ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สอบถามค่าแรงรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ด โทร 087-2229588


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882

จัดเต็ม... ก๋วยจั๊บน้ำใส "อ้วนโภชนา"

Pic_148824
วันนี้เป็นวันที่อยากกินก๋วยจั๊บน้ำใสมาก ไม่รู้เป็นอะไร เห็นแต่หมูกรอบลอยไปลอยมา ว่าแล้วคงต้องหาที่กิน บ้านผมไม่ไกลจากเยาวราช คิดได้ว่าสมัยเด็กๆ พ่อจะพาไปกินก๋วยจั๊บร้านที่อยู่หน้าโรงงิ้ว ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่จอดรถไปแล้ว ร้านนี้กว่าจะได้กลับมากินอีกครั้ง ผมก็อายุเลยเลขสามไปแล้ว ตอนเด็กๆ ร้านนี้เปิดประมาณ ตี4-ตี5 จะต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อไปกิน มีแปะแก่ๆ หาบมาขายหน้าโรงงิ้ว ต้มเส้นอยู่ข้างหลังหาบ ที่สำคัญร้านนี้ไม่มีนำ้ตาลทรายกับพริกให้ใส่ ไม่รู้ทำไม มีแต่น้ำส้มพริกดองกับน้ำปลาให้ใส่เท่านั้น...


ที่เยาวราชมีอยู่ 2 ร้านที่จัดว่าเป็นตัวพ่อตัวแม่กันเลยก็ว่าได้ ร้านหนึ่งอยู่ทางเข้าโต๊ะกัง ชื่อร้านนายอ้วนผอม อีกร้านหนึ่งชื่อร้านอ้วนโภชนา ร้านนี้อยู่ตรงโรงหนังไชน่าทาวน์รามา ผมเคยถามทั้งสองร้านว่า เมื่อก่อนขายอยู่ตรงไหน ทั้งคู่บอกว่าหน้าโรงงิ้ว เอาล่ะหว่า...ตูงง เอาเป็นว่าคราวนี้ขอแนะนำร้านที่ผมชอบก่อนแล้วกัน ส่วนใครจะบอกผมได้ว่าร้านเดิมเป็นร้านไหนช่วยบอกใน facebook หรือเมล์มาหน่อย จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
"ร้านอ้วนโภชนา" ผมกินกันมากว่า 15 ปี ชอบตรงน้ำแกงที่เผ็ดร้อนด้วยพริกไทย ไม่รู้ว่ามันหกลงไปเท่าไร แต่ความเผ็ดร้อนนี้ก็กลายเป็นเอกลักษณ์ของร้านนี้ไปเลย ผมชอบมาก จัดจ้านครบเครื่อง


เรามาดูกันว่าร้านนี้เขามีทีเด็ดทีขาดอยู่ที่ไหน วิธีการต้มเส้นที่เป็นเอก โดยไม่ยอมที่จะใช้วิธีการลวกเหมือนร้านอื่นๆ ต้มกันให้เส้นนุ่มนวล หม้อหนึ่งคงไม่เกิน 20 ชามมั้ง แล้วไม่ต้มทิ้งไว้ แต่จะคะเนว่ามีคนกินสักกี่ชาม ก็ต้มเท่านั้น (เส้นสุดยอด)
มาดูเครี่ องกันหน่อย หมูกรอบร้านนี้นับว่าเยี่ยมยอดมาก หนังกรอบเนื้อนุ่มมีรสเค็มกำลังพอดี (ช่วงนี้คงทอดกันเหนื่อย...น้ำมันพืชแพงโคตร) ส่วนเครื่องในมีครบ ทั้งลิ้นหมูที่ไม่มีกลิ่นกวนใจ กระเพาะ ตับ หัวใจ (จำได้แค่นี้...ขอโทษครับบบ) ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนที่จะเหมาะสมกับฝีมือของเฮียเขา ที่ทำได้อร่อยถูกปาก แต่ขอเตือนผู้ที่จะไปกินร้านนี้ ความเผ็ดร้อนของน้ำซุปจัดว่า ถ้าพูดเป็นวัยรุ่นหน่อย เขาจัดเต็ม...


ร้านนี้ไปมา เข้าไปในเยาวราช ถึงซอยเยาวพาณิชย์ (ซอยนี้มีร้านอาหารชื่อตั้งใจอยู่) หรือสังเกตห้างทองฮั่วเซ่งเฮง สาขาที่มีธนาคารกรุงเทพอยู่ด้วย เลยซอยนี้มาอีก 10 เมตร จะเห็นร้านอยู่ริมถนน คนกินกันเพียบ ทางร้านบอกว่าไม่ต้องโทร ไม่มีเวลารับ มาให้ถึงเยาวราชถามใครก็รู้จักครับ ร้านนี้เปิดเย็นๆ ครับ ปิดดึกมาก กลางวันไม่ขายครับ

Lat : 13.74056
Long : 100.50929

Rating : ที่สุดในแผ่นดิน

เรื่องและภาพโดย
ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)

www.facebook.com/baypalace

Read More...


ก๋วยเตี๋ยวหลอด...เยาวราช

Pic_150462
ช่วงนี้พึ่งผ่านตรุษจีนมาหมาดๆ จะหาของกินที่เลื่องชื่อคงต้องอยู่ที่ละแวกเยาวราชเป็นหลัก เมื่อเราต้องการกินอร่อยปากสบายกระเป๋า ผมก็ไปเสาะแสวงหาตามที่ตั้งเจตนารมณ์ไว้ พี่น้องและเพื่อนจะได้เอื้อมถึง (รักนะ ฉึก ฉึก)
ว่าแล้ววันนี้จะพาไปกินก๋วยเตี๋ยวหลอดเจ้าอร่อยที่ขึ้นชื่อ..ลือชาของที่นั่น วันนี้ของจัดเต็มนะครับ


ร้านก๋วยเตี๋ยวหลอดเยาวราช ชื่อเขาหล่ะ ร้านนี้ผมกินตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ มากินกับเฮียเขารสมือที่ลงตัวเอามากๆ ได้น้ำส้มพริกตำที่แปลกจากร้านอื่น อีกทั้งเครื่องที่จัดเต็มมาก สำหรับผมแล้ว จากไม่ใหญ่ไม่เล็ก สามารถไปกินอย่างอื่นต่อได้อีก (ไอ้่เราชอบกินหลายอย่าง) ไปคราวนี้ได้เพื่อนรวมกิน ท่านดุษฎี  สจ๊วตโสด (พึ่งสละสถานะมาหมาดๆ) เอามาดูกันเลยดีกว่าร้านนี้มีดีอะไร


มาถึงร้านนี้คงสั่งอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากก๋วยเตี๋ยวหลอด ที่ร้านจะเอาเส้นใหญ่มาคลุกกับกุ้งแห้งชนิดตัวเล็กหน่อย ให้ติดทั่วๆ ชนิดเรียกว่าเกือบทุกอณูของเส้น จากนั้นนำไปนึ่งรอลูกค้ามาสั่ง ลูกค้าสั่งจะลวกถั่วงอกให้กรอบ แล้วนำเส้นที่นึ่งไว้มาโปะบนถั่วงอก จากนั้นก็นำเครื่องใส่ทั้งเนื้อหมู เต้าหู ปลาหมึกกรอบ ตามด้วยน้ำราด สุดท้ายโรยต้นหอมและกุ้งแห้งทอดกรอบ จัดมาแบบนี้ผมจะอดใจไว้ได้อย่างไร  ตอนกินก็เอาพริกตำใส่เสียหน่อย บอกได้คำเดียวอร่อยมาก....มาก สั่งคนละจานกับท่านดุษฎี ยังไม่อิ่มเลย เห็นข้างๆ มีร้านกระเพาะปลาเอามา น่าลองเหมือนกัน จานนี้พอกินได้ครับ แต่ถ้าเด็ด ก็ร้านที่เคยแนะนำ อยู่เลยไปทางซอยแปลงนาม นับว่าเด็ด


ไปมาสะดวกมากครับ เหมือนเคย จอดรถที่ตึกในซอยเยาวภาพานิชย์  ข้างร้านฮั่วเซ่งเฮง สาขาที่มีธนาคารกรุงเทพ จอดเสร็จเดินมาทางที่เขาขายอาหารทะเล เลยไปอีกนิด สังเกตฝั่งตรงข้ามเป็นรุ่งทรัพย์ทัวร์ ร้านนี้เปิดขาย 18.00-01.00 น. ไปไม่ถูก โทรศัพท์ถามที่ 081-903-9151 

Rating : ชาตินี้ต้องกิน (4 ดาว)

เรื่องและภาพโดย
ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)

www.facebook.com/baypalace

Read More...


เสน่ห์อยู่ที่ 'ไข่' ขนมไข่ลุงแหวว กรอบนอก นุ่มใน หอมได้ใจสาว

Pic_150232
ขนมไข่หอมอร่อยจากเตา

วันนี้เจ๊ขอโซ้ยปิดท้ายความแซบแถบสมุทรสงครามด้วย  "ขนมไข่"  ร้าน  "ลุงแหวว"  ของดี  ราคาเบาๆ  แต่คุณภาพไม่เบา  ขนมแต่ละชิ้นอัดแน่นไปด้วยความใส่ใจและประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า  30  ปี  แผงขนมไข่ขนาดไม่ใหญ่   แต่อร่อยได้ใจลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำ  โดยเฉพาะนักหม่ำที่นิยมมาช็อปของสดในตลาดแม่กลอง  หลายคนแค่เดินผ่านไม่ได้ตั้งใจซื้อยังต้องถือติดมือกลับบ้านไปคนละถุงสอง ถุง   ขนาดสาวรักหุ่นไม่นิยมทานจุกจิกอย่างเจ๊แซบยังแอบใจอ่อนให้กับกลิ่นหอมของ  (ขนม)  ไข่จนห้ามใจไม่อยู่!!

"จริงๆแล้วมันเป็นเทคนิคของแต่ละคน เพราะส่วนผสมของขนมไข่มีแค่แป้งสาลี น้ำตาล  และไข่  3  อย่าง  สำหรับผมเน้นเรื่องไข่มากๆ  ผมใช้ไข่ไก่  ใช้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว ไข่ต้องลูกใหญ่  ใช้เยอะ  มันถึงได้มีกลิ่นหอมของไข่ออกมา  ไข่ลูกใหญ่จะได้เนื้อ  แต่ถ้าวันไหนที่เราไม่ได้ไข่ใบใหญ่   เราก็ต้องเพิ่มปริมาณไข่ให้มันมากขึ้นไปอีก"  ลุงแหววพูดถึงเรื่องไข่ด้วยความจริงจัง   เพื่อยืนยันถึงความสำคัญของไข่!!  (ฮา)

นอกจากไข่จะเป็นหัวใจสำคัญแล้ว   การตีส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันยังเป็นขั้นตอนที่ละเลยไม่ได้ ถึงแม้คุณลุงจะมีเครื่องช่วย   แต่ก็ต้องคอยดูอย่างใกล้ชิดห้ามกะพริบตา   ต้องใช้เวลาและความอดทน หมั่นดู หมั่นคน จนน้ำตาล แป้ง ไข่  เข้ากันดีอย่างถึงที่สุด

ในแต่ละวันลุงจะตีแป้งประมาณ 4-5 ถังใหญ่ ขายหมดทุกวัน รับประกันความสด ใหม่ ไม่มีแป้งเก่าที่เหลือค้างข้ามคืนให้เหม็นหืนฝืนอารมณ์

หลัง จากได้แป้งเนื้อเนียนที่ตีจนขึ้นฟูแล้ว   ลุงแหววจะนำมาหยอดใส่แม่พิมพ์และอบในเตาไฟฟ้า   ถึงจะไม่ได้ใช้เตาถ่านแบบโบราณ  แต่ด้วยจำนวนไข่ที่ใส่แบบไม่หวง   ทำให้เนื้อขนมไม่กระด้าง  และยังคงเสน่ห์ของความเป็นขนมไข่ไว้เหมือนเดิม

ลุงแหววเจ้าของสูตรดั้งเดิม
ลุงแหววเจ้าของสูตรดั้งเดิม

เทคนิคของการอบขนมไข่ให้กรอบนอกนุ่มใน อยู่ที่ความ  "ตาไว" เพราะลุงไม่ได้อบแบบตั้งเวลาอัตโนมัติ  ติ๊ง ปั๊บ จับออก แต่คุณลุงจะทยอยใส่ทีละถาด และหมั่นเปิดตู้   ขยับ  พลิก  บิด  ดูทีละชิ้น  ชิ้นไหนเหลืองเข้มได้ที่ก็จิ้มออกมาผึ่งให้เย็น รอใส่ถุงพร้อมขาย แล้วหยอดใส่เข้าไปใหม่ ขนมแต่ละชิ้นใช้เวลาอบไม่เท่ากัน คนทำต้องขยันอย่างแรง หมั่นเปิดหมั่นดู   ถึงจะได้ขนมไข่ที่กรอบนอก นุ่มใน อร่อยเพลินยากเกินจะหยุด

ขนม ไข่ลุงแหววนอกจากจะหอมสะดุดใจแล้ว ด้านหน้าแผงยังสะอาดสะอ้าน มีถาดใส่ขนมขนาดใหญ่   มีขนมไข่ร้อนๆ   ที่เพิ่งถูกลำเลียงออกจากเตาวางยั่วน้ำลาย   ชิ้นไหนเริ่มอุ่นๆ   จับลำเลียงลงถุงรอขาย   มีถุงใหญ่   50   บาท   และถุงเล็ก  25  บาท  แต่ถ้าไม่อยากหม่ำเยอะ  คุณลุงแหววใจดีบอกว่า..."จะซื้อกี่บาทก็ได้   บางคนเค้าถามลุงว่าอยากซื้อ  10  บาทได้มั้ย  เพราะทั้งถุงเค้ากินไม่หมด   ลุงก็บอกขายครับ...จะเอาเท่าไหร่ก็บอก  ลุงขายได้หมด"  แต่ถ้าต้องสั่งเยอะๆ 200 ถึง 300 ชิ้น กรุณาสั่งล่วงหน้า คุณลุงจะได้มีเวลาพิถีพิถัน  ไม่ต้องรีบจับขนมไข่ร้อนๆใส่ถุง  จนหมดสิ้นความเสน่ห์ของความกรอบ

สำหรับ เจ๊แซบขอแบบร้อนๆหนึ่งถุงใหญ่   ไม่ต้องมัดปาก  เปิดกว้างรับลม แล้ววางไว้ในรถให้ชาวคณะหม่ำระหว่างทางกลับกรุงเทพฯ  แป้งข้างในยังอุ่นๆ  ละมุนลิ้น  ข้างนอกก็ยังกรอบพอเคี้ยวกรุบๆ  หยิบกันคนละหนึบ ละหนับ   ขยับไปดูอีกทีหมดเกลี้ยง!!

เส้นทางชีวิตของลุงแหววคลุกคลีอยู่กับ ขนมไข่ตั้งเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม  เริ่มจากการช่วยมารดาขายอยู่หน้าเตา จนถึงปัจจุบันย่างเข้าฝนที่  57  ก็ยังไม่คิดจะทิ้งขนมไข่ไปทำอย่างอื่น "เมื่อก่อนแม่ผมขายอยู่อีกที่นึง   เพราะในตลาดยังไม่มีรถเข้ามาได้  ต้องไปขายอยู่ริมถนนทางเข้ากรุงเทพฯ  ช่วยขายมาตั้งแต่อายุ 15 แล้วก็ไปเป็นทหารเกณฑ์นาวิกโยธินอยู่  2  ปี แล้วก็บวชต่ออีก  1  ปี หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ไปไหนเลย  ขายมาตลอด  ผมจบแค่ ป.4 ขายขนมส่งลูกเรียน 2 คน ตอนนี้ก็มีลูกน้องอนุสรณ์  หรือน้องเอ้  มาช่วย  เขาเรียนจบปิโตรเคมี  มหาวิทยาลัยศิลปากรเลยนะ   แต่เขาอยากช่วยผมทำงานมากกว่า   แล้วผมก็ไม่มีใคร เขาก็เลยมาอยู่กับผม เขาบอกว่าเขาชอบอยู่ตรงนี้  สนุกดีครับ"  ทั้งคุณลุงแหววและ

คุณ น้องเอ้มีลักษณะที่เหมือนกันคือ แววตาที่มุ่งมั่นในการทำขนมไข่อย่างตั้งอกตั้งใจ และไม่ว่าบรรยากาศหน้าเตาจะร้อนแค่ไหน   สองพ่อลูกยังยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี   ขนมไข่ลุงแหววเป็นขนมไข่แบบบ้านๆ   ไม่ได้เติมแต่งกลิ่น สี สอดไส้ ใส่หน้า ให้ผิดเพี้ยนไปจากที่เราเคยหม่ำตอนเด็กๆ แม่เคยทำมายังไง   30   ปีผ่านไปลุงแหววก็ยังใช้สูตรเดิม อาจจะเพิ่มเติมเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยเบาแรง  แต่ส่วนผสมหลักๆ  ยังคงเหมือนเดิมเป๊ะ!!


แผงขนมไข่ลุงแหววตั้งอยู่ใน ตลาดสดแม่กลอง เข้ามาไม่ยาก แต่ถ้าหาไม่เจอ ถามคนในตลาดหรือวินมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่จะรู้จัก แต่ถ้าอยากถามทางให้ชัวร์ โทร.ถามได้ที่เบอร์ 08-1017-7845 และ 08-5915-7341 ขายทุกวันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงครึ่ง

แฟนคลับ นักโซ้ยที่อ่านเจ๊แซบมาหลายสัปดาห์   และตั้งท่าจะไปสมุทรสงครามแต่ยังไม่ได้ไปสักที สัปดาห์นี้ถ้ามีเวลาว่างพาบุพการีที่เคารพ   หวานใจที่รัก   แอนด์คุณหนูๆลูกๆหลานๆ ไปเดินเล่นที่แม่กลอง เริ่มจากตอนเช้าแวะโซ้ย "บะหมี่ก๋องเม่งจั๋น"   สายๆเดินชมตลาดร่มหุบ และนมัสการหลวงพ่อแหลม หม่ำมื้อเที่ยงที่ร้าน "เม้ง ข้าวหมูแดง" แล้วข้ามมาเดินซื้อปลาทูสด ของสด ในตลาดสดแม่กลอง ก่อนออกจากตลาดแวะซื้อ "ขนมไข่ลุงแหวว" แล้วตอนเย็นมุ่งไปแซบปิดท้ายวันที่ร้าน "ครัวครูหมู" ถ้าไม่รีบกลับ เจ๊แซบแนะนำให้ขับรถไปนอนเล่นที่อัมพวา ตอนสายๆ หรือบ่ายๆ   ก่อนกลับแวะหม่ำร้าน   "เพื่อน" มีเป็ดร่อนรสเลิศรอเสิร์ฟแบบร้อนๆ   แซบก่อนกลับบ้าน

ถ้าขาโซ้ยแก๊งใดหม่ำได้ครบทั้ง 5 ร้าน เจ๊แซบจะยกตำแหน่งแฟนคลับชั้นดี พร้อมกับกราบงามๆหนึ่งที ที่หัวใจ...ฮิ้วววววววว!!!



"เจ๊แซบ หัวเขียว"

Read More...


ปาท่องโก๋ ขนมจากความเคียดแค้น

Pic_151677

ปาท่องโก๋ จริงๆแล้วเขาไม่ได้ชื่อนี้ ที่เราเรียกกันมานมนานผิดครับ แต่จะให้เปลี่ยนคงยากสำหรับคนกรุงอย่างเรา แต่ในต่างจังหวัดเรียกกันถูกแล้วครับ ชื่อเสียงเรียงนามชื่อว่า อิ่วจาก้วย อ้าวพี่น้องกินกันเลยครับ ที่มาที่ไปของชื่อมาจาก ...สมัยราชวงศ์ซ้อง ที่มีขุนนางกังฉินชื่อว่า "ฉินข้วย" หรือ "ฉินฮุ่ย" มีความอิจฉาริษยา นายทหาร "เยียะเฟย" หรือ แม่ทัพงักฮุย  จึงได้วางแผนให้ฮ่องเต้เรียกตัวงักฮุยกลับจากแนวหน้า ได้ทูนเรื่องใส่ร้ายป้ายสี ฉินข้วย ทำให้เขาถึงแก่ชีวิตในเวลาต่อมา ข่าวล่วงรู้ไปถึงประชาชนจึงโกรธแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ช่วงนั้นชาวจีนนิยมรับประทานแป้งทอดอยู่แล้ว จึงมีคนคิดเอาแป้งสองชิ้นมาประกบกันเพื่อเป็นตัวแทนขุนนางกังฉินกับภรรยาแซ่ หวัง แล้วนำมาทอดกินเพื่อระบายความแค้น เรียกว่า “อิ่วจาก้วย” หมายถึง น้ำมันทอดฉินข้วย... (ความรู้นี้ได้จากเว็บครับ) แต่กลับอร่อยเอามาใส่โจ๊กก็เข้าท่า จิ้มกับนมข้นไม่เลว พื้นบ้านแท้ๆ ครับ


เมืองไทยมี ปาท่องโก๋หลายเจ้าที่ผมต้องไปเยือนแต่ครั้งนี้ขอเป็นร้านเสวย เยาวราช ครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ และแสดงฝีพระหัตถ์ทอดเอง ผมเห็นในไทยรัฐ เมื่อสัก 5-6 ปีที่ผ่านมา ร้านนี้ตรงหน้า  ภัตตาคารหูฉลามสกาล่า ละแวกนั้นหาๆ กันหน่อย อยู่ฝั่งขวามือ ปาท่องโก๋ร้านนี้นับว่ามีดีไม่น้อย อย่างน้อยๆ ก็อยู่มา 70 กว่าปีแล้ว หลายสาขาด้วยครับ ทีเด็ดที่ขาดของร้านนี้อยู่ที่ตัวเนื้อของปาท่องโก๋ที่กรอบนอกนุ่มใน ทั่วไปที่เรากินจะมีแต่กรอบ หรือไม่เนื้อก็หนาแบบแถมไม่กรอบ ไม่เข้าท่า ปาท่องโก๋ร้านนี้จัดว่าครบเครื่อง ไม่ต้องปรุง ไม่ต้องจิ้มก็ได้ กินเปล่าๆ ใช้ได้เลย ส่วนตัวชอบมาลุยกับนมข้นได้ใจขึ้นเยอะครับ ผมชอบร้านนี้มากอยากให้หลายๆท่านได้ลิ้มลองไม่ผิดหวังเป็นแน่...


สะดวกมากครับร้านนี้ อยู่ในเยาวราชพอเลี้ยวรถเข้าถนนเยาวราช ตรงมาประมาณ 100 ม.จะเห็นร้านภัตตาคารหูฉลามสกาล่าอยู่ด้านขวามือ ใกล้สี่แยกครับ ร้านก็อยู่แถวๆนั้น ไปไม่ยากครับ  ลองโทรถามได้เลยครับมีหลายสาขา สูตรเดียวกันหมดครับ...

latitude : 13.73996
Lomgititude : 100.51075
Rating : ที่สุดในแผ่นดิน

เรื่องและภาพโดย
ธนา  ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)

www.facebook.com/baypalace

Read More...


คลิปสอนทำขนมไทย

การทำขนมไข่หงส์ บอร์ดแปรรูป


ทำขนมเบื้องญวนกัน


ครูหนิง สอนทำขนมถั่วแปบ ภาค 1


ครูหนิง-สอนทำขนมถั่วแปบภาค 2


การทำขนมบ้าบิ่น บอร์ดแปรรูปเกษตร


สอนทำขนมจีบ


ข้าวโพดหวานต้มน้ำมะพร้าวอ่อน


โครงงานการทำข้าวหลาม


วิธีการทำ เทียนขนมมะพร้าวแก้ว Coconut dessert glass

Read More...


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย

โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "ขนมถ้วย"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "ขนมเทียน"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "สัมปันนี"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "ดอกจอก"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "ขนมเข่ง"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "ขนมครก"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "ฝอยทอง"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "ลูกชุบ"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "เม็ดขนุน"


โครงการอนุรักษ์ขนมไทย "ทองหยอด"

Read More...


อาหาร...ต้านภัยหนาว

เข้าสู่ฤดูหนาวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แม้อากาศจะเย็นลงบ้างในบางจังหวัด แต่สำหรับชาวกรุงถือว่าได้สัมผัสความเย็นแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง แต่หลายคนก็ยัง (แอบ) มีหวังกับความหนาวที่อาจจะมาเยือนได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับอากาศที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เวลา...

มูลนิธิ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแนะนำเมนูอาหารต้านภัยหนาว เน้นการต้านโรคหวัดที่เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลงรวมทั้งอาหารที่ให้ความอบอุ่น ที่จะช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย

          เริ่มกันที่ "แกงบอน" หรือแกงนางหวาน ที่เป็นเมนูขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารลดน้ำหนัก แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเมนูที่ให้ความอบอุ่นกับร่างกายด้วยเช่นกัน
อาหารไทย แกงบอนช่วยป้องกัน ภัยจากอาหาศหนาว


          บอนเป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของชาวไทย ส่วนที่นิยมรับประทานก็คือ นำยอดอ่อน ก้านใบ และไหลอ่อนมากินเป็นผัก แต่ต้องมีความชำนาญในการปรุงอย่างถูกวิธีจึงจะกินได้โดยไม่คันและไม่มีผล ข้างเคียง

          เคล็ดลับมีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่การปอก ควรทามือด้วยปูนที่กินกับหมากให้ทั่วมือเสียก่อน ส่วนการนำมาปรุงเป็นอาหารต้องมีเครื่องปรุงที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะขาม ยอดมะขาม ส้มป่อยหรือน้ำมะกรูด เพื่อดับพิษคันของบอน

          หมอยาพื้นบ้านมักจะบอกว่า กินแกงบอนจะช่วยรักษาริดสีดวงทวารทุกชนิด ช่วยในการระบายท้อง ช่วยปรับธาตุและบำรุงร่างกาย ส่วนการศึกษาสมัยใหม่พบว่า ในก้านบอนมีไนเอซินสูงมากถึง 13 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ที่ช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ช่วยควบคุมการทำงานของสมองและระบบประสาท รักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลอีกด้วย

          "ต้มข่าไก่ใส่หัวสะเลเต" ข่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากในหน้าหนาว คือช่วยบำรุงธาตุไฟ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและต้านมะเร็ง

ต้มข่าไก่ ใส่หัวสะเลเต ช่วยต้านอากาศหนาวได้ดี



          ต้มข่าไก่จึงเป็นตำรับอาหารไทยที่เลื่องชื่อ แต่ถ้าจะให้มีรสหอมชวนรับประทานยิ่งขึ้น ให้ซอยหัวสะเลเตหรือมหาหงษ์ใส่ลงไปจะช่วยเพิ่มรสชาติและมีสรรพคุณในการแก้ ปวดหัวด้วย

          "ข้าวหมาก" คนโบราณบอกว่า ผู้หญิงควรกินข้าวหมาก เพราะข้าวหมากเป็นยาร้อนจะช่วยบำรุงเลือดลมสตรี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ไม่เป็นสิว ฝ้า และยังพบว่าในข้าวหมากมีธาตุสังกะสีมากช่วยลดการเกิดและช่วยรักษาสิว

          ข้าวหมากมีจุลินทรีย์ที่เป็นโปรไบโอติกซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีแนวโน้มในการ นำมาใช้เพื่อดูแลสุขภาพ มีการศึกษาพบว่าโปรไบโอติกกระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเกิดมะเร็ง ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานปกติ ช่วยให้ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น และเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย

          "รำหมกกล้วย" รำข้าวมีส่วนประกอบสำคัญคือ จมูกข้าว ซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นน้ำนมรำข้าวที่เป็นวิตามินที่ไม่ละลายน้ำ และยังอุดมไปด้วยวิตามินที่ละลายน้ำ รวมทั้งเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

          โดยเฉพาะวิตามินที่ไม่ละลาย เช่น วิตามินอีธรรมชาติ แกมมาโอริซานอล ช่วยทำให้ผิวยืดหยุ่น เต่งตึง ลดจุดด่างดำ ลดริ้วรอยและยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เป็นต้น สำหรับวิตามินที่ละลายน้ำได้ คือวิตามินบีรวม ช่วยในการทำงานของระบบประสาท เหน็บชา ฯลฯ

          ส่วนแร่ธาตุอื่น ๆ อาทิ แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ช่วยเพิ่มพลังงาน เพิ่มการเผาผลาญ เสริมสร้างการเติบโตของสมอง ฯลฯ

          นอกจากนั้นในกล้วยน้ำว้าซึ่งเป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ที่สำคัญคือ มีกรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตในเด็ก รวมทั้งวิตามินเอวิตามินบี อีกด้วย

บทความโดย หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Read More...


เทคนิคและการเลือกวัตถุดิบเพื่อทำน้ำพริกแกง

น้ำพริกแกงหรือเครื่องแกง เป็นส่วนผสมที่สำคัญในแกงไทยหลายชนิด เช่น แกงส้ม แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงบอน แกงคั่ว แกงมัสมั่น แกงไตปลา แกงแค แกงอ่อม เป็นต้น ในแกงแต่ละชนิดก็จะมีส่วนผสมหลักเหมือนกัน แต่ต่างกันในเรื่องจำนวน ปริมาณ หรือเครื่องเทศบางชนิด ซึ่งทำให้แกงแต่ละชนิดมีกลิ่นเฉพาะตัว โดยมีหลักในการเลือกและการเตรียมดังนี้

เทคนิคและการเลือกวัตถุดิบเพื่อทำน้ำพริกแกง 1. พริก พริกที่ใช้ในการโขลกน้ำพริกแกงใช้ได้ทั้งพริกสดและแห้ง ถ้าต้องการเผ็ดมากจะใช้พวกพริกขี้หนู เผ็ดน้อยใช้พริกชี้ฟ้า
- พริกสด เลือกเม็ดแก่ สดใหม่ ไม่มีรอยเน่า ไม่มีแมลงกัดแทะ ล้างให้สะอาดผึ่งให้แห้ง หั่นเป็นชิ้น
- พริกแห้ง เลือกที่ไม่เป็นรา สีแดงเข้ม เมื่อโขลกแล้วจะได้เครื่องแกงที่สีแดงสวย ผ่าแกะไส้ในและเมล็ดออก หั่นแช่น้ำให้นิ่ม ไม่ควรใช้น้ำร้อนจะทำให้สีและรสเผ็ดของพริกละลายไปกับน้ำ ก่อนโขลกบีบเอาน้ำออกให้หมด

2. หอมแกง เลือกที่สุด ไม่เน่า ปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ หั่นให้ชิ้นเล็กจะได้โขลกได้ง่ายขึ้น การเรียกชื่อมักเรียกผิดว่า “หอมแดง” ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นชื่อไม้ล้มลุก มีหัวชนิดหนึ่ง Eleutherine bulbosa. (Mill) Urb. ในวงศ์ Iridaceae ใบแบนคล้ายใบหมากแรกเกิด ดอกสีขาว หัวสีแดงเข้ม รสเผ็ดซ่า ใช้ทำยาได้

3. กระเทียม เลือกที่สด ไม่ฝ่อ ปอกเปลือกล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ถ้าหัวใหญ่ให้หั่นจะโขลกง่าย
4. กระชาย เลือกรากอ้วน ๆ สด ล้างน้ำ ขูดผิวออก หั่นขวางบาง ๆ

5. ข่า เลือกข่าแก่ในการทำเครื่องแกง ขูดรอยใบออก ล้างน้ำหั่นขวางบาง ๆ

6. ขิง เลือกขิงแก่ เตรียมเช่นเดียวกันกับกระชาย

7. ขมิ้น นิยมใช้ขมิ้นชันและขมิ้นอ้อย ขมิ้นชันจะมีสีเหลืองเข้มและกลิ่นฉุนกว่าขมิ้นอ้อย แต่มีขนาดเล็กกว่า แต่ในเครื่องแกงไทยนิยมใส่ขมิ้นอ้อยเพราะกลิ่นไม่แรง ส่วนขมิ้นชันจะใช้ในเครื่องแกงพะโล้ ปอกเปลือกก่อนโขลก

8. มะกรูด จะใช้ผิวในการโขลกเครื่องแกง ใช้มีดคม ๆ ฝานเอาเฉพาะผิวสีเขียว อย่าให้ติดผิวสีขาว หั่นบาง

9. ตะไคร้ ใช้ส่วนลำต้น ล้างให้สะอาด หั่นขวางบาง ๆ

10. รากผักชี ล้างให้สะอาด ตัดเหนือจากโคนลำต้นขึ้นมา 1/2 นิ้ว เพราะส่วนนี้จะหอม หั่นให้ละเอียด

11. เครื่องเทศแห้ง ได้แก่ ลูกผักชี ยี่หร่า ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู อบเชย ต้องนำไปคั่วให้หอมก่อน ลูกจันทน์ต้องทุบเปลือกแข็งออก บุบเนื้อในให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนคั่ว ลูกกระวานที่คั่วแล้วแกะเปลือกออก ใช้แต่เม็ดใน กานพลูแกะเอาเกสรออก อบเชยหักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนคั่ว ส่วนพริกไทยเป็นเครื่องเทศแห้งชนิดเดียวที่ไม่ต้องคั่วก่อนใช้งาน การคั่วให้ใช้ไฟอ่อน คั่วทีละอย่างเพราะมีขนาดไม่เท่ากัน ถ้าคั่วพร้อมกันจะทำให้เหลืองไม่พร้อมกัน

ที่มา : nampik.com

Read More...


ประเพณีปฏิบัติสำหรับเทศกาลตรุษจีน

ประวัติของวันขึ้นปีใหม่ของจีนมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในวัฒนธรรมอื่นๆ ความปรารถนาสิ่งที่เราหวังว่าจะได้ปรับปรุง หรือที่เราคิดทำเมื่อเริ่มต้นในปีใหม่

วันตรุษจีนในปฏิทินสุริยคติ

ปีวันที่วันที่วันที่
ปีชวด19 กุมภาพันธ์ 25397 กุมภาพันธ์ 255125 มกราคม 2563
ปีฉลู7 กุมภาพันธ์ 254026 มกราคม 255212 กุมภาพันธ์ 2564
ปีขาล28 มกราคม 254114 กุมภาพันธ์ 25531 กุมภาพันธ์ 2565
ปีเถาะ16 กุมภาพันธ์ 25423 กุมภาพันธ์ 255422 มกราคม 2566
ปีมะโรง5 กุมภาพันธ์ 254323 มกราคม 255510 กุมภาพันธ์ 2567
ปีมะเส็ง24 มกราคม 254410 กุมภาพันธ์ 255629 มกราคม 2568
ปีมะเมีย12 กุมภาพันธ์ 254531 มกราคม 255717 กุมภาพันธ์ 2569
ปีมะแม1 กุมภาพันธ์ 254619 กุมภาพันธ์ 25586 กุมภาพันธ์ 2570
ปีวอก22 มกราคม 25478 กุมภาพันธ์ 255926 มกราคม 2571
ปีระกา9 กุมภาพันธ์ 254828 มกราคม 256013 กุมภาพันธ์ 2572
ปีจอ29 มกราคม 254916 กุมภาพันธ์ 25613 กุมภาพันธ์ 2573
ปีกุน18 กุมภาพันธ์ 25505 กุมภาพันธ์ 256223 มกราคม 2574

ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันปีใหม่

ประวัติ ของวันขึ้นปีใหม่ของจีนมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในวัฒนธรรมอื่นๆ ความปรารถนาสิ่งที่เราหวังว่าจะได้ปรับปรุง หรือที่เราคิดทำเมื่อเริ่มต้นในปีใหม่ มาถึงตอนนี้ ถ้าไม่ถูกลืมก็ถูกยัดลงกล่องใส่ตู้ปิดตายและแปะหน้าตู้ว่าไม่แน่ เอาไว้ทำปีหน้าแล้วกันอย่างไรก็ดี ความหวังก็คงยังไม่สูญไปทั้งหมดเพราะโอกาสที่สองกำลังมาถึงแล้ว กับการฉลองวันปีใหม่จีนหรือที่เรารู้จักกันว่า ตรุษจีน

ตรุษจีนนั้น คล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆแล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า

การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็ เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น

วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่ง การการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้น มากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา)

สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้าย ให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

เมื่อ ถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน โดยส่วนใหญ่จะพูดว่า "ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ" ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน

"ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้"
ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันปีใหม่

วัน จ่าย หรือ ตื่อเส็ก คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ในตอนค่ำจะมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ หรือ ตี่จู๋เอี๊ย ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการะบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้ว

วันไหว้ คือ วันสิ้นปี จะมีการไหว้ 3 ครั้ง คือ

ตอนเช้ามืดจะไหว้ ไป๊เล่าเอี๊ย
เป็น การไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์ 3 อย่าง (ซาแซ ได้แก่ หมูสามชั้นต้ม ไก่ เป็ด ปรับเปลี่ยนเป็นชนิดอื่นได้ หรือมากกว่านั้นได้จนเป็นเนื้อสัตว์ห้าชนิด) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง
ตอนสาย จะไหว้ไป๊เป้บ๊อคือ การไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว
ตอนบ่าย จะไหว้ ไป๊ฮ้อเฮียตี๋เป็น การไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเป็นสิริมงคล

วัน ขึ้นปีใหม่ หรือ วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่งของปี (ชิวอิก) วันนี้ ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน คือ ไป๊เจีย คือ การไปไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "กา" ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำโชคดีไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น

อ่านต่อเรื่องเกี่ยวกับวันตรุษจีนของไหว้ตรุษจีน ขนมไหว้วันตรุษจีน

ที่มา
http://www.foodietaste.com/mustknow_detail.asp?id=16
http://www.horoworld.com
http://www.tumsrivichai.com

Read More...


เทอร์รีน (Terrine) ปาร์เต้ (Pate) ฟอร์สมีต (Fourcemeat) คืออะไร

เริ่มจากคำว่า เทอร์รีนเอง ซึ่งก็มีความหมายมากกว่าเนื้อก้อนที่เราเห็นกัน อีกความหมายก็คือ ภาชนะรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีฝาปิดมักทำจากดินเผา กระเบื้องเคลือบ แก้วทนไฟ หรือแบบเด็ดๆ เลย ทำมาจากเหล็กหล่อแท้ๆ ภาชนะที่ว่านี้เอง นิยมใช้ทำเป็นพิมพ์ของ “Fource Meat” หรือเนื้อที่ทำให้สุกในพิมพ์ เมื่อออกมาก็มีรูปร่างตามพิมพ์เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นที่มาให้เนื้อก้อน ที่ได้ชื่อว่า Terrine ตามภาชนะนั่นเอง

กลุ่มฟอร์ซมีตที่นำมาปรุงเป็นเทอร์รีนนั้น แบ่งได้อีกเป็น 4 ประเภทใหญ่
ผู้เขียนขอเรียงตามลำดับความเนียนเลยแล้วกัน

ฟอร์ซมีต แบ่งเป็น 4 แบบ ตามความละเอียดเนียน
  • กลุ่ม แรกก็คือ Mousseline fourcemeat กลุ่มนี้ถือได้ว่า มีเนื้อเนียนที่สุด มีความนุ่มคล้ายมูส มองดูแยกไม่ออกเลยว่ามีอะไรเป็นวัตถุดิบอยู่
    ยกตัวอย่างเช่น Salmon Terrine ทำโดยใช้เนื้อปลาแซลมอนสดบดกับไข่ขาว
    เติมครีมสด ปรุงรสด้วยน้ำสต๊อกปลา เนื้อจะเนียนนุ่ม มีกลิ่นหอมสมุนไพร
    รสชาติหวานเนื้อปลา มันจากครีม
    ใน กลุ่มนี้ชนิดที่คุณผู้อ่านน่าจะเคยชิมมาบ้าง ก็ยังมีตับบดที่ขายตามเคาน์เตอร์ไส้กรอกอย่างของ TGM หรือตามร้านเบเกอรีเจ้าดังอย่าง Coffee Bean by Dao ก็เห็นวางขายอยู่ในถ้วย  จริงๆ แล้วก็จัดเป็นฟอร์ซมีตแบบเนื้อมูส หากแต่ทำในภาชนะที่ไม่ได้เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เลยเรียกเป็นเทอร์รีนไม่ได้
Mousseline Terrine เทอร์รีนชนิดเนื้อเนียน มักนิยมเช่น ทำจากตับเป็ด,แซลมอน


ถ้า อยากชิมเทอร์รีนเนื้อมูสจากตับรสชาติแบบฝรั่งแท้ ลองเดินไปที่ร้านของโรงแรมโอเรียนเต็ล ที่ชั้น M พารากอน เขาจะมีเทอร์รีนจากตับเป็ดให้ซื้อตามน้ำหนัก อย่าลืมซื้อขนมปังบริยอช (Brioche) มาปิ้งรับประทานคู่กันด้วยเป็นอาหารเช้า  ผู้เขียนนิยมทานเทอร์รีนจากตับในช่วงตั้งครรภ์เป็นพิเศษ เพราะมีข้อแก้ต่างที่ดีว่าต้องการธาตุเหล็กบำรุงลูกน้อยในครรภ์ เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานตับ แต่ยังหาวิธีปรุงที่ถูกใจไม่ได้ เทอร์รีนตับเป็ดนั้นแทบจะเรียกได้ว่าปราศจากความขม ต่างจากตับไก่หรือหมูโดยสิ้นเชิง
  • กลุ่มที่สอง กลุ่มนี้จะเรียกตามภาษาครัวว่า Straight Fourcemeat เนื้อจะหยาบขึ้นมาหน่อย
    แบบ นี้จะเป็นการนำเนื้อสัตว์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อไก่ อาหารทะเลอย่าง กุ้ง ปลา หรือจะให้พิสดารก็เนื้อกวางเวอนิซง (Venison) มาบดให้ละเอียด เติมไขมันลงไป ที่นิยมใช้ที่สุดก็คือ ไขมันจากหมู หรือเรียกว่า มันหมูแข็ง เพราะมีกลิ่นน้อยเมื่อเทียบกับ “มัน” ของสัตว์ชนิดอื่นๆ หรือจะใช้มันที่ติดมากับเนื้อสัตว์เลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับความชอบ

    เมื่อบดแล้วก็ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และสมุนไพรต่างๆ มักจะต้องมีส่วนผสมของปานาดาส์ (Panadas) ลงไปด้วย ก็คือส่วนผสมที่คุณเลือกได้จาก ไข่ไก่ ครีม เนื้อขนมปัง หรือเกล็ดขนมปัง นม แป้งสาลี ลงไปด้วย หน้าที่ของปานาดาส์ก็คือ เพื่อให้เกิดการเกาะกัน มักจะต้องเป็นไข่บวกครีม ไข่บวกนม หรือเกล็ดขนมปังบวกนมหรือครีม ไข่อย่างเดียว หรือแป้งบวกครีมแล้วแต่สูตรและการพลิกแพลง ปานาดาส์นี้จะช่วยให้เนื้อของฟอร์ซมีตแน่นขึ้น แต่ยังคงความชุ่มฉ่ำอยู่ ทำให้ส่วนผสมของไขมันและเนื้อรวมเป็นเนื้อเดียวกัน รับรองว่าใส่แต่พอเหมาะแล้วจะอร่อย ขึ้น                                     
  • กลุ่มที่สามนี้ จะหยาบขึ้นมาอีกนิด รสเข้มขึ้นมาอีกหน่อย เรียกกลุ่มนี้ว่า Country Style Fourcemeat จะคล้ายคลึงกับแบบที่สอง ต่างกันตรงที่กลุ่มนี้จะเติม “ส่วนผสมของตับ” ลงไปบดผสมด้วย จะเป็นตับไก่ ตับหมู ตับเป็ด หรือตับห่าน ก็แล้วแต่งบประมาณและรสชาติที่ต้องการ
Country-Style Forcemeat จะมีลักษณะเนื้อที่หยาบขึ้น


จุด สังเกตของชนิดนี้ก็คือ เมื่อหั่นหรือสไลซ์ Terrine จากกลุ่มนี้แล้วจะเห็นว่าเนื้อเทอร์รีนดูหยาบ เกือบจะดูรู้เลยว่า มีอะไรเป็นส่วนผสมบ้าง ผู้เขียนขอเรียกกลุ่มนี้ว่า “ลูกทุ่ง” แล้วกัน
  • กลุ่ม ที่สี่ Gratin Fourcemeat จะใกล้เคียงกลุ่มที่สามมาก เพิ่มเติมจากกลุ่มที่สามก็คือ ต้องมีส่วนผสมที่เป็นเนื้อที่ทำให้สุกด้วยความร้อน ไม่ว่าจะเป็นการรมควัน การย่าง การเผา การอบ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมๆ มากขึ้น เพราะคุณผู้อ่านก็ทราบว่า เทอร์รีนจากฟอร์ซมีตนั้นผ่านความร้อนเพียงครั้งเดียว คือ อบในเตาอบแบบรองด้วยน้ำ เมื่อสุกแล้วพักให้เย็นเจี๊ยบข้ามคืน แล้วเสิร์ฟเย็นๆ การใช้เนื้อสัตว์ที่ผ่านความร้อนสูงๆ ให้เกิดกลิ่นหอมๆ ลงไปผสม จึงเป็นเทคนิคเพิ่มความอร่อยอย่างหนึ่ง
    ยกตัวอย่างเช่น ใช้แฮมรมควัน ใช้เบคอนผัดให้หอม นำลงไปปั่นผสม ก่อนจะตักใส่พิมพ์อบ จะเติมตับลงไปด้วยก็ไม่ห้าม ที่สำคัญที่สุดของฟอร์ซมีตเทอรีนก็คือ ห้ามขาดปาดานาส์เด็ดขาดเพราะจะอร่อยติดใจหรือไม่อยู่ที่ตรงนี้แหละ ผู้เขียนเรียกกลุ่มนี้ว่ากลุ่มยกล้อ เพราะเล่นใส่ทุกอย่างจะไม่อร่อยได้อย่างไร (อย่างสูตรคราวที่แล้วที่ให้ไปก็เป็นสูตรนี้เอง เพราะมีส่วนผสมทั้งเนื้อหมูบด มันหมู ตับไก่ และเบคอนผัดกับหัวหอมไง)

    ที่นี้คุณผู้อ่านคงมีคำถามเหมือนผู้เขียนตอนเรียนหนังสือว่า ตกลงแล้วที่บ้านเราเรียกปาเต้กับเทอร์รีนมันต่างกันอย่างไร
  •  
ปาเต้กับเทอร์รีน ต่างกันอย่างไร




หากคุณรู้จักทั้งปาเต้และเทอร์รีน แต่ไม่รู้จักอาสปิก (Aspic) เดี๋ยวเขาจะว่ารู้ไม่จริง ถ้า คุณไปซื้อเทอร์รีนหรือปาเต้จากร้านแบบดั่งเดิม จะสังเกตเห็นเจลลีสีน้ำตาลหรือดำๆ ชิมดูรสจะประหลาดๆ หน่อย นั่นแหละที่เรียกว่า “อาสปิก” ซึ่งก็คือเจลลีนั่นแหละ แต่ทำจากน้ำสต๊อกเนื้อใส เติมแต่งกลิ่นรสด้วยสมุนไพรต่างๆ ให้หอม แล้วเติมเกลือ/น้ำส้มไวน์แดง บัลซามิกหรือแม้แต่ไวน์ลงไป อาสปิกมีหน้าที่เคลือบด้านบนของเทอรีนไว้ เพื่อไม่ให้ส่วนหน้าของเทอรีน หรือปาเต้แห้งไปก่อนจะรับประทานหมด หากอาสปิกทำดีๆ รสชาติอร่อย ก็สามารถรับประทานได้ไปพร้อมกับปาเต้และเทอร์รีนเลย เพื่อเป็นการตัดเลี่ยน (แต่ส่วนมากรสชาติจะเหวอนิดหนึ่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบขนมเจลลีอย่างผู้เขียน) 


อาสปิก (Aspic) คืออะไร


เทอร์ รีนไม่ได้มีแต่แบบ Forcemeat นะคุณผู้อ่าน ยังมีแบบที่ใช้เจลาตินเป็นตัวหลักในการทำให้เกาะกัน แบบนี้จะแตกต่างจากที่เราผู้ถึงโดยสิ้นเชิง แถมยังปรุงได้เป็นทั้งคาวและหวาน ไว้คราวหน้าเราค่อยมีคุยกันเรื่องนี้อีกที รับรองว่าคุณผู้อ่านจะต้องชอบ เพราะมันสวย แต่เรื่องความอร่อยแล้วแต่บุคคล


หาก ตอบลึกๆ เลยก็คือ สมัยก่อนนั้นปาเต้จำเป็นจะต้องมีแป้งคล้ายแป้งพายหุ้มอยู่ คือ ก่อนจะอบจะต้องกรุพิมพ์ด้วยแป้งก่อน จากนั้นค่อยเติมส่วนผสมลงไป แล้วห่อด้วยแป้งอบไปพร้อมกัน แต่จะกินพร้อมกันหรือไม่นั้นแล้วแต่ เราจะเรียกชื่อเต็มว่า pâté en croûte แปลง่ายๆ คือ Paste (หมายถึงส่วนของ Fourcemeat) ที่ห่อด้วยแป้งอีกชั้น เนื้อปาเต้มักจะเรียบเนียน อยู่ในกลุ่มมูสหรือกลุ่มสเตรต ไม่ค่อยมีเนื้อเป็นก้อนๆ หยาบๆ เพราะจะยิ่งสุกยากเมื่ออยู่ในห่อแป้ง แต่ปัจจุบันแทบไม่เคยเห็น

ผู้เขียนเองก็เคยทำเพียงครั้งเดียวตอนเรียน โรงแรมที่เคยทำงานก็ไม่ทำแบบนี้แล้ว เพราะมันยุ่งยากมาก

บทความโดย FoodieTaste
Reference : ที่มา : Chef Nan Bin , Forword mail

Read More...


กรรมวิธีกินผักให้อร่อยเหาะ

คนไทยรู้ดีว่าการบริโภคผักจะมีคุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกายดีแน่ และสอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิตที่กล่าวว่า กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น ซึ่งนอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์ที่เรามีทั้งปลาและผักมากมายและหาได้ง่าย แล้ว ยังเกี่ยวเนื่องกับภูมิอากาศที่ร้อนไม่ต้องการอาหารที่ให้ความอบอุ่นร่างกาย เฉกเดียวกับพวกเนื้อสัตว์หรือแป้งอย่างคนเมืองหนาว และยังย่อยง่าย ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายไม่ทำงานหนักเกินไป ย่อมส่งผลให้สุขภาพดีและชีวิตยืนยาวด้วย จึงมักมีคำถามและความสงสัยไม่น้อยว่า แล้วจะบริโภคผักอย่างไรจึงได้ประโยชน์

ผักที่เราบริโภคนั้นมีทั้งส่วนหัว ราก ใบ ยอด ฝัก ดอก หรือบางชนิดก็สามารถบริโภคได้ทุกส่วน อาทิ
  • ผักกินหัว ราก หรือเหง้าใต้ดิน หรือหน่อ เช่น เผือก มัน ขิง ข่า เร่ว กระวาน เอื้องหมายนา  กระเทียม หอม หน่อไม้
ต้มหัวมันฝรั่ง
  • .ผัก กินใบและยอด เช่น ผักเหมียง ช้าพลู ยอดแค ชะอม ผักกูดน้ำ ผักเซียงดา ผักไผ่ ผักปลัง ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน สะเดา ขี้เหล็ก ชะอม ตำลึง กระโดน จิก ติ้ว บวบ บัวบก
  • ผักกินผลอ่อน ผลแก่ หรือฝัก เช่น มะรุม เพกา ฟักทอง ฟักข้าว มะเขื่อต่างๆ มะดัน มะยม ยอ ถั่วพู รวมถึงถั่วอื่นๆ มะเดื่อ ขนุน บวบ
  • ผักกินลำต้น หรือส่วนแกนกลางลำต้น เช่น ยอดมะพร้าว ยอดเต่าร้าง หน่อหวาย หน่อดาหลา บอน
  • ผักกินดอก หรือเกสร เช่น ดอกแค ดอกอัญชัญ ดอกโสน ดอกขจร ดอกงิ้ว ดอกชมพู่ม่าเมี่ยว สะเดา ขี้เหล็ก เห็ดทุกชนิด กระทือ กระเจียว
ผัก จะทยอยออกดอกผลและเติบโตไปในแต่ละฤดูกาลแตกต่างกัน ในฤดูที่ไม่มีดอกผลนั้นผักจะทำการพักตัว เพื่อรอออกดอกผลในรอบฤดูต่อไป ผักบางชนิดก็มีตลอดทั้งปี

การบริโภคผักตามฤดูกาลก็เป็นเรื่องสำคัญที่ ต้องคำนึงถึง เพราะเป็นผักที่ปลอดสารเคมี ไม่ต้องไปใช้ปุ๋ยเคมีเร่ง หรือใช้ฮอร์โมนเร่งและบังคับให้ออกนอกฤดูกาล และทนทานต่อโรคและแมลง
ส่วน วิธีการบริโภคผักนั้นมีหลายรูปแบบแล้วแต่วัตถุประสงค์ที่เราจะบริโภค เช่น เป็นผักสด ทำซุป ทำแกง ก็จะแตกต่างกันไป วิธีการมีดังนี้

ผักสด นิยมบริโภคกับอาหารที่มีรสจัด เช่น น้ำพริก ลาบ หรืออย่างคนภาคใต้มีผักเยอะๆ เวลารับประทานอาหารเพื่อใช้ลดความจัดจ้านของรสชาติอาหารบรรเทาความเผ็ด ผักสดนิยมบริโภคอย่างกว้างขวางเพราะได้คุณประโยชน์ครบถ้วน สารอาหารและวิตามินต่างๆ ไม่ถูกทำลาย โดยเฉพาะผักที่ตัดหรือเก็บจากต้นสดๆ ใหม่ๆ

การเผา ปิ้ง ย่าง นิยมใช้กับผักกลุ่มเครื่องเทศ เพื่อนำไปตำน้ำพริก เพราะจะช่วยให้ผักมีกลิ่นหอม เช่น หอม กระเทียม พริก ข่า ตะไคร้ มะกรูด และอื่นๆ เช่น มะเขือยาว ในบางกรณีจะช่วยลดพิษบางชนิดในผัก หรือเปลี่ยนคุณสมบัติให้เป็นด่างช่วยให้ร่างกายดูดซับไปใช้งานได้

วิธีการย่างผัก ย่างผักให้อร่อย ต้องใช้น้ำมันที่ผสมสมุนไพรและกระเทียม ทาไประหว่างย่าง เพื่อเพิ่มรสชาติและความหอม

การหลาม เราคงเคยเห็นข้าวหลามที่เอาข้าวใส่กระบอกแล้วย่างด้วยไฟอ่อนๆ เป็นอาหารที่อร่อยอีกชนิดหนึ่ง การหลามเป็นวิธีการทำอาหารให้สุก โดยจะตัดเอาไม้ไผ่ที่เป็นปล้องมาใช้ แล้วเอาผัก ปลา เนื้อ ข้าว ใส่กระบอก นำไปย่างไฟ อาหารก็จะสุกและมีกลิ่นหอม ผักชนิดไหนที่เราอยากรับประทานแบบสุกและมีกลิ่นหอมใช้วิธีหลามได้

การต้ม เป็นวิธีการง่ายๆ ในการต้มผักต้องใช้น้ำน้อยไฟแรงเพื่อลดการสูญเสียวิตามินน้อยที่สุด และเพื่อให้ผักกรอบก็น้ำไปแช่น้ำเย็นสักพักก็รีบตักขึ้น นอกจากนี้ ยังมีวิตามินเอ ดี อี เค ซึ่งจะละลายในไขมันเท่านั้น โบราณท่านก็ทำผักต้มลาดหน้าด้วยกะทิอย่างข้นๆ เพียงเท่านี้ก็ได้ประโยชน์ครบครัน และอร่อยด้วย

การต้มผักใช้น้ำเดือด ไฟแรง แล้วแช่ด้วยน้ำแข็ง ช็อคผักที่ลวก ด้วยวิธีการแช่น้ำแข็งเพื่อให้ผักเขียวแล้วสดสีสวย

การลวก ไม่ต้องการให้ผักสุกมากนัก และช่วยให้ผักนุ่ม นิยมใช้ลวกผักกินยอด เช่น ตำลึง ชะอม  หรือลดความขม เช่น ยอดมะระ  สะเดา

การนึ่ง ใช้ไอน้ำเป็นตัวทำให้สุก สูญเสียคุณค่าทางอาหารน้อย ผักที่นิยมนึ่งมักเป็นผักหัว ราก หรือมีความแข็ง เช่น ฟักทอง ฟักข้าว เผือก มัน

การผัดหรือทอด การบริโภคผักด้วยการผัดมักเป็นการปรุงอาหารมากกว่า แต่ก็รับประทานเคียงกับน้ำพริกหรืออื่นๆ ได้ เช่น ผัดดอกจขร จะรีบผัดแบบไฟแรงน้ำมันน้อยๆ เหยาะน้ำปลาหรือโรยเกลือนิดๆ รสชาติอร่อย ส่วนการทอดนี้เข้าใจว่ามามีขึ้นระยะหลัง ประเภทชุบแป้งทอดเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้ผักกรอบ แต่จริงๆ แล้วก็กรอบจากแป้งมากกว่ากรอบจากตัวผัก และนิยมใช้ชักจูงเด็กๆ ให้กินผัก แต่วิธีนี้ก็เป็นดาบสองคม เพราะเด็กจะกินผักก็จริงแต่อาจไปติดในรสชาติแป้งมากกว่าผัก

ผัดผักด้วยไฟแรงๆใช้เวลาน้อยๆ เพื่อให้มีสีสวย

การดอง เป็นวิธีการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง ที่นิยมมาช้านาน ผักที่ดอง เช่น ผักเสี้ยน ผักกุ่ม ผักกาดเขียว นอกจากนี้การดองยังเป็นวิธีการกำจัดสารพิษที่มีอยู่ในผักออก
ส่วนการ เตรียมผักเพื่อนำไปประกอบอาหารจะเป็นผัด ทอด ต้ม แกง ควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาหั่น และไม่ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กเกินไป เมื่อหั่นแล้วให้นำไปปรุงทันทีไม่เช่นนั้นวิตามินเกลือก็จะสูญเสียไปกับน้ำ และอากาศเสียหมด

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการบริโภคผักที่เป็นวิธีเฉพาะเจาะจงของผักบางชนิด เช่น ขี้เหล็กต้องต้มให้สุกสัก 1-2 น้ำ เพื่อลดความขมและลดสารพิษในขี้เหล็ก ย่านางต้องเอาใบแก่มาคั้นเอาน้ำไปใช้ในการปรุงอาหาร อาทิแกงเปรอะ (แกงหน่อไม้) ส่วนหมาน้อยเอาใบแก่มาคั้นเอาน้ำแล้วปรุงรสด้วยเครื่องปรุงทิ้งให้เย็นจะได้ วุ้นหมาน้อยรสชาติอร่อย เห็ดควรต้มให้สุกไม่ควรทานดิบเพราะอาจมีสารพิษต่างๆ ในเห็ดสด เป็นต้น

บทความโดย หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

Read More...


เคล็ดลับในการต้มผัก

ใครชอบกินผักต้มจิ้มน้ำพริกยกมือขึ้น!!!!! ก็ แหม ...ผักบ้านเรามีให้เลือกกินกันมากมายหลายอย่างหลายชนิดนี่นา กินกันทั้งปีก็กินไม่ครบทุกชนิดก็ว่าได้ แถมยังมีประโยชน์อีกอักโข มีเกลือแร่ วิตามินมากมายที่เราจะได้รับจากการกินผักใครจะปฏิเสธได้ลงคอ แต่รู้ไหมว่าผักแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน บางชนิดใบแข็ง บางชนิดใบอ่อน บางชนิดสุกง่ายบางชนิดสุกยาก ดังนั้นวิธีการต้มผักแต่ละชนิดจึงควรแตกต่างกันออกไป หากต้มผักไม่ถูกวิธี คุณค่าที่เราจะได้รับจากผักนั้นก็จะมลายหายไป

เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการปรุงอาหารจากผักด้วยวิธีการต้ม
  •  พยายามใช้น้ำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการต้มผัก 
  • ก่อนจะนำผักลงต้มควรจะรอให้น้ำเดือดเสียก่อน จึงใส่ผักลงไป ไม่ควรแช่ไว้ในนั้น
ต้มผักต้องใช้น้ำเดือดๆ หยุดผักที่ต้มหรือลวก ด้วยน้ำเย็นที่ใส่น้ำแข็ง เพื่อให้คงความอร่อยและสีสันที่สวยงาม
  • ผักสีเขียวควรทำให้สุกโดยวิธีการลวกหรือให้ใส่ลงไปในน้ำเดือด และพอน้ำเดือดอีกทีก็ให้ตักขึ้นทันที
  • ผัก ที่เป็นหัว เช่น หัวผักกาด แครอต ควรต้มในน้ำเดือดอ่อนๆ และ ควรต้มทั้งหัวไม่ควรหั่นหรือฝาน จะช่วยรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ได้มากกว่าการหั่นแล้วนำไปต้ม
  • ทุกครั้งที่ต้มผักควรปิดฝาหม้อ เพื่อให้น้ำเดือดและผักสุกเร็วขึ้น ผักยิ่งอยู่ในน้ำร้อนนานๆ คุณค่าก็จะน้อยลง
เคล็ดลับง่ายๆเพียงเท่านี้ นอกจากผักต้มจะอร่อยแล้ว ยังได้คุณค่าทางอาหารอย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย

บทความโดย นิตยสาร Modernmom

Read More...


สาคู-ข้าวเกรียบปากหม้อ เลือกทำเลขายไม่จำเจ

มือหนึ่งบรรจงตักแป้งเทลงบนผืนผ้าขาวบาง ซึ่งขึงตรึงติดอยู่กับตัวหม้อที่ภายในน้ำกำลังเดือดจัด ปิดฝาประเดี๋ยวเดียวเปิดออก ตักส่วนผสมไส้วางลงตรงกึ่งกลางแผ่นแป้ง ใช้ไม้พายพับตลบขอบแป้งห่อหุ้มกันไว้ไม่ให้หก จากนั้นตักใส่ถาดปูรองด้วยใบตอง ทาน้ำมันไว้กันแป้งติด

เดิมทีการทำข้าวเกรียบปากหม้อ รู้จักมักคุ้นกับไส้อันมีส่วนผสมของถั่วลิสงคั่วบดละเอียดกวนเข้ากับหัวไชโป๊ และน้ำตาล กระทั่งเหนียว เรียกว่าไส้หวาน นอกจากเหมาะกับอาหารว่างอย่างข้าวเกรียบปากหม้อแล้ว ยังนิยมใส่เป็นไส้สาคูอีกด้วย

:::เลี้ยงไก่ เจอไข้หวัดนก

หันมาค้าขายอาหาร

คุณ ไพบูลย์ กลิ่นแก้ว ปัจจุบันอายุ 58 ปี เป็นผู้หนึ่งซึ่งยึดอาชีพค้าขายสาคูและข้าวเกรียบปากหม้อ โดยมีภรรยาคู่ใจ คุณสุทธนารัตน์ กลิ่นแก้ว วัย 52 ปี เคียงคู่ค้าขายมานานหลายปี:::

คุณ ไพบูลย์ เริ่มเล่าเรื่องราวการก้าวสู่ธุรกิจ อันสืบเนื่องจากเคยประสบความล้มเหลวกับอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ ที่ดำเนินมาถึง 20 ปี จวบจนไข้หวัดนกเล่นงาน ไก่ทั้งฟาร์มราว 10,000 ตัว พากันล้มตาย ส่งผลให้สองผัวเมียคนขยันเกิดอาการล้มทั้งยืน เพราะนอกจากหมดตัว ยังเป็นหนี้เงินกู้ยืมนำมาลงทุนถึง 700,000 บาท

"หลังเรียนจบ ม.ศ.3 ช่วยพ่อแม่เลี้ยงไก่ทำนามาตลอด กระทั่งรับช่วงจริงจังเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา โดยไข่ไก่ส่งไปขายตลาดนนทบุรี ทำมาราว 20 ปี จำนวนไก่สูงขึ้นประมาณ 10,000 ตัว แต่แล้วไข้หวัดนกระบาดสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ ตอนนั้นหาทางออกไม่เจอ ไม่รู้จะทำอะไรเลี้ยงตัวเองและครอบครัว"

ขณะ ปรับทุกข์กับเพื่อนสนิท จึงได้รับคำแนะนำให้หันหน้าสู่อาชีพค้าขายอาหาร โดยเพื่อนคนดังกล่าวยินดีมอบสูตรและสอนวิธีทำ ข้าวเกรียบปากหม้อ กับสาคู เป็นพื้นฐาน กระทั่งเริ่มฝึกฝน ซึ่งกว่าจะชำนิชำนาญใช้เวลานานหลายเดือน

คุณไพบูลย์ ว่า ในส่วนของทำเลจำหน่าย เลือกตลาดนัดใกล้บ้าน กับยอดขายเพียงวันละ 200-300 บาท หากคิดเป็นผลกำไร 100 กว่าบาท ไหนจะประสบปัญหาฝนฟ้าอากาศ แต่กระนั้นไม่ย่อท้อ จวบจน 1 ปีล่วงผ่าน ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้นำสินค้าเข้าสู่หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)

หลัง รับทราบข้อมูล เกิดความสนใจ จึงเริ่มจัดตั้งรวบรวมสมาชิกซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 16 คน โดยแต่ละคนถือหุ้นคนละ 100 บาท จากนั้นสองสามีภรรยาเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่หน่วยงานพัฒนาชุมชน เพื่อยื่นความจำนงเข้าสู่สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และเพียง 15 วันล่วงผ่าน ได้รับข่าวดี "วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรชุมชนวัดหลวง" จึงถือกำเนิดขึ้น

นอกจากสินค้าเข้าสู่โอท็อปแล้ว ยังได้รับโอกาสอบรมเรียนรู้ด้านการประกอบธุรกิจ การตลาด การบริหารจัดการ จากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจัดเตรียมสนับสนุน ส่งผลให้เกิดคุณภาพทั้งในส่วนของผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ และรวมไปถึงผลิตภัณฑ์



ออกงานแสดงสินค้า

รายได้ คือใบปริญญา


ทำเล ค้าขายถือว่าสำคัญ ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุน จัดเตรียมพื้นที่ออกงานแสดงสินค้าครอบคลุมทุกจังหวัด โดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรชุมชนวัดหลวง เดินทางร่วมงานเดือนละ 4-5 ครั้ง หรือประมาณ 20 วัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเช่าพื้นที่

"หลาย หน่วยงานให้การสนับสนุน อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร พัฒนาชุมชน ซึ่งพาไปออกงานในหลายแห่ง อย่างงานธงฟ้า เรามีโอกาสเดินทางไปร่วม หรือตามสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับค่าใช้จ่ายเสียเฉพาะค่ากิน ค่าที่พัก เท่านั้น โดยระยะเวลาออกงานแต่ละครั้งเริ่มตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป

คุณ ไพบูลย์ ยังกล่าวถึงรายได้ต่อวันประมาณ 2,000 บาท หักค่าใช้จ่ายต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 500 กว่าบาท แต่หากรวมค่าใช้จ่ายอื่น อาทิ ค่าแก๊ส เบ็ดเสร็จราว 700 กว่าบาท "ลงทุนวัตถุดิบเอง ขายเองเป็นหลัก แต่จะให้สมาชิกมาช่วยกวนไส้ ผสมแป้ง โดยให้ค่าแรงวันละ 150 บาท และหากต้องไปออกงานใหญ่จะให้สมาชิกช่วย โดยให้ค่าแรงวันละ 200 บาท ต่อคน สำหรับผมและภรรยามีรายได้จากอาชีพนี้รวมแล้วประมาณ 1,000 บาท ต่อวัน ที่ไปออกงาน และหลังหักค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เงินเหลือนำเข้ากลุ่ม ครบ 1 ปีปันผลให้สมาชิก"

สองผู้ประกอบการคน ขยัน กล่าวเพิ่มเติมถึงสมาชิกว่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักทำนา ซึ่งตนประกอบอาชีพนี้เช่นกัน แต่ทำลักษณะนาปี จึงไม่ต้องดูแลมากนัก ฉะนั้น อาชีพค้าขายจึงยึดไว้เป็นหลัก ส่วนผลตอบแทนมากน้อยเพียงไร คำตอบคือ ใบปริญญาจากลูก

"ลูกสาวเรียนจบปริญญาตรี ปัจจุบันทำงานแล้ว ส่วนลูกชายกำลังศึกษาอยู่ปีสุดท้าย ซึ่งเงินส่งเขาเรียน คือผลจากค้าขายสาคูและข้าวเกรียบปากหม้อ อันนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจ จึงขอยึดอาชีพนี้ไว้เป็นหลัก โดยอนาคตเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐาน อย. เพื่อส่งไปจำหน่ายในห้าง และหวังก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ เพียงแต่ตอนนี้คงต้องคิดหาวิธี ด้วยเพราะเป็นอาหารสด"



รสชาติ สร้างยอดขาย

ไส้หลากหลายเรียกลูกค้า


ย้อนกลับมาถามถึงอุปกรณ์สำหรับทำสาคูและข้าวเกรียบปากหม้อ ได้รับคำตอบว่า


เริ่มต้นนำหม้อขนาดเล็กขึงปิดปากหม้อด้วยผ้าขาวบาง สำหรับนึ่ง กับราคารับซื้อชุดละประมาณ 60-70 บาท แต่หลังระดมเงินจากสมาชิกผู้ถือหุ้น ทำให้กำลังทุนเพียงพอสั่งผลิตชุดอุปกรณ์สำหรับนึ่งซึ่งทำจากสเตนเลส รวมไปถึงเครื่องมืออื่นอันเกี่ยวข้อง อาทิ ภาชนะสำหรับใส่ส่วนของไส้ แป้ง เป็นต้น

"อุปกรณ์สำหรับนึ่งชุดละ 3,000 บาท โดย ผมออกแบบเองแล้วส่งให้โรงงานบัดกรี สเตนเลส ช่วยผลิตให้ โดยเริ่มต้นเพียงชุดเดียวก่อน หลังได้กำไรค่อยๆ ทำเพิ่ม ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 ชุด แต่การออกงานบางครั้งลูกค้าแน่นร้าน อาจเพิ่มชุดอุปกรณ์เตาไฟฟ้า ซึ่งมีเตรียมไว้ 2 ชุด"

คุณไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงยอดขายสูงสุด กับการออกงานแสดงสินค้าเพียง 1 วัน กำรายได้กลับบ้าน 10,000 บาท โดยเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่หกโมงเช้า จวบจนสี่ทุ่ม แม้เหน็ดเหนื่อยและหิว เนื่องด้วยตลอดทั้งวันไม่มีเวลาว่างพักกินข้าว แต่กระนั้นสองผู้ประกอบการยังคงยิ้มแย้มรับลูกค้าด้วยความเต็มใจ

กับ การออกงานแสดงสินค้าบางแห่ง มีผู้ประกอบการค้าขายสินค้าเช่นเดียวกันหลายราย แต่ไม่อาจส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรชุมชนวัดหลวง นั่นเพราะรสชาติความอร่อย รวมไปถึงความสะอาด ตั้งแต่กระบวนการเลือกวัตถุดิบ ตลอดจนวิธีทำ ซึ่งสองผู้ประกอบให้ความพิถีพิถันทุกขั้นตอน

สำหรับ ราคาขายสาคูลูกละ 2 บาท ข้าวเกรียบปากหม้อชิ้นละ 2.50 บาท กล่องละ 20 บาท เมื่อเทียบราคาขายกับปริมาณ ถือว่าไม่เอาเปรียบผู้บริโภค

ความหลากหลายของไส้เป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดใจลูกค้า ซึ่งคุณสุทธนารัตน์ ว่า นอก จากไส้หวานซึ่งทำยืนพื้น ถือเป็นไส้มาตรฐานได้รับความนิยมอันดับหนึ่งแล้ว ยังมีไส้ หน่อไม้ กุยช่าย วุ้นเส้น มาเสริมเติมความหลากหลาย แต่กระนั้นในส่วนของไส้ผักกุยช่าย และหน่อไม้ จะทำขึ้นในช่วงฤดูกาลผลผลิต

ถาม ถึงทำเลค้าขาย กับการเลือกออกงานแสดงสินค้าเป็นหลัก ก่อเกิดผลดีผลเสียอย่างไร สองผู้ประกอบการให้คำตอบในส่วนของข้อดี คือ กลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ไม่ซ้ำ ฉะนั้น โอกาสซื้อเป็นไปได้สูง อีกทั้งการออกงานแสดงสินค้าซึ่งต้องตระเวนไปในหลายจังหวัด ทำให้ลูกค้ารู้จักวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรชุมชนวัดหลวง มากขึ้น

ส่วน ข้อเสียเห็นเด่นชัด คือ ขาประจำไม่เกิด ด้วยเหตุนี้สองผู้ประกอบการจึงคิดหาหนทางสร้างหน้าร้านประจำ เพื่อให้ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนได้สะดวก

"ยึดออกงานแสดงสินค้า เป็นหลัก ขนของใส่รถตระเวนกันไปสองคน ซึ่งวิธีนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเราได้รับคือ ลูกค้ารู้จักกว้างขึ้น โอกาสขายได้มากขึ้น เขาเห็นสินค้าแล้วไม่เบื่อ แต่อยากลองซื้อลองชิม"

สำหรับผู้สนใจ ต้องการนำรูปแบบวิธีค้าขายเช่นนี้ไปใช้ย่อมได้เช่นกัน แต่หากต้องการลิ้มชิมรส สาคู และข้าวเกรียบปากหม้อหลากไส้ สอบถามวันเวลาพร้อมสถานที่ออกงานแสดงสินค้าได้ที่ โทรศัพท์ (086) 013-3261





ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่าย สาคู ข้าวเกรียบปากหม้อ

ชื่อกิจการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรชุมชนวัดหลวง

เจ้าของกิจการ คุณไพบูลย์ และคุณสุทธนารัตน์ กลิ่นแก้ว

รูปแบบกิจการ OTOP

เงินลงทุน หลักพันบาท

ผลิตภัณฑ์ สาคู ข้าวเกรียบปากหม้อ

อุปกรณ์ ชุดอุปกรณ์ในการนึ่ง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งซื้อ สั่งผลิตกับร้านรับทำบัดกรี อะลูมิเนียม

เงินลงทุนอุปกรณ์ 3,000 บาทขึ้นไป

วัตถุดิบ แป้งข้าวเจ้า สำหรับไส้ อาทิ ถั่วลิสง น้ำตาล ใบกุยช่าย หน่อไม้

วุ้นเส้น เห็ดหูหนู เต้าหู้ เครื่องปรุงรส เป็นต้น

แหล่งซื้อ ตลาดใกล้บ้าน

เงินลงทุนวัตถุดิบ วันละประมาณ 500 กว่าบาท

ราคาขาย สาคู ลูกละ 2 บาท ข้าวเกรียบปากหม้อ ชิ้นละ 2.50 บาท

กล่องละ 25 บาท

ยอดขาย ประมาณ 2,000 บาท ต่อวัน

จุดเด่น รสชาติ และความหลากหลายของไส้

ทำเลค้าขาย ออกงานแสดงสินค้า

ระยะเวลาออกงาน เดือนละ 4-5 ครั้ง หรือประมาณ 20 วัน

อุปสรรคปัญหา เนื่องจากเป็นสินค้าประเภทอาหารสด ระยะเวลาการเก็บไม่นาน

จึงเกิดปัญหาในการขยายช่องทางจัดจำหน่าย

กับปัญหาอีกส่วนหนึ่งคือ ทำเลค้าขายไม่คงที่ จึงขาดลูกค้าประจำ

ข้อดีกับทำเลค้าขาย ลูกค้าหลากหลายไม่ซ้ำ โอกาสขายได้สูง เนื่องด้วยเป็นลูกค้าขาจร

สถานที่ติดต่อ 35/1 หมู่ 4 ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

โทรศัพท์ (086) 013-3261



ที่มา นสพ เส้นทางเศษฐี

Read More...


ข้างเม่าหมี่ข้าวเหนียวดำ พัฒนาอาหารพื้นบ้านสู่สากล

ข้างเม่าหมี่ข้าวเหนียวดำ พัฒนาอาหารพื้นบ้านสู่สากล



ข้าว เม่าหมี่"...อาหารไทยๆที่เด็กในสมัยก่อนนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ...ลักษณะของข้าวเม่าหมี่...จะทอดจนมีสีเหลืองนวล ผสมน้ำตาลทราย, กุ้งแห้ง, ถั่วลิสง และเต้าหู้เหลืองหั่นเป็นชิ้นเล็กๆทอดกรอบ ใส่กระเทียมเจียวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่ใส่สีและสารกันบูด

ณ ปัจจุบันหากจะไปหามาเปิบก็ยากแสนยาก เพราะไม่ค่อยมีผู้ผลิตออกจำหน่าย...ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง สามเพื่อนซี้อย่าง "นก" สุวรรณา เพิ่มพูล, "กิ๊ก" แสงดาว วงศ์กวน และ "เอ็ม" นิวัตร์ ศรบรรจง นักศึกษาภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ช่วยกันคิดดัดแปลงให้เป็นเมนูจานใหม่...ซึ่งมีชื่อว่า "บาร์ข้าวเม่าหมี่ข้าวเหนียวดำ" จากอาหารไทยสร้างเป็นสไตล์สากลขึ้นมา เพื่อที่จะเผยแพร่ให้เด็กไทยยุคนี้ได้รู้จักและสามารถรับประทานได้ โดยมี ผศ.สิวลี ไทยถาวร และ ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล ให้คำปรึกษา




...นก สุวรรณา บอกว่า การดัดแปลงเมนูมาจากข้าวเม่าหมี่ โดยการนำข้าวเหนียวดำมาแทนข้าวเม่าที่หายากและราคาแพง โดยส่วนผสมของเมนูจานนี้ ได้แก่

ข้าวเหนียวดำ 10 ถ้วยตวง เต้าหู้ 2 1/2 ถ้วยตวง ปลาข้าวสาร 2 1/2 ถ้วยตวง ถั่วลิสงคั่ว 1 1/4 ถ้วยตวง เกลือ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วยตวง แบะแซ 3/4 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง รากผักชี, กระเทียม, พริกไทยโขลก

ขั้นตอนการทำ

เริ่มจากการนำส่วนผสมซึ่งได้แก่ ข้าวเหนียวดำ เต้าหู้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปลาข้าวสารล้างน้ำสะอาด ไปตากแดด โดยนำข้าวเหนียวมาแช่น้ำ 6-12 ชั่วโมง แล้วจึงเอาไปนึ่งประมาณ 20-30 นาที ตากแดดประมาณ 2 วัน (นำส่วนผสมมาตากแดดเพราะว่าเวลาทอดจะทำให้ฟู) ต่อจากนั้นนำส่วนผสมข้างต้นที่ตากแดดไว้ มาทอดลงในน้ำมันปาล์ม จากนั้นทอดข้าวเหนียวดำ เต้าหู้ปลาข้าวสาร ก่อนนำขึ้นมาพักไว้.



..และ จึงนำรากผักชี, กระเทียม, พริกไทย ใส่น้ำเปล่าผัดให้เข้ากันจนมีกลิ่นหอม ใส่น้ำตาล เกลือ จนละลายแล้วนำ...แบะแซ ลงมาใส่รวมกัน โดยใช้ไฟปานกลางจนอ่อนๆ ระหว่างที่ใส่ส่วนผสมลงไปแล้ว...ไม่ต้องเคี่ยวรอจนกว่าจะมีลักษณะที่ข้นขึ้น ฟองอากาศเล็กๆ และสีออกน้ำตาลอ่อน เพราะว่าถ้าเคี่ยว จะทำให้น้ำตาลตกทราย ลักษณะน้ำตาลจะเป็นก้อน

เอ็ม นิวัตร์ บอกด้วยว่า ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 5-6 นาที จากนั้นลดไฟอ่อน และใส่ส่วนผสมของข้าวเหนียวดำทอด เต้าหู้ทอด ปลาข้าวสารทอด ถั่วลิสงคั่ว ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันจนทั่ว ขั้นตอนสุดท้ายอยู่ที่การผสมคลุกเคล้าเข้ากัน

โดยนำบาร์ข้าวเม่า หมี่ข้าวเหนียวดำที่ได้มาใส่ในถาดสี่เหลี่ยม 7๚10 นิ้ว (5 ใบ) ที่เตรียมไว้เกลี่ยให้ทั่ว รอจนอุ่นแล้วจึงตัดออกเป็นแท่งขนาด 1๚3 นิ้ว รอให้เย็นแล้วบรรจุลงภาชนะ โดยส่วนผสมข้างต้นจะได้บาร์ข้าวเม่าหมี่ข้าวเหนียวดำประมาณ 115 แท่ง

ผู้ ที่สนใจ บาร์ข้าวเม่าหมี่ข้าวเหนียวดำ...ต้องการความรู้เพิ่มเติม หรือจะซื้อหาเอาไปเป็นของขวัญปีใหม่ กริ๊งกร๊างที่ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโน-โลยีราชมงคลธัญบุรี 0-2549-3333 เวลาราชการ.


ที่มา นสพ ไทยรัฐ

Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers


ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/










เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.