ขับเคลื่อนโดย Blogger.
Ford Ranger กระบะออฟโรดสมรรถนะสูง คลิ้กที่ภาพแสดงราคา

Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรทำขนม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรทำขนม แสดงบทความทั้งหมด

‘พุดดิ้งนมสด’หลากรสผลไม้ทำเงิน

“พุดดิ้ง” ขนมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในอดีตขนมชนิดนี้เป็นวิธีการถนอมอาหารรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้อาหารนั้นอยู่ได้นาน ๆ ในยามสงคราม ปัจจุบันขนมชนิดนี้กลายเป็นอีกหนึ่งขนมที่ทุก ๆ ชนชาติให้ความนิยมทำทาน ทำขายกันมากมาย จนมีหลากหลายสูตร และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูล “พุดดิ้งนมสด หลากรสผลไม้” มานำเสนอ...

พันธ์นิดา วิภูษณะ เจ้าของพุดดิ้งนมสด “คุณต้อม” บอกว่า ทำพุดดิ้งนมสดขายมา 5-6 ปี เป็นขนมที่ขายเพิ่มจากสาคูแคนตาลูปนมสด และเต้าฮวยฟรุตสลัด เนื่องจากอยากจะเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ส่วนสูตรทั้งหมดได้มาจากคุณแม่ของสามีที่ถ่ายทอดให้มาทำเป็นอาชีพ
“เมื่อก่อนขายหมู แต่ประสบปัญหามาก อย่างหมูแพง หมูขึ้นราคา ขายยาก แม่สามีจึงแนะให้เปลี่ยนอาชีพ และถ่ายทอดวิชาทำขนมให้ ก็ตระเวนออกร้านขายตามงานแสดงสินค้าต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จ” พันธ์นิดากล่าว


พุดดิ้งนมสดของที่ร้านนี้ จะเพิ่มความหลากหลายด้วยการใส่ผลไม้ต่าง ๆ ลงไป อาทิ พุดดิ้งนมสดมะพร้าวอ่อน ซึ่งขายดีมากที่สุด และก็ยังมี พุดดิ้งนมสดสตรอเบอรี่, พุดดิ้งนมสดกีวี, พุดดิ้งนมสดบลูเบอรี่

อุปกรณ์ที่ใช้ทำ หลัก ๆ ก็มี เตาแก๊ส, หม้ออะลูมิเนียม, ทัพพี, มีดหั่นผลไม้, ไม้พาย และอุปกรณ์เครื่องครัวอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ

ส่วนผสม ตัวพุดดิ้ง ตามสูตรเจ้านี้จะใช้น้ำเปล่า 800 กรัม ต่อเยลลี่ผง 10 กรัม เป็นส่วนผสมส่วนที่ 1 นอกจากนี้ จะใช้นมสด 500 กรัม ต่อน้ำตาล 70 กรัม ครีมเทียม 100-200 กรัม และครีมเมอร์อีก 50 กรัม เป็นส่วนผสมส่วนที่ 2

วิธีทำตัวพุดดิ้ง ตั้งหม้อ ใช้ไฟร้อน นำส่วนผสมส่วนที่ 1 มาใส่แล้วคนให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดไฟ พักไว้ จากนั้นตั้งหม้ออีกใบ ใช้ไฟร้อน นำส่วนผสมส่วนที่ 2 มาใส่ คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดไฟ จากนั้นก็นำส่วนผสมส่วนที่ 1 เทลงผสมในหม้อของส่วนผสมส่วนที่ 2 แล้วทิ้งไว้ให้เย็น

สำหรับ พุดดิ้งนมสดมะพร้าวอ่อน หน้าของพุดดิ้งจะใช้ส่วนผสมของน้ำมะพร้าว (แท้) 1,000 กรัม ต่อนมสด 500 กรัม, น้ำตาล 70 กรัม, ครีมเทียม 100 กรัม, ครีมเมอร์ 100 กรัม และใช้เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นชิ้นเล็ก ๆ อีกพอประมาณ

วิธีทำ
ตั้งหม้อ ใช้ไฟร้อน ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน เมื่อส่วนผสมเข้ากัน ปิดไฟ พักไว้
ตักส่วนของตัวขนมพุดดิ้งใส่ลงไปในถ้วยพลาสติกกลมขนาด 7 ออนซ์ ครึ่งถ้วย พักให้ตัวขนมแข็งตัว เมื่อตัวขนมแข็งตัวแล้วจึงตักส่วนของหน้านมสดมะพร้าวอ่อนราดลงทับตัวขนมพอ ประมาณ ซีลปิดฝาให้เรียบร้อย

ส่วน พุดดิ้งนมสดสตรอเบอรี่, พุดดิ้งนมสดกีวี, พุดดิ้งนมสดบลูเบอรี่ นั้น ตัวขนมพุดดิ้งก็ทำเหมือนกัน ต่างกันที่ส่วนของหน้าขนม คือส่วนหน้าจะใช้ผงเยลลี่ของแต่ละรสนั้น 15 กรัม, น้ำเปล่า 720 กรัม และน้ำตาล 100 กรัม

วิธีทำก็จะคล้าย ๆ กันคือ ตั้งหม้อ ใช้ไฟร้อน ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน เมื่อส่วนผสมเข้ากัน ปิดไฟ พักไว้

ตักส่วนของตัวขนมพุดดิ้งใส่ลงไปในถ้วยพลาสติกกลม เมื่อตัวขนมพุดดิ้งแข็งตัวแล้ว ก็ตักส่วนของหน้าราดลงทับตัวขนมพอประมาณ แล้วใส่เนื้อผลไม้ของพุดดิ้งแต่ละชนิดลงไปด้วย โดยใส่ผลกีวีสด ส่วนบลูเบอรี่และสตรอเบอรี่ใช้แบบที่มีการเชื่อมแล้วบรรจุกระป๋องขาย เมื่อใส่ผลไม้แต่ละชนิดแล้ว จากนั้นก็ซีลปิดฝาให้เรียบร้อย พันธ์นิดาบอกว่า น้ำเชื่อมในกระป๋องของบลูเบอรี่และสตรอเบอรี่สามารถนำไปผสมในหน้าของขนมได้ ด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับขนม เหมือนได้กินผลไม้ชนิดนั้น ๆ แบบสด ๆ

พุดดิ้งนมสดทั้ง 4 ชนิดที่ว่ามา ขายถ้วยละ 25 บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 70% ของราคา
สนใจ“พุดดิ้งนมสด หลากรสผลไม้” พุดดิ้งนมสดมะพร้าวอ่อน, พุดดิ้งนมสดสตรอเบอรี่, พุดดิ้งนมสดกีวี และพุดดิ้งนมสดบลูเบอรี่ ของ พันธ์นิดา วิภูษณะ ต้องการติดต่อเจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1457-7858 และ 08-1628-8415

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ
-----------------------------------------------------
คู่มือลงทุน...พุดดิ้งนมสดผลไม้
ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาท
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคา
รายได้ ราคา 25 บาท/ถ้วย 7 ออนซ์
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด ชุมชน, ตลาดนัด, ร้านอาหาร
จุดน่าสนใจ ใช้ผลไม้เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า

credit by :  http://www.dailynews.co.th/article/384/234501

Read More...


'เค้กกล้วยหอม'ช่องทางทำเงินยังไม่ตัน!

’เค้กกล้วยหอม“ ที่มีการทำขายในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบถ้วยกลม ๆ หรือเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม มีทั้งขนาดใหญ่-เล็ก ขนมชนิดนี้ได้รับความนิยมชมชอบจากคนทุกเพศทุกวัย เพราะทานง่าย รสชาติอร่อยนุ่ม-ชุ่มลิ้น มีกลิ่นหอมของกล้วยหอม และสำหรับผู้ที่สนใจ ’ช่องทางทำกิน“ จากขนมชนิดนี้ วันนี้ ณ ที่นี้ก็มีข้อมูลมานำเสนอกัน...

ผลิวรรณ บุญมี เจ้าของร้านขนม “ช่อมะเฟือง” ย่านรามคำแหง 150 กรุงเทพฯ เล่าให้ฟังว่า ทำขนมขายมานานกว่า 6 เดือนแล้ว ซึ่งขนมที่ร้านมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ เค้กหน้านิ่ม รสต่าง ๆ รวมถึง “เค้กกล้วยหอม” และที่ร้านยังมีพายสับปะรด และคุกกี้ช็อกโกแลตชิพอีกด้วย

“สำหรับสูตรนั้น คุณน้าเป็นคนสอนให้ แต่ก็ต้องฝึกฝนนานอยู่เหมือนกัน กว่ารสชาติจะลงตัว และสำหรับขนมนี้ เป็นของที่ขายเสริมจากร้านอาหารตามสั่งที่เป็นอาชีพหลัก นอกจากนี้ ยังรับสอนพิเศษอีกด้วย” ผลิวรรณบอก


อุปกรณ์ในการทำเค้กกล้วยหอม หลัก ๆ ก็มี เครื่องตีแป้ง, เตาอบ, ถ้วยพิมพ์, ที่ร่อนแป้ง, ที่ตีไข่, ถาด, กะละมัง, ชุดช้อนชา, ชุดถ้วยตวง และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ

สำหรับการทำ “เค้กกล้วยหอมสูตรนุ่ม” วัตถุดิบหลัก ๆ ตามสูตรก็มี แป้งเค้ก 270 กรัม, ผงฟูพอประมาณ, เบกกิ้งโซดา (โซเดียม ไบคาร์บอเนต) พอประมาณ, นํ้าตาลทราย 240 กรัม, เกลือป่นเล็กน้อย, ไข่ไก่ 4 ฟอง, นํ้ามันพืช 2/3 ถ้วย, กล้วยหอมสุกบด 300 กรัม และนํ้ามะนาวพอประมาณ

วิธีทำ เริ่มที่ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู เบกกิ้งโซดา ให้เข้ากัน แล้วพักเตรียมไว้

บดกล้วยหอมสุกกับ นํ้ามะนาวให้เข้ากันเตรียมไว้

ตีไข่ไก่ นํ้าตาลทราย และเกลือ ให้เข้ากัน ตี   ด้วยเครื่องด้วยความเร็วสูงประมาณ 7-8 นาที หรือรอจนกว่าส่วนผสมจะข้นขาว จากนั้นปรับความเร็วของเครื่องตีลงให้เป็นความเร็วต่ำ แล้วใส่ส่วนผสมของแป้งที่เตรียมไว้ลงไป ตีต่อให้เข้ากันอีกประมาณ 1 นาที

จากนั้นก็ค่อย ๆ เติมนํ้ามันพืชลงไป แล้วปรับความเร็วเครื่องตีให้เป็นระดับกลาง ตีต่อไปอีก 2 นาที สุดท้ายใส่ส่วนผสมของกล้วยหอมบดลงไป แล้วปรับความเร็วของเครื่องตีให้เป็นระดับต่ำ ตีต่ออีกประมาณ 1 นาที

ขั้นต่อไปนำส่วนผสมที่ตีเสร็จแล้วเข้าแช่ในตู้เย็น แช่ไว้ประมาณ 30 นาที

เมื่อแช่ตามเวลาแล้วจึงจะนำแป้งขนมออกมาหยอดใส่พิมพ์ โดยระหว่างนั้นให้เปิดเตาอบเพื่ออุ่นให้เตาร้อนที่อุณหภูมิ 400-450 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้ก่อน

การหยอดแป้งใส่พิมพ์ เตรียมถ้วยกระดาษวงกลมใส่ในพิมพ์เค้กกล้วยหอมที่เป็นถ้วยวงกลม ขนาดกว้าง 7.5 ซม. สูง 2.5 ซม. แล้วเรียงพิมพ์เค้กกล้วยหอมใส่ถาดอะลูมิเนียมไว้ นำส่วนผสมของเค้กกล้วยหอมที่ตีเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมาจากตู้แช่  แล้วค่อย ๆ หยอดใส่ถ้วยจนครบถ้วยที่เตรียมไว้

นำเข้าเตาอบที่อุ่นร้อนรอไว้แล้ว ใช้เวลาอบประมาณ 15 นาที ก็จะได้เค้กกล้วยหอมสูตรนุ่มที่ขึ้นฟู มีสีนํ้าตาลเข้ม ส่งกลิ่นหอมชวนรับประทาน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่อบเค้กกล้วยหอม ต้องหมั่นคอยดู ด้วยว่าเค้กขึ้นฟูหรือยัง ระวังอย่าให้หน้าเค้กไหม้ เมื่อเค้กสุกแล้วให้นำออกมาบรรจุในกล่องให้เรียบร้อย

เค้กกล้วยหอมสูตรนี้มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละประมาณ 3 บาท ส่วนราคาขายอาจจะขาย ในราคาชิ้นละ 5 บาท หรือมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับทำเลและต้นทุนส่วนอื่น ๆ

สนใจ ’เค้กกล้วยหอมสูตรนุ่ม“ สูตรนี้ ต้องการติดต่อ ผลิ วรรณ บุญมี เจ้าของร้านขนมช่อมะเฟือง ร้านนี้ตั้งอยู่ในซอยรามคำแหง 150 ถนนรามคำแหง กรุงเทพฯ หรือติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2373-5396 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกรูปแบบ ’ช่องทางทำกิน“ ที่แม้จะมีคนทำกันไม่น้อยแล้ว แต่ช่องว่างทำเงินในตลาดก็ยังพอมีอยู่อีกมาก.
สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ
..........................................................................................
คู่มือลงทุน...เค้กกล้วยหอม
ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60-70% ของราคา
รายได้ ราคาขายชิ้นละ 5 บาทขึ้นไป
แรงงาน ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป
ตลาด ร้านขนม, ร้านอาหาร, ชุมชนทั่วไป
จุดน่าสนใจ คนไทยยังนิยมรับประทานกันมาก

 credit by : http://www.dailynews.co.th/Content.do?contentId=189057

Read More...


กุยช่ายทอดแบบชลบุรี


ปรกติเราไม่ชอบกินผักกุยช่าย   แต่ถ้าเอามาทำขนมกุยช่ายเราจะชอบทุกแบบเลย
โดยเฉพาะแบบนี้เป็นกุยช่ายทอดของชาวชลบุรีค่ะ  เคยทานกันมั๊ยคะ
ถ้าไม่เคยต้องลองค่ะ  แล้วจะติดใจ  โดยส่วนตัวเราว่าอร่อยกว่าแบบผสมแป้งนึ่งแล้วทอดอีกนะ

สูตรตัวแป้ง
แป้งข้าวเจ้า  1 + 2/3 ถ้วย
แป้งมัน 2 ชต
แป้งข้าวเหนียว 2 ชต
แป้งท้าวยายม่อม 1 ชต
น้ำตาลทราย 2 ชช
เกลือ 1/4 ชช
น้ำมันพืช 3 ชต
น้ำเปล่า 2 ถ้วย

** สูตรนี้แป้งกรอบนอกนุ่มใน  ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำปูนใสเพราะจะทำให้แป้งแข็งกระด้าง

ไส้
ใบกุยช่าย
กระเทียมสับ
ซีอิ้วขาวหรือเกลือ
น้ำมันพืช สำหรับใช้ผัดเล็กน้อย

น้ำจิ้ม
ซอสพริกศรีราชา
น้ำตาล
น้ำส้มสายชู
เกลือ
น้ำเปล่า

1.  นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย ตามด้วยกระเทียมเจียวพอหอม
ใส่ผักกุยช่ายลงไปผัดให้ผักสลด แล้วปรุงรสด้วยซีอิ้วขาวหรือเกลือ พอสุกตักขึ้นพักไว้

2.  ทำน้ำจิ้มโดยผสมทุกอย่างรวมกัน ชิมรสตามชอบ  นำขึ้นตั้งไฟให้น้ำตาลละลาย เข้าไมโครเวฟก็ได้ค่ะ



3.  นำส่วนผสมของแป้งทั้งหมด น้ำตาล และเกลือมาเทลงในอ่างผสม คนให้เข้ากัน
เติมน้ำมันพืชลงไปคนพอเข้ากัน หลังจากนั้นค่อย ๆ เทน้ำเปล่าลงไปทีละน้อยค่อย ๆ คนให้แป้งละลาย
พอเทน้ำถ้วยแรกหมด แป้งจะเริ่มเนียนเข้ากัน  ก็เทน้ำถ้วยที่สองลงไปจนหมด คนผสมให้แป้งละลายดี



4  จากนั้นนำกระทะไปตั้งไฟอ่อน ๆ พอเริ่มอุ่น ๆ ค่อยเทแป้งลงไป คนไปเรื่อย ๆ แป้งจะเริ่มข้นขึ้น
จนน้ำแป้งกลายเป็นก้อนแป้ง ช่วงกำลังแห้งต้องบี้ ๆ แป้งให้โดนกระทะอย่างทั่วถึง  อาจต้องออกแรงนิดนึง พอได้ที่ก็นำไปพักไว้ให้เย็นก่อนนำมาปั้น



5.  พอแป้งเย็นตัวแล้ว นำมานวดเล็กน้อย  ใช้แป้งมันช่วยไม่ให้ติดมือ จากนั้นนำมาปั้นแบ่งเป็นก้อนกลม ๆ แล้วแผ่แป้งเป็นแผ่นบาง ๆ อาจจะใช้ไม้รีดแป้งช่วยคลึงก็ได้ นำผักใส่ลงไป ตักพอประมาณอย่าใส่จนแน่นหรือล้นแป้งเวลาห่อแป้งให้นำน้ำมาแตะที่ขอบ ๆ แป้ง แล้วพับครึ่งโดยประกบให้เข้ากัน บีบแป้งให้ปิดกันสนิท อย่าให้ไส้ผักไหลออกมาได้เวลาทอด


6.  เสร็จแล้วตั้งกระทะน้ำมันใช้น้ำมันเยอะหน่อยให้ท่วมตัวกุยช่ายที่จะทอด ใช้ไฟปานกลาง
พอน้ำมันร้อนก็ใส่กุ้ยช่ายลงไปทอดได้เลย  พยายามพลิกกลับด้านบ่อย ๆ พอเริ่มเหลือง ๆ ก็ใช้ได้
อย่าให้เหลืองมากเพราะตอนเอาขึ้นจากเตาจะเหลืองต่ออีกนิดหน่อย  ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน

 

7.  เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มค่ะ










credit by : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nernnam&month=29-06-2014&group=25&gblog=49

Read More...


"ลดความดันโลหิตสูง เส้นเลือดแข็งตัว เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ”


"ลดความดันโลหิตสูง เส้นเลือดแข็งตัว เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ”
 น้ำกระเจี๊ยบแดงสด + พุทราจีน +ใบเตย “ช่วยบำรุงหัวใจ ลดความดัน คอเลสเตอรอล ทำก็ง่าย ราคาก็ไม่แพง แถมประโยชน์เพียบ
ส่วนประกอบ
1. กระเจี๊ยบแดง (สด) 1 ขีด
2. พุทราจีน (แห้ง) 2 ขีด
3.ใบเตย 1 กำมือ
4. น้ำตาลทราย (สำหรับผู้ติดหวานนิดๆ)

>> วิธีทำ
1. ล้างกระเจี๊ยบให้สะอาดแล้วใส่ลงหม้อ ตามด้วยเทน้ำ
ใส่ลงไป ประมาณ 4 ลิตร
2. ล้างพุทราจีนให้สะอาด บีบให้แตกเอาเมล็ดออก
แล้วใส่ตามลงไป
2. หั่นใบเตยเป็นท่อนๆ ใส่ตามลงไป
3. ต้มเคี่ยวให้เดือดประมาณ 1/2 ชั่วโมง ทิ้งไว้สักครู่จึงยกลง
ใช้ดื่มแทนน้ำ ผสมน้ำแข็ง
4. สำหรับผู้ติดหวาน เติมน้ำตาลทรายลงไปได้บ้างเล็กน้อย
พอให้ได้รส หรือถ้าไม่เติมน้ำตาล ใช้ใบหญ้าหวาน
หรือลำใยตากแห้งแทน จะได้ความหวานจากธรรมชาติ
ขอขอบคุณข้อมูล อ.นวลฉวี ทรรพนันทน์"
#healthyclub💞
-----------------------------------------------------------
ร่วมมีสุขภาพที่ดีกับ 💞healthyclub ได้ที่ลิ้งด้านล่างนะจ๊ะ😁😁😁
จิ้มเบาๆนะจ๊ะ >>👉👉👉 http://line.me/ti/p/%40healthyclub

Read More...


ไข่แก้ว (วุ้นทองหยอด) เมนูประหลาด! ที่ทำเองได้..ง่ายนิดเดียว!


เห็นว่าใครหลายๆคนสนใจอยากทำและอยากลองชิม เมนูไข่แก้ว (วุ้นทองหยอด) ซึ่งเป็นของหวานชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการคิดและทำขึ้นจากไอเดียดีๆ ทางด้านอาหาร โดย สีเหลืองในส่วนไข่แดงน่าจะเป็นทองหยอด ส่วนสีขาวในส่วนของไข่ขาวจะทำมาจากวุ้น หรือหลักๆก็คือวุ้นไส้ทองหยอดหรือเม็ดขนุน และทำขึ้นรูปโดยใช้เปลือกไข่จริงๆ ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลย


ส่วนผสม
1.ผงวุ้น ที่ผสมเสร็จแล้วที่เราปรุงรสชาติเองได้ค่ะ
2.เปลือกไข่
3.ทองหยอด



วิธีการทำ
1.นำไข่มา 1  ฟอง    เจาะเปลือกไข่  นำไข่ข้างในออกให้หมด ล้างและคว่ำให้แห้ง
2.นำวุ้นที่เราผสมเสร็จแล้วตามใจ เหมือนผสมวุ้นทานปกติเลย ก็เอามาใส่ไข่ ครึ่งนึงก่อน ทิ้งไว้แป๊บเดียว
3.พอวุ้นเริ่มจับตัวเป็นก้อนนิ่มๆ นำทองหยอดที่เตรียมไว้ ใส่ลงไป 
4.เสร็จแล้วก็หยอดวุ้นใส่ให้เต็มในไข่ค่ะ
5.แช่เย็น ใช้กะเวลาเอา   พอวุ้นแข็งตัว  ก็ปลอกเปลือกไข่เลย จะได้ตามที่เห็นในภาพ


>> ส่วนผสมอื่นๆ ก็สามารถดัดแปลงได้ตามใจชอบ ใส่แยลลี่ หรือทองหยอด เม็ดขนุน ทำเป็นวุ้นกะทิ หรือทำเป็นสีๆ ก็ย่อมได้
ขอขอบคุณที่มาของสูตรและภาพ
จากคุณ : Judy CH
เฟสบุ๊ค :
https://www.facebook.com/judy.ch.92
ที่มา : farmthailand.com

credit by :  http://www.tnews.co.th/html/content/101094/

Read More...


‘มะกรูดเชื่อม’ ถนอมอาหาร ‘สร้างเงิน’



ขึ้นชื่อว่าพืชสมุนไพร อย่าง “มะกรูด” คงจะเป็นที่ทราบกันดีถึงประโยชน์ และสรรพคุณทางยาอันมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง และต้านทานโรค เป็นยาบำรุงหัวใจ ช่วยแก้ลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือกระทั่งช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ รวมทั้งอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ อีกมากมายจาระไนได้ไม่หมด  ซึ่งโดยทั่วไปจึงพบเห็นการนำมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร และผลิตภัณฑ์มากมาย รวมไปถึง “มะกรูดเชื่อม” ของกลุ่มสตรีสหกรณ์เกษไชโย ต.ไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง  โดยทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอในวันนี้...                             
ยุพิน โมรากุล ประธานกลุ่มสตรีสหกรณ์เกษไชโย จ.อ่างทอง กล่าวว่า ตั้งกลุ่มฯมาตั้งแต่ พ.ศ.2535 เพื่อทำมะกรูดเชื่อม และลูกตำลึงเชื่อม ซึ่งก่อนหน้านั้นชาวบ้านใน อ.ไชโย มีอาชีพทำนา และปลูกพืชผักทางการเกษตรต่าง ๆ ในระหว่างปลูกพืชผักทางการเกษตรขายนั้น ตนสังเกตว่า “มะกรูด” ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรของไทยแท้ ๆ นั้น มีการใช้ประโยชน์บางส่วน อย่างผิวมะกรูด, ใบมะกรูด หรือน้ำมะกรูด ในขณะที่เนื้อมะกรูดกลับไม่มีใครสนใจ จึงน่าจะลองนำมาเชื่อมดู เผื่อว่าจะประสบความสำเร็จ และสามารถเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรได้  ซึ่งเมื่อทำก็ประสบความสำเร็จจริง ๆ และสามารถที่จะขยายการถนอมพืชผักผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 20 ชนิด อาทิ กระชายแช่อิ่ม, มะม่วงหยี 3 รส, กีวี่อบ, มะเขือเทศเชื่อม ฯลฯ

อุปกรณ์ที่ใช้ ในการทำ “มะกรูดเชื่อม” หลัก ๆ มี กระทะทองเหลือง, เตาแก๊ส หรือเตาถ่าน, กะละมัง, หม้อสเตนเลสขนาดใหญ่, ถาด, ทัพพี, เขียง, ผ้าขาวบาง และเครื่องไม้เครื่องมืออื่น ๆ ให้หยิบยืมเอาจากในครัวได้

ส่วนผสม ของ มะกรูดเชื่อม มี เนื้อมะกรูดสด 1 กก., น้ำตาลทรายขาว 1 กก., น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ, แบะแซ 2 ช้อนโต๊ะ  และเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ เริ่มที่คัดเลือกมะกรูดสดผลขนาดปานกลาง  เสร็จแล้วปอกเปลือกส่วนที่เขียว ๆ ออกไปให้หมด จากนั้น  ใช้มีดผ่าตามขวางของลูก คั้นน้ำ และแคะเม็ดออก

นำผลมะกรูดไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วขยำให้หมดรสขม เสร็จแล้ว บีบน้ำในมะกรูดให้แห้ง แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ก่อนนำไปเชื่อม

ขั้นตอนการเชื่อม  นำภาชนะ เช่น หม้อ, กระทะ, กะละมัง  ขึ้นตั้งไฟ แล้วใส่น้ำสะอาดลงไป 1 ลิตร  จากนั้น ใส่น้ำตาลทรายขาว 500 กรัม รอจนน้ำตาลละลายกับน้ำ เสร็จแล้วใส่ผลมะกรูดลงไป แล้วค่อย ๆ ทยอยเทส่วนน้ำตาลทรายที่เหลืออยู่อีก 500 กรัม  ลงไปให้หมด เคี่ยวให้เข้ากันจนน้ำตาลเข้ากับเนื้อมะกรูดดี โดยสังเกตว่า น้ำตาลจับผิวมะกรูด จนเป็นเงาใส เสร็จแล้วเทน้ำมะนาว, เกลือป่น และแบะแซลงไป เคี่ยวให้เข้ากัน

ชิมรสให้พอเหมาะแล้วยกลง เมื่อผลมะกรูดเย็น ให้บรรจุลงในภาชนะที่ต้องการ ขายในราคา กก.ละ 150-300 บาท (ขึ้นอยู่กับวิธีขาย)

ส่วน บอระเพ็ดแช่อิ่ม นั้น ยุพิน บอกว่า เป็นความมหัศจรรย์ที่สามารถนำมาแช่อิ่มได้ เพราะบอระเพ็ดมีรสขม คนไม่นิยมทานทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติทางยามากมาย อาทิ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส หน้าตาสดชื่น, ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาล ฯลฯ  แต่เมื่อนำมาแช่อิ่มได้ คนที่มาซื้อจึงประหลาดใจ และให้ความนิยมมาก

ส่วนผสม ของ บอระเพ็ดแช่อิ่ม มี เนื้อบอระเพ็ดที่ปอกเปลือก และแกะผิวแล้ว 1 กก., น้ำตาลทรายขาว 1 กก., เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำสะอาด 1 ลิตร และน้ำปูนแดง 500 กรัม

วิธีทำ  นำเนื้อบอระเพ็ดมาตัดเป็นท่อน ๆ ท่อนละ 2 นิ้ว เตรียมไว้ เสร็จแล้ว  นำเนื้อบอระเพ็ด ไปแช่น้ำปูนแดงทิ้งไว้ 7 วัน แล้วนำมาล้างน้ำจนหมดกลิ่นปูนแดง เสร็จแล้วนำเนื้อบอระเพ็ดไปลวกในน้ำต้มเดือดนาน 5 นาที

วิธีแช่อิ่ม ต้มน้ำตาลทรายขาว 250 กรัม กับน้ำเปล่า 2/3 ลิตร เสร็จแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้น นำบอระเพ็ดลงไปแช่อิ่มนาน 15 วัน

 เมื่อครบ 15 วัน เทน้ำเชื่อมออก แล้วเปลี่ยนน้ำเชื่อมใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ผ่านไปอีก 15 วัน  เทน้ำเชื่อมออก แล้วเปลี่ยนน้ำเชื่อมใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ให้ต้มน้ำตาลทรายเพิ่มอีก 250 กรัม กับน้ำเปล่า 1 ลิตร แล้วนำบอระเพ็ดมาแช่อิ่มต่อจนหมดรสขม เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย นำบรรจุลงในภาชนะที่ต้องการ ขายในราคา กก.ละ 300-350 บาท (ขึ้นอยู่กับวิธีขาย)
              
ใครสนใจ “มะกรูดเชื่อม และบอระเพ็ดแช่อิ่ม” ติดต่อ ยุพิน โมรากุล เจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ได้ที่ 21 หมู่ที่ 2 ต.ไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง หมายเลขโทรศัพท์ 08-1991-4298 และ 08-5194-7687.

คู่มือลงทุน...มะกรูดเชื่อม
ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 40% ของราคาขาย
รายได้ ราคาขาย 150-250 บาท/1กก.
แรงงาน 3-4 คนขึ้นไป
ตลาด ชุมชน, งานออกร้าน
จุดน่าสนใจ เป็นอีกทางเลือกสมุนไพรแปรรูป
สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน /สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

credit : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/244962/‘มะกรูดเชื่อม’+ถนอมอาหาร+‘สร้างเงิน’

Read More...


'ขนมไส้เห็ดเบญจรงค์' ขนมคำเล็ก ทำรายได้คำโต

 

ไอเดียมาจากกระแสคนรักสุขภาพ ผมชอบกินขนมกุยช่ายแต่ไม่ชอบไส้ผักและไส้เผือก จึงเริ่มคิดสูตรเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยถูกปาก ปรับหน้าตาดูน่ารับประทาน สอดไส้ไปด้วยเห็ด 5 ชนิด ล้วนให้คุณค่าและประโยชน์ในตัวของมันเอง

อาหารเพื่อสุขภาพยังคงฮิตครองใจผู้บริโภค นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเจ อาหารมังสวิรัติ หรือ อาหาร ชีวจิตที่กินง่ายขายดี อร่อยถูกปากคนไทยที่นับวันสามารถพอจะหาทานได้ตามแหล่งชุมชนหรือย่านอาหาร เมนูอาหารว่างที่พูดถึงในวันนี้น่าสนใจเพราะสามารถนำมาดัดแปลงทำเป็น “ขนมไส้เห็ดเบญจรงค์” มีลักษณะคล้าย “ขนมกุยช่าย” แต่ไส้ด้านในผสมเห็ดนานาชนิด ทางทีมงาน “ช่องทางทำกิน” มีสูตรการทำที่สามารถทำเองได้ในครัวเรือนมานำเสนอ

ผู้ที่จะมาเผยเคล็ดลับสูตรอาหารสุขภาพดังกล่าว เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คณะคหกรรมศาสตร์ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ สรภรต ทรัพย์เทวาโรจน์ เจ้าของสูตรเมนู “ขนมไส้เห็ดเบญจรงค์” เล่าให้ฟังว่าเป็นคนชอบทำอาหารและชอบคิดนอกกรอบ เอาโน้นมาผสมนี่เอานี่ไปใส่นั่น อย่างขนมไส้เห็ดเบญจรงค์ดัดแปลงมาจากขนมกุยช่าย แล้วลองฝึกทำดู ก่อนจะนำมาให้อาจารย์และเพื่อนช่วยชิม ทำครั้งแรกหน้าตาดูไม่ดี รสชาติไม่อร่อย ผศ.ดร.สุวรรณี อาจหาญณรงค์ อาจารย์ผู้ควบคุมดูแลและให้คำปรึกษา แนะนำเรื่องวัตถุดิบและหน้าตาขนมเพื่อให้ออกมาดูดีน่ารับประทาน ควรใช้ผู้ช่วยมือปั้นจับจีบสวย ๆ สุพัตรา ทองคำ และ รัตนาพร อ่อนไรสง เพื่อนนักศึกษาในคณะเดียวกันช่วย

“ไอเดียมาจากกระแสคนรักสุขภาพ ผมชอบกินขนมกุยช่ายแต่ไม่ชอบไส้ผักและไส้เผือก จึงเริ่มคิดสูตรเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยถูกปาก ปรับหน้าตาดูน่ารับประทาน สอดไส้ไปด้วยเห็ด 5 ชนิด ล้วนให้คุณค่าและประโยชน์ในตัวของมันเอง คุณสมบัติจะเหมือนกับถั่วคือ มีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นอาหารและยาในเวลาเดียวกัน อย่างเห็ดชิเมจิขาว และชิเมจิดำ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้, ส่วนเห็ดฟางช่วยลดการติดเชื้อ ลดอาการผื่นคัน แก้ช้ำใน, เห็ดออรินจิ ช่วยไม่ก่อให้เกิดคอเลสเตอรอลและเห็ดหอม ลดสารพิษที่อยู่ในตับ”
อุปกรณ์ มีเตาแก๊ส, กระทะทอง, ลังถึงหรือหม้อนึ่ง, ไม้คลึงหรือที่ทับแป้ง, ไม้พาย, กระทะ, ตะหลิว, เครื่องชั่ง, ไม้คลึงแป้ง

วัตถุดิบ มีแป้งข้าวเจ้า 4 ถ้วย, แป้งขาวเหนียว 1 ถ้วย, แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ถ้วย, นํ้าเปล่า 3 1/2 ถ้วย, นํ้ามันพืช 1/4 ถ้วย,เห็ดออรินจิหั่นเต๋า 50 กรัม, เห็ดชิเมจิดำหั่นเต๋า 50 กรัม, เห็ดชิเมจิขาวหั่นเต๋า 50 กรัม,เห็ดหอมสดตัดก้านหั่นเต๋า 50 กรัม, เห็ดฟางหั่นเต๋า 50 กรัม, นํ้าตาลทราย 10 กรัม, ซอสถั่วเหลือง 10 กรัม, นํ้ามันพืช 30 กรัม และพริกไทยป่น

ขั้นตอนการทำเมนูอาหารว่าง “ไส้เห็ดเบญจรงค์”
เริ่มจากทำไส้ขนมก่อน โดยการนำเห็ดทั้ง 5 ชนิด ที่เตรียมไว้ คือ เห็ดออรินจิ เห็ดชิเมจิดำ เห็ดชิเมจิขาว เห็ดหอม และเห็ดฟางล้างสะอาดแล้วพักให้สะเด็ดนํ้า หั่นให้เป็นชิ้นเต๋าเล็ก ๆ วางไว้ในภาชนะ
ตั้งกระทะบนเตาใส่นํ้ามันพืชลงไปเล็กน้อย ความร้อนปานกลาง ( ไม่ควรใช้นํ้ามันเยอะเกินไปเพราะเห็ดมีนํ้าอยู่แล้ว) พอกระทะร้อน นำเห็ดที่หั่นเตรียมไว้ทั้ง 5 ชนิด ใส่ลงกระทะ ผัดพอสุก ปรุงรสด้วยพริกไทยป่น นํ้าตาล และซอสปรุงรสตามลงไป ผัดไปมาจนกว่าเห็ดจะสุกหรือจนกว่าไส้จะแห้ง เสร็จแล้วตักออกพักไว้ให้เย็น ก่อนจะนำไปห่อกับแป้ง

นำแป้ง 3 ชนิด มันสำปะหลัง, แป้งข้าวเหนียว, แป้งข้าวเจ้า มาผสมกันในอัตรา ส่วนที่เหมาะสม ค่อย ๆ ใส่นํ้าสะอาดลงไปนวดทีละน้อย นวดจนเหนียวและแป้งละลายเป็นเนื้อเดียวกัน เทแป้งใส่ลงในกระทะทองหรือหม้อยกขึ้นตั้งบนไฟกวนไปเรื่อย ๆ จนแป้งเริ่มจับตัวใช้ไม้พายบี้เพื่อกระจายความร้อนออก กวนต่อไปจนแป้งสุก

ตักแป้งขึ้นใส่ภาชนะ พักทิ้งไว้ให้คลายร้อน ใช้มือแตะแป้งนวล นวดจนแป้งนิ่มมือ แล้วแบ่งแป้งออกเป็นก้อนขนาดเท่ากันหรือนำไปชั่งให้ได้ 10 กรัม เพื่อใช้ในการทำตัว
การปั้นหรือห่อไส้ นำแป้งที่แบ่งเป็นก้อนกลมมาคลึงด้วยไม้คลึงให้แป้งบางหรือจะใช้ที่ทับแป้งก็ ได้ เสร็จแล้วตักไส้วางกลางแผ่นแป้ง ห่อไส้ให้มิดจับจีบให้สวยงาม จากนั้นนำขึ้นนึ่ง โดยนำใบตองมาวางรองลังถึงแล้วฉาบด้วยนํ้ามันเล็กน้อยเอาขนมที่ห่อแล้วมาวาง ลงไป ยกขึ้นนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 5 นาที (ถ้าใช้ไฟอ่อนแป้งจะด้านไม่อร่อย) ขนมสุกนำออกมาจัดวางเรียงใส่จานให้สวยงามรับประทานคู่กับผักกาดหอมอร่อยมาก

สูตรที่ให้ไปนี้ สามารถทำขนมได้ประมาณ 50 ชิ้น ตกชิ้นละ 4 บาท (ถ้าทำขายจัดขายเป็นชุด 5 ชิ้นราคา 35 บาท) เสน่ห์ของ “ขนมไส้เห็ดเบญจรงค์” อยู่ที่ความใสของแป้งที่เห็นไส้ด้านในทำให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ที่เจ้าของสูตรคิดขึ้นมาเพื่อคนรักสุขภาพจะได้บริโภคอาหารใหม่ ๆ ที่มีคุณประโยชน์มากมาย ซึ่งหาทานได้ยาก เพราะยังไม่มีการนำออกสู่ตลาดเพื่อจำหน่าย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำขายเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

ใครสนใจ “ขนมไส้เห็ดเบญจรงค์” เป็น “ช่องทางทำกิน” ก็ลองฝึกฝนฝีมือกัน หรือต้องการติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก ผศ.ดร.สุวรรณี อาจหาญณรงค์ อาจารย์ประจำวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ได้ที่ โทร. 08-1432-0147 ทั้งนี้การประกอบอาชีพต่าง ๆ นั้นหากรู้จักนำสิ่งของใกล้ตัวมาปรับหรือประยุกต์ให้ดูดี ก็อาจเพิ่มมูลค่าและอาจจะสามารถใช้เป็นช่องทางสร้างอาชีพได้อย่างน่าทึ่ง!!.
................................................................................
คู่มือลงทุน...ขนมไส้เห็ดเบญจรงค์
ทุนเบื้องต้น 3,000 บาท
หมุนเวียน 50% ของราคาขาย
รายได้ ราคา 35 บาท/ชุด
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ตลาดสด หน้าโรงเรียน ย่านชุมชน
จุดน่าสนใจ อาหารสุขภาพที่มีประโยชน์มาก
เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ
credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/239919/_ ขนมไส้เห็ดเบญจรงค์_+ขนมคำเล็ก+ทำรายได้คำโต

Read More...


‘ลูกชุบหลากไส้’ แปลกใหม่จุดขายดี

“ลูกชุบ” เป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง วัตถุดิบคือถั่วเขียวบดกวนปั้นเป็นรูปต่าง ๆ ระบายสี แล้วชุบวุ้นให้สวยงาม อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการค้าขายนั้น ปัจจุบันนอกจากทำจากถั่วเขียวบดกวนแล้ว ก็ยังมีการทำลูกชุบจากวัตถุดิบอื่น ๆ อย่างลูกชุบทุเรียน, ลูกชุบเผือก, ลูกชุบแปะก๊วย, ลูกชุบเกาลัด ซึ่ง “ลูกชุบหลากไส้” ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่ดี…
ชลาลัย  พึ่งเขื่อนขันธ์ เจ้าของร้าน “ลูกชุบเพชรทองคำ” ในตลาดน้ำคลองลัดมะยม บอกว่า ทำลูกชุบขายมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่เมื่อราว 4-5 เดือนที่ผ่านมาเห็นว่า
ยอดขายลูกชุบถั่วอย่างเดียวเริ่มอืด จึงได้คิดที่จะทำลูกชุบแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นสีสัน กระตุ้นยอดขาย และเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่ต้องการกินลูกชุบถั่วอย่างเดียว

“จึงพยายามหาไส้ลูกชุบใหม่ ๆ และทดลองทำดู เริ่มจากทุเรียนก่อน เพราะวัตถุดิบหาง่าย แล้วค่อย ๆ ขยับเพิ่มไส้ต่าง ๆ ขึ้นมาอีก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าแค่ทดลองทำครั้งแรกก็ใช้ได้เลย มาขายปุ๊บ ก็หมดปั๊บ มีลูกค้ารอซื้อตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด”






การทำลูกชุบด้วยวัตถุดิบอื่น ๆ นั้น ชลาลัยบอกว่า เอาสูตร ลูกชุบถั่ว เป็นหลัก หากเป็นลูกชุบอื่น ๆ ก็ใช้ส่วนผสมไส้นั้น ๆ แทน ส่วนวิธีทำนั้นทำคล้าย ๆ กัน โดย ลูกชุบทุเรียน ใช้ทุเรียนกวนผสมกับถั่ว, ลูกชุบเผือก ใช้เผือกสด ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนึ่งให้สุก, ลูกชุบเกาลัด ใช้เกาลัดดิบ ต้มให้สุก แล้วเอาเนื้อเกาลัดไปนึ่งอีกที, ลูกชุบแปะก๊วย นำเม็ดแปะก๊วยมาต้มให้สุก เมื่อต้มสุกแล้วก็กะเทาะเปลือก เอาเกสรข้างในแยกออกมา

ลูกชุบถั่ว มีส่วนผสมของถั่วเขียวซีกนึ่งสุก 150 กรัม, น้ำตาลทราย ประมาณ 130-140 กรัม และกะทิอีกประมาณ 250 มิลลิลิตร ซึ่งหากจะทำเป็นลูกชุบอื่น ๆ ก็ยึดตามสูตร และวิธีทำเดียวกันนี้ วิธีทำ นำถั่วเขียวซีกที่เลาะเปลือก และล้างน้ำทำความสะอาดแล้ว ไปแช่น้ำไว้ 1 คืน  จากนั้นนำถั่วไปนึ่งจนสุก และนิ่ม นำถั่วที่นึ่งสุกแล้วใส่ลงในเครื่องปั่น เทกะทิและน้ำตาลทรายลงไป ปั่นรวมกันจนละเอียด เสร็จแล้วนำไปกวนในกระทะทองเหลืองด้วยไฟอ่อน ๆ จนส่วนผสมแห้งจนปั้นได้

นำส่วนผสมที่แห้งจนปั้นได้มาปั้นให้เป็นรูปทรงผลไม้ต่าง ๆ  อาทิ มังคุด พริก กล้วย มะม่วง ชมพู่ มะละกอ ฯลฯ เสร็จแล้วทาสีผสมอาหารให้เหมือนธรรมชาติของผัก

ผลไม้นั้น ๆ  ทาเสร็จแล้วพักทิ้งไว้ให้สีแห้ง ก่อนจะนำไปชุบวุ้น
การชุบวุ้น ก็ตั้งหม้อ ใช้ไฟอ่อน ผสมผงวุ้นกับน้ำเปล่า คนให้ผงวุ้นละลายเข้ากัน เมื่อผงวุ้นกับน้ำละลายเข้ากันดีแล้ว ปิดไฟ นำลูกชุบที่ระบายสีเสร็จแล้วลงชุบในน้ำวุ้น นำขึ้น รอให้ผิววุ้นตึง แล้วลงชุบต่ออีก 2 ครั้ง เพื่อให้เงาสวยงาม

และขั้นตอนสุดท้ายคือ ตกแต่งขนมลูกชุบด้วยใบแก้วใบเล็ก ๆ ปักลงบนขนม แล้วเรียงใส่ภาชนะรอขาย ซึ่งชลาลัยใช้โตก ภาชนะสำหรับวางสำรับอาหารที่มีรูปทรงกลม เป็นภาชนะใส่ลูกชุบขาย โดยจัดวางให้สวยงาม

ลูกชุบที่ปั้นเป็นผักและผลไม้ของร้านนี้ ปัจจุบันมีราว 30-40 ชนิด ใช้สีผสมอาหารประมาณ 7 สี อาทิ สีเหลือง, สีเขียว, สีแดง, สีชมพู, สีแสด

ส่วนการขาย-ราคาขายนั้น ชลาลัยบอกว่า จะบรรจุลูกชุบไส้ต่าง ๆ คละอย่างละเท่า ๆ กัน ใส่กล่องพลาสติกใส ขนาดกลม บรรจุกล่องละ 10 ชิ้น ขายกล่องละ 20 บาท ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 70% จากราคาขาย

ใครสนใจ “ลูกชุบหลากไส้” ของ ชลาลัย พึ่งเขื่อนขันธ์ ร้าน “ลูกชุบเพชรทองคำ” อยู่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม (โซน 4) ขายทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ โทร.08-4319-6693 ซึ่งการทำลูกชุบขายนั้น ปัจจุบันก็ยังสามารถที่จะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีได้ ด้วยทำเล ฝีมือ และไอเดียที่ดี.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง / พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ

credit by : http://www.dailynews.co.th/article/384/231450

Read More...


“เห็ดย่าง”

อาชีพทำกินที่เกี่ยวกับ “เห็ด” มีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพาะเห็ด, ซุปเห็ด, ยำเห็ด, เห็ดทอด ฯลฯ และกับ “เห็ดย่าง” นำเห็ดมาเสียบไม้ย่างขาย ตอนนี้ก็มีขายทั่วไปตามริมทาง, ตลาดน้ำ, แหล่งท่องเที่ยว, แหล่งชุมชน หรืองานแสดงสินค้าต่าง ๆ ซึ่งอาชีพนี้ก็ไปได้ดี โดย “ช่องทางทำกิน” รูปแบบนี้ วันนี้ทางทีมงานเราก็มีข้อมูลมานำเสนอ...
                       
วุฒิวัฒน์ ศรีฐานิศรากร หรือ เอฟ  วัย 26 ปี เป็นเจ้าของร้าน “555 เห็ดย่าง” ในตลาดน้ำคลองลัดมะยม ซึ่งขายมาประมาณปีกว่า ๆ แล้ว โดยเจ้าตัวเล่าว่า ก่อนหน้าจะมาขายเห็ดย่างนั้น ทำงานร้านกาแฟ ร้านดอกไม้  ร้านขนมจีบ รวมทั้งรับจ้างถ่ายรูปมาก่อน ส่วนการขายเห็ดย่างนั้น เหตุเพราะชอบทานเห็ดย่างพันเบคอนและเห็ดย่างทาเนยมาก จึงพยายามหัดทำดู และเมื่อปีที่แล้วจึงศึกษาการขายเห็ดย่างอย่างจริงจัง ลองฝึกทุกอย่างตั้งแต่เลือกเห็ด, เสียบเห็ด, ย่างเห็ด รวมถึงการทำน้ำจิ้ม และลองเริ่มขายที่ตลาดนัดศาลายาก่อน เมื่อได้ที่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมจึงมาขายที่นี่เต็มตัว


ปัจจุบันเห็ดที่วุฒิวัฒน์นำมาย่างขายมี 2 ชนิดหลัก ๆ คือ เห็ดนางรมหลวง หรือ เห็ดออรินจิ (Eringii Mushroom) และ เห็ดเข็มทอง (Enoki Mushroom) ซึ่งจะเสียบไม้ย่างในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยก่อนหน้านั้นเคยมีเห็ดหอมย่างและแปะก๊วยย่างด้วย แต่เห็ดหอมที่สวย ๆ สด ๆ หายาก จึงเลิก ส่วนแปะก๊วยย่างนั้นคนไม่นิยม จึงเลิกเช่นกัน

สำหรับเห็ดนางรมหลวงหรือเห็ดออรินจิ วุฒิวัฒน์บอกว่า เป็นเห็ดเพื่อสุขภาพ คือมีโปรตีนประมาณ 25% คลอเรสเตอรอลต่ำ และมีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ ที่สำคัญปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่มีการใช้สารเคมี ส่วนเห็ดเข็มทอง คุณค่าและสรรพคุณทางยาคือ ช่วยรักษาโรคตับ โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง

เห็ดย่างที่ร้านขายตอนนี้ แม้จะมีเห็ด 2 อย่าง แต่ก็ทำเป็น 4 รูปแบบคือ เห็ดออรินจิสด, เห็ดออรินจิพันเบคอน, เห็ดเข็มทองพันสาหร่าย, เห็ดเข็มทองพันเบคอน

เห็ดออรินจิสด วิธิทำก็หั่นเห็ดออรินจิสดเป็นแผ่น ๆ ตามแนวเฉียงของเห็ด ขนาดพอดี ๆ ไม่หนาไม่บาง นำไปเสียบไม้ ไม้ละ 4 ชิ้น เตรียมไว้

เห็ดออรินจิพันเบคอน หั่นเห็ดออรินจิเป็นชิ้น ๆ ตามแนวตั้ง หนาประมาณ 0.75 นิ้ว เตรียมไว้ จากนั้นหั่นเบคอนหมูให้กว้างประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำไปพันให้รอบเห็ด (ตรงกลาง) ทำแบบนี้ทีละชิ้น แล้วนำไปเสียบไม้ ไม้ละ 3  ชิ้น เตรียมไว้
เห็ดเข็มทองพันสาหร่าย แบ่งเห็ดเข็มทองมาทำเป็นกำเล็ก ๆ แต่ละกำขนาดกว้างประมาณหัวแม่โป้ง เตรียมไว้ จากนั้นหั่นแผ่นสาหร่ายให้กว้างประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำไปพันให้รอบเห็ด (ตรงกลาง) ทำแบบนี้ทีละชิ้น แล้วนำไปเสียบไม้ ไม้ละ 4 ชิ้น เตรียมไว้

เห็ดเข็มทองพันเบคอน แบ่งเห็ดเข็มทองมาทำเป็นกำเล็ก ๆ แต่ละกำขนาดกว้างประมาณหัวแม่โป้ง เตรียมไว้เช่นกัน จากนั้นหั่นแผ่นเบคอนหมูให้กว้างประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำไปพันให้รอบเห็ด (ตรงกลาง) ทำแบบนี้ทีละชิ้น แล้วนำไปเสียบไม้ ไม้ละ 4 ชิ้น เตรียมไว้

การขายเห็ดย่าง ตอนย่างต้องมีซอสทา ร้านนี้ใช้ ซอสเทอริยากิ ทาตอนย่างเห็ด ซอสนี้มีขายแบบสำเร็จรูป

สำหรับน้ำจิ้มเห็ดย่าง ร้านนี้มีทั้ง น้ำจิ้มสเต๊ก ที่ทำเอง โดยมีส่วนผสมของซอสมะเขือเทศ 60% อีก 40% ที่เหลือคือส่วนผสมของซอสปรุงรส, เนย, น้ำตาลทราย วิธีทำคือตั้งกระทะหรือหม้อ เคี่ยวซอสมะเขือเทศบนไฟอ่อน-ปานกลาง ให้เป็นน้ำข้น ๆ จากนั้นใส่ซอสปรุงรส เนย และน้ำตาลทรายลงไป ค่อย ๆ  เคี่ยวให้เข้ากัน ชิมรสให้ออกหวานอมเปรี้ยวนิด ๆ ก็ใช้ได้ กินกับเห็ดย่างแล้วได้รสชาติกลมกล่อม

น้ำจิ้มอีกแบบคือ น้ำจิ้มซีฟู้ด ร้านนี้ก็ทำเองเช่นกัน โดยมีส่วนผสมหลัก ๆ คือ พริกขี้หนูสวน 40%, น้ำมะนาวสด 30%, กระเทียม 20%  น้ำตาลปี๊บ 10% และเกลืออีกเล็กน้อย วิธีทำก็นำหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำตาลปี๊บและเกลือละลายให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดไฟ ใส่น้ำมะนาวลงไปผสม เตรียมไว้ จากนั้นนำพริกขี้หนูสวน กระเทียม และส่วนผสมของน้ำตาลปี๊บ-เกลือ-น้ำมะนาว ใส่ลงในเครื่องปั่น เปิดเครื่องปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วเทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ชิมรสให้เผ็ด เปรี้ยว หวาน แบบลงตัว ตามสูตรนี้ยังปรับรสชาติได้ตามที่ต้องการ

วิธีขาย “เห็ดย่าง” เสียบปลั๊กเตาย่างไฟฟ้าให้ร้อน ซึ่งเตาย่างที่ร้านนี้ใช้เป็นเตาอินฟราเรด เมื่อเตาร้อนก็นำเห็ดที่ลูกค้าสั่งวางลงย่าง โดยทาเนยบนเห็ดทั้ง 2 ด้านด้วย ย่างไปสักพักก็ทาด้วยซอสเทอริยากิ ย่างให้เห็ดสุก เบคอนสุก มีสีออกเหลือง ๆ (อย่าย่างให้เห็ดไหม้ เพราะหากไหม้เห็ดจะเหนียว และระหว่างย่างขายต้องหมั่นเช็ดเตาย่างให้สะอาด) พอสีออกเหลือง ๆ ก็เป็นอันใช้ได้ พร้อมเสิร์ฟพร้อมขายคู่กับน้ำจิ้มสเต๊ก และน้ำจิ้มซีฟู้ด

ราคาขายเห็ดย่างร้านนี้อยู่ที่ไม้ละ 20-25 บาท

สนใจ “เห็ดย่าง” ของวุฒิวัฒน์ ร้าน “555 เห็ดย่าง” อยู่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซนกลาง ขายทุกเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หมายเลขโทรศัพท์คือ 08-6886-8484 ซึ่งอาชีพขายเห็ดย่างนี้ ดู ๆ แล้วก็ไม่ยุ่งยากมากมายอะไรนัก และก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่มีเทรนด์เกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพเป็นจุดขายที่น่าสนใจ.
สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง / พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ

Credit by..http://www.dailynews.co.th/article/384/225171

Read More...


ขนมดอกจอก





สูตร นี้ เป็นสูตร ในหนังสือแม่บ้าน สมัยตาเด็กๆ เมื่อปีที่แล้วได้มีโอกาสกลับเมืองไทย ก็เลยไปค้นหนังสือตำราอาหารเก่าๆ ของแม่มาจดลงสมุดโน๊ด อันไหนที่น่าสนใจ เผื่อกลับมาแล้วได้ลองทำ
ตาจำ ได้แม่นยำ สูตรขนมดอกจอก ในหนังสือแม่บ้าน มีแต่คราบน้ำมันกระเด็นเต็มหน้าไปหมด เพราะตอนทำ ตา กลางหนังทำ แม่บอกว่าให้จดใส่กระดาษไปทำ อย่ายกหนังสือไปกลางทำ เดียวมันสกปรกหมด ผลของความไม่เชื่อแม่ และขึ้เกียจ ผลเลยออกมาเป็นแบบนั้น

หนังสือตำราอาหารสมัยก่อน บอกสูตรค่อนข้างละเอียด ฉะนั้นตาจะบอกเคล็ดลับต่างๆ ที่อยู่ในหนังสือด้วย

สูตร
แป้งข้าวจ้าว 1 1/2 ถ.
แป้งสาลี 2 ถ.
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ.
กะทิ 2 ถ.
น้ำปูนใส 1 ถ.
เกลือ 2 ช.ช.
งาขาวผสมงาดำรวมกัน 1/4 ถ.
น้ำมันสำหรับทอด
พิมพ์ขนมดอกจอก

วิธีทำ
- นำแป้งข้าวจ้าว แป้งสาลี เกลือ ร่อนใส่อ่าง รวมกัน
- ทำบ่อตรงกลางแป้ง แล้ว ต่อยไข่ไก่ลงไป ค่อยตล่อมให้เข้ากัน มันจะเป็นเม็ดๆ ไม่ต้องตกใจ
- เอาน้ำตาลผสม ตล่อมให้เข้ากัน แล้วค่อยๆ เทกะทิ ทีละน้อย แล้วนวด ไปเรื่อยๆ จนกะทิหมด
- หลังจากนั้น ค่อยๆ เทน้ำปูนใสลงไป ค่อยๆ เท ใช้มือสัมผัสดู อย่าให้เหลวจนเกินไป ตาเหลือนำปูนใส ประมาณ 1/4 ถ. เพราะกลัวมันจะเหลวเกินไป
- เติมงาขาวผสมงาดำ
- พักไว้ประมาณ 1 ช.ม เพื่อให้แป้งอิ่มตัว หรือต้องการให้เร็วกว่านั้น นำเข้าตู้เย็นประมาณ 30- 45 นาที แป้งจะข้นขึ้น
- นำหม้อ หรือกะทะ มาตั้งไฟให้ร้อน พร้อมวางพิมพ์ลงไปด้วย พอมันเริ่มมีควันขึ้น ก็ให้เติมน้ำมันประมาณครึงหม้อ หรือ ครึ่งกะทะ ต้องใช้น้ำมันมากหน่อย ในการทอด
- ใช้ไฟปานกลาง อย่าใช้ไฟอ่อนเพราะจะทำให้ขนมอมน้ำมัน ถ้าใช้ไฟแรง ขนมรอบนอกจะไหม้ ส่วนด้านในยังขาวอยู่ คือ สีของขนมจะไม่เสมอกัน
- เมื่อน้ำมันร้อน พิมพ์ร้อน ก็ค่อยๆ จุ่มพิพม์ลงให้เหลือพิมพ์ไว้ ประมาณนิดหน่อย อย่าจุ่มลงหมดพิมพ์ เพราะเวลาทอดขนมจะได้หลุด ถ้าจุ่มหมดพิมพ์ แกะขนมไม่ออกแน่ๆ คะ
- ควรจุ่มแป้ง ไม่เกิน 2 ครั้งในการทอด เพราะพิมพ์จะคลายความร้อน และขนมจะไม่ติดพิมพ์
- ฉะนั้น เมื่อชุปได้ 2 ดอกแล้ว ในหยุดพักพิมพ์ไว้ในน้ำมันร้อนสักประมาณ 15 วินาที ก่อน จุ่มแป้งใหม่อีกครั้ง ทำอย่างงี้จนแป้งหมด อาจจะเสียเวลาบาง แต่ก็จะได้ขนมที่สวยถูกใจ








วิธีเก็บรักษาพิมพ์
ตา จะแช่ไว้ในน้ำมันพืชที่สะอาดตลอดเวลา เพราะจะทำให้พิมพ์อิ่มน้ำมัน และไม่ทำให้พิมพ์ทองเหลืองเป็นขี้ตะข่าง ไม่ทราบเขียนดูหรือเปล่านะคะ คือมันเป็นเขียวๆ นะคะ
- ถ้าเก็บไว้นานๆ มันจะเหม็นหืน น้ำมัน เวลานำออกมาใช้ ควรนำมาล้างด้วยน้ำอุ่น และน้ำยาล้างจานอีกที



****เคล็ดไม่ลับ****
1. เมื่อผสมแป้งแล้ว ต้องพักแป้งให้อิ่มตัวเสียก่อน ประมาณ 1 ช.ม. จะทำให้แป้งเกาะติดพิมพ์ได้ดี
2. ใช้ไฟปานกลาง
3. ใช้กะทิปานกลาง อย่าให้กะทิมันมาก เพราะเวลาชุป แป้งจะไม่ค่อยเกาะพิมพ์
4. การผสมแป้งต้องค่อยๆ นวดไปเรื่อยๆ อย่าผสมกะทิ
ลงไปทีเดียว
5. แป้งขนมดอกจอก จะต้องไม่ข้นจนเกินไป เพราะเวลา ชุปพิมพ์แล้ว จะทำให้แป้งเกาะติดมาก ทำให้ขนมออกมาหนา เวลาทอดออกมามันจะแข็งกรอบ ส่วนถ้าแป้งเหลวเกินไป เวลาชุปพิมพ์แล้วจะได้แป้งที่เกาะติดพิมพ์บาง เวลาทอดออกมาก จะได้ขนมดอกจอกที่บาง และแตกหักง่าย
ฉะนั้น ขนมดอกจอกที่ดีนั้น ต้องจะไม่หนามาก และบางมากเกินไป






credit : http://wistakitchen.bloggang.com

Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.