็ดเป็นของไร้ค่า กลายเป็นขยะ ดังนั้น นายณัฐชรัฐ แพกุล หรือโอ นักศึกษาชั้นปี ที่ 4 สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จึงได้คิดค้นเมนู “บิสกิตหน้าเมล็ดทุเรียนกรอบ ” ขึ้นมา โดยมี ผศ.สุชาดา งามประภาวัฒน์ เป็นที่ปรึกษา

โอ บอกว่า ในเมล็ดทุเรียน 1 เมล็ด มีสารอาหารมากมาย นอกจากสารอาหารที่ได้รับแล้ว ยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับกลุ่มแม่บ้านที่ได้แปรรูปผลิตภัณฑ์ ทุเรียน

สำหรับส่วนผสมของบิสกิตเมล็ดทุเรียนกรอบ ประกอบด้วย ส่วนผสมของบิสกิต 1. แป้งเอนกประสงค์ตราว่าว 220 กรัม 2. เนยสด 100 กรัม 3. น้ำตาลไอซ์ซิ่ง 15 กรัม 4. ผงฟู 3 กรัม 5. เกลือป่น 3 กรัม 6. น้ำเย็น 45 กรัม 7. นมสด 30 กรัม

วิธีทำ “บิสกิตหน้าเมล็ดทุเรียนกรอบ”

1. ร่อนแป้ง น้ำตาลไอซ์ซิ่ง ผงฟู และเกลือป่น ใส่อ่างพักไว้ 2. นำเนยหั่นเป็นชิ้นเล็กใส่ลงในแป้ง ใช้ที่ตัดเนย ตัดเนยรวมกับแป้งจนเป็นเม็ดเท่าถั่วเขียว ใส่น้ำเย็นทีละน้อย (เพื่อไม่ให้เนยละลาย เวลาที่เกิดความร้อนขณะที่นวดแป้ง เวลาอบถ้าเนยละลาย บิสกิตจะไม่ฟูติดเป็นแผ่นแข็ง) จนหมด นำมาทำเป็นก้อนกลมรวมกัน พักไว้ 15 นาที

2. นำมาคลึงบนกระดาษไข ให้มีความหนาประมาณ 2 มิลลิเมตร ใช้พิมพ์กดขนมบนกระดาษไข ยาว 2 นิ้ว กว้าง 1.30 เซนติเมตร วางบนถาดอบที่ทาด้วยเนย ตามสูตรจะได้บิสกิตทั้งหมด 75 แผ่น 4. ทาหน้าบิสกิตด้วยนมสดให้ทั่ว ใช้ส้อมจิ้มหน้าขนมเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซสเซียส พอสุกใช้ที่แซะขนม นำมาพักบนตะแกรง รอให้เย็น

หลังจากที่ได้บิสกิตเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมเมล็ดทุเรียนทอด เริ่มจากนำเมล็ดทุเรียนมาปลอกเปลือกนอกออก แช่น้ำ 2. นำเมล็ดทุเรียนที่ปลอกเปลือกมาผ่าครึ่งตามแนวยาว แล้วหั่นในแนวขวางบางประมาณ 1 ม.ม.

3. นำเมล็ดทุเรียนที่หั่นแล้วมาลวกในน้ำเดือด 30 วินาทีในน้ำเดือด เทใส่กระชอน เปิดน้ำเย็นให้ไหลผ่านทิ้งให้เสด็จน้ำ นำใส่ถาดเกลี่ยให้บาง นำเข้าตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 65 องศาเซสเซียส 5 ชั่วโมง (ถ้าไม่มีตู้อบรมร้อนให้ตากแดด 1 วัน)

4. นำเมล็ดทุเรียนอบแห้ง 100 กรัมใส่น้ำ 250 มล. และเติมน้ำส้มสายชู 15 กรัม ทิ้งไว้ 2 นาที เทใส่กระชอนทิ้งให้เสด็จน้ำ

5. นำเมล็ดทุเรียนที่ได้ลงทอดในน้ำมันไฟแรงปานกลางประมาณ 3 นาที ตักขึ้นใส่กระดาษซับมันทิ้งให้เย็น

เมื่อได้ทั้งส่วนแล้วขั้นตอนต่อไป การเตรียมบิสกิตเมล็ดทุเรียนกรอบ
ส่วนผสม 1. แผ่นบิสกิต 2. เมล็ดทุเรียนทอดกรอบ 3. ลูกเกด 20 กรัม 4. เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกรอบ 40 กรัม น้ำตาลทราย 150 กรัม 4. เกลือป่น 5 กรัม 5. ครีมออฟทาร์ทาร์ 5 กรัม (เพื่อไม่ให้น้ำตาลจับตัวเป็นก้อน) 6. แป้งสาลีเอนกประสงค์ตราว่าว 20 กรัม 7. น้ำ 80 กรัม

กรรมวิธี 1. นำแป้งสาลีอเนกประสงค์ตราว่าวละลายกับน้ำ 30 กรัม ใส่หม้อตั้งไฟอ่อนๆ ต้มจนแป้งสุกใส 2. ใส่น้ำตาลทราย เกลือ ครีมออฟทาร์ทา น้ำส่วนที่เหลือ เคี่ยวจนละลายจนหมด คนเล็กน้อย วัดอุณหภูมิให้ได้ 114 องศาเซสเซียส (ถ้าไม่มีเทอร์มิเตอร์ สังเกตจากฟองจะละเอียด)

3. นำน้ำเชื่อมที่ได้มาทาที่บิสกิตบางๆ แต่งหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมาพานต์ ลูกเกด และเมล็ดทุเรียนทอดกรอบ ราดหน้าด้วยน้ำเชื่อมอีกเล็กน้อย นำเข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซสเซียส 10 นาที แค่ก็ได้ บิสกิตเมล็ดทุเรียนกรอบ หอมกรุ่น แสนอร่อย เก็บไว้ทานเล่น

บิสกิตเมล็ดทุเรียนกรอบเก็บไว้ได้ 1 อาทิตย์ (อุณหภูมิห้อง) และ 1 เดือน เก็บไว้ในตู้เย็น ไอเดียที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเมล็ดทุเรียน น้องโอเจ้าของไอเดีย ไม่หวงสูตร และอยากให้กลุ่มแม่บ้านนำไปทำผลิตภัณฑ์จำหน่ายออกสู่ท้องตลาด

เนื่องจากเจ้าของไอเดีย คิดสูตรบิสกิตหน้าเมล็ดทุเรียนกรอบนี้เพื่อนำมาเผยแพร่ หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดได้ที่ น้องโอ โทร.089-2521300

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : eJobeasy.com

Read More...


แฟรนไชส์ Mobile Coffee Car

รถกาแฟเคลื่อนที่ BONCAFÉ
แฟรนไชส์ BONCAFÉ 
BONCAFÉ(บอนกาแฟ) เป็นบริษัทร่วมทุนไทย-สวิส ดำเนินธุรกิจด้านกาแฟมากว่า 19 ปี (ก่อตั้งปี 2534) ภายใต้คอนเส็ปต์ one stop coffee solution เสนอธุรกิจที่ครบวงจรด้านกาแฟ ไม่ว่าเครื่องทำกาแฟ นำเข้าจากประเทศชั้นนำ รวมถึงผลิตกาแฟไทยได้คุณภาพ การให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่อยากทำธุรกิจกาแฟ และการจัดอบรมความรู้เพื่อการเปิดร้านกาแฟผ่าน

เรียกง่าย ๆ ว่าถ้าอยากทำธุรกิจร้านกาแฟ เดินมาที่ได้ครบทุกอย่าง BONCAFÉ เป็นทั้งผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่าย เครื่องทำกาแฟระบบอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซ่ ระบบกึ่งอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟคาปูชิโน เครื่องทำกาแฟระบบหยอดเหรียญ เครื่องบดกาแฟ และอุปกรณ์ในการทำกาแฟจาก ประเทศอิตาลีและสวิตเซอร์แลนด์ และนำเข้าเครื่องต้มกาแฟแบบใช้กระดาษกรองจากประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากขายกาแฟแล้ว ยังขายเครื่องดื่มชนิดผงสำเร็จรูป เช่น ชาชงสำเร็จรูปกลิ่นผลไม้และช็อกโกแลตชงสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์แต่งหน้าเมนู ซอสตกแต่งเครื่องดื่ม ของหวาน ท็อปปิ้งไอศกรีม และเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมจาก Torani

สามารถหาชิมกันได้ตามคีออสหรือร้านกาแฟ BONCAFÉ หรือตามซูเปอร์มาเกตที่วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท เมื่อถูกใจรสชาติและมีทำเลทอง อยากเปิดร้านกาแฟบ้าง ก็ติดต่อไปได้ที่บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด หรือติดตามข่าวสารได้จากวารสาร Free copy “บิทเทอร์ สวีท”
BONCAFÉ เพิ่มทางเลือกให้คนอยากมีร้านกาแฟ ด้วยรูปแบบธุรกิจ “รถกาแฟเคลื่อนที่ BONCAFÉ” โดยใช้กระบะคันเล็ก ๆ ขับเข้าตรอกออกซอกซอยได้สบาย ขายได้ทั้งกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด ตลาดนัด และงานอีเวนท์

รูปแบบการลงทุนรถกาแฟเคลื่อนที่ BONCAFÉ นำรถมาตกแต่งเอง หรือใช้รถที่บริษัทจัดหาให้ก็ได้ ต้นทุนกาแฟราคาต่ำมาก ไม่เกิน 20 บาทต่อแก้ว ส่วนราคาขายกาแฟร้อนไม่เกิน 30 บาท กาแฟเย็น 35-40 บาทขึ้นไป ได้กำไรเกือบครึ่งหนึ่ง เฉลี่ยแล้วกรณีที่คืนทุนได้ภายในหนึ่งปี ต้องขายกาแฟให้ได้ประมาณ 30 แก้วต่อวัน

รูปแบบชุดรถกาแฟเคลื่อนที่ BONCAFÉ

ชุดร้านกาแฟเคลื่อนที่มีให้เลือก 3 รูปแบบ คือ standard set, premium set 1 และ premium set 2 สามารถผ่อนชำระ 0% ได้นาน 10 เดือน กับบัตรเครดิตกสิกรไทย
standard set ราคา 39,000 บาท ได้รับเครื่องชงกาแฟ Ascaso รุ่น Uno PM1-Group กับเครื่องบดกาแฟ Saeco รุ่น MC 2002
premium set 1 ราคา 69,000 บาท ได้รับเครื่องชงกาแฟ Ascaso รุ่น Trio PM 2-Groups กับเครื่องบดกาแฟ Ascaso รุ่น i-1 (ไม่มีโถพักกาแฟ)
premium set 2 ราคา 72,000 บาท ได้รับเครื่องชงกาแฟ Ascaso รุ่น Trio PM 2-Groups กับเครื่องบดกาแฟ Ascaso รุ่น i-1d (ไม่มีโถพักกาแฟ)

ไม่ว่าซื้อชุดไหน จะได้รับการอบรมหลักสูตรเบื้องต้นด้วย พร้อมชุดอุปกรณ์เริ่มต้น ได้แก่
-แก้วกระดาษ 6.5 ออนซ์ 200 ชิ้น
-แก้วพลาสติก 16 ออนซ์ 200 ชิ้น
-ฝาปิดแก้วพลาสติก 200 ชิ้น
-แก้วช็อต 1 ใบ
-ถ้วยสตรีมนม 300 ซีซี 1 ใบ
-แก้ววัดปริมาณ 8 ออนซ์ 1 ใบ
-ช้อนวัดปริมาณ 1 เซท
-กาแฟเม็ด (มอคค่าดาร์ค) 10 กิโลกรัม
-บอนทีมิกซ์ 3 กระป๋อง
-บอนช็อคโก 1 กระป๋อง
-ซอสตกแต่งของหวาน 3 ขวด
-น้ำเชื่อมโทรานี่ 3 ขวด

กรณีที่ลูกค้าไม่มีรถ และกำลังมองหารถใหม่ ทางบริษัทแนะนำรถ DFM Mini Truck ด้วยราคารวมหลังคารถ ตู้โชว์ และสติกเกอร์ตกแต่งภายใน ภายนอก รุ่น DFM CAFÉ 1.1 L LPG-MPI 385,000 บาท รุ่น DFM CAFÉ 1.3 L LPG-MPI 435,000 บาท รุ่น DFM CAFÉ 1.1 L CNG-MPI 395,000 บาท และรุ่น DFM CAFÉ 1.3 L CNG-MPI 445,000 บาท ผ่อนชำระกับธนาคารกสิกรไทย 12-60 งวด (ดาวน์ 25%) อัตราชำระต่องวด ต่ำสุดห้าพันกว่าบาท และสูงสุดสองหมื่นกว่าบาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการผ่อนชำระ
สนใจธุรกิจแฟรนไชส์รถกาแฟเคลื่อนที่ BONCAFÉ ติดต่อ ชั้น 21 อาคารเมืองไทย-ภัทร ตึก 2, 252/110 ถนน รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 ประเทศไทย โทร. 0-2693-2570 www.boncafe.co.th E-mail:marketing@boncafe.co.th

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : eJobeasy.com

Read More...



ปลาไข่อมยิ้ม
ปลาไข่อมยิ้ม ขึ้นจากเตามากี่กระทะก็หมดในพริบตา 

ความอร่อยอยู่ที่รสชาติน้ำจิ้มสะเด็ดถึงใจ เผ็ดกำลังดี เปรี้ยวเติมอีกนิด ตัดกันดีกับความมันของปลาไข่ทอด เคล็ดลับนอกจากน้ำจิ้มแม่ประยงค์ (ชุมพร) น้ำจิ้มปรุงสด ใช้พริกขี้หนูสวนผสมกับกระเทียม และเครื่องปรุง ไม่ใส่สี ไม่มีสารกันบูด เก็บไว้ในตู้เย็นแช่ได้นานถึง 3 เดือนแล้ว สูตรการทอดปลาไข่ก็มองข้ามไม่ได้ ทอดให้อร่อย ใช้ไฟแค่กลาง ๆ พอ จะได้สีปลาไข่ที่เหลืองนวล หั่นชิ้นพอคำ มองเห็นเรือนร่างอัดแน่นพร้อมโชว์ความสดใหม่ตลอดลำตัว

เวลาปลาไข่อมยิ้มไปออกตามงาน ขายชุดละ 35 บาท ลูกค้าจ่ายไม่ยาก เพราะถือว่ามาเดินช็อปปิ้ง ย่อมมีกำลังซื้อเป็นธรรมดา อีกเมนูที่มักวางขายคู่กันคือเกี๊ยวซ่า ทอดกินร้อน ๆ จะอร่อยกว่าปล่อยให้เย็นชืด การเลือกทำเลสำหรับการขาย “ปลาไข่อมยิ้ม” จึงสำคัญ จะไปตั้งร้านขายตามโรงงานอาจประสบความสำเร็จยาก เนื่องจากพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ต้องการซื้อสินค้าราคาไม่สูงมาก ทางที่ดีต้องไปในย่านชุมชน สำนักงาน หรือตามมหาวิทยาลัย

แบรนด์ “ปลาไข่อมยิ้ม” หรือ “omyimshop” ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ปลายปีพ.ศ.2541 ถ้าจำกันได้ยุคนั้นเป็นช่วงคนตกงานเยอะ และคนสร้างอาชีพใหม่ ๆ ก็มีขึ้นมาก เช่นเดียวกับปลาไข่อมยิ้ม ตอนนั้นเป็นเพียงกิจการเล็ก ๆ ที่ขายปลาไข่ทอดกรอบ กินคู่น้ำจิ้มรสจัด ไปเปิดตัวครั้งแรกที่งานเทศกาลกินปลาทู จังหวัดสมุทรสงคราม

จะว่าไปแล้วปลาไข่ไม่ใช่เมนูมหัศจรรย์อะไร กินกันมาแต่ไหนแต่ไร กลับมาโด่งดังได้เพราะเจ้าของร้านรู้จักหยิบขึ้นมาขาย โดยอาศัยการจัดแต่งร้านให้ดูน่ารับประทานด้วยชุดไม้ยางพารา ปีต่อมา “ปลาไข่อมยิ้ม” เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากไปออกงานที่เกษตรแฟร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และค่อย ๆ สร้างชื่อให้ตัวเองด้วยการตระเวนออกงานในช่วงสามปีแรก ทั้งที่เมืองทองธานี งานกาชาดสวนอัมพร งานที่เยาวราช เทศกาลอาหารทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเกือบทุกภาค รวมทั้งรุกขายในห้างฯ เวิลด์เทรด (ที่เดียวกับเซ็นทรัลเวิลด์ปัจจุบัน) ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เดอะมอลล์ บางกะปิ เซ็นทรัลลาดพร้าว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

สนใจดูรายละเอียดปลาไข่อมยิ้ม

คลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ปลาไข่อมยิ้ม www.omyimshop.com จะได้เห็นภาพบรรยากาศการออกบู๊ธ ประวัติความเป็นมา ความรู้เรื่องปลาไข่ และสื่อที่เคยสัมภาษณ์คุณไพรัช สุวรรณสว่าง เจ้าของแบรนด์
ตอนนี้ขายแฟรนไชส์ปลาไข่อมยิ้มชุดประหยัด ราคา 19,000 บาท สอนทั้งวิธีทำและอุปกรณ์การขายครบชุด เช่น คีออส ป้ายโฆษณา ถาด โถน้ำจิ้ม เขียง กระทะ ฯลฯ เจอะเจอบู๊ธปลาไข่อมยิ้มที่ไหน ลองซื้อชิมดู หรือซื้อน้ำจิ้มแยกเป็นขวดก็มีขาย ตอนนี้ที่ขายอยู่ เช่น ตลาดลุงเพิ่มหลังการบินไทย เปิดทุกวันเว้นวันอาทิตย์ และตลาดนัดเกษตรศาสตร์

ชิมปลาไข่อมยิ้มแล้วจึงตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ยังไม่สาย แบรนด์นี้การันตีด้วยว่าได้มาตรฐานเชลล์ชวนชิมมาแล้ว

สนใจติดต่อคุณไพรัช โทร.08-1587-5411 E-mail:omyimshop@yahoo.com
ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : eJobeasy.com

Read More...


ICY ICE ไอซี่ ไอซ์ น้ำแข็งไส สายไหม ปุยนุ่น


แฟรนไชส์ Icy Ice
แฟรนไชส์ Icy Ice 

ออกมากันหลายยี่ห้อ หลายแบรนด์ สำหรับการลงทุนในธุรกิจน้ำแข็งใส คิดจะตั้งโต๊ะสักตัว หาเครื่องไสน้ำแข็งสักเครื่อง มีโหลใส่ท็อปปิ้ง แบบนี้ก็ง่าย ทำขายได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ราคา จะไปตั้งราคาสูงกว่า 10-15 บาท ชักยากแล้ว เพราะไม่มีตัวเพิ่มมูลค่า

ร้านก็ธรรมดา แก้วใส่น้ำแข็งก็งั้น ๆ อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่แตกต่างไปจากร้านขายขนมริมบาทวิถี เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้นักคิดนักการตลาดทั้งหลาย พากันสร้างจุดขายเพื่อให้สินค้ามีราคามากขึ้น ลงทุนขายน้ำแข็งใสมีโอกาสได้กำไรสูง เพราะต้นทุนต่ำ ถ้าออกแบบร้านให้ดูดี สะอาด ราคาขายต่อถ้วยเริ่มต้นที่ 20-25 บาท จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ลูกค้าจะซื้อ

ถ้าออกแบบร้านเองไม่เป็น เริ่มต้นไม่ถูก มีที่ปรึกษาที่ผ่านการขายมาแล้วคอยให้คำแนะนำ นับเป็นการลงทุนแบบสำเร็จรูป แค่มีเงินซื้อ มีที่ขาย จะรู้ได้อย่างไรว่าจะซื้อแฟรนไชส์ยี่ห้อไหนดี วิธีง่ายที่สุดและคนส่วนใหญ่มักนึกถึงคือ เปรียบเทียบราคา ความคุ้มค่าที่ได้รับ เช่น อุปกรณ์ รูปแบบเคาน์เตอร์หรือคีออส ตลอดจนเงื่อนไขหรือสัญญาระหว่างผู้ขายแฟรนไชส์กับผู้ซื้อแฟรนไชส์

ประการสำคัญอย่ามองแค่เรื่องเงินอย่างเดียว ต้องมองด้วยว่าตัวแฟรนไชซอร์หรือเจ้าของแฟรนไชส์ ให้ความรู้อะไรบ้าง เช่น การบริหารต้นทุน การมองหาทำเล การตลาด และคำปรึกษาเมื่อเกิดปัญหา ส่วนใหญ่เมื่อขายแฟรนไชส์แล้วก็จบกันแค่ตอนส่งสินค้า กริ๊งกร๊างอีกทีตอนสั่งซื้อวัตถุดิบ ในเมื่อตัดสินใจร่วมธุรกิจ ใช้แบรนด์เดียวกันแล้ว อย่าลืมนำความสำเร็จจากร้านต้นแบบของแฟรนไชซอร์เป็นกรณีศึกษา เพื่อสร้างความสำเร็จให้ร้านของคุณเอง

มีเจ้าของแฟรนไชส์อยู่รายหนึ่งชื่อคุณธนายุต จงกลรัตนกุล เป็นคนหนุ่มไฟแรง ปัจจุบันอายุ 32 ปี เรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์ มีงานประจำทำอยู่แล้ว แต่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ ตัดสินใจเข็นแบรนด์ “Icy Ice” ออกมาทำเองอยู่ 3 ปี จนมั่นใจว่าจะขยายสาขาด้วยระบบแฟรนไชส์ ผ่านไป 4 ปี ในที่สุดมีแฟรนไชซีอย่างที่ตั้งใจทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เกือบ 10 สาขา เช่น สงขลา หนองคาย สระบุรี ราชบุรี
ถามคุณธนายุตว่าทำไมถึงมีสาขาไม่มาก เขาให้คำตอบว่าเพิ่งเริ่มเปิดตัว ออกบู๊ธอย่างจริงจัง เมื่อปีที่แล้ว หลังจากนี้เชื่อว่าคงขยันออกงานอยู่เรื่อย ๆ และมีจำนวนคนไต่ถามถึงความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น จุดเด่นของ “Icy Ice” เริ่มต้นมาจากพื้นฐานความชำนาญก่อนหน้านี้ที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบประเภทนม ส่งขายให้กับหลายเจ้า พอมาทำแฟรนไชส์ของตัวเอง จึงเพิ่มรสชาติมีให้เลือกหลายรส อาทิ นมสด โยเกิร์ต ชาเขียว ช็อคโกแลต สตรอว์เบอร์รี่ น้ำเขียวครีมโซดา และน้ำแดงสละไซเดอร์

ท็อปปิ้งขึ้นกับขนาดเคาน์เตอร์ 12-15 ช่อง ส่วนราคาขายขึ้นกับลูกค้าในย่านที่วางขาย เริ่มต้นที่ 20 บาท แก้วเล็ก และ 30 บาท แก้วใหญ่ ขายราคาขนาดนี้ก็ได้กำไรเท่าตัวแล้ว

แพคเกจต่างๆ ของ แฟรนไชส์ Icy Ice

Package 1 แฟรนไชส์ Icy Iceขนาดใหญ่ ราคา 69,900 บาท
-เคาน์เตอร์สำเร็จรูปพร้อมไฟตกแต่ง
-ป้ายไฟตกแต่งและกราฟิคสวยงาม
-เครื่องไสน้ำแข็งสายไหม
-เรียนสูตรน้ำแข็งไสสายไหม
-ตู้เย็นแช่ท็อปปิ้ง
-ถาดใส่ผลไม้ 12-15 หลุม+ช้อนตักผลไม้+รางสแตนเลส
-ถ้วยและช้อน 500 ชุด
-ขวดใส่ท็อปปิ้งและอุปกรณ์

Package 2 แฟรนไชส์ Icy Iceขนาดกลาง ราคา 39,000 บาท
(เพิ่มตู้เย็นแช่ท็อปปิ้ง 45,000 บาท)
-เครื่องไสน้ำแข็งสายไหม
-เรียนสูตรน้ำแข็งไสสายไหม
-ตู้ใส่ท็อปปิ้งสแตนเลส+ถาดใส่ผลไม้+ช้อนสแตนเลสตักผลไม้
-โต๊ะเคาน์เตอร์พร้อมป้ายตกแต่ง
-ถ้วยและช้อน+อุปกรณ์

Package 3 แฟรนไชส์ Icy Iceขนาดเล็ก ราคา 9,500 บาท
-เรียนสูตรน้ำแข็งไสสายไหม
-ถ้วยและช้อน+อุปกรณ์
สนใจแฟรนไชส์ติดต่อ 08-5229-5258 E-mail:icyice.iy@gmail.com
ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : eJobeasy.com

Read More...


น้ำแข็งเกล็ดหิมะขายง่าย คืนทุนไว


น้ำแข็งเกล็ดหิมะ icy-me
น้ำแข็งเกล็ดหิมะ ไอซี่-มี icy-me 

เจ้าของแฟรนไชส์น้ำแข็งเกล็ดหิมะ “ไอซี่-มี icy-me” ตั้งใจให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ทำงานสะดวกที่สุด ด้วยการซื้อวัตถุดิบเอง ไม่ต้องเสียเวลารอ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งและลดปัญหาการมีปากเสียงกับแฟรนไชซอร์ รสชาติกล้าเทียบกับแบรนด์ดัง ๆ ที่มีราคาแพงกว่านี้เยอะ

การกำหนดราคาขายของน้ำแข็งเกล็ดหิมะ icy-me ต่อถ้วยไม่สูงเกินไป กลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้ไอซี่-มี ขายได้ง่าย โดยเน้นท็อปปิ้งหลากหลายรสชาติให้เลือกสั่งมากกว่า 10 หน้า เช่น กล้วย แตงโม กีวี เงาะ ลำใย วุ้นมะพร้าว ฟรุตสลัด มาร์ชเมลโล่ เยลลี่ เวเฟอร์ คุ้กกี้ คอนเฟล็กซ์ ส่วนน้ำแข็งไสใช้สูตรเดียวคือสูตรนม เพื่อลดขั้นตอนยุ่งยาก

ยิ่งอากาศร้อน ๆ แบบนี้ด้วยแล้ว น้ำแข็งไสหวานเย็น กินเมื่อไหร่ อร่อยได้เมื่อนั้น และการตั้งราคาขายไม่แพง 25-30 บาท สำหรับการสั่งท็อปปิ้ง 2 หน้า และ 3 หน้า ทำให้ฐานลูกค้ากว้าง ไม่ต้องรวยก็ซื้อกินได้ ถ้าจะเปรียบเทียบน้ำแข็งเกล็ดหิมะ icy-me กับยี่ห้ออื่นคงลำบาก เพราะแต่ละแบรนด์มีสูตรเด็ดลับเฉพาะแตกต่างกัน รสชาติไหนถูกใจลูกค้า ต้องไปสังเกตและสอบถามกันดู หรือชิมถึงที่ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อแฟรนไชส์

เจ้าของสูตร “ไอซี่-มี” เพิ่งเริ่มขายแฟรนไชส์น้ำแข็งเกล็ดหิมะ icy-me มาเกือบครึ่งปี ก่อนหน้านั้นลองผิดลองถูกอยู่เกือบปี กระทั่งคิดว่ามีความพร้อม และมีบทเรียนมากพอที่จะถ่ายทอดให้กับแฟรนไชซีได้ “ไอซี่-มี” มีสาขาอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ นนทบุรี โลตัส ปากเกร็ด โลตัส จรัญสนิทวงศ์ จังหวัดยะลา และอีกหลายสาขาที่อยู่ระหว่างการเจรจา

ลักษณะการลงทุนมีให้เลือก 2 รูปแบบ คือ icy-me standard ขนาด 2 เมตร ราคา 89,000 บาท เคยจัดช่วงโปรโมชั่น 79,000 บาท และ icy-me 2 go (ทูโก) แบบถอดประกอบพกพา 1.20 เมตร ราคา 55,000 บาท ราคาพิเศษที่เคยแนะนำในช่วงโปรโมชั่น 49,000 บาท

รูปแบบร้านตกแต่งเน้นความหวาน สีสันสดใส สีชมพู การตั้งราคาขายขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง บวกลบไม่เกิน 5 บาท หลังจากที่ขายเคาน์เตอร์ไปแล้ว เจ้าของแฟรนไชส์จัดหลักสูตรอบรมการทำน้ำแข็งไส และการเตรียมสินค้าทุกขั้นตอน

ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์น้ำแข็งเกล็ดหิมะ icy-meกำหนด ไว้ที่ 5,000 บาท ต่อบู๊ธใหญ่ และ 2,000 บาท ต่อบู๊ธเล็ก ต่ออายุปีต่อปี รายได้ในส่วนนี้จะนำกลับมาเป็นค่าใช้จ่ายของแฟรนไชซอร์ต่อไป กับภารกิจการเข้าไปช่วยคิว.ซี. ให้คำปรึกษา ทำประชาสัมพันธ์เป็นระยะ เนื่องจากมีคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม และเป็นที่ปรึกษาตลอดอายุแฟรนไชส์

คำนวณกำไรประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้ทำเลดี ขายพอใช้ได้ 70-80 ถ้วยต่อวัน ระยะคืนทุนเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน หรือถ้าไม่เร่งรีบ ขายคนเดียวไม่มีลูกจ้าง ขายได้วันละ 30-40 ถ้วย ก็อยู่ได้

ตารางเฟรนไชส์ น้ำแข็งเกล็ดหิมะ icy-me

icy-me standard
-บู๊ธ 2 เมตร พร้อมไฟส่องสว่าง
-ป้ายธงญี่ปุ่น ป้ายโฆษณาบนตัวบู๊ธ
-ตู้แช่แข็ง
-เครื่องไสน้ำแข็งเกล็ดหิมะ
-ถาดหลุมสเตนเลส 10 ถาด
-ขวดบีบ 6 ใบ
-ขวดโหลท็อปปิ้ง 6 ใบ
-ขวดโหลใบใหญ่ 2 ใบ
-ช้อนตักท็อปปิ้ง 6 คัน
-ถ้วย 1,000 ใบ
-ช้อน 1,000 คัน
-ผ้ากันเปื้อนพิมพ์โลโก้ 2 ผืน

icy-me 2 go
-บู๊ธ 1.20 เมตร
-ป้ายธงญี่ปุ่น ป้ายโฆษณาบนตัวบู๊ธ
-เครื่องไสน้ำแข็งเกล็ดหิมะ
-ถาดหลุมสเตนเลส 10 ถาด
-ขวดบีบ 6 ใบ
-ถ้วย 200 ใบ
-ช้อน 200 คัน
-ผ้ากันเปื้อนพิมพ์โลโก้ 2 ผืน
ด้วยคอนเซ็ปต์ขายง่าย บริหารร้านง่าย คืนทุนไว สนใจติดต่อ คุณใหม่ 16/12 ซ.สุขาประชาสรรค์ ปากเกร็ด นนทบุรี โทร.08-1829-9662

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : eJobeasy.com

Read More...


นิตยาไก่ย่าง….ไขเคล็ดลับ สร้างความยั่งยืน


นิตยาไก่ย่าง
หลากหลายเมนูไก่ย่างจากนิตยาไก่ย่าง

“ร้านอาหาร” เป็นธุรกิจประเภทท๊อปฮิตติดอันดับต้นๆ ของคนที่ต้องการจะก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ เป็นเพราะคนทั่วไปคิดว่าร้านอาหารเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำอาหารอร่อยขึ้นมานิดหน่อยก็คิดว่าสามารถเปิดร้านได้แล้ว แต่ “นิตยาไก่ย่าง” ไม่ได้คิดอย่างนั้น ทำให้ในเวลา 10 ปีสามารถขยายมาได้ถึง 8 สาขาแล้วในวันนี้ และยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า แม้ว่าอาหารไทยจะมีการแข่งขันสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ล่าสุด “นิตยาไก่ย่าง” ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่คือ “คน” โดยเฉพาะคนที่อยู่ในส่วนของการทำครัวที่ไม่สามารถหาได้ทันกับการเปิดสาขา ใหม่ที่วางแผนไว้แล้วว่าจะเปิดในเร็วๆ นี้ ทำให้ต้องมองหาทางออกใหม่และหันมาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

แต่สำหรับคนที่ต้องการจะเปิดร้านอาหาร หรือมีร้านอาหารอยู่แล้วแต่ขยายสาขาไม่ได้ “รวีรัตน์ ลักษณวิสิษฐ์ กันตจินดา ” ผู้หญิงเก่งที่บุกเบิกและผลักดัน “นิตยาไก่ย่าง” มีสูตรเด็ดในการสร้างธุรกิจร้านอาหารที่พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วมาแบ่งปัน และยังทำให้เห็นว่า “มุมมอง” และ”วิธีติด” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจรุ่งหรือร่วงได้ง่ายๆ โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ต้องการเติบโต

๐ นิตยาไก่ย่างเริ่มต้นอย่างไรให้อยู่รอด ?

คำพูดที่บอกว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ประกอบการอยากรู้มากขึ้นว่า แล้วจะทำอย่างไรให้การเริ่มต้นนั้นดีอย่างที่ว่า สำหรับธุรกิจร้านอาหาร รวีรัตน์ บอกว่า ต้องถามตัวเองว่ามีความพร้อมในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ คือในข้อแรก รสชาติของอาหารต้องมาก่อน ต้องถามตัวเองก่อนว่ามีความพร้อมในเรื่อง รสชาติของอาหารหรือไม่ ? อย่างเชื่อมั่นกับรสชาติของตัวเองเกินไป ด้วยการสำรวจลูกค้าเป้าหมายก่อน ซึ่งทำแบบเล็กๆ ก็ได้ ถ้าคนที่ชิมรับประทานต่อไปได้เรื่อยๆ ก็น่าจะถือว่าสอบผ่าน
ข้อสอง การบริการ ต้องมีใจรักพร้อมจะทำให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งจะให้ได้ผล ผู้บริหารต้องมีความรักให้พนักงานก่อน โดยเฉพาะในเรื่องของการให้เกียรติกัน เพราะการที่เขาได้รับเกียรติ จะทำให้เขารู้จักการให้เกียรติคนอื่นๆ ซึ่งรวมทั้งลูกค้า และหมายถึงการบริการที่สุภาพเรียบร้อย

ข้อสาม ความสะอาด เพราะในปัจจุบันนี้หมดยุคที่ลูกค้าจะรับประทานโดยไม่สนใจเรื่องความสะอาด เพราะทุกคนมีความรู้มากขึ้น สุขอนามัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับ“นิตยาไก่ย่าง” นอกจากในเรื่องการปรุงอาหารที่เน้นเรื่องนี้มาก ในการบริการลูกค้า ยังมีการให้ช้อนกลางที่โต๊ะเพื่อให้ลูกค้าหยิบใช้สะดวกตามต้องการ


นิตยาไก่ย่าง
นิตยาไก่ย่างมีอาหารมากมายให้เลือกรับประทาน

ข้อสี่ สถานที่ ต้องสะดวกสบาย เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ลูกค้าต้องการ ข้อห้า ราคา ต้องสมเหตุสมผลเพื่อลูกค้าจะได้คิดว่าการมาที่ร้านคุ้มกว่าการทำเองที่บ้าน ข้อหก วัตถุดิบ ต้องมีแหล่งที่มีคุณภาพมากว่าคนอื่นและได้ราคาที่ถูกกว่า จะเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการทำธุรกิจ

ข้อเจ็ด ความมีโชคดี ดูเหมือนจะเป็นองค์ประกอบที่ควบคุมไม่ได้ แต่ตัวอย่างคือ ความบังเอิญของร้านแรกที่รัตนาธิเบศน์ เปิดอยู่ใกล้กับออฟฟิศของหมึกแดง – หม่อมหลวงศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ ซึ่งมารับประทานกับพ่อ-ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ แล้วชอบ ทำให้อาหารของร้านนิตยาไก่ย่างได้รับเชลล์ชวนชิม และมีการเขียนแนะนำให้มารับประทาน แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การกำชับให้พนักงานระลึกอยู่เสมอว่า ทุกคนที่ชื่นชมนิตยาไก่ย่างแล้วนำไปบอกต่อมีความสำคัญมีพระคุณต่อร้าน และมีชื่อเสียง เพราะฉะนั้น การที่จะไม่ทำให้คนเหล่านั้นเสียชื่อ คือการที่ต้องเอาใจใส่ต่ออาหารและการบริการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการไม่ผิดหวัง

และข้อแปด เมื่อทุกอย่างพร้อม ลงมือทำแบบเล็กๆ ก่อน เพื่อดูผลตอบรับของลูกค้า ถ้าลูกค้าไม่กลับมา ให้กลับไปดูที่จุดเริ่มต้นคือ รสชาติของอาหาร เพราะอาหารเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด

๐ทำอย่างไรจึงจะขยายนิตยาไก่ย่างได้ ?

1.เมื่อลูกค้ามาซ้ำและมีการพาลุกค้าใหม่ๆ มาหรือบอกต่อ และมาจากที่ไกลๆ 2. มีบุคลากรเพียงพอ ซึ่งการที่จะผูกใจพนักงานให้อยู่ด้วยนั้นมีความสำคัญ สำหรับที่นี่ การให้ “ความใส่ใจและเข้าถึงได้ง่าย” ทำมให้เขารู้สึกอุ่นใจและมีที่พึ่งมีความสำคัญมาก เพราะพนักงานส่วนมากมาจากต่างจังหวัดห่างไกลครอบครัว นอกจากนี้ “การให้ค่าของความเป็นคน” ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าต้อยต่ำ เมื่ออยู่ที่นี่ได้ทำให้ชักชวนกันมาทำงานหลายเป็นผลดี ช่วยมีคนพอที่จะขยายสาขาได้

อีกทั้ง ต้องมี “ทีมที่ดี” โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการ ซึ่งที่นี่ชักชวนให้หลานมาทำงานด้วยกันและให้เป็นหุ้นส่วนเพื่อจะได้มีความ เป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะการจะบริหารคนเดียวย่อมจะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงในทุกเรื่องที่เกี่ยว ข้องกับการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของร้านการบริการ เรื่องของอาหารการครัว เรื่องการเงิน ฯลฯ และไม่สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้แน่ ที่สำคัญอีกเรื่องคือ “การโกงหรือคอรัปชั่น” ซึ่งเมื่อไม่มีเรื่องนี้แล้วจะทำให้สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง

แต่การที่จะทำให้ทีมงานอยากอยู่ร่วมกันนั้น ยังมีเคล็ดลับที่ต้องรู้อีกนั่นคือ “การทำงานอย่างมีความสุข” ด้วยการมองในความเป็นจริงและยอมรับว่า ทุกคนเกิดมาต้องเลี้ยงชีพซึ่งหมายถึงการทำงาน เมื่อต้องมาทำงานจึงต้องเลือกที่จะมีความสุขกับการทำงาน เพราะเมื่อมีวิธีคิดแบบนี้แล้ว ย่อมจะทำให้ทุกคนหาวิธีที่จะทำงานให้มีความสุข เช่น และการอยู่ที่นี่นอกจากเป็นหุ้นส่วนยังเป็นหลาน ขณะที่การไปทำงานที่อื่น ก็เป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น แต่ข้อสำคัญคือการเปลี่ยนคนอื่นเป็นเรื่องยากกว่าการเปลี่ยนตัวเอง เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนตัวเองและทำอย่างที่อยากให้คนอื่นทำกับเราน่าจะเป็นหลักยึดที่ดี ใช่หรือไม่ แต่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานต้องระลึกว่าเงินที่ได้ทุกบาททุก สตางค์มาจากลูกค้า เพราะฉะนั้น การดูแลลูกค้าจึงสำคัญที่สุด

ในเรื่องของปัญหานิตยาไก่ย่าง สำหรับผู้บริหารต้องรู้ว่ามีหน้าที่แก้ปัญหาอยู่แล้ว การหันหน้าคุยกันและไม่เครียดจึงเป็นวิธีการที่ดี และในบางปัญหายังไม่จำเป็นต้องแก้เพราะเวลาจะเป็นตัวช่วย ขณะเดียวกัน การให้รางวัล เช่น พาไปต่างประเทศ ทำให้รู้สึกได้ว่าเห็นความสำคัญและภูมิใจกับการทำงานที่นี่ว่าได้มีโอกาสที่ ดีไม่น้อยกว่าที่อื่น นอกจากนี้ ยังมีการให้สวัสดิการต่างๆ เช่น ค่าเล่าเรียนลูก เงินกู้ยืมเมื่อจำเป็น เป็นต้น เช่นเดียวกัน วิธีการพูดต้องใช้จิตวิทยาโดยเฉพาะในส่วนของพนักงานเพื่อทำให้เรื่องเครียด กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับและนำไปสู่การพัฒนาได้ เช่น การทดสอบอาหาร มักจะเปรียบเปรยให้ขำๆ อย่างเช่น หน้าตาดีแต่นิสัยยังคบไม่ได้ หรือหน้าตาไม่ดีนิสัยยังไม่ดีอีก เฉดหัวออกไป ฯลฯ

ในขณะที่ สามีซึ่งทำธุรกิจปั๊มน้ำมันเป็นอีกคนใกล้ชิดที่เข้ามามีส่วนช่วยดูแลกิจการ ทำให้มีหลักคิดว่า ต้องแบ่งบทบาทหน้าที่ชัดเจนไม่ทำในเรื่องเดียวกัน เพราะหากเกิดปัญหาคนที่อยู่กับปัญหานั้นด้วยกันจะมองปัญหาคล้ายกัน แต่คนนอกจะมองแตกต่างและให้ข้อคิดที่ดีได้ ทำให้ทั้งชีวิตคู่ที่เป็นเรื่องส่วนตัวหรือครอบครัวกับเรื่องของการทำงาน เดินไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ ในการที่นิตยาไก่ย่างมีหลายสาขา “ระบบครัวกลาง” เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด เพื่อให้พนักงานที่ร้านทำน้อยที่สุด เช่น น้ำส้มตำ น้ำพริกแกง และน้ำหมัก ส่วนระบบอื่นๆ ต้องมีเช่นกัน เพื่อให้การบริหารและการบริการมีคุณภาพมากที่สุด เช่น การวางบิล การตัดจ่ายั้ทำจากส่วนกลางแล้วจึงกระจายไปตามสาขาต่างๆ

๐ นิตยาไก่ย่างเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

แม้ว่าในตอนนี้จะมีอุปสรรคในเรื่องของคนทำครัว เพราะนอกจากจำนวนเมนูที่มีมากถึง 200 รายการทำให้ยากที่จะจำ ขณะที่ เด็กสมัยนี้ต่างจากสมัยก่อน เพราะไม่มีพื้นฐานการครัวจากบ้านมาก่อน และไม่ชอบงานครัวเท่าไรนักเพราะไม่คุ้นเคยและมองว่าเป็นงานหนักทั้งร้อนและ ละเอียด ทำให้สาขาใหม่ที่วางแผนไว้ว่าจะเปิดในเร็วๆ นี้ที่วัชรพลต้องหยุดชะงักลง

นิตยาไก่ย่าง
ร้านอาหารนิตยาไก่ย่าง

แต่มีความคิดที่จะใช้แรงงานต่างด้าวเพราะมีความจำเป็น เพื่อแก้ปัญหานี้ เพราะในการทำอาหาร อยู่ที่ทักษะประสบการณ์ไม่ใช่ความรู้หรือวุฒิการศึกษา โดยเฉพาะที่อย่างยิ่งที่ผ่านมา การได้คนทำครัวที่ไม่มีความรู้เรื่องการทำอาหารมาก่อนกลับเป็นข้อดี เหมือนกับแก้วเปล่า สามารถใส่น้ำเข้าไปได้เต็มที่ ตรงกันข้ามกับ คนที่เก่งหรือเป็นมืออาชีพแล้ว จะมีความเชื่อในตัวเองสูงมากและไม่ยอมทำตาม ยกตัวอย่าง เคยจ้างพ่อครัวเงินเดือน 2 กว่าบาท แต่ต้องให้ทำงานแบบพนักงานเงินเดือน 8 พันบาท ซึ่งกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ และทำให้ไม่เคยคิดจ้างพ่อครัวแม่ครัวที่เก่งแล้วอีกเลย

“ในเรื่องของคน พนักงานที่สำคัญที่สุดคือครัวต้องตั้งหลักให้ได้ก่อน ถ้าจุดนี้พร้อมจุดอื่นไม่ยาก เพราะหาคนเข้าไปทำครัวยากมาก และโดยส่วนตัวทำอาหารไม่เป็น แต่เป็นคนกินของดีเป็น เพราะชอบรับประทานมาก เพราะฉะนั้น การเป็นคนที่มีประสบการณ์กินมากเป็นเหมือนตัวแทนของลูกค้า จะรู้ว่าลูกค้าอยากได้แบบไหน”

อย่างไรก็ตาม ในจังหวะนี้ จึงวางแผนใหม่ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับการทบทวนพื้นฐานทุกเรื่องในร้าน ด้วยการเจาะลึกลงไปในเรื่องต่างๆ เช่น อาหารจะมีการทดสอบรสชาติมากขึ้น การบริการ สถานที่ รวมทั้ง การปรับเปลี่ยนเมนูด้วยการตัดเมนูที่ขายได้น้อย มีความยุ่งยากในหารปรุงมากเกินไป เพราะในตอนนี้ในส่วนของเมนูส้มตำมีมากถึง 40 รายการ การลดจำนวนลงเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเร่งพัฒนาสินค้าใหม่คือ ไก่ย่างพร้อมทานที่ บรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่เก็บไว้ได้นานด้วยการแช่แข็งถึง 6 เดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงโรงาน คาดว่าจะเสร็จภายใน 2 เดือนข้างหน้า หลังจากที่ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีการออกไก่ย่างสูตรพริกเขียวหวาน จากเดิมที่มีไก่ย่างสูตรดั้งเดิมซึ่งมีจุดขายอยู่ที่ความเป็นไก่บ้านและรส ชาติเข้มข้น จึงมองว่าการออกสินค้าใหม่จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยตอบสนองความต้องการของ ลูกค้าได้ดีขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีทางธุรกิจอีกด้วย แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรงก็ตาม ธุรกิจยังต้องพัฒนาต่อไปบนพื้นฐานของความยั่งยืน

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : ASTVผู้จัดการออนไลน์

Read More...


“ซูชิทุเรียน” ประยุกต์เมนูญี่ปุ่น สร้างมูลค่าเพิ่มผลไม้ไทย

ซูชิทุเรียน
ซูชิทุเรียน


เมื่อย่างเข้าฤดูร้อน ผลไม้ที่หลายคนโปรดปรานอย่างทุเรียนมีผลผลิตออกมาให้ได้กินกัน และสำหรับทุเรียนที่ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงมานานก็ต้องยกให้กับทุเรียนเมือง นนท์ และทุกปีทางจังหวัดนนทบุรี ได้ร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขารัตนาธิเบศร์ จัดงานทุเรียนนนท์ เพื่อเผยและอนุรักษ์ของดีเมืองนนท์เอาไว้
สำหรับในปีนี้ นอกจากชาวสวนทุเรียนนนท์ที่มีอยู่ไม่กี่รายได้ขนทุเรียนมาร่วมประชันความ อร่อยกันแล้ว ก็ยังมีเมนูแปลกที่ได้จากทุเรียนมาร่วมสร้างสีสันในงานอย่าง เมนูซูชิทุเรียน ผลงานของเชฟ “สยาม คำหมาย” ห้องอาหารญี่ปุ่นซุยเรน โรงแรมรามาการ์เด้นส์

นายสยามเล่าว่า ที่มาของเมนูซูชิทุเรียนครั้งนี้ ได้แนวคิดมาจากว่าในช่วงนี้เป็นฤดูกาลของผลไม้ที่เป็นราชาของเมืองไทยได้แก่ “ทุเรียน” แล้วเห็นว่าน่าจะนำทุเรียนมาทำเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นได้ โดยมองว่าเราน่าจะนำผลไม้ไทยมาผสมผสานกับอาหารสไตล์ญี่ปุ่นได้ จึงนำประสบการณ์ทำอาหารญี่ปุ่นมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ให้แขกของโรงแรมได้มาลิ้มลองเมนูที่แปลกใหม่ และคิดว่าคงถูกใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบทุเรียนเป็นพิเศษด้วย


ซูชิทุเรียน
นายสยาม คำหมาย เชฟห้องอาหารญี่ปุ่น เจ้าของสูตร

โดยเชฟได้นำทุเรียนมาทำเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นหลาก หลายรูปแบบ และมีการตกแต่งที่แตกต่างกันด้วย เพื่อให้ออกมาดูน่ารับประทาน อาทิ ซูชิทุเรียน แซลมอนทุเรียน เป็นต้น ซึ่งรสชาติของทั้งสองเมนูเด่นนี้ ค่อนข้างจะเป็นที่ถูกใจ สำหรับคนที่ชื่นชอบทุเรียน และชอบอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิ และเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ระหว่างเมนูอาหารญี่ปุ่น และผลไม้ไทยที่ลงตัวอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่าทั้งสองตัวนี้มันจะไปด้วยกันได้

ขั้นตอนการทำซูชิทุเรียน

ทั้งนี้ส่วนผสม และขั้นตอนการทำซูชิทุเรียนนั้น เชฟเล่าให้ฟังว่า เขาได้เลือกใช้ ข้าวญี่ปุ่นชั้นดี นำปรุงรสชาติด้วยการใส่น้ำส้ม น้ำตาล และเกลือ เพื่อให้ได้รสชาติที่ข้าวญี่ปุ่นที่อร่อยรสชาติกลมกล่อม และที่ขาดไม่ได้ก็คือการนำทุเรียนมาใช้เป็นส่วนผสมหลักของการทำซูชิทุเรียน โดยต้องมีการคัดเลือกทุเรียนอย่างพิถีพิถัน และเราต้องการใช้ทุเรียนสายพันธุ์ที่ดีที่สุดเท่านั้น เพื่อให้ได้รสชาติความหอมมันของเนื้อทุเรียน ทุเรียนที่ใช้ต้องสุกกำลังพอดีไม่ห่ามจนเกินไป หรือ นิ่มจนเกินไป เพื่อที่จะได้คุณภาพของอาหารออกมาดีที่สุด และมีรสชาติที่แปลกใหม่จากซูชิทั่วไป

โดยซูชิทุเรียนสามารถเก็บได้นาน 3 วัน เมื่อนำมาแช่ในตู้เย็น แต่เชฟขอแนะนำว่าให้ท่านรับประทานซูชิทุเรียนภายใน 1 วันเลยจะดีกว่า เพราะจะได้รสชาติของความสด หอม หวาน มัน ของเนื้อทุเรียนที่มีการคัดสายพันธุ์ของทุเรียนมาอย่างดี

นอกจากจะทำซูชิทุเรียนขายในงานเทศกาลทุเรียนเมืองนนท์แล้ว ทางโรงแรมฯ ของเราก็มีการทำซูชิทุเรียนขายที่โรงแรมด้วยครับ เนื่องจากมีกระแสตอบรับอย่างดีมากจากลูกค้าที่มาซื้อในงาน โดยทางโรงแรมฯ เราจะรับทำให้ตามสั่ง และจะต้องการโทรมาสั่งจองล่วงหน้านะครับ เพื่อที่ทางเราจะได้คัดเลือกทุเรียนที่มีคุณภาพไว้สำหรับลูกค้าของเรา ส่วนราคาซูชิทุเรียนอยู่ที่จานละ 500 บาท มีซูชิที่เสิร์ฟในจานจำนวน 4 ชิ้น

สำหรับลูกค้า กลุ่มคนชอบทุเรียน และชอบกินเมนูซูชิใหม่ หลังจากที่ทางโรงแรมได้แนะนำเมนูซูชิทุเรียนออกมา ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการร่วมออกงานทุเรียนนนท์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ ผลตอบรับดีมากคนให้ความสนใจ และกลับมาซื้อกลับไปทดลองชิมกันเป็นจำนวนมาก

“ลูกค้าที่มาร่วมงานพอได้แวะมาที่บูทของโรงแรมรามาการ์เด้นส์ และได้ลิ้มลองซูชิทุเรียน มักจะชมว่าอร่อยมาก แปลกดี มีความคิดสร้างสรรค์ ของการประยุกต์เมนูอาหารญี่ปุ่นใหม่ๆ มาให้ได้ลิ้มลองกัน ซึ่งลูกค้ายังบอกอีกว่าไม่น่าเชื่อว่าทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ของไทยจะเข้ากับ ข้าวญี่ปุ่นได้ และลูกค้าที่มาชิมทุกท่านก็ซื้อกลับบ้านกันทุกคนเลยครับ”

ซูชิทุเรียน
ซูชิทุเรียนในอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบทุเรียนสุก
 
เมนูซูชิทุเรียนเป็นอีกหนึงตัวอย่างของการ รู้จักประยุกต์ และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ให้เกิดกับสินค้าของเรา เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซากจำเจ และยังเป็นการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีในฤดูกาล(ราคาไม่แพง)มาสร้างสรรค์เมนู แปลก เรียกลูกค้าที่ชื่นชอบลิ้มลองของใหม่ได้ และถ้ารสชาติอร่อยด้วยแล้วรับรองว่า เท่าไหร่ลูกค้าก็ยอมจ่าย

โทร. 0-2558-7888 ต่อ 10314, 10315
ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : ASTVผู้จัดการออนไลน์

Read More...


ไก่ทอด ลงทุนคีออสจ่ายเพียง 9,111 บาท

ไก่ทอดชิกกี้ชิก
แฟรนไชส์ไก่ทอดชิกกี้ชิก


บริษัท เอ็มดี 79 เทรดดิ้ง จำกัด เป็นเจ้าของแบรนด์ไก่ทอดชิกกี้ชิก (Chicky Chic) ซึ่งอยู่ในเครือบริษัท พนัสโพลทรี่ จำกัด บริษัทที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2540 ตั้งอยู่ที่พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไก่ครบวงจร มีฟาร์มไก่ระบบปิด โรงอาหารสัตว์ โรงเชือด โรงแปรรูป และ R&D Center ส่งออกตลาดต่างประเทศและขายภายในประเทศ ได้รับมาตรฐาน ISO 9002, HACCP, GMP และเครื่องหมายฮาลาล

แบรนด์ “ชิกกี้ชิก” สร้างขึ้นเมื่อปี 2549 ไม่มีการทำตลาดแบบหวือหวา กระทั่งปีนี้ลุกขึ้นมากระตุ้นแบรนด์ ปรับปรุงคีออสเดิมที่มีกว่า 150 สาขา ในไตรมาสแรกของปี 2554 และเตรียมขยายจุดขายเพิ่มอีก 100 สาขาทั่วประเทศ (ต่างจังหวัด 50%) รวมเป็น 250 สาขา โดยวางสโลแกนแบรนด์ชิกกี้ชิก “คิดถึงไก่ทอด คิดถึงชิกกี้ชิก อร่อยคุ้มค่า”

ผลิตภัณฑ์หลักที่จำหน่ายที่ร้านชิกกี้ชิกใน ปัจจุบัน มี 8 เมนู คือ ป๊อป ป๊อป, สไปซี่ ป๊อป, ชิก อบูริ, ชิกนักเก็ต, ชิก คาราเกะ, ชิก โกกอน, ชิก คัสซุ และเฟรนช์ฟราย ไก่ของชิกกี้ชิกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากโรงงานของบริษัทโดยตรง ปรุงสุกโฟรเซ่นและทอดร้อนที่หน้าร้าน สร้างความสะดวกให้กับผู้ขาย
คุณธนินวัฒน์ พรพัฒน์เดชอุดม ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ผู้ที่เคยสร้างแบรนด์ไก่ย่างรายใหญ่ของเมืองไทย วันนี้ตัดสินใจมาช่วยชิกกี้ชิกรุกตลาด ภายใต้แนวนโยบาย 3 รูปแบบ คือ บริษัทเปิดดำเนินการเอง เปิดรับแฟรนไชส์รายย่อย และการหาตัวแทนต่างจังหวัด

เป็นไปได้ว่าหลังจากผ่านปีนี้ไปแล้ว เป้าหมายการขยายสาขาปีหน้าอาจมากถึง 500 สาขา และอาจพุ่งถึง 1,000 สาขาภายใน 3 ปี

การลงทุนของ “ชิกกี้ชิก” มี 3 รูปแบบ คือ คีออสรถเข็น ฟู้ดคอร์ท และซุ้มไก่ทอด ในปี 2554 บริษัทเน้นการเปิดคีออสรถเข็น เงินลงทุนเพียง 9,111 บาท ด้วยแนวคิด “ทำงานง่าย ลงทุนน้อย ไม่เสี่ยงผลตอบแทนดี ต้องชิกกี้ชิก”

เงินลงทุนก้อนนี้แบ่งเป็นค่าดำเนินการหรือค่าการตลาด 5,000 บาทต่อจุดขาย ค่าอุปกรณ์ย่อย 4,111 บาท (เลือกซื้อเองได้หลายรายการ) ค่าเช่าตู้แช่แข็ง 500 บาทต่อเดือน (เก็บไก่ได้ 70 กิโลกรัม กรณีไม่เอาตู้แช่ไม่ต้องจ่าย) เงินประกันอุปกรณ์ 25,000 บาท (คืนเมื่อเลิกและคืนอุปกรณ์โดยหักค่าซ่อมแซมให้ใช้งานได้ปรกติ) และค่าวัตถุดิบแรกเริ่ม (ตามยอดสั่งประมาณ 8,000 บาท) เป็นต้น

คุณธนินวัฒน์ ระบุว่าชิกกี้ชิกเป็นธุรกิจกึ่งแฟรนไชส์ เนื่องจากไม่มีค่ารอยัลตี้ฟีและค่าแรกเข้า แต่ทางบริษัทจะเก็บเพียงค่าดำเนินการ (5,000 บาท) เขากล่าวว่าปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจไปไม่รอด ส่วนใหญ่เป็นเพราะผู้ดำเนินการไม่จริงใจ ไม่ทุ่มเทเต็มเวลา ต้องการทำเป็นแค่งานอดิเรก หรืออาชีพเสริม
สำหรับจุดเด่นการ ขยายไก่ทอดชิกกี้ชิกในลักษณะคีออส มีความคล่องตัวในการทำตลาด ลดความเสี่ยงการลงทุน เน้นเป้าหมายย่านชุมชน ขณะที่การพัฒนาร้านใหญ่ บริการเมนูไก่ ข้าว และเครื่องดื่มต้องใช้เวลาพัฒนาอีกสักระยะ คาดว่าไม่น่าเกินภายในปีนี้

เป้าการสั่งซื้อสินค้ากับบริษัทเดือนละ 300 กิโลกรัม (เฉลี่ยกิโลกรัมละ 130 บาท รวม 39,000 บาท) ราคาขายต่อเสิร์ฟ 25 บาท หรือปรับขึ้นลง 5 บาท ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง

รายได้จากการขายเพื่อให้คุ้มทุนประมาณเดือนละ 70,000-80,000 บาท แต่รายได้เฉลี่ยเท่าที่ขายอยู่ทุกวันนี้ราวเดือนละ 90,000 บาท

หลังจากส่งเมนูไก่ทอดรสชาติอร่อยมาแล้ว อนาคตชิกกี้ชิกเตรียมผลักดันเมนูย่างวางขาย อาจเป็นช่วงประมาณปลายปีนี้

ไก่ทอดชิกกี้ชิก
แฟรนไชส์ไก่ทอดชิกกี้ชิก

เงื่อนไขการลงทุนคีออสไก่ทอดชิกกี้ชิก

-ระยะเวลาของสัญญาปีต่อปี
-ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้
-ซื้อและจำหน่ายสินค้าจากบริษัทเท่านั้น
-ชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดหรือโอนล่วงหน้าเท่านั้น
-ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รับผิดชอบด้วยตนเอง เช่น ค่าแรงงาน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
-สั่งขั้นต่ำ 30 กิโลกรัม ส่ง ณ จุดขาย (กรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่คิดค่าขนส่ง)
-ส่งสินค้าพร้อมเก็บเงินสดหน้าร้านหรือโอนเข้าธนาคารล่วงหน้า 2 วัน
-รอบการสั่งสินค้าสัปดาห์ละ 2 วัน กำไรขั้นต้นประมาณ 40-50% จากยอดขาย (หักจากต้นทุนไก่)

ความช่วยเหลือที่บริษัทให้ผู้ลงทุน

-ให้ยืมคีออส เตาทอดไฟฟ้า ตู้โชว์ผลิตภัณฑ์
-บริการซ่อมแซมอุปกรณ์หลัก (คิดค่าใช้จ่ายตามจริง และมีอุปกรณ์ให้ใช่ทดแทนหากต้องเข้าศูนย์)
-บริการส่งสินค้าถึงร้าน
-จัดอบรมและให้คำปรึกษาก่อนการดำเนินงาน และติดตามผลตลอดอายุสัญญา
สนใจติดต่อ 0-2721-8180 หรือคุณธนินวัฒน์ 08-1339-6295

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : eJobeasy.com

Read More...



fruitzie ฟรุทซี
สุดใจ ผ่องแผ้วกับผลไม้อบแห้ง ยี่ห้อ “fruitzie”

ผู้เคยแวะซื้อของฝากที่ตลาดหนองมน จ.ชลบุรี คงเคยเกิดความรู้สึกว่า สินค้าแทบทุกร้านคล้ายกันไปหมด จนยากจะหาเจ้าที่โดดเด่นชัดเจน แต่สำหรับบริษัท หมองมน เอส เอ็ม เจ โปรดักส์ จำกัด ใช้แนวทางการตลาดแบบง่ายๆ ผสมผสานกับหมั่นพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง จนสามารถถีบตัวเอง จากร้านค้าเล็กๆ ในท้องถิ่น สู่ผู้ผลิตผลไม้อบแห้งระดับประเทศ ภายใต้แบรนด์ “fruitzie” (ฟรุทซี)

เส้นทางธุรกิจของเอสเอ็มอี fruitzie ฟรุทซี รายนี้ ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ พ.ศ.2535 โดย “สุดใจ ผ่องแผ้ว” เจ้าของกิจการ เล่าให้ฟังว่า เป็นชาวชลบุรีโดยกำเนิด เมื่อประมาณ 19 ปีที่แล้ว เธอและสามี (ศุภชัย ผ่องแผ้ว) ช่วยกันเปิดร้านขายของฝากเล็กๆ ขนาด 3 คูหา อยู่ที่ตลาดหนองมน ลักษณะซื้อมาแล้วขายออกไปเหมือนกับเจ้าอื่นๆ รายได้ราว 2 ล้านบาทต่อปี

จน 2 ปีจากนั้น เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรก ด้วยความคิดอยากจะแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ เพิ่มบทบาทจากแค่ผู้ค้าสู่ผู้ผลิต โดยทำทอฟฟี่จุก ห่อด้วยกระดาษว่าวสีสด ใช้ชื่อแบรนด์ของตัวเองว่า “ศสิชล
“ดิฉันใช้เงินลงทุนทำทอฟฟี่ แค่ 40,000 บาท ซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ มากวนเอง ซึ่งจริงๆ แล้วในท้องถิ่นก็มีขายอยู่แล้ว รสชาติทุกเจ้าก็แทบไม่ต่างกัน แต่เรามาเพิ่มค่าด้วยการห่อกระดาษที่สวยกว่า ถุงไม่เหมือนใคร และมีชื่อตราของตัวเอง พยายามให้สินค้าขายได้ด้วยตัวมันเอง เวลาไปตั้งอยู่กับชิ้นอื่นๆ มันต้องสะดุดตาที่สุด คิดดูง่ายๆ ถ้าสินค้าชนิดเดียวกัน ราคาเท่ากัน ตั้งเรียงกัน 3 ชิ้น ของเราดูสวยที่สุด แต่อีก 2 ชิ้นแบบธรรมดา ลูกค้าจะหยิบของใคร ซึ่งวิธีที่เราใช้มันง่ายมาก แต่ได้ผลเกินคาด ทำให้ตอนนั้น ยอดทำทอฟฟี่จุกต่อปีกว่า 15ตัน” สุดใจ อธิบาย

กลยุทธ์สร้างความโดด เด่นให้สินค้า ควบคู่ปั้นแบรนด์ให้จดจำ กลายเป็นสูตรสำเร็จที่เอสเอ็มอีรายนี้ใช้อย่างต่อเนื่อง โดยทยอยออกสินค้าใหม่ พร้อมออกแบรนด์ใหม่ที่เจาะจงกลุ่มสินค้าแตกต่างกันไป ได้แก่ “ยายเปรี้ยว” เน้นทำผลไม้แปรรูป และ “เรือทอง” เน้นทำของทะเลแปรรูป


fruitzie ฟรุทซี
fruitzie ฟรุทซี มีสินค้าหลากหลายชนิด

สินค้าทั้ง 3 แบรนด์ ช่วยกันขับเคลื่อนให้กิจการเติบโตอย่างสูง นอกจากขายหน้าร้านแล้ว ยังเพิ่มเติมขายส่งกระจายไปทั่วประเทศ มียอดผลิตกว่า 350 ตันต่อปี จนในปี 2542 สามารถก่อสร้างโรงงานมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ อยู่ที่ อ.เมือง จ.ชลบุรี

สุดใจ เล่าต่อว่า ช่วงเวลานี้ได้ปรับบทบาทจากผลิตเองทั้งหมด สู่การสร้างเครือข่าย โดยจะรับซื้อสินค้าสำเร็จรูปจากเครือข่ายเกษตรกรและกลุ่มแม่บ้านต่างๆ ในท้องถิ่นนำมาบรรจุใหม่ บางส่วนนำมาปรุงรสเพิ่มเติม จากนั้น ติดแบรนด์ทั้ง 3 ของบริษัท ช่วยให้ผลิตสินค้าได้ปริมาณมากยิ่งขึ้น และยังเพิ่มความหลากหลาย ส่งให้ยอดขายสูงขึ้นไปอีก อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วยสร้างรายได้สู่ท้องถิ่น

เส้นทางธุรกิจของเอส เอ็มอีรายนี้ เติบโตต่อเนื่อง และถึงจุดเปลี่ยนก้าวเป็นผู้ผลิตผลไม้อบแห้งระดับประเทศ เมื่อได้รับคัดเลือกเข้าขายในทุกสาขาของร้านสะดวกซื้อเจ้าดังอย่าง “เซเว่นอีเลฟเว่น
“หลังจากได้รับคัดเลือก ทางเซเว่นฯ ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาถ่ายทอดความรู้ ทั้งด้านการบริหาร กลยุทธ์ตลาด ทำให้เราต้องตระหนักที่จะพัฒนากระบวนการผลิตทุกขั้นตอนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้าน Food safety และ GMP โดยช่วงแรกยังขายในแบรนด์เดิม แต่หลังจากทำงานกับเซเว่นฯ มายาวนาน จนได้พัฒนาสินค้าร่วมกันจนออกแบรนด์ใหม่ “fruitzie” (ฟรุทซี) เจาะจงเป็นหมวดผลไม้อบแห้ง มีขายเฉพาะในร้านเซเว่นฯ เท่านั้น” เจ้าของกิจการ เผย

ปัจจุบัน เอสเอ็มอี fruitzie ฟรุทซี รายนี้ ถือเป็นผู้ผลิตสินค้าของฝากร้านใหญ่ประจำตลาดหนองมน โดยสินค้ากว่า 40% จากทั้งหมดที่ขายในตลาดหมองมนมาจากผู้ผลิตรายนี้ มีทั้งขายในชื่อตัวเอง กับผู้ค้านำไปติดยี่ห้ออื่นๆ โดยผลประกอบการปีนี้ (2554) คาดว่าถึง 150 ล้านบาท ผ่าน ช่องทางตลาด ได้แก่ ขายปลีกหน้าร้านที่มีสาขาทั้งในตลาดหนองมน ตลาดน้ำ 4 ภาค เป็นต้น ขายส่งทั่วประเทศ ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า และตลาดไท เป็นต้น และผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ

หลักในการดำเนินธุรกิจของ fruitzie ฟรุทซี

เธอระบุด้วยว่า หลักคิดในการทำธุรกิจตลอด 19 ปีที่ผ่านมา ยึดความรอบคอบ เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทำธุรกิจเกินตัว พยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางธุรกิจทุกประการ ที่ผ่านมา แทบไม่เคยกู้เงินธนาคาร ดังนั้น วิกฤตเศรษฐกิจภายนอกจะเป็นอย่างไร ไม่เคยกระทบต่อบริษัท

ข้อต่อมา ต้องพัฒนาบุคลากรตลอดเวลา โดย เริ่มจากตัวเองเป็นอันดับแรก พยายามเพิ่มเติมความรู้เสมอ เช่น ด้านไอที ปัจจุบันสามารถออกแบบกราฟฟิก และถ่ายภาพประกอบโฆษณาได้เอง ช่วยให้ประหยัดเงินส่วนนี้ได้ปีละล้านกว่าบาท และกำลังเรียนต่อระดับปริญญาเอก สาขาการพัฒนาองค์การและจัดการสมรรถนะของมนุษย์ จาก ม.บูรพา ขณะที่ส่วนพนักงานส่งเสริมให้มีโอกาสที่ดีขึ้น ทั้งความรู้ คุณภาพชีวิต และรายได้ พนักงานของบริษัท จำนวน 65 คน โดยเฉลี่ยกว่า 85% อายุงานมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ทำให้มีความเชี่ยวชาญในสายงานตัวเองสูง


fruitzie ฟรุทซี
โรงงาน fruitzie ฟรุทซี ได้มาตรฐานสากล

นอกจากนั้น มุ่งสร้างสัมพันธภาพที่ยั่งยืนของทั้งคนในองค์กร และภายนอก ช่วย ให้เกิดความสุขในการทำงานร่วมกัน ที่สุดแล้วผลดีจะย้อนกลับมาที่บริษัทเอง รวมถึง ทำสินค้าได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดช่วยให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ พร้อมทำธุรกิจกับคู่ค้าอย่างซื่อตรงตลอดมา บริษัทจึงได้รับเครดิตความเชื่อถืออย่างสูง

“หลายคนเคยถามว่า กิจการของคุณมีโอกาสดีอย่างนี้ ทำไมไม่เร่งขยาย หรือทำไมธุรกิจโตช้าจัง แต่ดิฉันกลับคิดว่า ทุกวันนี้ เราก็สบายอยู่แล้ว จะมีเพิ่มเป็นพันล้าน หรือหมื่นล้านไปเพื่ออะไร ดังนั้น หลักของดิฉัน จะทำธุรกิจที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตัวเอง เติบโตอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานความซื่อสัตย์และมีน้ำใจต่อทั้งลูกน้อง และลูกค้า หรือคู่ค้าของเราด้วย” สุดใจ ทิ้งท้าย

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : ASTVผู้จัดการออนไลน์

Read More...


แฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ

แฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ
คีออสร้านแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ

กาแฟโบราณ” เครื่องดื่มที่อยู่คู่คนไทยมานาน แม้ว่าปัจจุบันจะมีกาแฟสดที่มีรสชาติที่หลากหลาย และกลิ่นหอมเย้ายวนออกมามัดใจนักดื่ม แต่ด้วยเสน่ห์ของกาแฟโบราณตามแบบนักชงมืออาชีพอย่างพ่อค้า แม่ค้าคนไทย ก็ยังคงมัดใจคอกาแฟทั้งรุ่นเก่า และหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี และด้วยเหตุนี้เองทำให้เรายังคงได้เห็นรถเข็นกาแฟโบราณ ออกมาขายกันทุกพื้นที่ ทั่วประเทศไทยก็ว่าได้

ทั้งนี้ ด้วยความนิยมในรสชาติของกาแฟโบราณ ทำให้ปัจจุบันมีพ่อค้า แม่ค้าหน้าใหม่ เองก็สนใจต้องการที่จะเป็นเจ้าของรถเข็นขายกาแฟในแบบที่ทันสมัย เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ และคนเมืองที่ชอบกาแฟโบราณ จึงได้เป็นที่มาของแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ ธุรกิจรถเข็นสไตล์พรีเมี่ยมโดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “อุตสาหกรรมนมไทย” เจ้าของผลิตภัณฑ์นมข้นหวานตรามะลิ

นายสุวิทย์ ผลวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าว ว่า ทางบริษัทได้เปิดตัวแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณ มาได้กว่า 1 ปี ซึ่งผลตอบรับออกมาดีมาก จากปีแรกที่เปิดตัวมีผู้สนใจแฟรนไชส์เพียง 10 ราย ด้วยเงินลงทุน 25,070 บาท จนมาถึงปัจจุบันในปี 2554 มีผู้สนใจลงทุนรถเข็นแฟรนไชส์มากถึง 400 ราย โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีผู้สนใจลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนม ตรามะลิมากถึง 1,000 คัน

แฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ
บ. มิสเตอร์มิลล์ จก. ศูนย์ฝึกอบรมสำหรับสมาชิกผู้ลงทุนแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ

ส่วนการลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลินั้น เป็นรูปแบบการลง ทุนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสมาชิกแฟรนไชส์ส่วนใหญ่เกือบ 100% ลงทุนแล้วแฟรนไชส์อัตราการคืนทุน 1 – 3 เดือน ซึ่งเป็นแบบการชงที่ทำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญของเรา ที่ได้พยายามพัฒนาสูตร โดยใช้วัตถุดิบหลัก อย่าง นมข้นหวานตรามะลิ

ส่วนหนึ่งที่คนสนใจธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลินี้กันมาก ก็คงจะมาจากผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้ของการขายกาแฟโบราณที่สูงถึงกว่า 50% แม้ว่าปัจจุบันวัตถุดิบบางตัวจะมีการปรับราคาขึ้นก็ตาม แต่ผลตอบแทนก็ยังสูงอยู่ และประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในรถเข็นกาแฟโบราณปัจจุบันไม่ได้มีแค่กาแฟ หรือ ชา แต่ยังมีเมนูของเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ รวมถึงเมนูใหม่ที่ทางบริษัทได้คิดค้นขึ้นมา และนำมาเสริมเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ลงทุนแฟรนไชส์ของเราด้วย

แฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิเปิดศูนย์ฝึกอบรบสำหรับสมาชิกลงทุน

ทั้งนี้ ล่าสุดแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ…เปิด ตัว บริษัท มิสเตอร์มิลล์ จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมสำหรับสมาชิกผู้ลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิ เพื่อรองรับการขยายตัวของแฟรนไชส์ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 60% และเพื่อให้ผู้ลงทุนกับเราได้มียอดการขายเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งผู้ลงทุนเดิมและผู้ลงทุนน้องใหม่

โดยเริ่มจากเปิดคอร์สปฐมฤกษ์อบรมหลักสูตร “ปั่นแล้วรวย” อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทางบริษัทฯ ส่งมาเปิดตลาดในปี 2554 นี้ ซึ่งน่าจะทำรายได้ให้กับแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิเป็นอย่างดี เพราะเมนูปั่น จะเป็นการเจาะกลยุทธ์การตลาดเมนูเสริมสำหรับคนยุคใหม่ที่ต้องการเมนูโบราณ แบบพรีเมี่ยม เพิ่มสีสันให้กับเมนูเครื่องดื่มโบราณด้วยวิธี “การปั่น” มาตามกระแสเรียกร้องของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่อยากให้มีเมนูปั่นอยู่ในร้านรถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิบ้าง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับรถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิและผู้บริโภคอีกด้วย

“ส่วนสถานที่ฝึกอบรมแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ แห่งนี้เปรียบเสมือนในการแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์ประสบการณ์ และอัพเดทข้อมูลข่าวสารพร้อมร่วมรับฟังประสบการณ์ดีๆ เทคนิคการขายจากสมาชิกแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จและที่สำคัญยังเป็นศูนย์ กลางเน้นความรู้ด้านทฤษฎีและปฏิบัติในอบรมสูตรเครื่องดื่มแนวใหม่ ส่วนในครั้งแรกนี้เป็นการอบรมหลักสูตร “ปั่นแล้วรวย” โดย อาจารย์ ศศิฤทัย ชัยยอง หรือครูแอน ผู้คิดสูตรที่มาเผยเทคนิคการชงเพื่อรักษามาตรฐานรสชาติและคุณภาพของเครื่อง ดื่มแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิกับ 3 เมนูใหม่ คือ กาแฟเย็นปั่น, ชาเย็นปั่น และนมเย็นปั่น สนนราคาขายที่แก้วละ 25 บาท จากราคาต้นทุนอยู่ที่แก้วละ 10 – 11.50 บาท กำไรแก้วละ 13.50 – 15 บาท ดังนั้นผู้ลงทุนแฟรนไชส์ที่นำ 3 เมนูปั่นเสริมเข้าไปในร้านก็สามารถเพิ่มยอดขายได้เกิน 60%”


แฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ
เจ้าหน้าแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิกำลังสอนและแนะการทำ ปั่นแล้วรวย

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่กำลังมองหาอาชีพ หรือ ต้องการมีรายได้ แฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิน่า จะเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะผลตอบแทนดี เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยน การแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ก็ควรที่จะมีพี่เลี้ยงที่คอยช่วยเหลือ หลายคนอาจจะมองว่าแค่ขายกาแฟ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เพราะคนขายกาแฟมีอยู่มากมาย เราจำเป็นต้องหาความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเมนูใหม่ๆ หรือ การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ ฝีมือการชง รสชาติ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณา และการที่เรามีพี่เลี้ยงมันก็อาจจะช่วยตรงจุดนี้ได้
โทร. 08-1980-3300, 02-255-9040 ต่อ 146 , www.thaidairy.co.th

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : ASTVผู้จัดการออนไลน์

Read More...


“อาหลิว”ราดหน้าสูตรเตี่ย คว้าช่องว่างตลาด ลุยขายแฟรนไชส์

ราดหน้าอาหลิว
ฌานิน เลาทองดีเจ้าของร้านราดหน้าอาหลิว

ร้าน “ราดหน้าอาหลิว” นำสูตรโบราณของรุ่นพ่อ เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว กลับมาให้บริการคนเมืองรุ่นใหม่ จนประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขาย และชื่อเสียง พร้อมต่อยอดความสำเร็จ โดยอาศัยช่องว่างตลาดรุกขายแฟรนไชส์ วางตำแหน่งให้เป็นร้านราดหน้าเกรดเอครองใจลูกค้าระดับกลางบนขึ้นไป
ฌานิน เลาทองดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลดี เรสเตอรองท์ จำกัด เจ้าของร้านราดหน้าอาหลิว เล่าว่า เปิดร้านมาประมาณ 4 ปี อยู่บริเวณถนนสิรินธร ใกล้สี่แยกบางพลัด โดยนำสูตรของคุณพ่อที่เคยเปิดร้านราดหน้าเล็กๆ ตั้งแต่ พ.ศ.2505 กลับมาขายอีกครั้ง มีจุดเด่นความอร่อยจากเส้นผัดน้ำมันมีกลิ่นไหม้อ่อนๆ น้ำราดรสกลมกล่อม และทีเด็ดจากเนื้อหมูนุ่ม

นอกจากนั้น ยังสร้างสรรค์เมนูแปลกใหม่ของตัวเอง แตกต่างจากราดหน้าในท้องตลาด เช่น ราดหน้าคลุกไข่ นำเส้นก๋วยเตี๋ยวชุบกับไข่สดแล้วค่อยทอด เสริมด้วยเมนูอื่นๆ เช่น ราดหน้าทะเล ผัดซีอิ้ว ข้าวผัด แฮกิ้น ทอดมันกุ้ง ฯลฯ

“ร้านราดหน้าอาหลิวได้การตอบรับของลูกค้าดีขึ้น สม่ำเสมอ ลูกค้าหลักเป็นกลุ่มครอบครัว และคนทำงาน เฉลี่ยต่อคนจะกินในร้านประมาณ 70 บาท พร้อมกับซื้อกลับไปบ้าน เบ็ดเสร็จ ใช้จ่ายประมาณ 100 บาทต่อคน รายได้เฉพาะสาขาราดหน้าอาหลิวนี้ประมาณหนึ่งหมื่นบาทต่อวัน” ฌานิน เล่า
จากนั้น ได้ขยายสาขาราดหน้าอาหลิวเพิ่มอีก 4 แห่ง เปิดด้วยตัวเอง 2 แห่ง คือ สาขาตลาดต้นสน สาขาศูนย์อาหาร ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ และอีก 2 สาขา เปิดลักษณะขายแฟรนไชส์ คือ สาขาเบญจจินดา บางเขน และสาขา ซ.ปรีดีพนมยงค์ ทุกแห่งมียอดขายเฉลี่ย 4,000-5,000 บาทต่อวัน


ราดหน้าอาหลิว
ราดหน้าชุบไข่ เมนูดังประจำร้านราดหน้าอาหลิว

เขาระบุสาเหตุการขยายแฟรนไชส์ราดหน้าอาหลิว มา จากเห็นช่องว่างที่ยังไม่มีแฟรนไชส์ราดหน้าเจ้าใดเลยเป็นเจ้าตลาดอย่างเด่น ชัด อีกทั้ง คู่แข่งในตลาดยังมีอยู่น้อย ยิ่งเจาะจงเป็นราดหน้าที่ยกระดับเป็นแบบร้านเพื่อลูกค้าระดับกลางขึ้นไปยัง ไม่มีเจ้าใดเลย

ปัจจัยดังกล่าว เมื่อรวมกับชื่อเสียงร้าน ยอดขายที่ดีทุกสาขา นอกจากนั้น บริษัทมีพื้นฐานทำธุรกิจอาหารอีกหลายด้าน โดยเฉพาะแฟรนไชส์พิซซ่า “Spicchio” ทำให้เชื่อว่า ด้วยปัจจัยพร้อมทุกด้าน สามารถต่อยอดธุรกิจเปิดขายแฟรนไชส์ราดหน้าอาหลิวได้

เงื่อนไขแฟรนไชส์ราดหน้าอาหลิว

เงื่อนไขแฟรนไชส์ราดหน้าอาหลิว เงินลงทุนเบื้องต้น ประมาณ 140,000 บาท แบ่ง เป็นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 40,000 บาท อายุสัญญา 5 ปี ค่าอุปกรณ์ครบถ้วนภายในร้าน 60,000 บาท และค่าออกแบบตกแต่งสถานที่ 40,000 บาท อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าว อาจจะปรับขึ้นลงแล้วแต่ขนาดพื้นที่และทำเลร้าน

รูปแบบแฟรนไชส์ราดหน้าอาหลิวเจาะจงต้องเปิดเป็น “ร้าน” เท่านั้น ตกแต่งร้านให้ดูดี และสะอาด เหมาะสมกับลูกค้าเป้าหมายกลุ่มคนระดับกลางขึ้นไป ขณะที่ทำเล ควรอยู่ในจุดที่มีคนสัญจรผ่านสม่ำเสมอ และต้องมีที่จอดรถ

ระบบดูแลคุณภาพ กำหนดต้องรับวัตถุดิบหลักจากบริษัท 3 อย่าง ได้แก่ 1.หมูหมัก ในราคากิโลกรัมละ 140 บาท 2.น้ำซุปแป้งราดหน้า และ 3.เต้าเจี้ยวกับกระเทียมบด ซึ่งทั้ง 3 วัตถุดิบนี้จะเป็นตัวกำหนดรสชาติความอร่อย ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ ใช้วิธีแนะนำการเลือกซื้อ

นอกจากนั้น หัวใจสำคัญที่สุด คือ คัดเลือกผู้มาร่วมธุรกิจ เจาะจงต้องเป็นคนมีใจอยากเป็นผู้ประกอบการจริงๆ และลงมือทำด้วยตัวเอง โดยก่อนเปิดร้านมีเงื่อนไข ต้องมาฝึกงานที่ร้านต้นแบบ 1 เดือน เพื่อเรียนรู้ทั้งวิธีทำต่างๆ เช่น ผัดเส้นให้หอมกลิ่นไหม้อ่อนๆ การทำผักกรอบสด การบริหารร้าน ดูแลต้นทุน เป็นต้น และหลังจากเปิดร้านของตัวเองแล้ว จะมีทีมซุ่มตรวจคุณภาพสม่ำเสมอ และมีรถแช่เย็นวิ่งส่งวัตถุดิบให้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

เจ้าของธุรกิจราดหน้าอาหลิว เผยด้วยว่า เบื้องต้น สาขาแฟรนไชส์ราดหน้าอาหลิวจะมีเฉพาะเมนูราดหน้าหมูอย่างเดียว เพื่อสะดวกต่อการดูแลมาตรฐาน กำหนดราคาขายปลีก ชามละ 30-35 บาท ต้นทุนอยู่ที่ชามละประมาณ 45-50% เมื่อคำนวณจากยอดขายเฉลี่ยร้านต้นแบบ ที่ประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อวัน แฟรนไชส์จะมียอดขายรวม 120,000-150,000 บาทต่อเดือน เมื่อหักค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าพนักงาน จะเหลือกำไรสุทธิ ประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน อัตราคืนทุนอยู่ที่ 5-7 เดือน

ขณะที่แผนส่งเสริมการตลาด ทางบริษัทจะออกงานแสดงสินค้าแนะนำแบรนด์ต่อเนื่อง รวมถึงจัดโปรโมชั่นและออกเมนูใหม่เสมอ อีกทั้ง บริษัทยังได้รับคัดเลือกจากธนาคารกสิกรไทย ให้เป็นหนึ่งในธุรกิจที่จะได้รับการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อลงทุนแฟรนไชส์ โดยวางเป้าหมาย ถึงสิ้นปีนี้ (2554) จะขยายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพิ่มอีก 6 สาขา

ราดหน้าอาหลิว
แฮกิ้นหน้าตาน่ารับประทานของร้านราดหน้าอาหลิว

“แม้ราดหน้าจะเป็นอาหาร ที่ความถี่ในการกินจะน้อย อย่างมากสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่เมื่อเทียบกับความต้องการของลูกค้า และคู่แข่งที่ยังน้อย ผมเชื่อว่า มีช่องว่างที่เราจะแทรกตัวไปได้ โดยหัวใจสำคัญของการทำแฟรนไชส์ให้สำเร็จ ผมคิดว่าต้องไปพร้อมๆ กัน 5 ด้าน คือ ระบบบริหาร ตัวสินค้า บุคลากร โปรโมชั่น และการเงิน หากตัวใดตัวหนึ่งบกพร่องจะกระทบด้านอื่นๆ ตามไปด้วย ดังนั้น ผมพยายามทำทั้ง 5 ด้านให้พร้อมที่สุด” ฌานิน ระบุ

โทร.08-3036-8381 , 0-2652-2995

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : ASTVผู้จัดการออนไลน์

Read More...


PopCo ข้าวโพดคั่วพรีเมียม ครั้งแรกในแพกเกจคนรุ่นใหม่


ข้าวโพดคั่ว PopCo
จักรพันธ์ และ ปรียานุช สมศักดิ์รักสันติ สองพี่น้อง
 
ข้าวโพดกับการดูหนัง เหมือนเป็นสิ่งคู่กัน เพิ่มความเพลิดเพลินระหว่างการรื่นรมย์ชมภาพยนตร์ แต่หากต้องการรับประทานข้าวโพคคั่วนอกเหนือจากการชมภาพยนตร์คงต้องไปอุดหนุน ร้านข้าวโพดข้างทาง คั่วกันสดใหม่ คุณภาพแล้วแต่เจ้าของร้านจะเลือกสรร ส่วนข้าวโพดคั่วราคาระดับกลาง หาซื้อง่าย ยังเป็นโจทย์ที่ยังไม่ใครทำ ทำให้สองพี่น้องตัดสินใจเลือกดำเนินธุรกิจในเส้นทางนี้อาศัยความชอบส่วนตัว ที่ชอบรับประทานข้าวโพดคั่ว

จักรพันธ์ และ ปรียานุช สมศักดิ์รักสันติ สองพี่น้องเจ้าของธุรกิจข้าวโพดคั่ว PopCo (ป๊อบโค่) เล่าว่า สมาชิกในครอบครัวของตนต่างชื่นชอบรับประทานข้าวโพดคั่วเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดเมื่อไปชมภาพยนตร์จะต้องซื้อเข้าไปทุกครั้ง หรือซื้อข้าวโพดชนิดกล่องกึ่งสำเร็จรูปมาอบในเตาไมโครเวฟเอง แม้กระทั่งไปต่างประเทศ ‘จักรพันธ์’ ผู้เป็นพี่ชายเมื่อครั้งศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐฯ ก็ไม่พลาดจะพาน้องสาวตระเวนชิมข้าวโพดคั่วตามร้านต่างๆ เป็นที่สนุกสนานของ 2 พี่น้อง แต่ด้วยรสชาติข้าวโพคคั่วในสหรัฐฯ จะเน้นความเข้มข้น คาราเมล ซึ่งจะถูกเคลือบไว้หนามาก รสหวานเกินไปสำหรับคนไทย และทำให้รับประทานได้ไม่มาก

จนกระทั่งพี่ชายเรียนจบด้านการเงิน และเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็คิดที่จะหาธุรกิจเป็นของตัวเองทำ จึงได้ชวนปรียานุช ผู้เป็นน้องสาว ซึ่งทำงานประจำในบริษัทด้านนำเข้าส่งออก มาช่วยกันคิดหาช่องทางทำธุรกิจ เริ่มจากมองความชอบของตนคือการชอบรับประทานข้าวโพดคั่ว แต่ไม่สามารถหารับประทานได้ทั่วไป รวมถึงข้าวโพดคั่วส่วนใหญ่ไม่มีแบรนด์ คั่วกันตามท้องถนน ดังนั้นการที่จะหาข้าวโพดคั่วคุณภาพ ผู้บริโภคมั่นใจในเรื่องความสะอาดได้ ยังไม่มีในตลาด ณ เวลานี้ ดังนั้นสองพี่น้องจึงตัดสินใจทำธุรกิจข้าวโพด โดยวางจุดยืนไว้เบื้องต้นคือต้องสร้างแบรนด์ เลือกวัตถุดิบหลักคือเมล็ดข้าวโพดเน้นเกรดเอ บรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานแบบซิปล็อคเพื่อคงคุณภาพของข้าวโพดคั่วไว้ ให้นานที่สุด รวมถึงยังสะดวกในการรับประทานหากลูกค้ารับประทานในครั้งเดียวไม่หมด


ข้าวโพดคั่ว PopCo
ข้าวโพดคั่ว PopCo หลากรสชาติ

ระยะเวลากว่า 1 ปีของข้าวโพดคั่ว PopCo หมดไป กับการที่ทั้งคู่ลองผิดลองถูกศึกษาการคั่วข้าวโพดให้คงความกรอบ และขั้นตอนการเคลือบคาราเมลให้พอเหมาะคงความหวานพอดีถูกปากคนไทย เพราะหากเคลือบคาราเมลได้แล้ว สูตรข้าวโพดคั่วชนิดหวานอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่าง รสช็อกโกแลต, รสคาราเมลผสมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ในขณะที่สูตรเค็ม จะมีรสชาติบาบีคิว, ซาวน์ครีม, ชีส และเนยสด ที่ไม่มีทรานต์แฟต ต้นตอปัญหาความอ้วน

“ตลอดระยะเวลา 1 ปี เราได้ลองผิดลองถูกกันมาตลอด เพราะการที่เราทั้งคู่ทำอาหารและขนมไม่เป็นกันเลย ทำให้ไม่มีพื้นฐานตรงนี้ พยายามหาที่เรียนการทำข้าวโพดคั่วโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่มีที่ไหนเปิดสอน จึงต้องเรียนรู้กันเอง เสียเมล็ดข้าวโพดไปกว่า 10 กระสอบ มีท้อใจหลายครั้งเมื่อทำออกมาไม่ได้ตามที่หวังไว้ แต่เราก็ไม่ถอย เพียงแต่หยุดพัก กลับไปตั้งหลักเพื่อหาข้อผิดพลาด ซึ่งเราจะไม่ปล่อยเวลาพักให้นานเกิน 2-3 วัน ก็จะกลับมาลองทำใหม่ เพราะเชื่อว่าหากพยายามต้องทำได้ ซึ่งเราก็ทำได้จริงๆ ได้รสชาติและคุณภาพของข้าวโพดคั่วตามต้องการ โดยก่อนขายจริงได้ให้ญาติและเพื่อนๆลองชิมเพื่อรับฟังข้อติชม รวมถึงแจกให้ลองชิมตามย่านออฟฟิศกว่า 10 รสชาติ สุดท้ายเหลือเพียง 7 รส ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า”

เมื่อผลิตภัณฑ์ข้าวโพดคั่ว PopCo ลงตัวทั้งในเรื่องคุณภาพและรสชาติ พร้อมที่จะบรรจุลงในแพคเกจ หน้าที่การออกแบบก็ตกมาอยู่ที่น้องชายคนเล็ก “พงศธร” ได้รับโจทย์จากพี่ คือ แพคเกจต้องเป็นถุงซิปล็อค มีหูหิ้ว เน้นความเรียบง่าย แต่ดูดี สุดท้ายมาลงตัวที่สีน้ำเงินเข้มและสีเหลือง โลโก้ดูเรียบง่าย สะดุดแก่ผู้พบเห็น พร้อมใช้คำพูดสื่อถึงคุณภาพข้าวโพดคั่วระดับพรีเมียมแบรนด์ PopCo ซึ่งแบรนด์ยังสื่อความหมายของความเป็นข้าวโพด และการทำงานร่วมกันของสองพี่น้องได้อย่างลงตัว


จามจุรีสแควกรขายครั้งแรกของข้าวโพดคั่ว PopCo

การขายข้าวโพดคั่ว PopCo ฝีมือตัวเองครั้งแรกสองพี่น้องเลือกขายในรถคีออส ณ จามจุรีสแควร์ ซึ่งถือว่าได้กลุ่มลูกค้าตรงตามที่คาดหมายไว้คือ กลุ่มคนทำงาน และนักศึกษา ปัจจุบันเปิดขายมาได้ประมาณ 4-5 เดือน ผลตอบรับดีเกินคาดยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีการกลับมาซื้อซ้ำ รวมถึงแบรนด์ยังเป็นที่รู้จัก จากการตั้งราคาขายไว้ที่ 59-69 บาท นอกจากนี้ยังออกร้านตามงานต่างๆ เพื่อทำการตลาดควบคู่กันไปด้วย

สำหรับคุณภาพข้าวโพดคั่ว PopCo เริ่มจากการเลือกใช้เมล็ดข้าวโพดที่สั่งนำเข้ามาจากสหรัฐฯ เกรดเอ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผู้คนทั่วโลกนิยมนำมาทำเป็นข้าวโพดคั่วกันมากที่สุด เนื่องจากเมื่อนำมาคั่วข้าวโพดจะบานทุกเม็ด มีขนาดสม่ำเสมอกัน ปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เก็บได้นาน 2 สัปดาห์ ทำสดใหม่ทุกวันไม่ทำสต็อกไว้เยอะ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานข้าวโพดคั่วที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

ล่าสุดได้เปิดร้าน PopCo ที่ห้าง The City Viva ชั้น 3 ย่านสาธร บนถนนนราธิวาส ซึ่งถือเป็นหน้าร้านแห่งแรกของทั้งคู่ หวังเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนทำงานในย่านนี้ พร้อมเพิ่มบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ไม่จำกัดจำนวน เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากขึ้น อนาคตเตรียมขยายสาขาอีก 1-2 สาขา ภายในปีนี้ เน้นทำเลย่านชุมชน และออฟฟิศ รวมถึงผลิตรสชาติใหม่ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลองอีก 2 รสชาติ


ข้าวโพดคั่ว PopCo

หน้าร้านข้าวโพดคั่ว PopCo Shop ชั้น 3 ที่ The City Viva สาธร
ติดต่อ 08-6979-1477, 08-1885-6615 หรือที่ facebook.com/popcoshop

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : ASTVผู้จัดการออนไลน์

Read More...


Tofu Mania สารพันน้ำเต้าหู้ รสเข้มครบเครื่องเพื่อสุขภาพ


สารพันน้ำเต้าหู้ Tofu Mania
นุชนาถ เล็บนาค (แตงโม) และ จิรารัตน์ พอผลอนันต์ (โจ๊ย) เจ้าของTofu Mania

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างน้ำเต้าหู้ ปัจจุบันเห็นได้ทั่วไปแต่มีเวลาจำกัดที่ส่วนใหญ่หารับประทานได้ในช่วงเช้า และเย็นเท่านั้น ทำให้ผู้ที่คลั่งไคล้ในการดื่มน้ำเต้าหู้ที่ไม่จำกัดช่วงเวลา กลับรู้สึกว่าบางครั้งหารับประทานยาก ต้องซื้อตุนไว้ในตู้เย็นครั้งละหลายถุง อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง ก็ต้องยอมจำนน สุดท้ายปิ๊งไอเดียเพื่อตอบสนองความต้องการของตนด้วยการทำน้ำเต้าหู้ขายเอง

เน้นความเข้มข้นและรสชาติถูกใจ กลายเป็นร้าน “Tofu Mania” โกยรายได้แถมได้เครื่องดื่มโดนใจ
นุชนาถ เล็บนาค (แตงโม) และ จิรารัตน์ พูลผลอนันต์ (โจ๊ย) สองเพื่อนซี้จับมือเปิดธุรกิจร้าน Tofu Mania สารพัดเมนูน้ำเต้าหู้เพื่อสุขภาพ พร้อมเครื่องแปลกใหม่หลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเมื่อรับประทานคู่กับน้ำ เต้าหู้ ซึ่งธุรกิจนี้เกิดมาจากความชอบดื่มน้ำเต้าหู้ของนุชนาถ ถึงขั้นเป็นน้ำเต้าหู้ที่ขายกันตามท้องถนนไม่ได้ ต้องซื้อเป็นทุกครั้งไป และซื้อครั้งละ 5-6 ถุง นำไปแช่เก็บไว้ในตู้เย็นทยอยดื่มทีละถุงแบบน้ำเต้าหู้เย็น โดยไม่มีร้านประจำ ทำให้บางครั้งเจอรสชาติไม่ถูกใจ ไม่เข้มข้นแต่ร้านเหล่านั้นก็ขายหมดทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งนุชนาถต้องการดื่มน้ำเต้าหู้มาก แต่หาซื้อไม่ได้ในช่วงกลางวันซึ่งน่าจะมีคนที่เป็นแบบนี้อยู่บ้าง จึงคิดโมเดลธุรกิจร้านน้ำเต้าหู้ที่สามารถรับประทานได้ทุกช่วงเวลา แถมรสชาติอร่อย เข้มข้น เน้นคุณภาพด้วยน้ำเต้าหู้แท้ 100%


สารพันน้ำเต้าหู้ Tofu Mania
Tofu Mania น้ำเต้าหู้แบบร้อนและเย็น

จากที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อน แต่กลับต้องศึกษาวิธีการทำนำเต้าหู้ เริ่มจากการไปเรียนการทำน้ำเต้าหู้ และ มาพัฒนาเพื่อให้สูตรของตนเองใช้เวลาเป็นปีกว่าจะสูตรที่ลงตัว มีความหอม และเข้มข้ม ตรงตามต้องการ โดยได้ชักชวนเพื่อนสนิทอย่าง จิรารัตน์ มาร่วมธุรกิจ ซึ่งทั้งคู่ยอมเสี่ยงขาดรายได้จากงานประจำ เพื่อมาทำธุรกิจนี้อย่างเต็มตัวตั้งแต่เริ่มต้น เพราะคิดว่าโดยภาพรวมธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโต แต่หากไม่ให้เวลาทำเต็มที่อาจเสียโอกาสในการมีธุรกิจเป็นของตัวเองไป

การพัฒนาสูตรน้ำเต้าหู้ ของTofu Mania

“การพัฒนาสูตรน้ำเต้าหู้Tofu Mania เรายึดรส ชาติพื้นฐานตามที่เราชอบดื่มก็ทำออกมาอย่างนั้น เช่น ชอบความเข้มข้มจากน้ำถั่วเหลืองแท้ 100% หรือความหอมหวาน โดยเราเน้นทำเป็นน้ำเต้าหู้ชนิดเย็น ใส่เครื่องหลากหลายชนิดเพื่อให้ลูกค้าที่ได้ดื่มแล้วรู้สึกเหมือนกำลังรับ ประทานขนมหวานเย็น แต่แท้จริงแล้ววัตถุดิบหลักคือน้ำเต้าหู้ที่ดีต่อสุขภาพคงความเป็นน้ำ เต้าหู้เข้มข้นได้ตลอดเวลาด้วยน้ำแข็งที่ทำจากน้ำเต้าหู้เช่นกัน พร้อมเครื่องให้เลือกหลากหลาย ซึ่งทุกอย่างทำเองหมด คือ วุ้น ถั่วแดง ถั่วเขียว แปะก๊วย ข้าวบาร์เลย์ เม็ดแมงลัก ไข่มุกอบน้ำผึ้ง ลอดช่องสิงคโปร์ ทับทิมกรอบ ส่วนเฉาก๊วย จะซื้อจากร้านที่มั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพและความสะอาด ซึ่งเครื่องเหล่านี้เราทดลองทำกินเองก็รู้สึกว่าเข้ากับน้ำเต้าหู้ได้ดี รวมถึงยังสามารถสร้างความแปลกใหม่ให้แก่ลูกค้าได้”

สำหรับเมนูน้ำเต้าหู้ของร้าน Tofu Mania ไม่เพียงแต่มีรสชาติของน้ำเต้าหู้ฉบับดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเอาใจลูกค้าบางส่วนที่ไม่ชอบกลิ่นถั่วเหลืองทำให้ไม่อยากรับประทาน เช่นเดียวกับ จิรารัตน์ ผู้ร่วมธุรกิจจึงคิดสูตรน้ำเข้าหู้รสชาติอื่น เพื่อกลบกลิ่นถั่วเหลืองลง สุดท้ายจึงเกิดเป็นเมนู น้ำแดงเต้าหู้, น้ำเต้าหู้หวานงาดำ และชาเขียวเต้าหู้ ในราคาชนิดร้อนเริ่มต้นที่แก้วละ 20-25 บาท ส่วนชนิดเย็น 25-40 บาท/แก้ว แต่หากลูกค้าต้องการใส่เครื่องราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างละ 5 บาท โดยเมนูยอดนิยม ได้แก่ น้ำเต้าหู้ครบเครื่อง (วุ้น ไข่มุก เม็ดแมงลัก ข้าวบาร์เลย์ ถั่วแดงและถั่วเขียวซีก) และน้ำแดงเต้าหู้ที่ลูกค้าชอบรับประทานคู่กับทับทิมกรอบ เพราะให้รสชาติเหมือนทับทิมกรอบในน้ำกะทิสด ส่วนผู้ที่ชอบเครื่องดื่มชนิดปั่นต้องเมนู Icy soya drink ได้แก่ น้ำเต้าหู้เกล็ดน้ำแข็ง ชาเขียวเต้าหู้ ช็อกโกแลตเต้าหู้ น้ำแดงเต้าหู้ และมะม่วงเต้าหู้ (ผลไม้สดจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล)

สารพันน้ำเต้าหู้ Tofu Mania
เครื่อง 10 อย่างให้เลือกสรรของTofu Mania

กลุ่มลูกค้า Tofu Mania ส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำ งาน ย่านออฟฟิศเป็นหลัก ซึ่งทาง ร้านมีบริการจัดส่งฟรีตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากร้าน ที่ตั้งอยู่ที่ The City Viva ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 3 ซึ่งลูกค้ามั่นใจในความสด สะอาดได้ เพราะทางร้านทำสดใหม่ทุกวัน หากเครื่องหรือน้ำเต้าหู้ขายไม่หมดจะทิ้งทันทีไม่มีเก็บค้างคืนเพื่อขายให้ ลูกค้าในวันต่อไปอย่างแน่นอน โดยอนาคตทั้งคู่คิดขยายสาขาที่รถไฟฟ้าเน้นสถานีย่านออฟฟิศ จากเทรนด์คนรักสุขภาพ ประกอบการกับประเทศไทยเป็นเมืองร้อนหากมีเครื่องดื่มที่ไม่เพียงแต่ดับร้อน ได้ แต่ยังดีต่อสุขภาพ น่าจะเป็นจุดขายที่สำคัญให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกบริโภคได้

ติดต่อ 08-9882-8812

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : ASTVผู้จัดการออนไลน์

Read More...


‘เปาะเปี๊ยะ-น้ำยาขนมจีน’ ‘สูตรเห็ด’ ทำเงินเด็ดๆได้

อาหารทั่วไปหากสามารถประยุกต์เป็นอาหารมังสวิรัติ ก็สามารถทำตลาดได้กว้างขึ้น อย่าง “เปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ด” และ “ขนมจีน-น้ำยาเห็ด” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้ นี่ก็น่าพิจารณาเช่นกัน…


เปาะเปี๊ยะเห็ดทำเงิน
เปาะเปี๊ยะเห็ดทำเงินรสชาติเด็ดราคาไม่แพง 

อรนุช ทวีศักดิ์ หรือ ปู เจ้าของร้านคุณปู เปาะเปี๊ยะเห็ด ย่านซอยละลายทรัพย์ ถนนสีลม ซึ่งทำเปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ดและขนมจีนน้ำยาเห็ดขายมาเกือบ 10 ปี เล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีตนทำปลาซาบะส่งห้าง และมีช่วงหนึ่งได้ไปต่างประเทศ ได้ไปทานอาหารที่ภัตตาคารจีนแห่งหนึ่ง ได้ทานเปาะเปี๊ยะแบบนี้ จึงกลับมาลองทำดูด้วยวิธีของตัวเอง ทดลองให้เพื่อน ๆ และคนรู้จักชิม ซึ่งก็บอกว่าอร่อย จึงได้ทำขายมาตลอดจนถึงปัจจุบันนี้

อุปกรณ์ และ วีธีทำเปาะเปี๊ยะเห็ด

สำหรับอุปกรณ์ทำเปาะเปี๊ยะเห็ด หลัก ๆ ก็มี กระทะ เตาแก๊ส มีด เขียง หม้อ กะละมัง และอุปกรณ์ที่ใช้ในครัวทั่วไป ส่วนประกอบของเปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ด ตามสูตรก็มี แป้งเปาะเปี๊ยะขนาดกลาง 20-30 กก., แครอทหั่นฝอย 20 กก., วุ้นเส้นหั่นแช่น้ำ 4 กก., เห็ดออริจิหั่นเป็นท่อน ๆ 5 กก., เห็ดหอมแห้งแช่น้ำ 2 กก., เห็ดหูหนูหั่นฝอย 6-7 กก., ข้าวโพดสุกแกะเม็ด 10 กก., ซอสถั่วเหลือง 500 ซีซี., น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย, น้ำมันถั่วเหลืองสำหรับผัด 1 ถ้วย, น้ำมันปาล์มสำหรับทอด
2 แกลลอน (แกล ลอนละ 18 กก.)

วิธีทำไส้เปาะเปี๊ยะเห็ด เตรียมส่วนผสมทั้งหมด (ยก เว้นแผ่นเปาะเปี๊ยะและวุ้นเส้น) ผัดรวมกันพอสุก ตามด้วยวุ้นเส้นที่แช่น้ำไว้แล้ว ผัดรวมกัน ปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง, น้ำตาลทราย, เกลือ, ซอสเห็ดหอม ชิมรสชาติให้กลมกล่อม เสร็จแล้วตักใส่ถาดพักให้เย็น เน้นว่าไส้ที่ผัดต้องแห้ง เพื่อจะทำให้การห่อนั้นง่ายขึ้น

การห่อเปาะเปี๊ยะเห็ด ตักไส้ใส่ลงแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ม้วนแล้วพับหัวท้ายให้แน่น ทาริมด้วยแป้งเปียก เสร็จแล้วนำลงทอดในกระทะที่น้ำมันร้อน ใช้ไฟปานกลาง ทอดจนเป็นสีเหลืองกรอบจึงตักขึ้นซับน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมใบโหระพา ผักกาดหอม และน้ำจิ้ม

ส่วนผสมและวิธีทำน้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะเห็ด

ส่วนผสมน้ำจิ้ม ตามสูตรก็มี น้ำตาลมะพร้าว 20 กก., น้ำตาลทรายแดง 8 กก., น้ำส้มสายชู 2.5 ลิตร, พริกขี้หนูแดง 2 กก., เกลือ 500 กรัม และกระเทียม 3 กก.

วิธีทำน้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะเห็ด นำพริกแดงปั่นรวมกับ กระเทียมและน้ำส้มสายชู จากนั้นใส่ลงในหม้อที่ต้มน้ำตาลมะพร้าวไว้แล้ว หลังจากนั้นก็ใส่เกลือ ชิมรสชาติให้กลมกล่อม

“เปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ด” ขายราคาชิ้นละ 7 บาท หรือ 3 ชิ้น 20 บาท พร้อมน้ำจิ้ม และผักข้างเคียง
ต่อด้วย “น้ำยาเห็ด” ที่รับประทานกับขนมจีน น้ำยาก็ใช้เห็ด 3 อย่าง ส่วนประกอบน้ำยาเห็ด ได้แก่ เห็ดนางฟ้าปั่นละเอียด 500 กรัม, เห็ดฟางปั่นละเอียด 500 กรัม, เห็ดหอมสดปั่นละเอียด 200 กรัม, กะทิสด 3 กก., เครื่องแกง 1/2 ถ้วย (ประกอบด้วย ข่า 2 แง่ง, ตะไคร้ 10 ต้น, ใบมะกรูด 5 ใบ, พริกแห้งสีแดงเม็ดใหญ่ 10 เม็ด และกระเทียม 10 กลีบ โขลกรวมกันให้ละเอียด), กระชายหั่นหยาบ 1 กก., น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 3 ช้อนโต๊ะ และผักเคียง

ต่าง ๆ เช่น มะระลวก, ถั่วงอกลวก, ผักกาดดองหั่นบาง ๆ, ใบแมงลัก, กะหล่ำปลี และถั่วฝักยาว
วิธีทำน้ำยาเห็ด ปั่นเครื่องแกงให้ละเอียด ใส่กระชายที่ปั่นไว้ลงปั่นรวมให้เข้ากัน แล้วจึงนำส่วนผสมมาลงละลายในหัวกะทิ จากนั้นนำกะทิที่ได้ตั้งไฟปานกลาง พอเดือดก็ใส่เห็ดที่ปั่นไว้แล้วคนให้เข้ากัน ใช้ไฟอ่อนต้มต่อจนเดือด ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล และต้มต่ออีกสักพัก ชิมรสให้ได้ที่ ก็เป็นอันเสร็จ
น้ำยาเห็ดรับประทานกับขนมจีน และผักเคียงต่าง ๆ ขายเป็นชุด ราคาชุดละ 30 บาท


เปาะเปี๊ยะเห็ดทำเงิน
ปู-อรนุช ทวีศักดิ์ เจ้าของสูตร เปาะเปี๊ยะเห็ดทำเงิน

ปู-อรนุช ทวีศักดิ์ ทำ “เปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ด” และ “ขนมจีนน้ำยาเห็ด” ขายเป็น “ช่องทางทำกิน” ตามสถานที่ต่าง ๆ อาทิ ตลาดสีเขียว โรงพยาบาลธรรมศาสตร์-รังสิตเฉลิมพระเกียรติ, กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลปทุมธานี และซอยละลายทรัพย์ สีลม หมายเลขโทรศัพท์ คือ โทร. 08-1818-1605 และ 08-6600-7719 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพค้าขายอาหารที่นำ “เห็ด” มาทำเป็นสูตรเด็ด และก็ทำเงินได้เด็ด ๆ น่าสนใจ.

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ :
ที่มา: เดลินิวส์, สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล เรื่อง-ภาพ

Read More...


‘ไส้อั่วหน่อกะลา’ พลิกแพลงเพิ่มจุดขาย

 “ไส้อั่ว” อาหารท้องถิ่นของภาคเหนือที่มีขายกันทั่วไป หากมีการประยุกต์สร้างจุดขายให้แปลกแตกต่างออกไป ก็สามารถสร้างจุดขายให้มีลักษณะเด่นยิ่งขึ้น กลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่สร้างอาชีพ-สร้างรายได้ได้อย่างดี อย่าง “ไส้อั่วหน่อกะลา” สินค้าโอทอป จ.นนทบุรี นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” ที่น่าพิจารณา…

สูตรไส้อั่วหน่อกะลา
ไส้อั่วหน่อกะลา พลิกแพลงเพิ่มจุดขาย รสชาติดีแสนอร่อย
ดวงใจ แสงงามปลั่ง ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปไส้อั่วสวนนนท์ เผยไว้เมื่อตอนนำสินค้าร่วมแสดงในงานกาชาด จ.นนทบุรี เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า เป็นคนภูมิลำเนา อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังเรียนจบก็ไปทำงานที่เชียงใหม่กับลำพูนประมาณ 3–4 ปี และแต่งงานที่นั่น ภายหลังก็คิดอยากกลับบ้านเกิด เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็ได้นำอาชีพทำไส้อั่วขายมาศึกษา เพราะครอบครัวของสามีมีอาชีพทำไส้อั่วขายอยู่แล้ว ซึ่งไส้อั่ว แคบหมู สำหรับคนเชียงใหม่นั้นถือเป็นอาหารพื้นบ้าน และตนเองได้เริ่มทำไส้อั่วเมื่อ 15 ปีที่แล้ว แต่เมื่อมาอยู่ที่ จ.นนทบุรี เหมือนเริ่มต้นใหม่จากที่สามีเคยทำ ซึ่งสมัยนั้นการทำไส้อั่วขายไม่ค่อยมีคู่แข่ง ถ้ามีก็มีน้อยมาก โดยตนเองก็ได้ลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมา

ไส้อั่วที่ทำช่วงเริ่มต้นมี 2 แบบ คือ ไส้อั่วหมู ไส้อั่วปลา ต่อมาเพิ่ม ไส้อั่วหน่อกะลา ด้วย เพื่อสื่อความหมาย จ.นนทบุรี เพราะหน่อกะลาเป็นพืชสมุนไพรของเกาะเกร็ดที่มีแห่งเดียวในนนทบุรี จึงนำมาใส่เพื่อประยุกต์ และให้เป็นสินค้าของนนทบุรี ส่วนการพัฒนาวัตถุดิบอื่น คือใช้ตะโพกหมูล้วน ๆ ในการทำไส้อั่ว ไม่ใช้เศษหมู และวัตถุดิบที่สำคัญคือมันหมู

นอกจากนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบ จากที่เป็นวงใหญ่ ๆ กลายเป็นขดกลม ๆ ที่มีขนาดเล็กหน่อย เป็นในลักษณะค่อนข้างครึ่งวงกลม เพื่อจะช่วยเรื่องยอดจำหน่าย ให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น จึงคิดริเริ่มทำให้ขนาดเล็กลง

ดวงใจบอกอีกว่า สำหรับสูตรการทำไส้อั่วหมูกับไส้อั่วปลา ก็ไม่ได้ต่างกันมาก เพียงแต่บางคนชอบกินปลาเพราะมันจะนุ่มกว่าหมู ปลาที่ใช้ก็จะเป็นปลากรายกับปลายี่สก ถ้าใช้ปลากรายอย่างเดียวต้นทุนจะสูงมาก จึงนำปลาน้ำจืดชนิดอื่นมาผสมด้วย สาเหตุที่ต้องเป็นปลาน้ำจืด เพราะหากนำปลาน้ำเค็มมาผสมจะทำให้มีกลิ่นคาว

ส่วนประกอบและเครื่องปรุงไส้อั่วหน่อกะลา

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำไส้อั่วหน่อกะลาก็มี เครื่องบดหมู เครื่องตีผสม เครื่องสุญญากาศ กะละมัง ทัพพี ถังน้ำ หม้อนึ่ง เครื่องบดพริก เตาแก๊ส กระทะ ฯลฯ ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ก็มี หมูสันนอก มันแข็ง ไส้หมู น้ำพริกแกง ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย ผักชี ต้นหอม ใบมะกรูด และหน่อกะลา ซึ่งวัตถุดิบในการทำไส้อั่วหมูหน่อกะลา 10 กิโลกรัม จะมีดังนี้คือ หมูสันนอก 8 กิโลกรัม, มันหมูแข็ง 2 กิโลกรัม, หน่อกะลา 1-2 กิโลกรัม, พริกแกง 2.5 กิโลกรัม โดยเครื่องปรุงพริกแกงก็มี พริกแดงแห้งเม็ดใหญ่ 500 กรัม, หอมแดง 500 กรัม, กระเทียม 300 กรัม, กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ, ตะไคร้ 1 กิโลกรัม (ซอยเอาแต่เนื้ออ่อน ๆ)
ส่วนผสมเครื่องปรุงรสไส้อั่วหน่อกะลา ก็มี ซีอิ๊วขาว 500 ซีซี., น้ำตาลทราย 300 กรัม, ผงปรุงรสรสหมู 300 กรัม และส่วนผสมอื่น ๆ ก็คือ ใบมะกรูด, ผักชี, ต้นหอม อย่างละพอประมาณ หากชอบสมุนไพรก็ใส่ใบโหระพาหรือผักชีฝรั่งเพิ่มได้

วิธีทำไส้อั่วหน่อกะลา

วิธีทำไส้อั่วหน่อกะลา นำเครื่องปรุงพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม กะปิ และตะไคร้ มาตำหรือบดรวมกันให้ละเอียด ก็จะได้เป็นพริกแกง จากนั้นนำหมู และมันหมู มาบดรวมกัน ใส่ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย ผงปรุงรสรสหมู ใบมะกรูด ผักชีและต้นหอม คลุกรวมกัน เสร็จแล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน กรอกส่วนผสมทั้งหมดลงไปในไส้หมูที่กว้าง 1 นิ้วครึ่ง ยาว 7 นิ้ว โดยใช้เครื่องบดน้ำพริกในการบรรจุ (ตัวเครื่องสามารถใส่กรวยเพื่อกรอกไส้อั่วได้) เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงมัดปลายทั้ง 2 ข้างโดยการบิดไส้หมูให้เป็นเกลียว เสร็จแล้วนำไปนึ่งให้สุก และนำไปผึ่งให้แห้ง การทำเป็นไส้อั่วหน่อกะลา ก็นำหน่อกะลามาซอยและผสมลงไปด้วย ปริมาณ 2 กิโลกรัม ถ้าไม่ชอบหน่อกะลามากก็ให้ใส่แค่ประมาณ 1 กิโลกรัม
ขั้นตอนสุดท้าย ใส่ไส้อั่วหน่อกะลาลงถุงเก็บไว้ในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง ซึ่งระยะเวลาของการเก็บรักษานั้น จะเก็บไว้ได้ประมาณ 1 เดือน

ดวงใจบอกเคล็ดลับเพิ่มเติมว่า การทำไส้อั่วหน่อกะลา ต้องหนักตะไคร้ และใบมะกรูด เพราะกลิ่นมันจะหอม ส่วนในการทำไส้อั่วปลา ก็จะลดปริมาณหมู คือจะใช้ปลา 5 กิโลกรัม และหมู 3 กิโลกรัม
สำหรับราคาขายไส้อั่วหน่อกะลาเจ้านี้ จะขายขีดละ 30 บาท หรือกิโลกรัมละ 300 บาท โดยมีต้นทุนราว 200 บาทขึ้นไป

สนใจเรื่อง “ไส้อั่วหน่อกะลา” ติดต่อ ดวงใจ แสงงามปลั่ง ติดต่อได้ที่ 92/41 หมู่ 9 บางเลน ซอย 10 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 08-9660-0768 และ 08-1869-4780.

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ :
ที่มา: เดลินิวส์, สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล
ชนิกานต์ วงศ์สุธารส / อนุสรา แสงเงิน

Read More...


''หอยแมลงภู่อบ'' 2 สูตรอร่อย น่าสนใจ



หอย แมลงภู่” เป็นหนึ่งในอาหารทะเลที่คุ้นลิ้นคนไทย ทั้งกับการทำรับประทานตามบ้านเรือนทั่วไป   และเป็นเมนูในร้านอาหาร และปัจจุบันในไทยมีการทำเมนูจาก “หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์” ตามร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งคนไทยก็ให้ความนิยม ขณะที่เมนูหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์นี้จะใช้หอยแมลงภู่ไทยตัวใหญ่ ๆ ทำแทนก็ได้ และก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเพียงเมนูในร้านอาหาร จะแยกมาทำขายเดี่ยว ๆ ตอนนี้ก็มีการทำเป็น ’ช่องทางทำกิน“ ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจ...
                    
’หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบซอสมะเขือเทศและชีส“ และ ’หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบเนยกระเทียมและชีส“  2 เมนูนี้สามารถทำขายคนไทยได้สบาย ๆ และสามารถใช้หอยแมลงภู่ไทยตัวใหญ่ ๆ ทำได้ โดยทีม “ช่องทางทำกิน” ได้สูตรอร่อยมาจากร้าน “ไอ ริช บาย ต้นกามปู (I RICH by TonKampu)” ย่านดอนเมือง โดยเจ้าของร้านคือ ก้ามปู-หฤทัย ทิพทัส แจกแจงให้ฟังว่า... นี่เป็น 2 ในหลากหลายเมนูของทางร้านที่ลูกค้าชื่นชอบ เมนูน่าทานชื่อยาว ๆ นี้มีรสชาติความสดอร่อยของหอยน้ำเย็นจากแดนไกล ประกอบกับเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ผสมผสานกัน อุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร เป็นเมนูที่อิ่มอร่อยได้ทั้งครอบครัว ที่สำคัญการทำก็ไม่ได้ยากเหมือนชื่อยาว ๆ จะประยุกต์ใช้หอยแมลงภู่ไทยตัวใหญ่ ๆ ทำขายเป็นอาชีพโดยไม่ต้องมีร้านอาหารใหญ่ ๆ ก็ได้ หรือจะใช้หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์เดี๋ยวนี้ในไทยก็หาซื้อไม่ยาก
   
เมนู “หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบซอสมะเขือเทศและชีส”  ส่วนประกอบต่อจานก็มี... หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (หรือไทย) 5 ตัว, มอซซาเรลล่าชีส 20 กรัม, เนยชนิดจืด 2 ช้อนโต๊ะ, หอมใหญ่ซอย  หัว, เกลือ  ช้อนชา, ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ (ใช้สูตรทำเองเฉพาะหรือแบบขวดสำเร็จก็ได้), ผงอโรมาต  ช้อนชา, ใบโหระพาซอย เล็กน้อย
   
วิธีปรุงเริ่มจาก... ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่เนยและหอมใหญ่ซอยลงผัดเล็กน้อย ใส่หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (หรือไทย) ผัดจนหอมเนย และหอมใหญ่เริ่มเงา ปรุงรสด้วยเกลือ ผงอโรมาต ผัดอีกเล็กน้อยให้ส่วนผสมเคล้าทั่วกัน ใส่ซอสมะเขือเทศ ใส่ใบโหระพาซอยลงไป เปิดไฟแรง แล้วปิดไฟ จากนั้นนำหอยที่ผัดแล้วจัดเรียงใส่ถาด ราดซอสลงให้เต็มเปลือกหอย โรยชีสให้เท่ากันทุกตัว (ปริมาณแล้วแต่ความชอบ) นำเข้าเตาอบใช้ความร้อน 250 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 8-10 นาที พอซอสเริ่มเดือดและชีสเริ่มเป็นสีเหลืองทอง ก็นำออกมาจัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ-พร้อมรับประทาน
   
สำหรับเมนู “หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบเนยกระเทียมและชีส” นั้น ส่วนประกอบต่อจานก็มี... หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (หรือไทย) 5 ตัว, มอซซาเรลล่าชีส 20 กรัม, เนยชนิดจืด 2 ช้อนโต๊ะ, กระเทียมซอย 1 ช้อนโต๊ะ, เกลือ  ช้อนชา, ผงอโรมาต  ช้อนชา, พริกไทย เล็กน้อย, ใบโหระพาซอย เล็กน้อย, ผงปาปริก้า เล็กน้อย
   
วิธีปรุง... ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่เนยและกระเทียมซอยลงผัดเล็กน้อย ใส่หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (หรือไทย) ผัดจนหอมเนย-กระเทียม ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ผงอโรมาต ผัดอีกเล็กน้อยให้ส่วนผสมเคล้าทั่วกัน ใสใบโหระพาซอยลงไป เปิดไฟแรง แล้วปิดไฟ จากนั้นนำหอยที่ผัดแล้วจัดเรียงใส่ถาด โรยชีสให้เท่ากันทุกตัว (ปริมาณแล้วแต่ความชอบ) นำเข้าเตาอบใช้ความร้อน 250 องศาฯ อบ 8-10 นาที จนชีสเป็นสีเหลืองทอง ก็นำออกมาโรยผงปาปริก้า เล็กน้อย จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ-พร้อมทาน ซึ่งทางร้าน ไอ ริชฯ บอกว่า 2 เมนูนี้จะแนะนำให้ลูกค้าทานกับขนมปังกระเทียม และไวน์ขาว
   
ทั้งนี้ ทางร้านนี้ยังบอกอีกว่า... การทำ 2 เมนูนี้ วัตถุดิบต่าง ๆ นั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ ตามห้าง หรือแม้แต่ตลาดสดทั่วไป ซึ่งใครที่อยากทำขายเดี่ยว ๆ ทั่วไปจะปรับเปลี่ยนวัตถุดิบก็ได้ เปลี่ยนจากหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์เป็นหอยแมลงภู่ไทยตัวโต ๆ หรือเปลี่ยนเป็นกุ้งหรือปลาก็น่าจะได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ
   
ในส่วนของต้นทุนนั้น หลัก ๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับตัววัตถุดิบหลัก ซึ่งในที่นี้คือ หอยแมลงภู่ หรือกุ้ง หรือปลา ซึ่งกรณีใช้ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่เดี๋ยวนี้มีขายตามห้างใหญ่ ๆ ราคาขายจะประมาณ 180 บาทต่อกล่อง สามารถนำมาทำเมนูได้ประมาณ 8-10 จาน (จานละประมาณ 5 ตัว) เมื่อคิดรวมค่าวัตถุดิบอื่น ๆ แล้วจะเป็นต้นทุนประมาณจานละ 60 บาทขึ้นไป แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นหอยแมลงภู่ไทยต้นทุนน่าจะลดลงเหลือประมาณ 20-30 บาท ขณะที่ตั้งราคาขายจานละ-ชุดละ 60-80 บาท ก็ดูไม่น่าเกลียดอะไร ซึ่งลูกค้าคิดไปคิดมา และดูหน้าตาเมนูนี้แล้ว ก็อาจจะคิดว่าคุ้มกว่าทานหอยนางรมตั้งเยอะ
   
ส่วนกับร้าน “ไอ ริช บาย ต้นกามปู (I RICH by TonKampu)” ร้านนี้ทั้งอาหารอร่อยและบรรยากาศดี โดยตั้งอยู่ที่ เลขที่ 107 ถนนเลียบคูนาย กิมสาย 1 ซอย 7 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ใกล้ สน.ดอนเมือง (พิกัดจีพีเอส N 13.56.766 E 100.34.694 อีเมล ton_kampu@yahoo.com เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/pages/I-RICH-by-TonKampu/115002515214764?sk=info) เบอร์โทรศัพท์ร้านคือ โทร.0-2929-0273 ใครสนใจจะไปชิมไปชมร้านก็เชิญได้
                     
วัตถุดิบปรุงอาหารในเมืองไทย มีมากมายสารพัด ทั้งของไทยเองและของต่างประเทศ ซึ่งบางอย่างอาจจะดูว่าแพง แต่จริง ๆ แล้วก็สามารถนำมาพลิกแพลงสร้าง ’ช่องทางทำกิน“ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายนักก็ได้

อย่างเช่น 2 เมนู ’หอยแมลงภู่“ ที่ว่ามา...ก็น่าสนใจ!!

click VDO

ทีมช่องทางทำกิน รายงาน

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ :http://www.dailynews.co.th/

Read More...


‘ขนมครกสิงคโปร์’ขายได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ




คง มีน้อยคนนักที่ไม่รู้จัก “ขนมครก” ขนมโบราณที่ราคาไม่แพง เป็นที่นิยมของคนทุกวัยตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโรยหน้าได้หลายอย่าง ทั้งต้นหอม  ข้าวโพด เผือก  ฟักทอง  แต่วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” จะพาไปรู้จักกับ “ขนมครกสิงคโปร์” ที่สามารถทำขายเป็นอาชีพได้อย่างน่าสนใจ ต้นทุนไม่สูง แต่สามารถสร้างกำไรได้พอสมควร...

“ลุงพนา” หรือ พนา เดชสุภา พ่อค้าขาย ขนมครกสิงคโปร์ (ใบเตย) เล่าให้ฟังถึงที่มาของอาชีพนี้ว่า เมื่อก่อนมีอาชีพขับรถบรรทุกรับส่งสินค้าตามโรงงานและท่าเรือแหลมฉบังหลาย สิบปี เรียกว่าขับรถกันตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เหนื่อยมากร่างกายไม่ได้พักผ่อน ตอนหลังก็เริ่มรับไม่ไหว ส่วนแฟนคือ ป้าจินดา ก็ทำนาอยู่ที่บ้าน ทำกันจนล้มป่วย ทำต่อไม่ไหว
“ทุกวันหยุดลูกสาวอยากจะมีรายได้พิเศษ จึงไปช่วยน้าสาวขายขนม ก็เป็นพวกขนมครกสิงคโปร์ ขนมบ้าบิ่น โตเกียว พอปิดเทอมใหญ่ลูกสาวก็มาบอกว่าอยากจะทำขนมขายเอง ให้ช่วยซื้ออุปกรณ์ทำขนมให้หน่อย ลูกคิดดี ก็สนับสนุนเต็มที่ ตอนที่ลูกทำเราก็นั่งดูลูกจนทำเป็น ที่นี้พอเปิดเทอมอุปกรณ์ก็กองทิ้งอยู่อย่างนั้น ก็นึกเสียดาย ประกอบกับว่างงานพอดี ก็ปรึกษากับแฟนว่าน่าจะช่วยกันทำขนมขายดีกว่า เมื่อตัดสินใจแล้วก็ทดลองทำดู และปรับสูตรขนมครกสิงคโปร์จากกะทิล้วน ๆ ก็ใส่นมสดด้วยเพื่อเพิ่มความหอมมันให้รสชาติกลมกล่อมอร่อยยิ่งขึ้น  ตอนแรกก็ไม่คิดว่าเราจะทำได้  ทำไปทำมากลายเป็นอาชีพหลักใช้เลี้ยงครอบครัวมา 5-6 ปีแล้ว ไปไหนเราก็ไปด้วยกัน ทำด้วยกัน ขายด้วยกัน”

วัสดุ/อุปกรณ์ที่สำคัญ ๆ ที่ต้องใช้ในการทำ “ขนมครกสิงคโปร์” ก็มี... พิมพ์เหล็กลายดอกมะยมที่มีฝาปิด, เตาแก๊ส, ไม้แซะขนม, กระบวยหรือกาน้ำขนาดเหมาะมือ (ใช้สำหรับหยอดขนม), ถาดสแตนเลสสี่เหลี่ยมผืนผ้า, ถัง, ทัพพี, ที่ร่อนแป้ง  และเครื่องใช้อื่น ๆ ที่สามารถหยิบฉวยเอาได้จากในครัว
   
ส่วนผสม/วัตถุดิบหลัก ๆ ของขนมครกสิงคโปร์ ตามสูตรก็มี... แป้งสาลีเอนกประสงค์  1 กก, แป้งมันสำปะหลัง  ฝ  กก., ไข่ไก่  12  ฟอง, น้ำกะทิ (รวมหัว-หาง )  2  กก., น้ำตาลทราย, นมสด, ใบเตยหอม  15 ใบ, ผงฟู, เกลือ และเนย 

วิธีการทำ “ขนมครกสิงคโปร์” เริ่มจากนำแป้งสาลีกับแป้งมันสำปะหลังมาผสมกับผงฟู  แล้วทำการร่อนแป้งที่ผสมกับผงฟูใส่ไว้ในภาชนะ เพื่อให้อากาศผสมในแป้ง และทำให้แป้งขนมเบาขึ้น จากนั้นนำเอาใบเตยหอมมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น  นำไปโขลกหรือปั่นให้ละเอียด นำมาคั้นกับน้ำ แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเอากากออก ตั้งพักไว้สักครู่

นำน้ำตาลทรายใส่ลงในแป้ง ตามด้วยเกลือนิดหน่อย ใช้มือเคล้า ๆ พอให้ทั่ว ใส่ไข่ไก่ตามลงไปในแป้ง  ใช้มือนวดเบา ๆ  พอให้ส่วนผสมเข้ากัน   แล้วค่อย ๆ ใส่น้ำกะทิ และนมสด ตามลงไปทีละน้อย  เสร็จแล้วจึงใส่น้ำคั้นใบเตย   ใช้ทัพพีคนไปเรื่อย ๆ  จนนำตาลละลายและส่วนผสมเข้ากันดี  ตั้งพักไว้ประมาณ 20  นาที 

ระหว่างรอให้แป้งเซ็ตตัว ให้นำพิมพ์ขนมสำหรับทำขนมมาเตรียมไว้ ตั้งไฟให้ร้อนจัด ใช้แปรงหรือผ้าจุ่มน้ำมันพืชหรือเนย ทาพิมพ์ขนมให้ทั่ว (เพื่อช่วยให้ขนมร่อนและไม่ติดพิมพ์)  
พอพิมพ์ร้อนดีแล้วตักแป้ง ใส่กระบวยหรือกาน้ำที่ถนัดมือ  แล้วทำการหยอดแป้งลงในพิมพ์แต่ละช่องให้เต็มหลุม  ปิดฝาจนขนมสุก ใช้ไฟอ่อน ๆ ประมาณ 2-3 นาที  (ถ้าใช้ไฟแรงขนมจะไหม้เสียหมด) ไม่ต้องกลับด้านเพราะขนมจะสุกทั่วได้เอง พอขนมสุกจะฟู  ใช้ไม้หรือเหล็กแซะแคะขนมออกจากพิมพ์มาแผ่ไว้บนตะแกรงที่เตรียมไว้  รอให้ขนมพออุ่น ๆ  (การหยอดแป้งครั้งต่อไปไม่ต้องใช้น้ำมันหรือเนยเช็ดพิมพ์แล้ว)

เอกลักษณ์ของ “ขนมครกสิงคโปร์” หรือ “ขนมครกใบเตย” สูตรนี้นั้น อยู่ที่รสชาติกลมกล่อม  มีกลิ่นหอมใบเตย   สีสันสวยงาม  ตัวขนมจะมีลักษณะเหนียวนุ่มน่ารับประทาน
สำหรับราคาขายขนมครกสิงคโปร์ ชุดละ 20 บาท มีขนม 8 ชิ้น มีต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 60% ของราคา นอกจากนี้ลุงพนายังทำขนมแป้งจี่ และขนมโตเกียว ขายชุดละ 20 บาท ชุดหนึ่งมี 8 ชิ้น
                   
“ขนมครกสิงคโปร์” หรือ “ขนมครกใบเตย” เจ้านี้ ทุกวันจันทร์ พฤหัสฯ จะขายที่อินเตอร์โซน, วันศุกร์ ขายอยู่ตรงประตูเชียงราก ในมหาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต, วันอังคาร ขายที่มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี, วันพุธ  ขายอยู่ที่ มศว.คลอง 16, เสาร์-อาทิตย์ ขายตามตลาดนัดต่าง ๆ  และรับทำไปออกงานต่าง ๆ โดย ติดต่อลุงพนาได้ที่ โทร.08-9153-1346 ซึ่งจากที่ว่ามาก็จะเห็นได้ว่า นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่น่าพิจารณา...
       
--------------------------------------------------------

คู่มือลงทุน...ขนมครกสิงคโปร์


ทุนอุปกรณ์           ประมาณ 4,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ    ประมาณ 60% ของราคาขาย
   
รายได้    ขายราคา 8 ชิ้น 20 บาท

แรงงาน   1 คนขึ้นไป

ตลาด    ย่านชุมชน, ตลาดนัดทั่วไป

จุดน่าสนใจ    ทำขายได้ทั้งเช้า-เย็น-ค่ำ

click VDO
เชาวลี  ชุมขำ :เรื่อง / พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ
ขอขอบคุณเจ้าของบทความ :http://www.dailynews.co.th/

Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers


ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/










เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.