ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สอบถามค่าแรงรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ด โทร 087-2229588


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882

แนะนำอาชีพเสริม : ธุรกิจขายแซนวิชยามเช้า อาหารเช้ากินง่าย

แซนวิชถือเป็นอาหารเช้าที่เป็นที่นิยมมากชนิดหนึ่งของบรรดาคนเมืองและคนทำ งานออฟฟิศที่ต้องรีบเร่งวนเวียนอยู่กับเวลาอันแสนจะจำกัดเพราะแซนวิชนั้น เป็นของที่มีลักษณะคล่องตัว กะทัดรัด สามารถรับประทานได้ง่ายและไวไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยหากเราจะเห็นร้านขายแซนวิชผุดมากขึ้นกว่าเดิมใน ปัจจุบัน



การทำแซนวิชนั้นถ้าจะพูดตามตรงเป็นอาหารที่มีวิธีการทำและการเตรียมวัตถุที่ ไม่ยุ่งยากหากเพียงแต่ต้องอาศัยความไวและฝีมือในการจัดรูปทรงให้แซนวิชมี ความน่ารับประทานเท่านั้นเอง โดยทั่วไปนั้นแซนวิชที่ขายมักจะมีไส้หลักๆ อยุ่ 2-3 ชนิดได้แก่ ไส้ทูน่าสเปรด ไส้หมูหยองน้ำสลัด และไส้แฮมเพราะเนื่องจากไว้เหล่านี้เป็นส้ที่คนไทยคุ้นเคยและนิยมนั่นเอง

ในเรื่องของราคาขายนั้นหากเป็นแซนวิชขนาด 2 ชั้นไส้ทั่วไปมาตรฐานจะอยู่ที่ราคา 15 บาทแต่หากเป็นไส้ที่พิเศษหรือเพิ่มไข่ดาวราคาก็จะสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 20 บาทขึ้นไป ส่วนกำไรที่ได้นั้นเมื่อหักกลบลบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วจะได้ประมาณ 30%

หัวใจหลักของธุรกิจขายแซนวิชยามเช้านี้นั้นก็คือเรื่องทำเล เพราะหากเราได้ทำเลหรือสถานที่ที่ติดกับแหล่งชุมชน ออฟฟิศ สำนักงาน หรือโรงเรียน สถานศึกษา ก็จะช่วยให้แซนวิชเรามีโอกาสขายได้มากขึ้นนอกจากนี้การจัดโปรโมชั่นส่งเสริม การขายหรือมีไส้ใหม่ๆ มาให้ลุกค้าได้เลือกรับประทานอยู่เสมอๆ ก็จะช่วยเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นส่วนเรื่องของรสชาติความอร่อยของแซนวิชนั้น เป็นสิ่งที่ธุรกิจอาหารทุกชนิดพึงต้องมีอยู่แล้วครับ

credit by :  http://www.thaiiinvest.com/2013/10/Selling-sandwiches.html

Read More...


เมนูอร่อยเลิศรส


เมนูปลาและกุ้งสไตล์อาหารไทยแนะนำ ห้องอาหารศิลาดล โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ จะได้อิ่มอร่อยกับปลาและกุ้งเนื้อแน่นตัวโต ทั้งปลาทับทิม กุ้ง ปลาสำลี และกุ้งแม่น้ำ ปรุงรสตามตำรับไทยรสจัดจ้าน พร้อมเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

ฉลองความสำเร็จจากงาน So Amazing Chefs 2014 ตลอดเดือน พ.ย.นี้ ห้องอาหารพาร์คโซไซตี้ ชั้น 29 โรงแรมโซฟิเทล โซ แบงคอก เสนอเมนูอันเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นที่สุดของเชฟแต่ละคน มารวมไว้เป็นเซตเดียว เช่น หอยเชลล์ย่าง ทานคู่กับ ออร์โซ่พาสต้า โฟมทรัฟเฟิล และ เบคอนรมควัน, ตับห่านย่างโรยหน้าด้วยขนมปังกรอบ ราดด้วยซอสทรัฟเฟิลและน้ำสมสายชูเชอร์รี่, หมูสามชั้นกรอบ ราดซอสคาราเมลพริกไทยป่า เป็นต้น

เพลิดเพลินกับชุดอาหารญี่ปุ่นในวันหยุดสุดสัปดาห์ ห้องอาหารไทเฮ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ มี ซาชิมิ ซูชิ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำซุปใส ปลาหิมะย่างซอสมิโซะ เทมปุระ ไข่ตุ๋นทะเล และโฮมเมดไอศครีมยูซุราดด้วยถั่วดำญี่ปุ่นอันหอมหวาน

ฉลองเทศกาลแห่งความสุข ชมวิวทะเลและขุนเขา 360 องศา พร้อมอิ่มอร่อยไปกับไก่อบไซส์เล็กทั้งตัวเคลือบซอสลูกแพร์ เพิ่มความกรุบกรอบด้วยถั่วพีแคน จนได้เนื้อนุ่มๆ หนังกรอบได้ใจ เสิร์ฟพร้อมข้าวป่าผัดเนยหอมกรุ่น และกะหล่ำบรัซเซลสเปราท์ ที่ดูนน์ บาร์ แอนด์ เรสเตอรอง โรงแรมดูนน์ หัวหิน

ใครอยากปาร์ตี้สุดชิค 9 พ.ย. นี้ ที่โรงแรมโซฟิเทล โซ แบงคอก ตั้งแต่เวลา 15.00-19.00 น. เดอะ วอเตอร์ คลับ ชั้น 10 เพลิดเพลินกับเมนูอร่อย ทั้ง บาร์บีคิว อาหารทะเล ซูชิ และซาชิมิ พร้อมไวน์จากคิม ครอว์ฟอร์ด

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/277728/เมนูอร่อยเลิศรส

Read More...


กรอบ หวาน ฉ่ำ! สตรอเบ้อเร่อ ฉันล่ะเผลอกินเธอหมดคำ


สตรอเบอร์รี่ ฉันล่ะยี้เธอจริงๆ! ใครจะยี้ เราไม่ยี้ ใครไม่ชอบกินสตรอเบอร์รี่ ขอบอกไว้ก่อนว่าคุณพลาดแล้ว กลับมาพบกับ Trend can do ไทยรัฐออนไลน์ทุกวันศุกร์แบบนี้เช่นเคย สัปดาห์นี้เราขอนำสตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่ๆ ผลไม้หน้าหนาวที่ใครๆ ก็โปรดปราน มาทำขนมสุดอร่อยที่ไม่ค่อยได้ทานบ่อยนัก กับขั้นตอนการทำง้ายง่ายที่คุณก็ลงมือทเองำได้กับ สตรอเบอร์รี่ชีสเค้ก ทอดกรอบ...

สิ่งที่ต้องเตรียม
1. แป้งตอร์ตียา (Tortilla) คือ แป้งแผ่นรูปวงกลมที่ทำมาจากแป้งข้าวโพดหรือข้าวสาลี
2. ครีมชีส 8 ออนซ์
3. ซาวครีม 2 ช้อนโต๊ะ
4. สารวานิลลาสกัด 1 ช้อนชา
5. น้ำมันพืช
6. น้ำตาล
7. สตรอเบอร์รี่ 1 ถ้วย
8. ผงชินนาม่อน (ผงอบเชย)



สตรอเบอร์รี่เต็มคำ
ขั้นตอนการทำ
1. ผสมครีมชีส ซาวครีม น้ำตาล และใส่สารสกัดจากวานิลลาตีให้เข้ากัน



ตีครีม
2. หั่นสตรอเบอร์รี่บางๆ และนำไปใส่ในครีมที่เราผสมไว้ในข้อ 1



ใส่สตรอเบอร์รี่ลงไปในครีม
3. ห่อสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กด้วยแป้งตอร์ตียา พับให้สวยงามดังภาพ



พับแป้งสอดไส้สตรอเบอร์รี่
ห่อให้สวยงาม
4. ผสมน้ำตาลกับผงชินนาม่อนไว้ให้เข้ากัน เตรียมพร้อมสู่ขั้นตอนสุดท้าย
5. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะตั้งไว้ให้ร้อน
6. นำสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กที่ห่อไว้มาใส่ลงในกระทะทอดไว้ประมาณ 2-3 นาที (ระหว่างนั้นก็พลิกกลับด้านตามความเหมาะสม) ทอดให้กรอบและเป็นสีน้ำตาลทอง น่ารับประทาน



7. นำสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กที่ทอดเสร็จแล้วขึ้นมาจากกระทะ และนำไปวางไว้ในจานที่มีกระดาษรองซับน้ำมัน
8. ขั้นตอนสุดท้าย นำสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กที่ทอดเสร็จแล้วมาคลุกกับผงชินนาม่อนที่เตรียมไว้ในข้อ 4



คลุกผงชินนาม่อน
9. เสิร์ฟพร้อมสตรอเบอร์รี่สด ตกแต่งให้น่ากิน อ้ำๆ ฟินจังเลยยยยย



เสร็จแล้ว น่ากินสุดๆ
ที่มา : justataste.com

credit by : http://www.thairath.co.th/content/477909

Read More...


“ไข่ลูกรอก” อาหารหน้าตาดี..รสชาติดี-พร้อมสูตรและส่วนผสมน้ำจิ้มรสเด็ด!!


ไข่ลูกรอก
อาหารไทยโบราณ…ที่กำลังจะหายไปกับกาลเวลา "ลูกรอก" เมนูจากไข่ เมื่อปรุงสุกจะมีรูปร่างเหมือนลูกรอก สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น แกงจืด ผัดกะเพรา ผัดใส่วุ้นเส้น หรือแบบง่ายๆ เอามาลวกจิ้มน้ำจิ้ม แบบวันนี้ก็อร่อยคะ
————————–——————-
ส่วนผสมลูกรอก
1.ไข่ไก่ 3ฟอง
2.ไข่เป็ด 3ฟอง
3.ไส้หมูอ่อน ตัดเป็นเส้นยาว 15นิ้ว 3เส้น
4.ซีอิ้วขาว
5.เกลือ
6.คื่นช่าย
7.ต้นหอม
8.กระเทียมเจียว
9.น้ำส้มสายชูหมัก
10.ใบมะกรูด 4ใบ


ส่วนผสมน้ำจิ้ม
1.พริกสดเม็ดเล็ก
2.กระเทียม
3.น้ำปลา
4.น้ำมะนาว
5.น้ำตาลทราย



11701023_912516745463030_1334181127993730323_n

วิธีทำ
1.ล้างไส้อ่อนให้สะอาด กลับด้านในออกมา โดยใช้ไม้ตะเกียบดันออกมา แล้วขยำกับน้ำส้มสายชูหมัก เพื่อให้หมดเมือกเหนียว และช่วยดับกลิ่นคาว ล้างน้ำออกให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ


2.นำไข่มาผสมกับ เกลือ ซีอิ้วขาว และน้ำเปล่า1/2 ถ้วย คนให้เข้ากัน นำไปกรองด้วยกระชอนถี่ๆ 2ครั้ง (เพื่อไม่ให้มีฟองอากาศ จะทำให้ไข่เนื้อเนียนเวลาสุกคะ) แล้วกรอกไข่ใส่ลงในไส้ อย่าใส่แน่นมาก
*มัดปมหัวท้ายให้แน่น


3.ตั้งกระทะใส่น้ำ กะประมาณให้ท่วมไส้ลูกรอก พอน้ำเดือด ลดไฟลงอ่อนๆ ใส่ไส้ลงต้ม (อย่าใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้ไส้แตก) คอยกลับให้สุกทั่ว แล้วตักขึ้นมาพักไว้
*ข้อสังเกตุเวลาสุกไส้จะลอยขึ้นมา หรือใช้เข็มแทงที่ไส้ จะไม่มีไข่ไหลออกมา


4.ตัดเป็นชิ้นตามขวางขนาด 1นิ้ว นำไปลวกในน้ำเดือด ใส่ใบมะกรูดลงไปด้วย ต้มนาน 2-3นาที ก็จะได้ไข่ลูกรอก ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ จัดใส่จานทานกับคื่นช่าย โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และต้นหอมซอย


5.ทำน้ำจิ้ม โดยโขลกพริก กระเทียม พอหยาบๆ ใส่น้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว คนส่วนผสมให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย



credit by : http://www.thaijobsgov.com/jobs=24594

 

Read More...


แจกวิธีทำ..ขนมไข่นกกระทา อร่อยเวอร์ๆๆ ไม่ง้อตลาดนัด 8 ลูก 10

หลายวันก่อนไปตลาดนัด  
ตั้งใจไปซื้อขนมไข่นกกระทา เพราะอยากกิน
ซื้อ 20 บาท นับไปนับมา ได้ 16 ลูก
กินยังไม่ทันหายยากเลย ทั้งพ่อ ทั้งลูกสาวแย่งกิน

ตั้งใจว่าจะลองทำกินเองดู 
ก็เลยลองหาข้อมูล จากอินเตอร์แน็ต 
เจอบล็อกแม่ปู อ่านแล้วเจ้าใจง่าย  
พอทำเสร็จขนมก็อร่อยมากๆ 
อร่อยกว่าที่ซื้อตลาดนัดอีกคะ…
ขอบคุณวิธีทำและสูตรจากบล็อกแม่ปู "ปูขาเก เซมารู"

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pookhakae&month=01-2009&date=20&group=19&gblog=20

1. มันเทศนึ่งสุก          500 กรัม
2. แป้งมัน                   200 กรัม
3. แป้งเอนกประสงค์     30 กรัม
4. น้ำตาลทราย           120 กรัม
5. ผงฟู                            1 ช้อนชา
6 เกลือ                        1/2 ช้อนชา


 
 
 

Credit. http://pantip.com/topic/32922648

Read More...


ไข่ต้มโคตรพิสดาร


         ถึงกับอ้าปากค้างกับความแปลกและพิสดารของไข่ต้มชนิดนี้ ที่ขณะนี้คนกำลังรุมแชร์กันว่อนเน็ตเพราะมันช่างเจ๋งสุดยอด!!!! ซึ่งหากใครมองแบบเร็วๆก็จะคิดว่า "นี่มันก็แค่ไข่ต้ม ธรรมดาๆ" แต่ใครลองเบิ่งตาให้ชัดถึงรูขุมขนจึงจะเห็นว่า ไข่ต้มตำรับนี้ "โคตรพิสดาร" มาก…เพราะไข่แดงของมันพุ่งทะลุไข่ขาวขึ้นมา (ทั้งที่ปกติจะซ่อนอยู่ข้างใน) 

 egg11
        โดยเรื่องนี้แพร่มาจากทวิตเตอร์ของ คุณ BoyloveMusic ที่นำภาพไข่ดังกล่าวมาจากร้านข้าวขาหมูสุดเจ๋ง นอกจากนี้ก็ยังมีเคล็ดลับการทำระบุไว้อีกด้วย ขออนุญาตินำมาบอกต่อนะจ้ะ เผื่อมีคนสนใจอยากลองทำบ้าง ส่วนต้องเตรียมอะไรยังไง ตามมาดูกันโลด…   วัตถุดิบที่ต้องมีในครัว 

 1.ไข่เป็ดเก่า (หรือไข่เป็ดสดนำไปตากแดด 1 แดด) <– ข้อนี้สำคัญมาก
eggcover
 
     2.เกลือ วิธีทำ 1.นำไข่ใส่หม้อ เติมน้ำลงไปในหม้อระดับน้ำไม่ท่วมไข่ จากนั้นใส่เกลือเพื่อไม่ให้เปลือกไข่แตก 2.แล้วตั้งไฟระดับปานกลาง ห้ามคนเด็ดขาดไม่อย่างนั้นไข่จะสุกทั่วใบจะออกมาไม่เหมือนในรูป 
 
      3.ใช้เวลา 2 นาทีครึ่ง ให้นับจากน้ำเริ่มเดือด พอถึงเวลาที่กำหนดให้ปิดไฟ ตักไข่ใส่น้ำเย็นทันที แค่นี้จะได้ ไข่ต้ม แบบในรูปแล้วล่ะจ้ะ แน่นอนว่าจากเคล็ดลับดังกล่าวทำให้มีคนถามเยอะมากว่า…ทำไมต้องใช้ไข่เป็ด เก่า?? ซึ่งทางเจ้าของต้นตำรับได้ระบุว่าไข่เป็ดเก่าคือกุญแจสำคัญ เนื่องจากไข่แดงจะลอยขึ้นมาเกาะตัวข้างบน ทำให้เมื่อต้มเฉพาะไข่ขาวสุกก็ทำให้มีไข่แดงโผล่พ้นออกมาเหมือนดั่งภาพแบบ พิสดารที่ปรากฏ   เฮ่ยยย เจ๋งขนาดนี้สงสัยต้องขอตัวเข้าครัวไปลองทำดูแล้วล่ะ
ขอขอบคุณสำหรับเนื้อหาจาก: Catdumb,mthai รูปภาพ: gifemotions

credit by :  www.kaijeaw.com/ไข่แดงอยู่นอก/

Read More...


เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน ไม่มีหน้าร้านก็ทำได้-ขายดี



อาหารสร้างรายได้ ทำเองขายเอง แนวคิดนี้มีผู้สนใจมองหากันมากมาย ซึ่ง “เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน” ที่เป็นอีกทางเลือกของอาหารแนวใหม่จากกระแสนิยมอาหารประเภทนม โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่ชอบทานอาหารเสริมเพื่อเพิ่มแคลเซียม เป็นอาหารว่างเพื่อสุขภาพที่ทำไม่ยาก กินง่าย และขายดี นี่ก็เป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลเรื่องนี้มาให้ได้ลองพิจารณากัน...

ผู้ที่จะมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ คือ วรรณา พรชัยภัทร หรือ “โบ้” อายุ 53 ปี เจ้าของธุรกิจเต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน “ดี๊ดี” เล่าว่า หลังเรียนจบเธอก็มารับช่วงทำธุรกิจของค้าครอบครัวต่อจากคุณพ่อที่ป่วยเป็นอัมพาต และแต่งงาน จากนั้นทำอาชีพเสริมด้วยการทำฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อขายมานาน 5 ปี ซึ่งมีคอนเทคกับบริษัท เมื่อไก่โตเต็มวัยเขาก็จะมาจับเอาไปขาย ระหว่างรอไก่รุ่นใหม่มาลง ทำให้มีเวลาว่างเป็นเดือน ๆ ด้วยความที่เป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลครอบครัว และเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ว่าง ๆ จึงชอบคิดชอบทำอาหารและขนมอะไรใหม่ ๆ ให้คนในครอบครัวได้กินกันเสมอ จึงเป็นที่มาของธุรกิจ

“เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน ลูกชายกับสามีจะชอบกินมาก ต้องซื้อกินครั้งละ 10 ถ้วย ช่วงว่างจากเลี้ยงไก่ก็ค้นหาสูตรจากอินเทอร์เน็ตมาฝึกทำ ลองผิดลองถูก เอาสูตรคนโน้นคนนี้มาปรับ โดยให้เพื่อนและคนในครอบครัวช่วยกันชิมช่วยกันติแบบตรง ๆ ซึ่งกว่าจะได้เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อนที่มีเนื้อนุ่มนิ่ม หอมอร่อย ไม่เหมือนใคร ต้องเททิ้งไปเยอะมาก ขนมของเราจะเน้นคุณภาพ นมที่ใช้ ก็เป็นนมสด ๆ ที่มาส่งวันต่อวัน มะพร้าวก็ใช้มะพร้าวน้ำหอมจากสวนโดยตรง ขนมของเราเป็นที่ชื่นชอบของคนแถวบางกรวยไปแล้ว มหาวิทยาลัยและบริษัทมีออร์
เดอร์มาทุกวัน”

อุปกรณ์ ที่ใช้ทำ หลัก ๆ ก็มี เตาแก๊ส, หม้อสเตนเลส, ทัพพี, ไม้พาย, ที่ตีปากตะกร้อ, ผ้าขาวบาง, ถ้วยพลาสติกมีฝาปิดขนาดมาตรฐาน 6 ออนซ์ และอุปกรณ์เครื่องครัว อุปกรณ์เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ

วัตถุดิบ มี..มะพร้าวน้ำหอมอ่อนกำลังดี (ใช้ทั้งน้ำและเนื้อ), นมสดพาสเจอไรซ์, นมข้นจืด, ผงวุ้น, เจลาติน, น้ำตาลทราย และน้ำสะอาด

การทำเต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ตัวเต้าฮวย ตามสูตรเจ้านี้จะใช้นมสด 1 ถ้วย, นมข้นจืด 1 ถ้วย, ผงวุ้น 2 ช้อนชา, ผงเจลาติน 2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 80 กรัม และเนื้อมะพร้าวน้ำหอม น้ำราด จะใช้นมสด 2 ถ้วย, น้ำตาลทราย, น้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อน

ขั้นตอนการทำ “เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน”

เตรียมส่วนผสมให้พร้อม นำมะพร้าวน้ำหอมที่เตรียมไว้มาเฉาะแยกเอาแต่น้ำ กรองด้วยผ้าขาวบาง แบ่งเป็น 2 ส่วนใส่ไว้ ในภาชนะสะอาด ก่อนจะนำไปเข้าตู้เย็น เอาลูกมะพร้าวที่เฉาะแล้วมาผ่าออก ใช้ช้อนตักเอาแต่เนื้อใส่ไว้ในภาชนะสะอาดนำเข้าตู้เย็น เตรียมเอาไว้

ทำการตวงส่วนผสมที่ต้องใช้เตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็น ผงวุ้น, เจลาติน, นมสดพาสเจอไรซ์, นมข้นจืด และน้ำตาลทราย

เริ่มทำจากการทำตัวเต้าฮวยก่อน โดยการนำเอาน้ำมะพร้าวหนึ่งส่วนใส่หม้อขึ้นตั้งไฟให้เดือด ใส่เนื้อมะพร้าวลงไป คนให้ทั่ว ระหว่างรอส่วนผสมเดือดให้นำน้ำอุ่นครึ่งถ้วยผสมผงเจลาติน คนให้เจลาตินละลายให้หมดไม่จับเป็นก้อน เตรียมไว้ส่วนผสมเริ่มเดือด ใส่นมสด, นมข้นจืด, น้ำตาลทราย และผงวุ้น ลงไป ใช้ที่ตีปากตะกร้อคนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ผงวุ้นนอนก้น พอส่วนผสมเดือดใส่เจลาตินที่ละลายน้ำตามลงไป ค่อย ๆ คนผสมให้เข้ากัน พอเดือดปิดไฟยกลง พักไว้สักครู่ พออุ่น ๆ ตักใส่ถ้วยพลาสติกกลมขนาด 6 ออนซ์ ครึ่งถ้วย

ระหว่างรอตัวเต้าฮวยแข็งตัว ก็หันมาทำน้ำราด นำน้ำมะพร้าวที่เหลือใส่หม้อตั้งไฟต้มให้เดือด ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไป คนให้เข้ากัน รอจนเดือด จึงใส่นมสด น้ำตาลทรายนิดหน่อยลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี ปิดไฟ ยกลงตั้งไว้ให้เย็น เตรียมตักราดบนตัวเต้าฮวย เพียงเท่านี้ก็จะได้เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อนแสนอร่อย

รสชาติขนมที่ได้ จะมีรสหวานอ่อน ๆ แบบที่ทานแล้วคล่องคอ ไม่ใช่ทานแล้วหวานจนร้อนคอ และมีกลิ่นหอมยวนใจที่ผสมผสานเข้ากันเป็นอย่างดีระหว่างมะพร้ามน้ำหอมกับนมสด วัตถุดิบที่ใช้จะเน้นของดี เหมือนทำให้คนในครอบครัวกิน ทุกขั้นตอนเธอทำด้วยความใส่ใจ สด สะอาด และปลอดภัย ไม่ใส่สารกันบูด สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 4 วัน

สำหรับราคาขาย เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อนเจ้านี้ ราคาขายส่งถ้วยละ 20 บาท

นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่นำมาฝากกัน ใครในพื้นที่อื่นสนใจอาชีพนี้ก็ลองนำสูตรไปฝึกฝนกันดู หรือใครอยากลองชิม “เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน ดี๊ดี” สูตรเพื่อสุขภาพของเจ้านี้ ต้องการสั่งไปใช้ในงานต่าง ๆ เช่น งานประชุม งานสัมมนาบริษัท งานทำบุญ หรือต้องการรับไปจำหน่ายตามโรงงานหรือโรงเรียน ติดต่อโบ้ เจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1682-8199 นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ!!.

คู่มือลงทุน...เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 5,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคา

รายได้ ราคาส่ง 20 บาท / ถ้วย

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, ร้านกาแฟ, ร้านอาหาร

จุดน่าสนใจ ไม่มีหน้าร้านก็ทำขายได้

เชาวลี ชุมขำ :เรื่อง

credit by : http://www.dailynews.co.th/article/332616

Read More...


คุกกี้สิงคโปร์งาดำ สูตรนี้ง่าย..ทำขายเพลิน


“คุกกี้สิงคโปร์งาดำ” ที่ “จินตนา พูลบางยุง” ใช้งาดำและสูตรสิงคโปร์มาชูเป็นจุดขาย ทำให้เมนูขนมง่าย ๆ ดูน่าสนใจขึ้นมา ทั้งนี้ คุกกี้เป็นเมนูขนมที่ทำไม่ยาก ใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ทั้งทำขายเป็นรายได้เสริม หรือยึดเป็นอาชีพหลักได้ และวันนี้ คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลนำมาให้พิจารณา...

จินตนา เจ้าของร้าน “แจ๊สเบเกอรี่ โฮมเมด” เล่าว่า เคยทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอยู่หลายปี โดยระหว่างนั้นก็ได้มองหาอาชีพเสริมทำไปด้วย หลังจากปรึกษากับหัวหน้างานก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ลองทำคุกกี้สิงคโปร์ขาย เพราะญาติของหัวหน้าก็ทำขายอยู่ เมื่อได้ยินก็สนใจ หัวหน้าจึงพาไปดูวิธีการทำ จากนั้นจึงกลับมาทดลองหัดทำที่บ้านด้วยตนเอง โดยปรับสูตรขนมจากของเดิมนิดหน่อย หลังจากนั้นจึงเริ่มนำไปขาย ปรากฏมีคนชอบ จึงทำเป็นอาชีพเสริม ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดร้านทำขายจริงจัง ภายหลังลาออกจากงานประจำ เนื่องจากพบว่าเป็นเนื้องอกโพรงกระดูกใต้หัวเข่า และต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ซึ่งจินตนาเล่าว่า ด้วยความที่ต้องรักษาตัว จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และหันมายึดอาชีพรับทำคุกกี้กับขนมเบเกอรี่ เช่น ขนมเค้ก เป็น “ช่องทางทำกิน” มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยมี “คุกกี้สิงคโปร์งาดำ” เป็นเมนูฮิตประจำร้าน

“ลูกค้าที่ซื้อไปจะติดใจในรสชาติหวานมันของงาดำ อีกทั้งงาดำยังมีสารต้านทานอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย ด้วยความที่ร้านของเราไม่มีหน้าร้าน แต่อาศัยทำอยู่ที่บ้าน จึงเน้นรับทำคุกกี้กับเบเกอรี่ตามออร์เดอร์ของลูกค้า ข้อดีของการรับทำตามออร์เดอร์ คือ เราสามารถวางแผนการทำขนมในแต่ละวันได้ อีกทั้งลูกค้าเองก็มั่นใจด้วยว่า จะได้ขนมที่สดใหม่ทุกวัน โดยคุกกี้สิงคโปร์งาดำนี้ จะทำขายดีมาก ๆ ในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่” เจ้าของร้านเบเกอรี่อย่างจินตนากล่าว และนี่ก็เป็น “กรณีศึกษา” สำหรับการทำธุรกิจ-อาชีพ ที่ไม่ต้องมี
หน้าร้าน

ทุนเบื้องต้น สำหรับคนที่จะทำอาชีพนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุและอุปกรณ์ ทุนวัตถุดิบ อยู่ที่ประมาณ 60-70% จากราคา ซึ่งราคาขายกล่องละตั้งแต่ 35-180 บาท (ขนาดเล็กราคา 35 บาท ขนาดกลางราคา 90 บาท ขนาดใหญ่ราคา180 บาท) ทั้งนี้ คุกกี้ที่ทำขายมี 2 ชนิด คือแบบธรรมดาและแบบงาดำ

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย เตาอบแก๊ส (ขนาด 2 ถาด หรือจะเริ่มจากเตาอบไฟฟ้าขนาดเล็กก่อนก็ได้), อ่างผสม, ตัวกดพิมพ์คุกกี้, ตะแกรงร่อน, ตาชั่ง สำหรับชั่งส่วนผสม, พู่กัน, ถาดอบขนม

ส่วนผสม ของ “คุกกี้สิงคโปร์งาดำ” มีดังนี้... แป้งสาลี 2 ชนิดผสมกันให้ได้ปริมาณ 625 กรัม (แป้งบัวแดง 450 กรัม/แป้งว่าว 175 กรัม), ไอซิ่ง 290 กรัม, เกลือ 13 กรัม, น้ำมันพืช 270 กรัม, เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (ผ่าซีกคัดพิเศษ), งาดำ 50 กรัม, ไข่แดง (สำหรับทาหน้าขนม)

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำแป้งสาลีทั้ง 2 ชนิด ใส่ตะแกรงร่อนแป้ง แล้วทำการร่อนแป้ง 1 ครั้ง จากนั้นใส่ไอซิ่งและเกลือลงไปผสมกับแป้งที่ร่อนแล้วทำการร่อนส่วนผสมนี้อีก 1 ครั้ง ใส่งาดำบดผสมลงไปในแป้งที่ทำการร่อนแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำน้ำมันพืชเทผสมลงไป ทำการนวดแป้งไปเรื่อย ๆ ดูจนแป้งเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน หรือจนรู้สึกว่าแป้งไม่ติดมือก็ใช้ได้

ขั้นตอนต่อมา ทำการคลึงแป้งให้เป็นแผ่น โดยให้มีขนาดความหนาประมาณ ½1/2 เซนติเมตร จากนั้นกดด้วยตัวกดพิมพ์ ทำการทาไข่แดง แล้วนำเม็ดมะม่วงมาวางไว้ด้านบนของตัวคุกกี้และทาไข่แดงทับอีกครั้ง จากนั้นนำคุกกี้เข้าเตาอบ โดยอบที่ความร้อนประมาณ 180 องศาเซลเซียส ใช้เวลาในการอบประมาณ 25-30 นาทีก็พอ เมื่อครบเวลาแล้ว นำคุกกี้ที่อบสุกออกจากเตาอบมาพักทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นทำการบรรจุใส่กล่องปิดฝาให้สนิท เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำคุกกี้สิงคโปร์งาดำ

เจ้าของร้านบอกว่า ด้วยความชอบทำขนมอยู่แล้ว จึงพยายามคิดสูตรใหม่ ๆ รวมถึงพยายามหาความรู้และพยายามดัดแปลงสูตรขนมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อทำให้ขนมของที่ร้านหลากหลาย ให้ลูกค้าได้เลือก โดยนอกจากคุกกี้แล้ว ยังมีเบเกอรี่อื่น ๆ ที่รับทำ อาทิ คุกกี้ข้าวโอ๊ต, คุกกี้ช็อกโก แลตชิพ, คุกกี้มะพร้าว, คุกกี้ตัวหนอนไส้สับปะรด, เค้กส้ม, เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม, ธัญพืชอบกรอบ, ช็อกบอล, บราวนี่, คัสตาร์ดชิฟฟอนเค้ก, เค้กกล้วยหอม ฯลฯ ทั้งนี้ การทำอาชีพของเจ้าของร้านรายนี้ มีแนวคิดที่น่านำไปพิจารณาไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่สนใจ อยากจะยึดอาชีพทำเบเกอรี่เป็น “ช่องทางทำกิน”

“ทำคุกกี้ขาย” แบบนี้ก็น่าสนใจ

ผู้ที่สนใจอยากชิม “คุกกี้สิงคโปร์งาดำ” หรือขนมชนิดต่าง ๆ ของ “ร้านแจ๊สเบเกอรี่ โฮมเมด” สามารถติดต่อเจ้าของกรณีศึกษารายนี้ได้ที่ โทร. 0-2928-2490, 08-0929-1827 (คุณแจ๊ส), 08-4906-6903 (คุณมุก) โดยคิดค่าจัดส่งตามระยะทาง

นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” จาก “คุกกี้” ที่น่าสน.

คู่มือลงทุน...คุกกี้สิงคโปร์งาดำ

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60-70% จากราคา

รายได้ ราคา 35-180 บาท/กล่อง

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, ตลาดนัด, รับสั่งทำ

จุดน่าสนใจ ไม่มีหน้าร้านก็ขายได้

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

credit by : http://www.dailynews.co.th/article/332396

Read More...


ชาบู ชาบู สไตล์ไทย..รายได้งาม



ชาบู ชาบู คือ ประเภทของอาหารแบบหม้อไฟแบบญี่ปุ่น ซึ่งส่วนผสม เช่น ผัก, เนื้อหั่นบาง ๆ และอาหารทะเล จะถูกแช่ลงในน้ำเดือด หรือน้ำซุป และปล่อยทิ้งไว้สักพัก จากนั้นนำส่วนผสม อาทิ เต้าหู้, เส้นบะหมี่ ลงตุ๋นให้เข้ากัน แล้วรับประทานโดยจุ่มลงในซอส ซึ่งในปัจจุบันมีร้านชาบูหลากหลายประเภทให้เลือกรับประทาน ทั้งชาบูแบบดั้งเดิม หรือแบบประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะของลูกค้าแต่ละประเภท รวมไปถึง “ชาบูสไตล์ไทย” ซึ่งทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอในวันนี้

ชื่นชีวัน ชนินทร์อารักษ์ และ คมณ์ วิเชียร์วิญญู เจ้าของร้าน ก๊กออ ชาบู ย่านถนนลาดพร้าว 87 เล่าว่า เป็นพนักงานบริษัทเอกชนทั้งคู่ แต่อยากจะหาความมั่นคงให้กับชีวิตด้วยการทำธุรกิจที่เป็นของตนเอง และธุรกิจนั้นจะต้องเริ่มต้นจากความชอบด้วย เพราะจะได้ทำไปได้นาน ๆ “ด้วยความที่เป็นคนชอบทานชาบู ชาบู ทั้งคู่ ประกอบกับงานประจำที่ทำนั้น เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาเรื่องโรงแรม และร้านอาหาร จึงคุ้นเคยกับธุรกิจประเภทนี้เป็นอย่างดี อีกอย่างมีพื้นที่ที่จะทำร้านอยู่แล้วจึงเริ่มต้นได้ไม่ยาก” ชื่นชีวัน กล่าว

อุปกรณ์ในการทำชาบู ชาบู หลัก ๆ มี เตาแก๊ส, หม้อน้ำซุป, เขียง-มีด, กะละมังใส่ผัก และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดที่ใช้ในครัวทั่วไป

ชื่นชีวัน กล่าวว่า น้ำซุป เป็นหัวใจสำคัญของอาหารประเภทชาบู ชาบู และน้ำซุปที่ใช้ในร้านจะเป็น ซุปผัก โดยน้ำซุปผักนี้มีส่วนผสมของข้าวโพด, แครอท, กะหล่ำปลี, หัวไชเท้า และรากผักชี

วิธีทำ ปอกเปลือก หัวไชเท้า, แครอท และ ข้าวโพด ออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่น ๆ ให้มีความหนาชิ้นละประมาณ 1 ซม. ส่วนข้าวโพด ให้หักเป็นท่อน ท่อนละ 5-6 ซม.,

กะหล่ำปลี ล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่วน รากผักชี ล้างรากให้สะอาด แล้วทุบเบา ๆ ให้รากแตกออกเล็กน้อย

นำผักทั้งหมดใส่ลงในหม้อ ใส่น้ำพอประมาณ ต้มด้วยไฟปานกลาง จนความหวานจากหัวไชเท้าออก ใส่เกลือ, พริกไทยเม็ดบุบ เคี่ยวจนน้ำเหลือประมาณ 2 ใน 3 ปิดไฟ แล้วยกลงกรอง เตรียมไว้ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงขึ้นไป

“เหตุผลที่เราใช้ผักทำน้ำซุป ก็เพื่อที่จะรองรับความต้องการของลูกค้าที่เป็นมุสลิมด้วย เพราะจะได้สบายใจเวลาที่เข้ามาทานกันที่ร้าน และเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่ต้องการให้ลูกค้าเดินออกจากร้านไปด้วยอาการของปากและคอแห้ง เพราะรู้ว่าลูกค้าหลาย ๆ คน คำนึงถึงสุขภาพเป็นหลัก” ชื่นชีวัน กล่าว

ส่วนของ น้ำจิ้ม ที่ใช้นั้น มีน้ำจิ้ม 3 ประเภท ได้แก่ น้ำจิ้มหวาน, น้ำจิ้ม แจ่ว และ น้ำจิ้มซีฟู้ด

น้ำจิ้มหวาน มีส่วนผสมของซีอิ๊วดำ 500 กรัม, ถั่วเหลืองบดละเอียด 400 กรัม และน้ำตาลทรายอีก 100 กรัม

วิธีทำ ตั้งหม้อเคี่ยวซีอิ๊วดำและถั่วเหลืองบดให้เข้ากัน จากนั้นค่อย ๆ เติมน้ำตาลทรายลงไป ชิมรสตามที่ต้องการ และเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนกว่าส่วนผสมจะงวดเข้ากัน เท่านี้ก็เป็นอันใช้ได้ เวลาเสิร์ฟน้ำจิ้ม ให้เสิร์ฟกระเทียมทุบ, พริกขี้หนูบด และน้ำมะนาวเพิ่มไปด้วย น้ำจิ้มแจ่ว มีส่วนผสมของ พริกป่น 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ, ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ และผักชีฝรั่งซอย

วิธีทำ นำพริกป่น, ข้าวคั่ว, น้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา ใส่ลงไปในภาชนะผสม คนจนกว่าน้ำตาลปี๊บละลาย จากนั้นเติมน้ำมะนาวลงไป โดยค่อย ๆ เติมทีละนิดพร้อมกับชิมไปด้วย จนได้รสชาติตามที่ต้องการ เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยผักชีฝรั่ง

ส่วน น้ำจิ้มซีฟู้ด มีส่วนผสมของกระเทียม 200 กรัม, พริกขี้หนู 200 กรัม, น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม, เกลือ 2.5 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว (ตามความต้องการ) และน้ำร้อน 1 ถ้วย วิธีทำ เริ่มจากนำน้ำตาลปี๊บและเกลือใส่ลงไปในภาชนะผสม จากนั้นให้เทน้ำร้อนใส่ลงไป และคนให้เข้ากันจนเกลือและน้ำตาลปี๊บละลาย จากนั้นให้ใส่น้ำมะนาวลงไปในชามผสมคนให้เข้ากัน เตรียมไว้ นำพริก กระเทียม ใส่ลงไปในเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วเติมส่วนผสมที่เตรียมไว้ลงไปในเครื่องปั่นประมาณ 1 ถ้วยเพื่อทำให้การปั่นง่ายขึ้น แล้วนำส่วนผสมที่เหลือผสมกับเครื่องที่ปั่นไว้ละเอียดแล้ว คนให้เข้ากัน เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

สำหรับ ประเภทเนื้อที่ใช้ มี หมูสันคอสไลด์, หมูสันนอกสไลด์, หมูสามชั้นสไลด์, ตับหมู, เนื้อสันคอออสเตรเลีย, ริบอาย, เนื้อใบพาย, เนื้อน่องลาย, เนื้อพับนอก และเนื้อวากิว ในขณะที่ส่วนของ ผักสด มี ผักกาดขาว, ผักบุ้ง, ผักปวยเล้ง, ผักกวางตุ้ง, ขึ้นฉ่าย, ข้าวโพดอ่อน, เห็ดฟาง และเห็ดเข็มทอง

ส่วน อาหารจานรอง มี ลูกชิ้นเนื้อ, ลูกชิ้นหมู, เกี๊ยวกุ้ง, กุ้งสด และเนื้อปลาสด ในขณะที่ เครื่องเคียง อื่น ๆ มี ข้าวสวย, ข้าวกระเทียม, วุ้นเส้น, เต้าหู้ไข่ และไข่ไก่

วิธีทานชาบู ชาบู จะเริ่มจากการใส่ผักลงไปต้มในหม้อก่อนเพื่อให้น้ำซุปได้รสหวานของผัก แล้วจึงค่อยนำเนื้อลงไปลวกกิน (ลักษณะเหมือนการลวกจิ้มจุ่ม) เมื่อตุ๋นไปสักพักน้ำซุปจะหอมหวานเข้มข้น ก็ให้ใส่เส้น หรือข้าวลงไปในน้ำซุป แล้วค่อย ๆ ตักขึ้นมารับประทาน จะต่างจากสุกี้ที่จะเน้นการนำของทุกอย่างลงไปต้มพร้อมกันหมด

ราคาขาย จะเน้นเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ โดย บุฟเฟ่ต์เนื้อ (ยกเว้นเนื้อวากิว) ราคาขายชุดละ 359 บาท ส่วน บุฟเฟ่ต์หมู ราคาขายชุดละ 299 บาท นอกจากเรื่องน้ำซุป, น้ำจิ้ม และวัตถุดิบต่าง ๆ แล้ว ชื่นชีวัน กล่าวว่า การจัดร้าน ก็สำคัญ คือ จะจัดร้านที่ให้ความรู้สึกของการนั่งทานอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องการให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด จึงวางแปลนของการวางโต๊ะ โดยไม่เน้นที่จำนวนโต๊ะ แต่จะเน้นเรื่องความรู้สึกสะดวกสบายของลูกค้ามากกว่า

ใครสนใจ “ชาบูสไตล์ไทย” ต้องการติดต่อ ชื่นชีวัน เจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ติดต่อได้ที่ ร้านก๊กออ ชาบู ตั้งอยู่ที่ซอยลาดพร้าว 87 แยก 20 หรือถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ซอยข้างซีดีซี) เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์ เวลา 11.00-22.30 น. หมายเลขโทรศัพท์ 08-6352-2996 หรือที่ www.facebook.com/pages/ก๊ก-ออ-ชาบู.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน/วรพรรณ เลอสิทธิศักดิ์ : ภาพ

คู่มือลงทุน…ชาบู ชาบู สไตล์ไทย

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60-70% ของราคาขาย
รายได้ ราคา 299-399 บาท/1ชุด
แรงงาน 2-3 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านค้าขายอาหาร
จุดที่น่าสนใจ เป็นเทรนด์อาหารใหม่ในไทย

credit by : http://www.dailynews.co.th/article/331077

Read More...


วุ้นกุหลาบแก้วแฟนซี สูตรโดดเด่นด้วยรูปแบบ



หนึ่งในเมนูขนมไทยที่หารับประทานง่าย รสชาติอร่อย ราคาไม่แพง และเป็นที่ชื่นชอบของเด็กและผู้ใหญ่ นั่นคือ “วุ้น” ขนมหวานเนื้อนิ่ม ด้วยวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก และใช้เงินลงทุนไม่สูงจนเกินไป ทำให้หลายคนสนใจ และมีการกระตุ้นยอดขายด้วยการดัดแปลง และเพิ่มลูกเล่นใหม่ ๆ ให้มีรูปลักษณ์มีความโดดเด่น มีความแปลกตา สีสันสวยงามน่ารับประทาน อย่าง “วุ้นกุหลาบแก้วแฟนซี” สามารถทำเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมได้สบาย ๆ ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” จึงนำข้อมูลมานำเสนอในวันนี้....

ผู้ที่จะมาให้ข้อมูลในเรื่องนี้ คือ หนิง-ผกาวดี วงค์เรือง อายุ 38 ปี เจ้าของ “วุ้นกุหลาบแก้ว dy หนิง ผกาวดี” โดยเล่าให้ฟังว่า เธอมีอาชีพรับราชการ วันหยุดยามว่างก็ชอบทำอาหารและขนมทานเล่นแบบง่าย ๆ ให้ลูกและคนในครอบครัวกินกัน อย่างวุ้น ทำแบบไม่มีสูตร ทำหลายต่อหลายครั้งก็ไม่สำเร็จสักที ตัววุ้นที่ได้หากไม่เละก็แข็งเกินไป รสชาติก็ไม่อร่อย พอดีไปเจอรูปวุ้นเย็นในเฟซบุ๊กหน้าตาสวยงามน่ารับประทานมาก จึงเรียนรู้จากสูตรในกลุ่มเพื่อนที่สนใจทำขนม แล้วมาลองฝึกทำจนสำเร็จ

“แล้วเกิดแรงบันดาลใจ อยากจะทำวุ้นในรูปแบบที่ฉีกและแตกต่างออกไป จังหวะพอดีกับที่มีพิมพ์ซิลิโคนออกมาใหม่ มีหลากหลายแบบ จึงลองทำแล้วพัฒนาสูตรไปในตัว เวลาทำวุ้นเย็นจะใส่ลูกเล่นและใช้จินตนาการไปด้วยว่า ต้องผสมสีอะไร รูปแบบต้องปรับยังไงถึงจะออกมาสวยงาม เห็นเตะตาสนใจ ฯลฯ ฝึกทำมาเรื่อย ๆ จนมือนิ่ง และมั่นใจว่าสูตรที่เราทำมันโอเคแล้ว จึงลงรูปและแชร์ความรู้ที่มีให้กับคนอื่นในเฟซบุ๊กอย่างไม่หวง เสียงตอบรับเข้ามามากมาย แถมมีการสั่งซื้อเข้ามามาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้มีรายได้เสริมมาช่วยครอบครัวอีกทาง”

หนิงบอกว่าแม้จะไม่มีหน้าร้าน แต่อาศัยทำตลาดโดยเริ่มจากการทำแจกให้เพื่อนฝูงคนรู้จักทดลองชิม นอกจากนี้ยังเปิดช่องทางนำเสนอสินค้าผ่านเฟซบุ๊กโดยใช้ชื่อว่า www.facebook.com/หนิง ผกาวดี ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้จัก ซึ่งรูปแบบของวุ้นนั้น เธอบอกว่า แบ่งออกเป็น วุ้นดอกกุหลาบแฟนซี, วุ้นคิตตี้, วุ้นดอกลีลาวดี, วุ้นถ้วย, วุ้นเค้ก, วุ้นดอกกล้วยไม้ และวุ้นกระปุก และผลไม้ ฯลฯ ที่ขายดีมากคือวุ้นกุหลาบแก้วแฟนซี ลูกค้ามักสั่งเป็นเซต 4 ดอก ทั้งสั่งไปจำหน่ายและสั่งใช้ในงานต่าง ๆ

วุ้นเย็นทำขายได้ทั้งปี และจะดีในช่วงใกล้เทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ วาเลนไทน์ นอกจากนี้ ตามงานเลี้ยงหรืองานทำบุญ เลี้ยงพระ และงานสัมมนาต่าง ๆ ก็นิยมหันมาใช้วุ้นแฟนซีแทนขนมอื่น ๆ กันมากขึ้น

ทั้งนี้หากใครอยากทำวุ้นเย็นสวย ๆ ต้องการสั่งซื้อเซตทำวุ้นเย็นไปฝึกทำ พร้อมสูตรและวิธีทำ สั่งซื้อได้ในราคา 390 บาท จะมีผงวุ้น, สีผสมอาหารแบบน้ำ 4 สี, พิมพ์ซิลิโคน ขนาด 3 ซม.และ 5 ซม.

อุปกรณ์ หลัก ๆ ประกอบด้วย เตาแก๊ส, หม้อสเตนเลส (สำหรับต้มส่วนผสม), แม่พิมพ์วุ้นซิลิโคน ขนาด 3 ซม.และ 5 ซม, ทัพพี, ถ้วยตวง, ไม้พาย, บรรจุภัณฑ์, ถาด และกล่องพลาสติก หรือกล่องโฟม สำหรับบรรจุวุ้นเพื่อส่งให้ลูกค้า

ส่วนผสม “วุ้นกะทิ” มี น้ำกะทิ 440 กรัม, น้ำสะอาด 440 กรัม, ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 90 กรัม และเกลือป่น 1 ช้อนชา, สีผสมอาหาร (ตามที่ต้องการ)

ส่วนผสม “วุ้นใส” ประกอบด้วย ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทรายขาว 180 กรัม, น้ำสะอาด 880 กรัม

ขั้นตอนการทำ “วุ้นกุหลาบแก้วแฟนซี” มี 2 ขั้นตอน คือ..การทำวุ้นกะทิด้านใน และ การทำวุ้นใสด้านนอก

อันดับแรกจะต้องทำวุ้นกะทิด้านในก่อน เริ่มนำพิมพ์ดอกกุหลาบขนาด 3 ซม. มาวางเรียงใส่ถาดเตรียมไว้ให้พร้อม

จากนั้นเอาน้ำกะทิคั้น และน้ำสะอาดมาเทรวมกันใส่ลงในหม้อสเตนเลส ใส่ผงวุ้นลงไปแช่นานประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วยกขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาล และเกลือป่น ใช้ทัพพีคนให้ส่วนผสมไปในทิศทางเดียวกัน พอส่วนผสมวุ้นเดือด ให้รีบยกลง นำส่วนผสมวุ้นที่ได้มาแยกผสมสีตามที่ต้องการ แล้วตักหยอดใส่พิมพ์ดอกกุหลาบ เสร็จแล้วนำไปแช่ตู้เย็นไว้สักพัก ระหว่างที่รอวุ้นเซตตัว ก็หันมาเตรียมส่วนผสมของวุ้นใสด้านนอก ใส่ผงวุ้นลงแช่น้ำสะอาดในหม้อสเตนเลส แช่ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เมื่อถึงเวลาใส่น้ำตาลตามลงไป ยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ทัพพีคนไปในทิศทางเดียวกัน จนน้ำเดือด ยกลงพักไว้

นำวุ้นกะทิออกจากตู้เย็น มาแกะออกจากพิมพ์ แล้ววางไว้ในพิมพ์ดอกกุหลาบขนาด 5 ซม. (ก่อนวางวุ้นกะทิให้หยอดวุ้นใสลงไปในพิมพ์สักเล็กน้อย) เมื่อวางวุ้นกะทิแล้ว ให้ตักวุ้นใสหยอดลงไปให้เต็มพิมพ์ ตั้งทิ้งไว้สักครู่รอให้วุ้นแข็งตัว แล้วจึงแกะออกจากพิมพ์ เท่านี้ก็จะได้วุ้นเย็นแสนอร่อยไว้ทานเล่นหรือเป็นของฝากได้

สำหรับสูตรที่ให้มานั้น สามารถทำวุ้นกุหลาบแก้วแฟนซี ได้ 24-25 ตัว

ราคาขาย วุ้นกุหลาบแก้วแฟนซี มีตั้งแต่ชิ้นละ 1.50 บาท จนถึง 5 บาท ส่วนวุ้นเค้ก มีตั้งแต่ 150-300 บาท ขึ้นกับขนาดและชนิดของวุ้นเย็นที่ทำ

ใครสนใจ “วุ้นกุลาบแก้ว dy หนิง ผกาวดี” อยากจะซื้อหาไปรับประทาน หรือสั่งไปจำหน่ายหน้าร้าน ติดต่อเจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ได้ที่ โทร. 08-3573-3456และหากใครสนใจอยากจะหัดทำเป็นเรื่องเป็นราวก็สามารถสอบถามข้อมูลแบบเจาะลึกได้โดยตรงที่เจ้าตัวเลย

นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” จาก “วุ้น” ที่พลิกแพลง “ใส่ลูกเล่น” ได้อย่างน่าสนใจ.

คู่มือลงทุน...วุ้นกุหลาบแก้วแฟนซี

ทุนเบื้องต้น 3,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคา

รายได้ มีตั้งแต่ 1.50-300 บาท

แรงงาน 1-2 คน

ตลาด ร้านกาแฟ, เบเกอรี่, ตลาดนัด

จุดน่าสนใจ ลงทุนน้อย ขายกำไรเท่าตัว

เชาวลี ชุมขำ :เรื่อง

credit by : http://www.dailynews.co.th/article/329512

Read More...


ขนมเปี๊ยะผลไม้ แปลกใหม่-กำไรดี




ในปัจจุบันการคิดทำผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์ที่แปลกออกไปนั้นมีความจำเป็นมากในการค้าขาย ดังนั้น เราจึงเห็นสินค้าที่มีหน้าตาแปลก ๆ เกิดขึ้นใหม่ในท้องตลาดมากมาย อาทิ ขนมปัง, เบเกอรี่ต่าง ๆ รวมไปถึง “ขนมเปี๊ยะผลไม้” ขนมเปี๊ยะที่มีหน้าตาแบบใหม่ ซึ่งทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอในวันนี้

กาญจนา อามาตย์ หรือ ฝน เจ้าของขนมเปี๊ยะผลไม้ “นายช่างเบเกอรี่” เล่าว่า ตนเป็นแม่บ้าน แต่อยากหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว เพราะปัจจุบันค่าครองชีพค่อนข้างสูง รายได้จากสามีเพียงทางเดียวคงจะไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ประกอบกับต้องเลี้ยงลูกเอง จึงคิดทำอาชีพแบบที่ไม่ต้องเดินทาง และสามารถดูแลลูกที่ยังเล็กได้

“ส่วนตัวทำอาหารและขนมเป็นทุกอย่าง เพราะเป็นคนชอบทาน เมื่อไปหัดเรียนรู้ทำอะไรใหม่ ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก”

กาญจนา กล่าวอีกว่า เหตุที่เลือกทำขนมเปี๊ยะเพราะเป็นขนมที่คนทั่วไปนิยมรับประทาน แต่ที่เลือกทำ “ขนมเปี๊ยะผลไม้” เพราะต้องการให้ขนมมีความแปลก แตกต่าง เป็นที่สังเกต และดึงดูดสายตาให้คนมาซื้อ ซึ่งใช้เวลาหัดไม่นานก็ทำขายได้ อุปกรณ์ในการทำ “ขนม เปี๊ยะผลไม้” หลัก ๆ ก็มี เตาอบ, เครื่องนวดแป้ง, กะละมังสเตนเลส, โต๊ะตัวใหญ่, ไม้นวดแป้ง, เตาแก๊ส, มีด, ผ้าขาวบาง และอุปกรณ์เบเกอรี่ต่าง ๆ วิธีทำ “ขนมเปี๊ยะผลไม้” ให้เริ่มที่ทำ “ไส้ขนม” ก่อน โดยส่วนประกอบของไส้ขนมหลักๆ มี ถั่วเขียวกะเทาะเปลือก 200 กรัม, น้ำมันพืช 125 กรัม, น้ำตาลทราย 240 กรัม และเกลือป่นพอประมาณ วิธีทำไส้ขนม ล้างถั่วด้วยน้ำสะอาด 3-4 ครั้ง แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 2 ชม.-1 คืน หลังจากแช่น้ำทิ้งไว้แล้ว ให้นำถั่วมาล้างให้สะอาดอีกรอบ เสร็จแล้วนำไปต้ม ระหว่างต้มให้คอยช้อนฟองออกให้หมด ต้มด้วยไฟกลางจนกระทั่งสุก แล้วกรองด้วยกระชอนพักถั่วไว้ให้เย็น ใส่น้ำมันพืช, น้ำตาลทราย และเกลือลงไปผสมกับถั่วที่เย็นตัวลงแล้ว คนให้เข้ากัน แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด นำถั่วที่ปั่นแล้วใส่กระทะทองเหลืองหรือกระทะเทฟล่อน ยกขึ้นตั้งไฟ กวนด้วยไฟอ่อน กวนจนกระทั่งถั่วแห้ง และร่อนจากกระทะ เสร็จแล้วพักให้เย็น แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดก้อนละ16 กรัม ส่วนผสมของตัวแป้ง ตัวแป้งนอก ประกอบด้วย แป้งสาลี (ตราบัวแดง) 125 กรัม, แป้งสาลีอเนกประสงค์ 85 กรัม, น้ำตาลทรายพอประมาณ, น้ำเปล่า 90 กรัม, น้ำมันพืช 75 กรัม และหัวนมผงเล็กน้อย ส่วน แป้งใน ประกอบด้วย แป้งสาลี (ตราบัวแดง) 75 กรัม, แป้งสาลีอเนกประสงค์ 65 กรัม และน้ำมันอีก 50 กรัม

วิธีผสมแป้ง ตัวแป้งใน ตวงแป้งใส่ชาม ทำแป้งให้เป็นหลุมตรงกลาง จากนั้นใส่น้ำมันพืชลงไปในหลุม คนให้เข้ากันแล้วนวดให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วพักไว้ ส่วน ตัวแป้งนอก ตวงแป้งใส่ชาม ทำแป้งให้เป็นหลุมตรงกลาง จากนั้นใส่ส่วนผสมที่เหลือลงไปในหลุม คนให้เข้ากัน นวดให้ส่วนผสมเข้ากันจนกระทั่งส่วนผสมไม่ติดมือ เสร็จแล้วพักไว้ประมาณ 30-40 นาที โดยมีภาชนะปิดไว้ไม่ให้ลมและฝุ่นเข้า

วิธีขึ้นรูปเป็นขนมเปี๊ยะผลไม้ นำ แป้งใน มาแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 หนักประมาณ 54 กรัม ส่วนที่ 2 หนักประมาณ 136 กรัม ในขณะที่ส่วนของ แป้งนอก นั้นให้แบ่งออกมาเป็นก้อนๆ จำนวน 8 ก้อน ขนาดก้อนละเท่า ๆ กัน ผสมสีผสมอาหารสีเขียวที่ แป้งในส่วนที่ 1 เพื่อทำเป็นส่วนของใบ และกลีบเลี้ยง และผสมสีอาหารที่ แป้งในส่วนที่ 2 ตามสีของผลไม้ที่จะปั้น เช่น ผลสตรอเบอรี่ให้ใช้สีผสมอาหารสีแดง ระหว่างผสมสีให้ใส่งาดำลงไปด้วยเพื่อความสมจริงของผลสตรอเบอรี่

วิธีปั้นขนมเปี๊ยะผลไม้ นำแป้งนอกมาหุ้มแป้งในที่ผสมสีไว้แล้วให้มิด แล้วรีดแป้งให้แบนและยาว จากนั้นจับแป้งให้มาทับกันไปมาประมาณ 2-3 ชั้น แล้วรีดให้แบนและม้วนแป้งให้เป็นก้อนกลม ๆ

ตัดแป้งที่ม้วนเป็น 5 ส่วน ส่วนละเท่า ๆ กัน แล้วนำแป้งแต่ละส่วนมารีดให้แบน

นำไส้ขนมที่เตรียมไว้มาจัดทรงให้เป็นรูปผลไม้ตามที่ต้องการ แล้วนำแป้งที่รีดมาหุ้ม และจัดทรงให้สวยงาม เสร็จแล้วนำแป้งในส่วนที่ 1 (แป้งสีเขียว) มาปั้นเป็นก้านใบและกลีบเลี้ยง วางตกแต่งบนขนมเปี๊ยะตามรูปแบบของผลไม้นั้น ๆ

ขั้นตอนสุดท้าย นำขนมเปี๊ยะเข้าเตาอบ ปรับไฟบน-ล่าง 170-180 องศาเซลเซียส นาน 17-20 นาที จากนั้นอบด้วยไฟล่างเพียงอย่างเดียวอีก 3-5 นาที เท่านี้ก็ใช้ได้

ใครสนใจ “ขนมเปี๊ยะผลไม้” ต้องการติดต่อ กาญจนา เจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1887-6359 และที่ www.facebook.com/Naichangbakery

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

................................................

คู่มือลงทุน...ขนมเปี๊ยะผลไม้

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60-70% ของราคาขาย

รายได้ ราคา 10 บาท/ 1 ชิ้น

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, ร้านเบเกอรี่, ฝากขาย

จุดน่าสนใจ เป็นลักษณะขนมที่แปลก-ใหม่

credit by : http://www.dailynews.co.th/article/327980

Read More...


“ไอศกรีมโฮมเมด จับผลไม้มาเปิดธุรกิจ


ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ส่งผลให้การทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่ม ชา กาแฟ และไอศกรีม ได้รับการตอบรับอย่างดีและต่อเนื่อง โดยเฉพาะไอศกรีมโฮมเมด กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่จับตามอง ทำให้ธุรกิจนี้มีการแข่งขันทางการตลาดค่อนข้างสูง เจ้าของร้านหรือเจ้าของธุรกิจจึงต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความแปลกใหม่ให้ ลูกค้าได้ลิ้มลองอยู่เสมอ ซึ่งทีม “ช่องทางทำกิน” ก็เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว และวันนี้ก็มีข้อมูล “ไอศกรีมโฮมเมด” มานำเสนออีกรูปแบบ ผู้ที่จะมาให้ข้อมูลในเรื่องนี้ คือ ออนนี่-วรนิติ์ วรเนติโพธิ์ เจ้าของร้าน “ไอซ์ อัพ โฮมเมดไอศกรีม” ซึ่ง เล่าให้ฟังถึงที่มาของธุรกิจว่า เพราะเป็นคนชอบทานไอศกรีมมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าชอบมากชนิดที่ว่ารับประทานแทนข้าว 3 มื้อเลยก็ได้ หลังเรียนจบก็ได้ทำงานหลายอย่าง แต่สุดท้ายก็อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพื่อที่จะมีความสุขในการทำงานแต่ละวัน จึงคุยกับเพื่อนที่ชอบไอศ กรีมเหมือนกัน ซึ่งก็คือ โบว์-คุณอาทิตยา ภู่ระหงษ์ ที่มีทัศนคติที่คล้ายคลึงกัน จากนั้นทั้งสองก็เริ่มหาที่เรียนเพื่อตามความฝันในการลงทุนเปิดร้านร่วมกัน

“เมื่อ เริ่มลงทุนเพื่อเปิดร้าน ก็นำเงินเก็บมาลงทุนซื้ออุปกรณ์ และวัตถุดิบในการทำไอศกรีม และเริ่มลงมือฝึกฝนอย่างจริงจัง โดยใช้เวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับสูตรไอศกรีมเพิ่มเติมจากแหล่งต่าง ๆ และตระเวนชิมไอศกรีมเจ้าดัง ๆ ที่ขายดี เพื่อนำมาปรับพัฒนาและประยุกต์ใช้ในการทำไอศกรีมของตัวเองให้มีความแตกต่าง และเน้นเพื่อสุขภาพ เพราะรู้ดีว่าคนยุคนี้จะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากเป็นพิเศษ ลองผิดลองถูกอยู่นานเป็นเวลา 4-5 เดือน ทำไอศกรีมออกมาก็แจกให้คนในครอบครัว และเพื่อน ๆ ลองชิม ซึ่งทุกคนบอกว่าอร่อย น่าจะขายได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการทำไอศกรีมโฮมเมดขายมาจนถึงเดี๋ยวนี้”

ออ นนี่ กล่าวอีกว่า ไอศกรีมโฮมเมดของร้านเธอมีหลายรสชาติ อาทิ ไอศกรีมวานิลลา, ไอศกรีมชาเขียว, ไอศกรีมบลูเบอร์รี่โยเกิร์ต, ไอศกรีมสตรอเบอรี่เชอร์เบท ฯลฯ จะมีรสชาติกลมกล่อม ไม่หวานเกินไป ไอศกรีมโฮมเมดในความหมายของที่นี่คือการทำไอศกรีมให้มีรสชาติเข้มข้น อร่อยถูกใจคนในครอบครัว วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจึงต้องเป็นของดีมีคุณภาพจากธรรมชาติ สดใหม่ ไม่ใช้สารสังเคราะห์ที่เป็นอันตราย ขั้นตอนการผลิตต้องสะอาด ถูกหลักอนามัย

อุปกรณ์ในการทำ “ไอศกรีมโฮมเมด” หลัก ๆ ก็มี อ่างผสม, หัวตีปากตะกร้อ, พายยาง, เครื่องปั่นไอศกรีม, ไม้พายพลาสติก, ภาชนะใส่ไอศกรีม/ถ้วยไอศกรีม อุปกรณ์อื่น ๆ สามารถหยิบยืมได้จากในครัว ส่วนผสม “ไอศกรีม สตรอเบอรี่เชอร์เบท” มี สตรอเบอรี่สด 400 กรัม, น้ำตาลทราย 100 กรัม, เกลือ 1/4 ช้อนชา, น้ำ 400 กรัม, กรดซิตริก, สารคงตัว (สารเสริม SE) 2 กรัม

ขั้นตอนการทำ “ไอศกรีมสตรอเบอรี่เชอร์เบท”

เริ่ม จากเทส่วนผสมน้ำตาลทราย น้ำ และสารคงตัว (สารเสริม SE) ไว้ในอ่างผสมที่ 1 ตั้งพักเตรียมไว้ก่อนนำสตรอเบอรี่ที่เตรียมไว้ มาใส่ในโถปั่น ตามด้วยน้ำ และเกลือ แล้วปั่นให้ละเอียด ประมาณ1-2 นาที เสร็จแล้วเทส่วนผสมของสตรอเบอรี่ปั่นพักไว้ในอ่างผสมที่ 2

นำ น้ำร้อนเทลงในชามผสมที่ 1 คนให้น้ำตาลและสารคงตัว ละลายและเข้ากัน เสร็จแล้วก็นำส่วนผสมในชามที่ 2 มาเทใส่ชามที่ 1 คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วทำการปรุงรสชาติเล็กน้อยด้วยกรดซิตริก (เนื่องจากรสชาติของสตรอเบอรี่นั้นไม่คงที่ จึงต้องปรับรสชาติตามใจชอบ)

จาก นั้น นำส่วนผสมทั้งหมดเทใส่เครื่องปั่นไอศกรีม แล้วรอจนกระทั่งเนื้อไอศกรีมได้ที่จึงหยุด ขั้นตอนสุดท้ายคือ การตักไอศกรีมใส่ภาชนะ จัดแต่งไอศกรีมแล้วนำไปแช่ตู้แช่แข็ง เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง ก่อนนำมาบรรจุใส่ถ้วย หรือหากจะขายเป็นทัพก็สามารถแต่งหน้าไอศกรีมได้ตามต้องการ ขายในราคาถ้วยละ 35 บาท หรือหากต้องการขายเป็นกิโลฯ ก็สามารถขายได้ที่กิโลฯ ละ 200-220 บาท

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทานได้ทุกเพศทุกวัย ช่วยคลายร้อนก็ได้ นำไปประกอบอาชีพ ทำขายก็ดูดี สนใจก็ลองฝึกทำดู หากสนใจ “ไอศกรีมโฮมเมด ไอซ์อัพ” ไป ใช้ในงานเลี้ยงสังสรรค์ต่าง ๆ อาทิ งานบุญ งานปีใหม่ ติดต่อสอบถามรายละเอียดจาก ออนนี่-วรนิติ์ วรเนติโพธิ์ หรือ โบว์-อาทิตยา ภู่ระหงษ์ เจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้โดยติดต่อได้ที่ โทร. 08-8490-4449 หรือ 08-5663-5411 และที่ www.facebook.com /iceupgelato


คู่มือลงทุน...ไอศกรีมโฮมเมด

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 60,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60-70% ของราคาขาย

รายได้ ราคา 35 บาท/1 ถ้วย

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, ร้านอาหาร, ฝากขาย

จุดน่าสนใจ เป็นไอศกรีมที่กำลังได้รับความนิยม

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง

credit by :  http://www.dailynews.co.th/article/326377


Read More...


ซูชิ เมนูยอดฮิตของญี่ปุ่น ถูกนำมาปรับวัตถุดิบโดยใช้ ข้าวกล้อง


“ซูชิ” เมนูยอดฮิตของญี่ปุ่น ถูกนำมาปรับวัตถุดิบโดยใช้ “ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” แทนข้าวญี่ปุ่น ปรุงแต่งโดยเชฟลูกอีสานผู้สั่งสมประสบการณ์ในการทำอาหารญี่ปุ่นมายาวนานนับ 10 ปี กลายเป็นเมนูเด่นที่นอกจากจะอร่อยตามแบบต้นตำรับแล้ว แถมยังดีต่อสุขภาพด้วย ในราคาสบายกระเป๋าเพียงชิ้นละ 10 บาท

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี
ศุภชัย ไชยกาล เจ้าของไอเดีย

ศุภชัย ไชยกาล หนุ่มเมืองอุบลราชธานี ที่เคยทำงานเป็นพ่อครัวอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นนานนับสิบปี ตั้งแต่เป็นลูกมือ กระทั่งก้าวมาเป็นเชฟประจำร้าน รวมถึง เคยเดินทางไปทำงานเป็นเชฟในร้านอาหารญี่ปุ่นยังต่างประเทศ เช่น คูเวต และอิสราเอล เป็นต้น จึงมีประสบการณ์ในการทำอาหารญี่ปุ่นอย่างสูง สามารถปรุงประกอบได้ทุกเมนู ทั้งแบบต้นตำรับ และฟิวชัน

หลังอิ่มตัวจากการเป็นลูกจ้าง ศุภชัยตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด จ.อุบลราชธานีเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นของตัวเอง

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี

ศุภชัยเล่าว่า ช่วงแรกร้านได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากในเวลานั้นทำเลใกล้เคียงไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดอยู่เลย แต่แล้วเกิดจุดพลิกผันเมื่อร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์เนมต่างๆ เริ่มทยอยมาเปิดในเมืองอุบลมากขึ้นเรื่อยๆ ดึงลูกค้าไปจากร้านจนยอดขายตกลงกว่า 50%

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี
ข้าวกล่องที่ใช้ปั้นเป็นซูช

วิกฤตดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันให้ศุภชัยต้องคิดหาเมนูแปลกใหม่ เพื่อจะสร้างจุดขายแตกต่างจากร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งอื่น

“ตอนที่คิดจะหาเมนูใหม่ให้แก่อาหารญี่ปุ่น ผมก็ได้ไอเดียจากลูกค้า กับเพื่อนๆ แนะนำว่าควรจะปรับให้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพตามความนิยมของคนยุคนี้ ทำให้ผมคิดถึงการนำ “ข้าวกล้อง” ของไทยมาทำซูชิแทนข้าวญี่ปุ่น เพราะข้าวกล้องมีคุณค่าสารอาหารสูง” ศุภชัยเผย

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี
มีให้เลือกกว่า 30 หน้า

อย่างไรก็ตาม ความยากในการใช้ข้าวกล้องแทนข้าวญี่ปุ่นคือ เนื้อข้าวกล้องส่วนใหญ่ค่อนข้างแข็ง ทำเป็นซูชิแล้วไม่อร่อยนัก จำเป็นทดลองใช้ข้าวกล้องหลายชนิด หาที่ได้คุณลักษณะเหมาะจะทำซูชิได้ จนในที่สุดมาลงตัวที่ “ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นข้าวกล้องเกรดดีที่สุด และมีคุณประโยชน์ทางอาหารสูงด้วย

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี
เน้นออกขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ

ศุภชัยเสริมว่า ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รีที่ใช้นั้นปลูกใน จ.อุบลราชธานี ภายใต้กระบวนการเกษตรอินทรีย์ ราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ 120-150 บาท โดยกระบวนการหุงใช้วิธีชั่งตวงวัดให้ได้ข้าวที่มีความเหนียวและนุ่มเหมาะกำลังดีที่จะทำซูซิ เมื่อสุกแล้วปรุงรสด้วยน้ำส้มญี่ปุ่น

ส่วนหน้าซูชินั้น มีให้เลือกหลากหลายกว่า 30 หน้า ทั้งแบบต้นตำรับและประยุกต์ เช่น กุ้ง ไข่ม้วน สาหร่าย 


 ไข่กุ้ง ฯลฯ ทุกหน้าขายชิ้นละ 10 บาทเท่ากันทั้งหมด

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี

เชฟหนุ่มยอมรับว่า การทำซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รีต้นทุนจะสูงกว่าใช้ข้าวญี่ปุ่นถึง 30% แต่ก็ยอมจะได้กำไรลดลงเพื่อสร้างจุดขายเฉพาะตัว โดยตั้ง 10 บาทให้ซื้อง่ายขายคล่อง จูงใจลูกค้า

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญประการต่อมาคือ ข้อสงสัยจากลูกค้า ทุกคนจะตั้งคำถามแรกเหมือนๆ กันว่า “รสชาติเหมือนข้าวญี่ปุ่นเหรอ?” ดังนั้น ต้องให้ลูกค้าลองชิม พิสูจน์ด้วยตัวเองว่าความอร่อยแทบไม่แตกต่างกันเลย แถมยังมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี

“ช่วงแรกลูกค้าจะไม่นิยมนัก เพราะเขาจะกังวลว่าข้าวกล้องไม่ค่อยอร่อย ผมก็ต้องให้ทดลองชิม ซึ่งทุกคนพอได้ชิมแล้วจะพูดเหมือนกันว่าอร่อยเหมือนข้าวญี่ปุ่นเลย แถมบางคนยังชอบมากกว่าข้าวญี่ปุ่นด้วยซ้ำเพราะข้าวกล้องไรซ์เบอร์รีมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว หลังจากให้ลองชิมในครั้งแรกก็เริ่มมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ โดยเฉพาะกลุ่มสุภาพสตรีจะนิยมมากเป็นพิเศษ” ศุภชัยระบุ

นอกจากเมนูซูชิข้าวกล้องแล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ อีก เช่น ซูชิข้าวหอมมะลิ แฮนด์โรลข้าวกล้อง และเกี๊ยวซ่าสูตรแป้งทำเอง เป็นต้น

สำหรับช่องทางขายหลักในปัจจุบัน เน้นออกขายตามงานแสดงสินค้า โดยเฉพาะงานชุมชนต่างๆ ในฐานะสินค้าโอทอประดับ 4 ดาวของ จ.อุบลราชธานี รวมถึงรับผลิตตามออเดอร์ และงานจัดเลี้ยงต่างๆ ซึ่งลูกค้าขาประจำจะคุ้นเคยกันดีภายใต้ชื่อว่า “ซูชิข้าวกล้องอุบล”

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี

สนใจอยากทดลองชิม ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี ติดต่อได้ที่ 08-5631-9789

ทำความรู้จักข้าวไรซ์เบอร์ร
ข้าวไรซ์เบอร์รีได้มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 จากการพัฒนาพันธุ์ข้าวพิเศษ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี และให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค เมล็ดพันธุ์ที่ได้จะถูกแจกจ่ายแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเป็นผู้ปลูกและดูแลรักษา ซึ่งต้องอยู่ในพื้นที่ภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม โดยส่วนมากจะอยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทยเพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณสมบัติดี ครบถ้วนตามลักษณะพันธุ์ ทำให้ได้ข้าวไรซ์เบอร์รีเมล็ดเรียวยาว สีม่วงเข้ม มีกลิ่นหอมมะลิ น่ากิน

คุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอร์รีคือมีสารต้าน อนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบตาแคโรทีน แกมมาโอไรซานอล วิตามินอี แทนนิน สังกะสี โฟเลตสูง มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ซึ่งจากคุณสมบัติข้อนี้ นอกจากจะใช้กินเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ทางการแพทย์ยังนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารโภชนบำบัดอีกด้ว

“ซูชิข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี” 10 บาท อร่อยแถมสุขภาพดี
เครดิต : manager

credit by :  https://www.facebook.com/media/set/?set=a.609793562430374.1073741855.138977779511957&type=3

Read More...


ร้านเลมอนเฮาส์ lamon house chainat

ร้านเลมอนเฮาส์ lamon house
358 หมู่ 5 ถนนหมายเลข 340 ต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.ชัยนาท 17000
โทรศัพท์ 081-2584082 ขายอาหารตามสั่งและอาหารฝรั่ง เวลาเปิด 10.00 - 21.00 น.

ร้านอยู่ตรงข้ามโลตัสชัยนาท เปิด 10 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม (ครัวปิด2ทุ่มครึ่ง) ถ้าไปไม่ถูกก็เบอร์นี้เลย 081-2584082
 

จัดร้านได้อบอุ่นดี มีที่นั่งฟังเพลงสบายๆ อาหารมีหลากหลายอยุ่ รสชาติดี จัดอาหารได้สวยงามมาก  ร้านอยู่ติดถนน มีป้ายสังเกตได้ชัดเจน อยู่ในบริเวณบริษัท อีซูซุชัยนาท ป้ายใหญ่เห็นชัด ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอ ในร้านกว้างขวาง ตกแต่งสวยงาม ดูค่อนข้างมีระดับ อาหารหลากหลายเมนู ร้านบรรยากาศธรรมดาๆเหมือนบ้าน เปิดเพลงเก่าๆ hot pepper สุนทราภรณ์ จึงเหมาะกับคนวัยทำงาน หรืองานเลี้ยงฉลอง

 






































































Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers


ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/










เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.