ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สอบถามค่าแรงรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ด โทร 087-2229588


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882

ปลุกชีพข้าวหมากตลาดน้ำ เติมความรู้เจาะคนรุ่นใหม่

ข้าวหมาก อาหารพื้นเมือง ที่นับวันจะเลือนหายไปจากความทรงจำของคนไทย
เช่นเดียวกับอาหารโบราณของคนไทยอีกหลายชนิดซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าไม่ได้มีการอนุรักษ์การทำอาหารพื้นเมือง เหล่านี้ไว้เพราะส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

นางกุลิสรา ติณวัฒนานนท์ (หนึ่ง) เจ้าของสูตร
นางกุลิสรา ติณวัฒนานนท์ (หนึ่ง) เจ้าของสูตร

สำหรับผู้ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวตลาดน้ำ คงจะได้มีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสชาติของอาหารโบราณ
ที่ไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนัก รวมถึงข้าวหมาก และสำหรับผู้ที่อยู่ในย่านกรุงเทพฯ ปริมณฑล
และต้องการชิมรสชาติของข้าวหมาก วันนี้ มีตลาดน้ำที่อยู่ใกล้ๆ เปิดให้บริการกันในย่านชานเมืองหลายแห่งรวมถึงตลาดน้ำคลองลัดมะยม ย่านพุทธมณฑลสาย 1 ตลิ่งชันซึ่งที่นี่ มีข้าวหมากสูตรโบราณที่ขึ้นชื่อ และรู้จักกันในชื่อ “ใบกล้วยข้าวหมาก หนึ่ง&ม่วย

ข้าวหมากในห่อใบตอง
ข้าวหมากในห่อใบตอง

นางกุลิสรา ติณวัฒนานนท์ ( หนึ่ง) เจ้าของสูตรข้าวหมากใบกล้วย เล่าว่า ได้เริ่มทำข้าวหมากขายมาได้ประมาณ 3 ปีจุดประสงค์ที่ทำข้าวหมากขาย ก็มาจากความต้องการที่จะอนุรักษ์อาหารไทยโบราณให้ยังคงอยู่คู่คนไทยและประเทศไทย ซึ่งนอกจากข้าวหมาก ก็ยังมีอาหารโบราณอื่นๆ ที่เริ่มหาทานได้ยากเช่น ทอดมันสมุนไพร หน่อกะลา และขนมโบราณ อย่างข้าวเหนียวตัด เป็นต้น

ผลพ่วงจากการเราตั้งใจอนุรักษ์อาหารไทยโบราณ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรอนุรักษ์มรดกไทย
เห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ จึงได้คัดเลือกให้เราได้รับรางวัลการอนุรักษ์มรดกไทยในหมวดอาหาร
โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนอกจากนี้ ในส่วนของข้าวหมาก เราก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสุดยอดโอทอป 3 ดาว ระดับประเทศด้วย

ข้าวหมากขายอยู่บนเรือ
ข้าวหมากขายอยู่บนเรือ

สำหรับสูตรข้าวหมากเป็นสูตรโบราณที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากป้า ซึ่งทำขายอยู่กับบ้านมานานหลายสิบปีและต่อมาเลิกทำไป เพราะลูกค้าเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักและกินไม่เป็นในส่วนของตนเองเริ่มทำในช่วงที่มีการโปรโมทการทำตลาดน้ำคลองลัดมะยมก็เลยตัดสินใจนำข้าวหมาก ทอดมันหน่อกะลาใส่เรือพายมาขายเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของตลาดน้ำ คือการอนุรักษ์ของใช้และอาหารโบราณ

“ส่วนชื่อข้าวหมาก หนึ่ง&ม่วย มาจากชื่อของตนเองและพี่สาว เพราะทำขายกัน 2 ร้าน แต่เป็นสูตรเดียวกันลูกค้าสามารถซื้อร้านไหนก็ได้รสชาติเดียวกัน และราคาเหมือนกันและในส่วนของชื่อใบกล้วย มาจากอาหารของเราทุกชนิดจะใส่ภาชนะทำจากใบกล้วย หรือใบตองเพราะการใส่ใบตองเป็นการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ และลดการใช้ถุงพลาสติกที่สำคัญอาหารใส่ใบตองดูสดใหม่ และน่ากินมากขึ้น”

ตลาดน้ำคลองลัดมะยม

นอกจากการขายที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม บางส่วนมีขายส่งให้กับคนทั่วไปที่มารับไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่งโดย ลูกค้าจะมีทั้งที่มารับไปเองและให้เราจัดส่งให้ ราคาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ส่งใกล้ หรือไกลซึ่งราคาขายส่งจะอยู่ที่ห่อละ 3.50 บาท ไปจนถึง 4 บาท ส่วนราคาขายปลีกห่อละ 5 บาท และ 6 บาทแล้วแต่สถานที่ขายแต่ละแห่ง แต่ในส่วนของคุณหนึ่งและม่วย ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมจะขายห่อละ 5 บาท

นางกุลิสรา เล่าว่า ทั้งนี้จากการที่เราได้เข้าไปขายในมหาวิทยาลัยมหิดลทำให้รู้ว่า ปัจจุบันลูกค้าในกลุ่มนักศึกษาวัยรุ่น มีความรู้ในเรื่องของคุณประโยชน์ของข้าวหมากมากขึ้นซึ่งประโยชน์ของข้าวหมากช่วยบำรุงผิว บำรุงเลือด และสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายและเมื่อความรู้ตรงนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้เราได้ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นที่รักและใส่ใจสุขภาพหันมากินข้าวหมากกันมากขึ้น

สำหรับรายได้ขายปลีกที่ตลาดน้ำอยู่ที่วันละขั้นต่ำ 300 ห่อขึ้นไปขายเฉพาะวันเสาร์- อาทิตย์ และวันศุกร์จะเข้าไปขายอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งขายวันละ 300ห่อ เช่นกันส่วนขายส่งนั้นทำส่งขายทุกวัน วันละ 1,000 ห่อไปจนถึง 3,000 ห่อ ลูกค้ามาจากการบอกกันแบบปากต่อปากจากการที่ลูกค้าได้มาซื้อกินที่ตลาดน้ำและชื่นชอบ ก็มาเป็นลูกค้าประจำกันเช่นเดียวกับการขายส่งก็มาจากจุดเริ่มต้นที่ตลาดน้ำนี้เช่นกัน

ข้าวเหนียวตัดสูตรโบราณหวานตามธรรมชาติ
ข้าวเหนียวตัดสูตรโบราณหวานตามธรรมชาติ

ส่วนข้าวหมากที่จะให้คุณประโยชน์ตรงนี้ได้ดี ต้องเป็นข้าวหมากที่อยู่ในช่วงที่เรียกว่าข้าวหมากสุก
หรือปริมาณแอลกอฮอล์ที่ไม่มากอยู่ที่ประมาณ 0.05 %
ซึ่งข้าวหมากจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
คือ ข้าวหมากดิบ ยังนำมาทานไม่ได้ ช่วงที่สอง ข้าวหมากสุก กำลังทาน
และช่วงที่สาม เป็นข้าวหมากงอม คือ ทิ้งไว้นานปริมาณแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้นกินไปมากก็ทำให้เมาได้
ซึ่งอายุการเก็บรักษาข้าวหมากให้อยู่ในช่วงข้าวหมากสุกอยู่ระหว่าง 2-7 วัน หลังจากนั้นเป็นข้าวหมากงอม


“สาเหตุที่เราได้ลูกค้าประจำค่อนข้างมาก เพราะรสชาติที่เป็นแบบโบราณ
ซึ่งเป็นจุดเด่นของเราที่ต่างจากคนทำข้าวหมากในปัจจุบัน
เคล็ดลับของการทำข้าวหมากสูตรโบราณ คือ ต้องไม่ใส่น้ำตาล
แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเติมน้ำตาล ทำให้ไม่ได้รสชาติความหวานแบบธรรมชาติ
และเราเลือกใช้ลูกแป้งหมักอย่างดี ซึ่งซื้อลูกแป้งมาจากจังหวัดเชียงใหม่
และบวกกับเคล็ดลับและเทคนิคการทำข้าวหมากที่เป็นสูตรเฉพาะ ทำให้รสชาติออกมาดี”

โทร. 08-5551-2935


จาก อาชีพแก้จน โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
8 มิถุนายน 2552
ที่มา : http://www.manager.co.th

Read More...


หน่อไม้ฝรั่งแผ่นปรุงรส อุดมด้วยคุณค่าโภชนาการ

หน่อไม้ฝรั่งแผ่นปรุงรส อุดมด้วยคุณค่าโภชนาการ -1

การเก็บ "หน่อไม้ฝรั่ง" ส่งขายทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังเพื่อนบ้าน
เกษตรกรชาวไร่ต้องตกแต่งตัดโคนที่แข็งแก่ออกทิ้ง เพื่อให้สวยงาม ดูแล้วน่ากิน
ซึ่งหลังรวบรวมผลิตผลเสร็จ จะเหลือ "โคนแข็ง" อยู่ เหลือทิ้งกลายเป็นขยะมากมาย
เพื่อลดปริมาณขยะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน น.ส.จันทร์จีรา ทองร้อยยศ
นักศึกษาชั้นปีที่ 4ภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรีจึงนำมาแปรรูปเป็น "หน่อไม้ฝรั่งแผ่นปรุงรส"

จันทร์จีรา บอกกับ "ทำได้ ไม่จน" ว่า ในหน่อไม้ฝรั่ง มีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ
มีวิตามิน B 3 บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดชื่น และจากการที่พบเห็นว่าโคนหน่อไม้ฝรั่งในชุมชน
หลังตกแต่งเสร็จแล้วจะมีเหลือทิ้งจำนวนมาก รู้สึกเสียดาย อีกทั้งราคาซื้อขายค่อนข้างแพง
จึงคิดว่าน่าจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ในรูปแผ่นปรุงรสเพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ของกลุ่มคนที่ชอบทานของขบเคี้ยวเล่นในยามว่าง

หน่อไม้ฝรั่ง

ขั้นตอนกรรมวิธีการทำนั้นไม่ยุ่งยาก เริ่มจากนำโคนหน่อไม้ส่วนที่ตัดทิ้ง 500 กรัม มาล้างน้ำให้สะอาด
เลือกเอาเฉพาะที่ยังมีสีเขียวมาปอกเปลือกเอาส่วนที่แข็งออก จากนั้นนำไปลวกในน้ำร้อนจัดนาน 1-2 นาที เสร็จแล้วแช่ในน้ำเย็นจัดปล่อยทิ้งไว้
 

...จากนั้นผัดเครื่องปรุงประกอบด้วย พริกไทยป่น 2.5 กรัม น้ำมันพืช 10 กรัม กระเทียม 15 กรัม
กระทั่งมีกลิ่นหอม จึงใส่เกลือ 5 กรัม น้ำตาล 7.5 กรัม ตักใส่รวมกับหน่อไม้ นำไปปั่นให้เข้ากัน

หน่อไม้ฝรั่งแผ่นปรุงรส

เสร็จแล้วนำถุงพลาสติกขนาด 12 x 18 นิ้ว ซึ่งทาด้วยน้ำมันพืช นำไปรีดเป็นแผ่นบางๆ ให้สม่ำเสมอกัน
แล้วแกะออกเป็นแผ่น นำไปอบลมร้อนในอุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 5 ชั่วโมงนำมาตัดเป็นแผ่นขนาด 1.5-1 นิ้วเพียงเท่านี้ก็จะได้ หน่อไม้ฝรั่งแผ่นปรุงรส ซึ่งมีลักษณะเหมือนสาหร่ายแผ่น ที่ขายตามท้องตลาด


...แล้วยังอุดมด้วยคุณประโยชน์ด้านโภชนา ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน ลดปริมาณคอเลสเทอรอลในเส้นเลือดเพราะมีการปรุงแต่งกลิ่นรสชาติจากสมุนไพร ทั้งกระเทียมและพริกไทยซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หากรับประทานในปริมาณมาก

ใครที่สนใจทำไว้สำหรับกินเล่นในครอบครัวหรือจะทำขายเพื่อ "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้" ก็ไม่จนเงินใช้อย่างแน่นอน สามารถกริ๊งกร๊างสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 08-1362-7269 ในวันและเวลาที่เหมาะสม.


รายงานโดย เพ็ญพิชญา เตียว
ข้อมูลโดย : http://www.thairath.co.th

Read More...


เมี่ยงปลาหมุน' เมนูเพื่อสุขภาพทำเงิน

'เมี่ยงปลาหมุน' เมนูเพื่อสุขภาพทำเงิน













หากพูดถึง “เมี่ยง” หลายๆ คนคงจะนึกถึงเมี่ยงคำเป็นอันดับแรกๆ
ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลอาชีพเกี่ยวกับเมี่ยงมาให้พิจารณากัน
แต่ไม่ใช่เมี่ยงคำ เป็นอีกหนึ่งเมนูเมี่ยงที่ดีต่อสุขภาพ
เพราะวัตถุดิบหลักทำจากปลา อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เมี่ยงที่ว่านี้ก็คือ “เมี่ยงปลา

ไพฑูล เพ่งกลิ่น เจ้าของสูตร “เมี่ยงปลาหมุน” เล่าว่า ทำอาชีพขายเมี่ยงปลาหมุนมาประมาณ 2 ปี
ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานฝ่ายการตลาดหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่งนานถึง 14 ปี เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อยากมีธุรกิจส่วนตัวทำ
จึงลาออกจากงานมามองหาลู่ทาง ซึ่งช่วงเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดนั้นออกต่างจังหวัดตลอด
มีโอกาสได้เจอกับของกินแปลก ๆ โดยเฉพาะอาหารพื้นเมืองจะชอบกินมาก ก็พุ่งเป้าไปที่การขายอาหารกลุ่มนี้

ระหว่างที่มองหาอาชีพใหม่ ก็ทราบว่าธุรกิจเมี่ยงปลาเผากำลังดังอยู่ที่ชลบุรี และย่านหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ก็สนใจ เลยสำรวจดูในโซนที่ตั้งใจจะทำการค้า พบว่ายังไม่มีใครทำ จึงตัดสินใจทำอาชีพนี้โดยนำสูตรจากซีพีมาปรับ
ลองผิดลองถูกอยู่นาน 3 เดือน ก็ลงตัวเป็นสูตรมาตรฐานของตัวเอง ซึ่งกระแสตอบรับก็ดี

ปลาที่ไพฑูลใช้เป็นปลาทับทิม ใช้ปลาสดๆ นำมาย่าง เนื้อปลาจะหวานสดอร่อย
ไม่มีการย่างค้างเอาไว้รอขายให้ลูกค้าเสียความรู้สึก ซึ่งสำหรับลูกค้าประจำจะมีการโทรฯสั่งล่วงหน้า 20-30 นาที
เมื่อลูกค้ามาถึงปลาก็ย่างสุกพอดี นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเติมกลยุทธ์เรียกลูกค้าแบบถึงอกถึงใจด้วยระบบ “เดลิเวอรี่”
บริการส่งอาหารถึงบ้านลูกค้าในย่านซอยวัชรพล และบริเวณใกล้เคียง โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่มแต่อย่างใด

สำหรับการทำอาชีพนี้ วัสดุอุปกรณ์หลักๆ ก็มี เตาหมุนย่างอัตโนมัติ, ถาดสเตนเลส, กะละมัง, คีมคีบถ่าน
และถ่านหุงข้าว ขณะที่ส่วนผสม-วัตถุดิบ หลักๆ คือ ปลาทับทิม, เกลือป่น, ตะไคร้, ใบมะกรูด

เครื่องเคียงที่กินคู่กับปลา ก็ประกอบด้วย เส้นหมี่ลวก และผักสด นานาชนิด
โดยผักที่ใช้รอง ก็เช่น ผักกาดหอม, ผักกาดขาว และใบชะพลู
ส่วนผักแกล้ม ก็มี ใบสะระแหน่, โหระพา, ผักชีฝรั่ง, ผักชีไทย เป็นต้น

หัวใจสำคัญของอาหารชนิดนี้ ซึ่งไพฑูลเรียกว่า “เมี่ยงปลาหมุน” อยู่ที่ “น้ำจิ้มรสเด็ด
จะมีทั้งน้ำจิ้มเผ็ด หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด รสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ดสะใจ และน้ำจิ้มหวาน รสกลมกล่อม หวานอมเปรี้ยว

ขั้นตอนการทำ “เมี่ยงปลาหมุน”
เริ่มจากนำปลามาทำความสะอาด ผ่าท้องควักไส้ ไม่ต้องขอดเกล็ด ล้างให้สะอาด พักพอสะเด็ดน้ำ
นำตะไคร้ทุบพอแตก ใบมะกรูดฉีก ยัดเข้าไปในพุงปลาให้เต็ม เพื่อดับกลิ่นคาว
นำเกลือป่นที่เตรียมไว้มาคลุกให้ทั่วตัวปลา นำเหล็กแหลมหรือไม้ที่ใช้ย่างปลามาเสียบตัวปลา ก่อนจะนำไปย่าง

การย่างจะใช้เตาถ่านที่ไฟร้อนกรุ่นๆ อยู่ด้านล่าง โดย อุปกรณ์สำหรับย่างต้องสั่งทำพิเศษ
ใช้มอเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน ใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงาน ทำให้เกิดการหมุนตัวปลาที่ย่าง
ใช้เวลาหมุนย่างประมาณ 25 นาที ปลาก็จะสุกสม่ำเสมอกันดี มีสีสันและกลิ่นหอมชวนรับประทาน

สำหรับน้ำจิ้มรสเด็ด
ถ้าเป็นน้ำจิ้มชนิดเผ็ด หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด ส่วนผสมก็มี พริกขี้หนูสวนสีเขียวสด, รากผักชี,
กระเทียมกลีบเล็กปอกเปลือก, โหระพา, มะนาว, เกลือ และน้ำตาลทราย
โดยนำน้ำตาลทรายกับน้ำไปต้มจนเป็นน้ำเชื่อม แล้วทิ้งไว้ให้เย็น ปั่นกระเทียม ใบโหระพา รากผักชี,
พริกขี้หนูทั้งหมด ให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่ในชาม
เติมน้ำเชื่อม เกลือ น้ำมะนาว คนให้เกลือละลาย ปรุงรสให้แซบสะใจ เปรี้ยว เค็ม หวาน

ถ้าเป็นน้ำจิ้มหวาน ใช้น้ำมะขามเปียก, น้ำปลา, น้ำตาลปี๊บ และถั่วลิสงตำหยาบ
โดยนำน้ำตาลปี๊บใส่หม้อต้ม เติมน้ำสะอาดลงไปนิดหน่อย
พอเดือดก็ใส่น้ำปลา น้ำมะขามเปียก คนผสมให้เข้ากัน เคี่ยวต่อจนงวด ชิมให้ได้รสเปรี้ยว เค็ม หวาน
โรยหน้าด้วยถั่วลิสงคั่วตำหยาบๆ หรือจะใช้ถั่วตัดก็ได้ รสชาติจะจัดจ้านอีกแบบ

การขาย เมื่อลูกค้าสั่งเมี่ยงปลาหมุน ก็จะเสิร์ฟ หรือขายเป็นชุดๆ พร้อมกับผักสด เส้นหมี่ลวก น้ำจิ้มรสเด็ด 2 ชนิด
ส่วนวิธีรับประทานเมี่ยงปลาหมุน ก็เหมือนแหนมเนือง เริ่มจากเด็ดผักสดขนาดพอคำวางไว้ในจาน
แกะเนื้อปลาวางตามลงไป ตามด้วยเส้นหมี่ลวก ราดด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด ซึ่งมี 2 รสชาติให้เลือกตามชอบ

ราคาขาย “เมี่ยงปลาหมุน” ของไพฑูล ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา
ขนาดเล็ก น้ำหนัก 8-9 ขีด ราคา 180 บาท
ขนาดกลาง 1-1.2 กก. ราคา 200 บาท
ขนาดใหญ่ น้ำหนัก 1.3 กก.ขึ้นไป ราคา 220 บาท

ไพฑูลขาย “เมี่ยงปลาหมุน” อยู่ที่ลานจอดรถหน้าห้างเนเบอร์เซ็นเตอร์ ห้าแยกวัชรพล
ขายทุกวันช่วง 17.00-21.00 น. พร้อมมีชุดอุปกรณ์เตาย่างแบบหมุนอัตโนมัติขายให้ผู้สนใจด้วย
โดยใครต้องการติดต่อไพฑูลก็ติดต่อได้ที่ โทร.08-7001-5888
ซึ่งนี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ด้วยเมนูปลาเพื่อสุขภาพ.

-------------

คู่มือลงทุน เมี่ยงปลาหมุน
ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับขนาด-รูปแบบร้าน
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60% ของราคา
รายได้ ราคาชุดละ 180-220 บาท
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร, ตลาดนัด, ชุมชน
จุดน่าสนใจ เมนูปลาเพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย


เชาวลี ชุมขำ รายงาน
ที่มา : http://www.dailynews.co.th

Read More...


ขนมจีนบุฟเฟ่ต์’ ไม่ใหม่...แต่ยังไปได้ดี!!

‘ขนมจีนบุฟเฟ่ต์’ ไม่ใหม่...แต่ยังไปได้ดี!!









อาชีพทำอาหารขายก็ต้องรู้จักมองหาโอกาสตลาดและวิเคราะห์ลูกค้า
หากเพิ่มจุดเด่นในการบริการ-ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า
อาชีพขายอาหารธรรมดาๆ ก็สามารถต่อยอดและเพิ่มมูลค่าได้อย่างน่าสนใจ
อย่างเช่นร้าน “ขนมจีนบุฟเฟ่ต์” ที่แม้จะมีมานาน แต่จนวันนี้ก็ยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีได้

เอกยศ เก้าเอี้ยน” ครอบครัวทำธุรกิจขนมจีนอยู่ก่อน โดยขายทั้งปลีกและส่ง
ต่อมาเขามองว่าสามารถนำมาขยาย และเปลี่ยนรูปแบบให้บริการขนมจีนแบบบุฟเฟ่ต์ได้
เพราะวัตถุดิบก็มีอยู่แล้ว และไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
จึงตัดสินใจเปิดร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ในชื่อ “มีน้ำยา” ในซอยลาดพร้าว 71 เปิดมาราว 3 เดือนแล้ว

ที่เลือกทำเลจุดนี้ เอกยศบอกว่า เนื่องจากเป็นพื้นที่โซนออฟฟิศ มีห้างร้านและสำนักงานอยู่มาก
เนื่องจากการให้บริการร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์นี้ จุดสำคัญคือควรเป็นพื้นที่ที่มีคนสัญจรไปมาอยู่ตลอด
โดยที่ร้านจะเปิดขาย 08.00-15.30 น. ซึ่งในแต่ละวันจะมีลูกค้าเฉลี่ยประมาณ 80-100 คน
โดยลูกค้าจะแน่นมากที่สุดก็คือช่วยพักกลางวัน คือตั้งแต่ 11.00-13.00 น.
ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นลูกค้ากลุ่มครอบครัว

สาเหตุที่มีลูกค้ามานั่งรับประทานเป็นจำนวนมาก คือราคาของบุฟเฟ่ต์ ที่ต่อคนคือ 35 บาท โดยตักได้ไม่อั้น
กินได้จนอิ่ม ของจะมีเติมตลอด ไม่ว่าจะเป็นขนมจีน ข้าวสวย และน้ำยา-น้ำพริก-แกง
โดยเมนูของทางร้านจะมีอยู่ 5 ชนิดคือ น้ำยาแกงเขียวหวาน, น้ำยาป่า, น้ำยากะทิ, แกงไตปลา และน้ำพริก

นอกจากนี้ ก็จะมีเมนูอาหารอื่นเสริมสลับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอด อาทิ ข้าวผัด, ผัดหมี่, น้ำพริกกะปิ
เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการรับประทานมากขึ้น
และร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ก็ควรจะมีเมนูเสริม อาทิ ของหวาน, เครื่องดื่ม ไว้จำหน่ายเสริม
โดยที่ร้านนี้จะมีเฉาก๊วยน้ำแข็งให้บริการในราคาถ้วยละ 10 บาท

จุดสำคัญของธุรกิจแบบนี้คือ ต้องพยายามคัดของให้สดใหม่เสมอ เพราะลูกค้าอาจจะเดินเข้ามาทานซ้ำกันในวันถัดไป
นอก จากนี้ยังต้องมีพนักงานคอยตรวจดูปริมาณอาหารที่พร่องตลอด หากพร่องไปเกินครึ่งก็จะต้องนำอาหารออกมาเสิร์ฟ-มาเติมใหม่ทันที” เอกยศกล่าวแนะนำ

พร้อมบอกอีกว่า น้ำยาทุกชนิดจะมีสูตรเฉพาะตัว คือ รสชาติเข้มข้น แต่ไม่เผ็ดร้อนจนเกินไป
แต่หากใครชอบรสชาติเผ็ด ก็สามารถเติมพริกทอดเพื่อเพิ่มรสชาติทีหลังได้
ส่วนเคล็ดลับของความอร่อยคือ เลือกใช้ของมีคุณภาพดี และใหม่สดทุกวัน
โดยที่ผ่านมาถึงจะมีกำไรไม่มากมายอะไรนัก แต่สามารถอยู่ได้สบาย ๆ

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ไม่รวมสถานที่ อยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท ทุนหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อวัน
รายได้อยู่ที่ราคาขายหัวละ 35 บาท และมีรายได้เสริมจากเครื่องดื่มและของหวาน
‘ขนมจีนบุฟเฟ่ต์’ ไม่ใหม่...แต่ยังไปได้ดี!!-1








การเตรียมการขาย
ขั้นตอนแรกต้องเตรียมขนมจีน เมนูเสริมอย่างอื่นของร้านก็เตรียมไว้อย่างละหม้อหรือถาด
ที่สำคัญต้องเตรียมผักสด-ผักต้มที่ทานกับขนมจีนด้วย ได้แก่ หัวปลีซอย, ถั่วงอกต้ม, ผักบุ้งหั่นต้ม, กะหล่ำปลีซอย,
แตงกวาหั่นบาง, ใบแมงลัก, ถั่วฝักยาวหั่น, ถั่วงอกสด, ผักกาดดองหั่น
จัดวางไว้เป็นถาดเพื่อให้ลูกค้าเลือกรับประทานตามใจชอบ
ทั้งนี้ อีกหลักสำคัญคือ ของที่จัดไว้ต้องดูสวยงาม และใหม่สดสะอาดเสมอ
นอกจากนี้ก็ควรมี โถพริกน้ำปลา, โถน้ำตาล, โถพริกป่น, โถพริกขี้หนูแห้งทอด วางไว้ด้วย

สำหรับสูตรน้ำยา มาดูสูตร “น้ำยากะทิ” สัก 1 สูตร โดยวัตถุดิบตามสูตรก็มี
เนื้อปลาทู 1 กิโลกรัม,
กะทิคั้นสด 3 กิโลกรัม,
พริกไทยดำป่น 2 ช้อนโต๊ะ,
หอมแดง 10 หัว,
กระเทียม 1 ขีด,
กระชาย 2 หัว,
ตะไคร้ 5 ต้น,
ขมิ้น 1 เหง้า,
กะปิ 1 ถ้วยตวง,
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ,
พริกสด 2 ขีด

วิธีทำ
ขั้นตอนแรกนำปลาทูสดที่เตรียมไว้มาต้มกับพริกและเครื่องสมุนไพร เพื่อดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมในเนื้อปลาทู
จากนั้นทำการแกะเนื้อปลาทู พักไว้ นำส่วนผสมเครื่องแกงทำน้ำยามาปั่นให้ละเอียด
จากนั้นนำเนื้อปลาและส่วนผสมไปต้มในน้ำเดือด ใส่กะทิคั้น กะปิ และเติมเกลือเล็กน้อย
หรือปรุงรสตามต้องการ ชิมรสตามชอบ พอเดือดก็ยกลง เป็นอันเสร็จ พร้อมใช้ในการขาย
โดยเอกยศแนะนำว่า การทานขนมจีนให้อร่อยนั้น ต้องอุ่นน้ำยาให้ร้อนตลอดเวลา เพื่อให้มีกลิ่นหอม

และแม้ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์จะใช้ราคาถูกเพื่อดึงดูดลูกค้า
แต่เรื่องฝีมือการปรุงอาหาร และการบริการ ยังมีความสำคัญมากเช่นกัน ต้องควบคุมให้คุณภาพ-รสชาติดีคงที่
เพราะหากทำไม่อร่อย แม้ราคาจะถูกแค่ไหน ก็คงไม่มีใครเข้าร้านมากจนพอมีกำไรจากการขายแบบบุปเฟ่ต์อย่างแน่นอน

หัวใจของร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ นอกจากเรื่องปริมาณ และรสชาติแล้ว ด้านการบริการก็ยังเป็นส่วนสำคัญ
รวมถึงเรื่องความสะอาด ทำเล เพราะเหล่านี้จะส่งผลถึงการประสบความสำเร็จ”

ร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ มีน้ำยา ของเอกยศ อยู่ในซอยลาดพร้าว 71 เบอร์โทรศัพท์คือ 08-7007-0006, 08-0667-7008
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่ง ไอเดียธุรกิจอาหารประเภทจานเดียว...ที่วันนี้ยังไปได้.


ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

Read More...


ซาลาเปารสขิง’ เมนูสุขภาพ...มัดใจลูกค้า

‘ซาลาเปารสขิง’ เมนูสุขภาพ...มัดใจลูกค้า

ซาลาเปา” เป็นของกินที่มีการทำขายอยู่ทั่วไป มีไส้ต่างๆ ให้ลูกค้าเลือกตามความพอใจ ราคาไม่สูง
แต่สำหรับการทำขายก็ถือว่ามีการแข่งขันกันสูงพอสมควร
ดังนั้น คนทำซาลาเปาขายจึงต้องมีการสร้างจุดขายเพื่อดึงให้ลูกค้าสนใจ
และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอข้อมูล “ซาลาเปารสขิง” ซึ่งก็น่าสนใจ...

อ้อ-สันศนีย์ จันทร์จันทร์ นักศึกษาสาวชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เป็นเจ้าของไอเดีย “ซาลาเปารสขิง
โดยมี ผศ.สุชาดา งามประภาวัฒน์ เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ

เจ้าของไอเดียเล่าว่า ซาลาเปารสขิงถือว่าเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” อีกชนิดหนึ่ง
อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องทานอาหารระหว่างเดินทาง
โดยสรรพคุณของ
ขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการเมารถเมาเรือได้ มีสรรพคุณดีกว่ายาแก้เมาเสียอีก

สรรพคุณของขิงที่
มีรสหวาน เผ็ดร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน แก้หอบไอ
ขับเสมหะ แก้บิด
โดยขิงสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบทั้งของคาว ของหวาน
หรือทานสดๆ เป็นเครื่องเคียง รวมถึงแปรรูปเป็นขิงผง ขิงดอง และน้ำขิงได้อีกด้วย
ส่วนซาลาเปาเป็นอาหารที่นิยมรับประทานรองท้องไม่ให้หิว

นอกจากนี้ ยังเป็นอาหารว่าง ที่กระตุ้นให้อยากรับประทานอาหารประเภทอื่นได้อีกด้วย
ซึ่งซาลาเปาก็มีทั้งไส้หวาน ไส้เค็ม มีทั้งไส้หมูสับ ไส้หมูแดง ไส้ครีม ไส้ถั่วดำ และก็ทำให้มีรสขิงได้ด้วย

การทำซาลาเปา
อุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ หม้อนึ่งซาลาเปาหรือซึ้งนึ่ง, เครื่องนวดแป้ง, เตาแก๊ส,
ถาดอะลูมิเนียม, ไม้นวดแป้ง และเครื่องครัวเบ็ดเตล็ด

สำหรับวัตถุดิบ-ส่วนผสมสำหรับทำ “ซาลาเปารสขิง” แยกเป็น...
ส่วนผสมที่ 1 ประกอบด้วย
แป้งสาลีตราบัว 120 กรัม,
ยีสต์ 1½ ช้อนชา,
น้ำเปล่า 3½ ช้อนโต๊ะ
และส่วนผสมที่ 2 ประกอบด้วย
แป้งสาลี 75 กรัม,
ผงฟู 1 ช้อนชา,
น้ำตาลทราย 35 กรัม,
เนยขาว 20 กรัม,
เกลือ ¼ ช้อนชา
และ น้ำขิง 2 ช้อนโต๊ะ
‘ซาลาเปารสขิง’ เมนูสุขภาพ...มัดใจลูกค้า-1


ขั้นตอนการทำ “ซาลาเปารสขิง”
เริ่มจากทำส่วนผสมที่ 1 นำแป้งสาลีผสมกับยีสต์ในกะละมัง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนจะใส่น้ำสะอาดตามลงไป
ทำการนวดพอเข้ากัน ตั้งพักไว้ให้แป้งขึ้นเป็นเท่าตัว

ต่อไปเป็นการเตรียมส่วนผสมที่ 2 นำแป้งสาลีเทใส่ลงในกะละมัง ตามด้วยผงฟู น้ำขิง และน้ำสะอาด
คลุกเคล้าพอเข้ากัน จากนั้นก็นำแป้งส่วนผสมที่ 1 ที่ทำไว้ มาผสมเข้ากับส่วนผสมที่ 2 นวดพอเข้ากัน
แล้วจึงใส่เนยขาวเป็นขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นก็นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนแป้งเนียน
แล้วพักไว้ 10 นาทีให้แป้งได้ที่

ระหว่างนี้ก็ทำ ไส้ไก่ผัดขิง โดยส่วนผสมก็มี...
เนื้อไก่ 100 กรัม,
ขิงอ่อน 25 กรัม,
เห็ดหูหนู 50 กรัม,
หอมหัวใหญ่ 50 กรัม,
ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ,
น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
และน้ำมันพืช

สำหรับขั้นตอนการทำไส้ไก่ผัดขิง เริ่มจากทำการล้างเนื้อไก่ ขิงอ่อน เห็ดหูหนู และหอมหัวใหญ่ ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
แล้วทำการหั่นส่วนผสมทั้งหมดเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ
จากนั้นนำกระทะตั้งไฟ พอร้อนใส่น้ำมันพืชลงไปเพียงเล็กน้อย ใส่หอมหัวใหญ่และขิงอ่อนลงไปผัดให้หอม
แล้วจึงใส่เนื้อไก่ตามลงไปผัดให้สุก ปรุงรสด้วยซอสปรุงรสและน้ำตาลทราย
จากนั้นจึงใส่เห็ดหูหนูตามลงผัด 4-5 ที พอแห้ง ชิมรสให้กลมกล่อม

รสได้ที่แล้วก็ยกลงจากเตา ตั้งพักไว้ให้เย็นเตรียมไว้

ขั้นต่อไปนำแป้งที่เตรียมไว้มาตัดแบ่งเป็นก้อนๆ ปั้นเป็นก้อนกลม ก้อนละ 20 กรัม
(ส่วนผสมตามที่แนะนำทำซาลาเปาได้ประมาณ 18 ลูก) พักไว้ 10 นาที เพื่อให้แป้งขึ้น
ก่อนจะทำการห่อไส้ ด้วยการใช้ไม้คลึงมารีดแป้งกลับไปกลับมาให้เป็นแผ่นกลม ตักไส้ใส่ลงตรงกลางแป้ง
ค่อยๆ จีบเป็นกลีบก่อนจะหุ้มปิดเพื่อความสวยงาม นำผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้แห้งคลุมปิดไว้
ก่อนจะนำไปนึ่งในน้ำเดือดราว 10 นาที ก็เสร็จเรียบร้อย

อ้อ-สันศนีย์ บอกด้วยว่า
“ซาลาเปารสขิง” สามารถเก็บไว้ได้นานราว 2 เดือน ในช่องแช่แข็ง
เมื่อจะรับประทานก็นำออกมาเข้าไมโครเวฟ ซึ่งซาลาเปารสขิงนี้จะมีทั้งกลิ่นและรสของขิง เป็นรสชาติที่ลงตัว

ซาลาเปารสขิง” เป็นผลงานของนักศึกษา
แต่ก็สามารถนำไปพลิกแพลงต่อยอดทางการค้า เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้
โดยคำนวณตั้งราคาขายให้มีกำไรประมาณ 40% หลังหักทุนวัตถุดิบ
ซึ่งหากใครสนใจ ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็ลองติดต่อไปที่ ผศ.สุชาดา มทร.ธัญบุรี โทร. 08-9526-7598.


เชาวลี ชุมขำ : รายงาน
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

Read More...


บัวลอยไข่เค็ม’ หา ‘จุดต่าง’ สร้างอาชีพ

‘บัวลอยไข่เค็ม’ หา ‘จุดต่าง’ สร้างอาชีพ

ยุคนี้สมัยนี้ขนม “บัวลอย” มีการทำขาย-หากินได้ตลอดทั้งปีไม่เลือกฤดู แถมยังมีบัวลอยแบบแปลกๆ ใหม่ๆออกมานำเสนอแก่ผู้บริโภคเสมอๆ อาทิ บัวลอยเผือก บัวลอยทรงเครื่องไข่นกกระทา
ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ การพลิกแพลงของผู้ทำขาย เพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้า
อย่าง “บัวลอยไข่เค็ม” ที่ออกมาประชันกับบัวลอยไข่หวานที่ทีม “ช่องทางทำกิน” นำเสนอในวันนี้ ก็น่าสนใจ.....

เจ้าของสูตร “บัวลอยไข่เค็ม” ทำงานประจำอยู่แล้ว
แต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ววิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจภาพรวมในอนาคตอาจจะไม่ค่อยดีนัก ต้องหารายได้เพิ่ม
จึงไปเรียนปั้นขนมบัวลอยกับญาติที่อยุธยา เพราะทานแล้วรู้สึกชอบ

เมื่อทำเป็นก็เปิดร้านเอง แรกๆ ก็ขายตามตลาดนัด และค่อยๆ ขยับขยายมาขายในตึกแถวเป็นหลักแหล่ง
ที่เป็นบัวลอยไข่เค็มนั้น ปรียาพรรณ ทิพหา เจ้าของสูตรเล่าว่า เคยได้ยินว่ามีคนทำขายย่านฝั่งธนฯ
จึงลองหัดทำเองดูบ้าง ปรากฏว่าก็ทำได้ เพราะมีพื้นฐานการทำขนมเป็นอยู่แล้ว ส่วนที่เพิ่มเติมก็ไม่ยากอะไรและนอกจากตนเองที่ทำเป็นแล้ว ก็ยังสอนให้คนในครอบครัวอีก 3-4 คนทำได้หมดอีกด้วย

ในแต่ละวันร้านบัวลอยไข่เค็มร้านนี้จะใช้แป้งข้าวเหนียวสด 7 กก.
ขายทั้งบัวลอยธรรมดา บัวลอยไข่หวาน และบัวลอยไข่เค็ม แป้งบัวลอยจะมี 5 สีคือ สีขาว (เผือก),
สีเหลือง (ฟักทอง), สีชมพู (แก้วมังกร), สีเขียว (ใบเตย), สีน้ำเงินม่วง (ดอกอัญชัน)


โดยแป้งข้าวเหนียวเมื่อกลายเป็นแป้งบัวลอยแล้วจะเพิ่มน้ำหนักเป็น 15 กก. ตามเนื้อ และน้ำผลไม้-สมุนไพรที่เพิ่มเข้าไปหลักๆ จะเป็นแป้งบัวลอยเผือก 2 กก. แป้งบัวลอยฟักทอง 2 กก. ส่วนที่เหลือนั้นจะใช้อย่างละ 1 กก.

และการทำเป็นแป้งบัวลอย 5 สีนั้น ถ้าเป็นแป้งบัวลอยสีขาวจะใช้เผือกต้มสุก 1 กก.,
แป้งบัวลอยสีเหลืองจะใช้ฟักทองต้มสุก 1 กก., แป้งบัวลอยสีชมพูใช้เนื้อผลไม้แก้วมังกรแดง 1 กก.
ส่วนแป้งบัวลอยอีก 2 นั้น จะใช้ใบเตยสีเขียวเข้มกำใหญ่ และดอกอัญชันสีเข้มจำนวนหนึ่ง

การนวดแป้งก็จะเหมือนนวดแป้งทั่วไป ใช้มือนวด นวดโดยเจือด้วยน้ำต้มสุก พร้อมเนื้อผลไม้และน้ำสมุนไพรค่อยๆ นวดไป เติมน้ำและเนื้อไป ดูจนเข้ากันพอดีก็ใช้ได้
ซึ่งในส่วนแป้งสีชมพูนั้น แก้วมังกรแดงไม่ต้องต้มเหมือนเผือกหรือฟักทอง ใช้เนื้อผลไม้ได้เลย
ส่วนใบเตยและดอกอัญชันนำไปปั่นกับน้ำต้มสุกค่อนขวด (ขวดขนาด 1/2 ลิตร)
ปั่นแล้วกรองเอาแต่น้ำออกมา ก็จะได้น้ำสมุนไพรชนิดเข้มข้นสุดๆ นำน้ำนี้นวดกับแป้งข้าวเหนียวนวดแป้ง
เสร็จแล้วที่ร้านนี้จะใช้วิธีปั้นออกเป็นเม็ดเล็กๆ ทั้งหมดเลย คลุกเคล้าทุกสีให้เข้ากัน
แล้วนำแป้งบัวลอยจำนวนหนึ่งไปต้มสุก แล้วแช่น้ำไว้จะไม่ต้มทั้งหมด เพราะถ้าขายไม่ทันแป้งจะแข็งเป็นไต และจะไม่ปั้นไปขายไป เพราะเสียเวลา

จากนั้นก็ทำน้ำกะทิ ใช้หัวกะทิ 15 กก. และเนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 15-20 ลูก
(ไม่ใช้มะพร้าวแช่น้ำเพราะจะเสียเร็ว) อุ่นกะทิให้ร้อนก็ใช้ได้ กะทินี้ต้องอุ่นให้ร้อนตลอดเวลา

ส่วนน้ำเชื่อม
ใช้กระทะทองเหลืองเบอร์ 16 เป็นภาชนะทำ ใช้น้ำตาลทราย 2 กก. และน้ำเปล่า 2 ลิตร
เคี่ยวให้กลายเป็นน้ำเชื่อม ซึ่งน้ำเชื่อมนี้ใช้สำหรับทำต้มไข่หวาน (ใช้ไข่ไก่วันละ 90 ฟอง)
ซึ่งจะทำทิ้งคราวละไม่มาก เพราะถ้าทำมากๆ แล้วทิ้งไว้นานๆ ไข่จะแข็ง

สำหรับ “ไข่เค็ม
ใช้ไข่เค็มดิบเบอร์ใหญ่สุด (ใช้ไข่เค็มวันละ 60 ฟอง) ตอกแล้วช้อนแต่ส่วนไข่แดงออกมา
แล้วนำไปต้มสุก ใช้เวลาต้ม 10 นาที ก็ใช้ได้เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมขายได้เลย
โดยแต่ละชุดจะตักแป้งบัวลอย 1 ตะบวยเล็ก ใส่ไข่ (จะเป็นไข่หวานหรือไข่เค็มก็แล้วแต่) ตักน้ำเชื่อมใส่
และราดด้วยน้ำกะทิเป็นอันดับสุดท้าย

“บัวลอยไข่เค็มจะมีรสชาติไม่เค็มมาก ใช้เฉพาะไข่แดงสด ต้มให้สุก
ส่วนกะทิก็ออกรสเค็มๆ มันๆ เติมน้ำเชื่อมอีกหน่อย รสชาติก็ลงตัวพอดี”

ปรียาพรรณบอกราคาขายบัวลอยเจ้านี้ แบบไม่ใส่ไข่ 10 บาท, บัวลอยไข่หวาน 15 บาท
ส่วนบัวลอยไข่เค็มชุดละ 20 บาท ซึ่งถ้าทำในปริมาณที่ว่ามาข้างต้นจะลงทุนประมาณ 1,000-1,500 บาท
ขายหมดจะได้ประมาณ 2,500-3,000 บาท โดยทุนอุปกรณ์ในเบื้องต้นอยู่ประมาณ 15,000 บาท

ร้านขายบัวลอยต่างๆ รวมถึง “บัวลอยไข่เค็ม” ของปรียาพรรณ อยู่ในกรุงเทพฯ
อยู่ริมถนนนวลจันทร์ ฝั่งเยื้องกับซอยนวลจันทร์ 18-20 หมายเลขโทรศัพท์ 08-6900-2405, 08-9894-6226
 

ขายทุกวันตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. ใครสนใจชิมรสชาติก็เชิญได้
และนี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่น่าพิจารณา !!.


สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน
ข้อมูลโดย : เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 เม.ย. 2551
ภาพจาก : http://www.siaminfobiz.com

Read More...


ข้าวโพดคลุก ‘ธัญพืช’ เพิ่มจุดขาย

‘ข้าวโพดคลุก’ ‘ธัญพืช’ เพิ่มจุดขาย

ธัญพืช” เพื่อสุขภาพ จำพวกข้าวบาร์เลย์ เมล็ดบัว ลูกเดือย เมล็ดงา
ปัจจุบันมีการนำมาใช้ “เพิ่มจุดขาย” ให้อาหารหลายชนิด เพราะผู้บริโภคยุคใหม่กำลังให้ความนิยม
รวมถึง “ข้าวโพดคลุก” ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีเรื่องราวของ “ข้าวโพดคลุกธัญพืช” มานำเสนอ
ให้ลองพิจารณากัน...

เจี๊ยบ-จันทร์นภา ทองเชื้อ เป็นเจ้าของร้าน Sweet Corn ที่ขาย “ข้าวโพดคลุกธัญพืช” โดยเจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า
เป็นคนชอบทานข้าวโพด กล้วยต้ม และฟักทองมาก ทั้งซื้อทานและทำทานเอง
ต่อมาจึงได้ใช้เวลาว่างหลังจากเลิกงานประจำ มาเปิดร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพที่ฟูดส์ เซ็นเตอร์ เมืองทอง
เริ่มต้นจากการขายข้าวโพดต้ม ข้าวโพดคลุกเนย และข้าวโพดต้มคลุกมะพร้าว
และภายหลังก็นำฟักทอง และกล้วยต้มมาขายเพิ่มด้วย

เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าข้าวโพดคลุกเนยได้รับความนิยมมาก มีขายทั่วบ้านทั่วเมือง
ซึ่งทำให้ที่ร้านขายได้ยากมากขึ้น...จึงต้องพยายามพลิกแพลง และหาจุดขายใหม่ๆ

“วันหนึ่งมีของเหลือ คือ ข้าวโพดต้ม กล้วยต้ม และฟักทองต้มเต็มร้านเลย
จึงได้นำของทั้ง 3 อย่างนี้มาจัดแบ่งแยกเป็นชุดเดียวกันในปริมาณเท่าๆ กัน ซึ่งปรากฏว่าขายดี
ทำให้เรารู้ว่าคนต้องการกินทั้ง 3 อย่างในปริมาณอย่างละไม่มาก จึงได้จัดทำเป็นชุดขายเช่นนี้มาตลอด”

คุณเจี๊ยบเล่าต่อไปว่า ต่อมาก็ได้เพิ่มการคลุกธัญพืชต่าง ๆ โดยเริ่มมาได้ 6 เดือนแล้ว
เพราะเห็นว่าคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงได้คิดนำธัญพืชมาประกอบเพิ่ม
ซึ่งก็พยายามที่จะศึกษาว่าแต่ละอย่างมีคุณสมบัติอะไรบ้างต่อร่างกาย จนความรู้แตกฉานในระดับหนึ่งแล้ว
จึงได้ทดลองทำขายดู ในราคาที่ไม่แพง และก็ได้รับการตอบรับดีมากทีเดียว คนให้ความสนใจมาก
เป็นทางเลือกในการค้าขายอีกทางหนึ่ง

สำหรับการขายอาหารเพื่อสุขภาพรูปแบบนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แต่อาจจะต้องวุ่นวายในเรื่องของการเตรียมของเท่านั้นเอง เพราะของที่ขายนั้นเป็นของทาน
ดังนั้นเรื่องของความสด ความสะอาด และถูกหลักอนามัย จึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก

เริ่มต้นที่ ข้าวโพด ต้องใช้ข้าวโพดเกรดเอ วันละ 150-200 ฝัก ปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปต้มให้สุก
แต่ในระหว่างขายอาจจะต้องนึ่งร้อนไปด้วย, ฟักทอง เลือกที่เนื้อแน่นเหนียว ใช้วันละ 20 กก.
ปอกเปลือก คว้านเม็ด และต้มให้สุก, กล้วยน้ำว้า วันละ 7-10 หวี ปอกเปลือก และต้มใส่เกลือ
ธัญพืชต่างๆ ที่ใช้คลุกผสม ประกอบไปด้วย ถั่วแดง, ถั่วเหลือง, ข้าวบาร์เลย์ และลูกเดือย ใช้วันละ 1 กิโลกรัม
โดยต้องนำมาแช่น้ำค้างคืน และนำไปต้มให้สุกเสียก่อนจึงนำมาใช้

นอกจากนี้ก็เตรียม น้ำตาลอ้อย, งาขาวคั่วบด, งาดำคั่วบด และงาขาว-งาดำคั่วผสมกัน
เน้นว่าต้องใช้ของสด ของใหม่ ทุกวัน

การขาย “ข้าวโพดคลุกธัญพืช” มีหลายแบบคือ คลุกขายกันสดๆ หรือคลุกแล้วบรรจุลงในกล่องโฟม
ปิดด้วยพลาสติกใสให้เรียบร้อย หรือจัดเตรียมเป็นชุดๆ
เพื่อให้ลูกค้านำไปทำทานเอง ในปริมาณที่เหมาะสมกับราคา แต่อิ่มท้อง ไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป

ข้าวโพดคลุกธัญพืช ขายราคา 15 บาท ประกอบไปด้วย ข้าวโพดต้ม และเครื่องธัญพืช ได้แก่
บาร์เลย์+ลูกเดือย+ถั่วเหลือง+ถั่วแดง+น้ำตาลอ้อย+งาดำบด+งาขาวบด +งาขาว-งาดำคั่ว และเกลือนิดหน่อย

การคลุกจะใช้ข้าวโพดต้ม 1/2 ฝักเป็นตัวยืนพื้น
ส่วนธัญพืชอย่างบาร์เลย์ ลูกเดือย ถั่วเหลือง ถั่วแดง อย่างละ 1 ทัพพี คลุกเคล้ากับน้ำตาลอ้อย 2 ทัพพี
และเพิ่มสีสันด้วยงาดำบด งาขาวบด งาขาว-งาดำคั่ว ปรุงรสด้วยเกลืออีกนิดหน่อย เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

ส่วนการขายแบบรวมชุด ราคา 15 บาท ประกอบด้วย ข้าวโพด ต้ม ฟักทองต้ม และกล้วยน้ำว้าต้ม
มีเครื่องธัญพืช ได้แก่ บาร์เลย์+ลูกเดือย+ ถั่วเหลือง+ถั่วแดง+น้ำตาลอ้อย+งาดำบด+งาขาวบด และงาขาว-งาดำคั่ว

นอกจากนี้ที่ร้านคุณเจี๊ยบก็ยังมีแบบเดิมๆ ขายให้ลูกค้าอยู่ คือ ข้าวโพดคลุกมะพร้าว ขายราคา 15 บาท
และข้าวโพดคลุกเนย ขายราคา 12 บาท

ร้านของคุณเจี๊ยบ-จันทร์นภา อยู่ที่บริเวณฟูดส์ เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี โซนซี
ขายทุกวันตั้งแต่เวลา 13.00-20.00 น. และยังมีที่ห้างโลตัส พระ ราม 5
หรือติดต่อคุณเจี๊ยบได้ที่ โทร. 0-1813-6473 (ปัจจุบันเป็น 08-1813-6473)

ขายอาหารการกินยุคที่ใครๆ ก็ขาย จำเป็นต้องเน้นคุณภาพสินค้า
และหากสามารถพัฒนารูปแบบให้แปลกใหม่ได้ด้วย ก็จะยิ่งดี อย่างกรณี “ข้าวโพดคลุกธัญพืช” นี่เป็นต้น !!.


สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน
จเร รัตนราตรี : ภาพ
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 เม.ย. 2549
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

Read More...


กระท้อนทรงเครื่อง เพิ่มมูลค่าผลไม้-ทำเงิน

‘กระท้อนทรงเครื่อง’ เพิ่มมูลค่าผลไม้-ทำเงิน

ในบรรดาผลไม้ไทยที่มีการนำมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าแล้วกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจ
ก็รวมถึง “กระท้อน” ที่นำมาแปรรูปในลักษณะที่เรียกว่า “ทรงเครื่อง
ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” จะพาไปสัมผัสกับข้อมูล “กระท้อนทรงเครื่อง เจ้าเก่าวังหลัง
ซึ่งทำขายมานานกว่า 10 ปีแล้ว...

อารีย์ ศรีวิทัศน์ เจ้าของร้าน "กระท้อนทรงเครื่อง เจ้าเก่าวังหลัง" เผยว่า
เดิมทีมีอาชีพเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าขายมาก่อน และเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาได้ไปร่ำเรียนวิชาโหราศาสตร์
จากนั้นได้ย้ายมาอยู่ที่ย่านวังหลัง พร้อมกับเปิดร้านรับทำนายดวงชะตา ควบคู่ไปกับการขายเสื้อผ้าด้วย
จนต่อมาพี่สาวมาเยี่ยม และแนะนำว่าน่าจะทำกระท้อนทรงเครื่องขาย เพราะเห็นว่าย่านวังหลังมีคนเยอะ
ประกอบกับคุณแม่มีสูตรการทำอยู่แล้ว ตนเห็นว่าน่าจะทำเป็นรายได้เสริมได้อีก จึงลองทำขายดู

โดยเริ่มขายเป็นเจ้าแรกในย่านเริ่มต้นที่กระท้อนทรงเครื่อง จากนั้นยังได้เพิ่มเติมมะกอก, สละทรง
รวมทั้งมะม่วงน้ำปลาหวานด้วย ซึ่งกระท้อนกับสละจะมีผลผลิตเพียง 5-7 เดือนต่อปีเท่านั้น
แต่มะม่วงนั้นมีให้ขายตลอดทั้งปี และเมื่อหมดหน้ากระท้อน-สละแล้วก็จะทำเมี่ยงส้มโอมาขายด้วย
ก็เป็นเทคนิคการขายที่ทำให้มีสินค้าขายตลอดปี"

จริงๆ แล้วผลไม้ของไทยทุกชนิดสามารถนำมาทำเป็นผลไม้ทรงเครื่องได้หมด
ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานหรือรอขายได้นานประมาณ 10 วัน
แต่ที่สำคัญอยู่ที่น้ำทรงเครื่อง และคุณภาพของผลไม้ ต้องยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้ของที่สดและดีจริง ๆ"

คุณอารีย์กล่าวต่อไปว่า สำหรับ "กระท้อนทรงเครื่อง" นั้น การเลือกกระท้อนจะสั่งซื้อโดยตรงจากสวนที่ระยอง
และต้องเป็นกระท้อนห่อ (ได้รับการห่อถุงกระดาษจากต้น) เพราะเนื้อจะฟู และอร่อย
ส่วนสละซื้อจากปากคลองตลาด มะกอกนั้นซื้อมาจากตลาดมหานาค มะม่วงที่ใช้ก็ต้องเป็นมะม่วงแรดที่ได้รสชาติ

โดยเฉลี่ยในแต่ละวันร้านนี้จะใช้กระท้อน 20 กก. โดยซื้อมา กก.ละ 25 บาท
ส่วนสละกับมะกอกใช้วันละ 10 กก. ซื้อมา กก.ละ 35 และ 25 บาทตามลำดับ
มะม่วงจะใช้ประมาณ 15 กก.ต่อวัน ซื้อมา กก.ละ 20 บาท
ราคาขายกระท้อนทรงเครื่องทั่วไปจะอยู่ที่ลูกละ 30 บาท แต่ถ้าเป็นลูกใหญ่ประมาณ 2 ลูกต่อ 1 กก.
จะขายลูกละ 80 บาท ส่วนสละทรงเครื่องขายถุงละ 30 บาท, มะกอกทรงเครื่องขายถุงละ 20 บาท
และมะม่วงน้ำปลาหวานขายถุงละ 30 บาท

วิธีการทำ เริ่มจากการปอกเปลือกกระท้อนก่อน จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเกลือประมาณครึ่งชั่วโมง
แล้วหั่นไปรอบๆ ผล บีบตรงขั้วบน-ล่างลงมา และหมุนเล็กน้อย จะได้รูปทรงที่สวยงามและน่ารับประทาน
แต่ถ้าเป็นมะกอกนั้นเมื่อปอกเปลือกเสร็จ เมื่อนำไปล้างน้ำให้สะอาดเรียบร้อยแล้ว ให้นำไปลวกในน้ำร้อน
และบีบให้แตกโดยที่ไม่ต้องแคะเมล็ดออก ส่วนสละเมื่อปอกเปลือกล้างเสร็จแล้ว สามารถนำมาใช้ได้เลย

การทำ "น้ำทรงเครื่อง" อุปกรณ์-วัตถุดิบที่ต้องเตรียมตามสูตรก็มี หม้อสำหรับเคี่ยวน้ำ, น้ำเปล่า,
น้ำตาลปี๊บ 10 กก., พริกแดงปั่น 1 ขีด, กะปิอย่างดี 1 ขีด และแบะแซ 500 กรัมกรรม

วิธีขั้นตอนการทำ
คือ นำน้ำตาลปี๊บต้มกับน้ำเปล่าประมาณ 5 แก้วให้เดือดก่อน จากนั้นใส่พริกแดงปั่น, กะปิและแบะแซลงไป
เติมน้ำเปล่าอีกประมาณ 2 แก้ว เคี่ยวให้เข้ากันอีกประมาณครึ่งชั่วโมง รอจนเดือดแล้วนำขึ้นจากเตาได้เลย

มีน้ำทรงเครื่องแล้วก็ต้องมีเครื่องเคียงประกอบด้วย ได้แก่ มะพร้าวคั่ว, ถั่วลิสงคั่ว ทุบ ให้แตก และกุ้งแห้ง
โดยที่เวลาขายกระท้อนทรงเครื่อง 1 ถุงจะใช้มะพร้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ, ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
และกุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ แต่ถ้าเป็นน้ำปลาหวานจะใช้น้ำทรงเครื่องเหมือนกัน เพียงแต่เครื่องเคียงต่างกัน
โดยมะม่วงจะใช้หอมแดงซอย, พริกขี้หนูซอย และกุ้งแห้งแทน

คุณอารีย์ยังบอกเคล็ดลับให้ฟังอีกว่า "จุดสำคัญอยู่ที่มะพร้าวและถั่วลิสง ต้องนำมาคั่วเอง
ยอมเสียเวลาเพิ่มอีกนิด จะได้เครื่องเคียงที่หอม และมีคุณภาพมากกว่า"

นอกจากนี้ยังบอกต่ออีกว่า ตอนแรกเคยคิดจะเลิกขายเหมือนกัน เพราะคิดว่ารับดูดวงอย่างเดียวก็พอแล้ว
แต่พอมีลูกค้าติดอกติดใจฝีมือมากมาย อีกทั้งมีแฟนมาคอยช่วยขาย จึงไม่ได้คิดที่จะเลิกอีกเลย

ปกติแล้วร้านกระท้อนทรงเครื่องร้านนี้จะเปิดขายตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น
โดยในหนึ่งวันถ้าขายได้หมดตามการลงทุนซื้อของดังที่ว่ามาแต่ต้น จะทำรายได้เกือบ 3,000 บาท
จากราคาต้นทุนต่อวันประมาณ 1,500-1,700 บาท
ก็เรียกได้ว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจ คุ้มเหนื่อย และสามารถเลี้ยงครอบครัวได้

ใครผ่านไปแถววังหลังในกรุงเทพฯ อยากชิมรสชาติ "กระท้อนทรงเครื่อง" ของ อารีย์ ศรีวิทัศน์ ก็เชิญ
ร้านอยู่ตรงปากซอยวังหลัง ด้านถนนอรุณอมรินทร์ หรือสอบถามที่ โทร. 0-2412-4687, 08-9520-0672

ก็เป็นอีกหนึ่ง "ช่องทางทำกิน" เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการนำอะไรมาประยุกต์เพิ่มมูลค่า
ก็จะสามารถสร้างรายได้ที่ดีขึ้นอีกระดับ
ซึ่งในช่วงนี้ ก็เป็นช่วงที่มี "ผลไม้ไทย" ต่างๆ พาเหรดออกผลอย่างอุดมสมบูรณ์ จนบางอย่างมีปัญหาราคาตก
หากลองนำมาทำ "ทรงเครื่อง" อาจสร้างงาน-สร้างกำไรที่ดีได้ !!


ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

Read More...


ฮวงจุ้ย… “เลือกทำเลดี มีชัยกว่าครึ่ง”

(บทความในนิตยสารช่องทางทำมาหากิน ฉบับเดือน ส.ค. 2551) 
การเลือกทำเลร้านค้า หรือห้างร้าน กิจการใดๆ ในศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น มีความสำคัญมาเป็นอันดับแรกเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะกิจการ หรือร้านค้าจะเจริญรุ่งเรือง การเลือกทำเลที่เหมาะสม และส่งเสริมเกื้อหนุนดี จะยิ่งเพิ่มพูนทวีความเจริญรุ่งเรืองให้กิจการนั้นๆก้าวหน้ายิ่งขึ้น
 
ขอยกตัวอย่าง การพิจารณามาให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจและสามารถนำไปใช้เลือกทำเลของท่านได้ ซึ่งหลักการที่เราจะพูดถึง คือการดึงเอาพลังชี่ที่ดี เข้าสู่ตัวอาคาร ซึ่งพลังชี่นี้ เป็นเสมือนพลังที่หล่อเลี้ยงตัวอาคารสิ่งปลูกสร้าง รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อยู่ภายในอาคารนั้น เปรียบเสมือนลมหายใจซึ่งมีออกซิเจน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตที่ก่อให้เกิดพลังชีวิต การเคลื่อนไหวและก่อกำเนิดสิ่งต่างๆ หรือบางตำราอาจเรียกว่า “พลังมังกร” ซึ่งในหลักการของฮวงจุ้ยนั้น การเลือกร้านค้า จำเป็นต้องหาทำเลที่เหมาะสม และสามารถรับพลังชี่ได้มาก ก็จะเกิดความเจริญรุ่งเรืองได้มาก นอกจากนี้กระแสชี่นี้ยังเป็นการนำพาคนจำนวนมากมายังร้านค้าของเราด้วย ซึ่งผมจะสรุปง่ายๆสำหรับการเลือกทำเลร้านค้าเบื้องต้น ซึ่งดึงเอาทำเลในเมืองที่เป็นอยู่ปัจจุบันจริงมาเป็นตัวอย่างให้ท่านผู้อ่าน ได้เข้าใจง่ายๆ และสามารถนำไปดัดแปลงใช้ได้จริงประกอบการพิจารณาเลือกทำเลร้านค้าของท่านเอง ดังนี้ 
1.        การเลือกทำเลที่ดี ควรสามารถรับกระแสพลังจากด้านหน้าได้ดี และมีตัวคอยดักกระแสให้เข้าสู่ร้านค้า เช่น ร้านค้าที่อยู่ริมถนนหากถนนรถวิ่งจากขวามาซ้าย ควรมีป้ายตั้งพื้น วางขวางไว้ทางซ้ายของร้านค้า หรือการติดป้ายแนวยื่นออกไปยังถนนควรอยู่ในตำแหน่งเยื้องไปทางซ้ายของหน้า ร้าน ไม่เอามาขวางไว้ทางขวามือ ก่อนถึงประตูร้านค้า ดังรูปที่ 1.
  
pic0011.gif 
2.        ควรเลือกร้านที่ก่อนถึงสะพานลอยคนข้ามเล็กน้อย จะดีกว่าร้านที่เลยไป กรณีนี้ใช้ได้กับถนนลอยฟ้ารถข้าม หรือสิ่งปลูกสร้างที่พาดผ่านทุกชนิด ดังรูป


pic002.gif 

3.        จุดรถลงสะพาน หากไม่มีสะพานคนข้ามทอดผ่าน หรือป้ายดักกระแสเข้ามายังตัวอาคาร ถือว่าไม่ดี ควรมีทางรถวิ่งเข้า และมีสะพานคนข้ามคอยดักไว้จะดีกว่า
4.        พื้นที่ด้านหน้าอาคาร ไม่ควรใกล้ถนนมากเกินไป ควรเว้นพื้นที่ลานด้านหน้าให้กว้าง ซึ่งภาษาทาง ฮวงจุ้ยเราเรียกส่วนนี้ว่า “เห ม่งตึ๊ง” ลานเหม่งตึ๊งที่ดี ควรกว้าง ได้สัดส่วน ไม่ลาดออก ไม่เอียงออกข้างทั้งสอง จุดนี้ในทางฮวงจุ้ยคือ จุดพักสะสมพลังงานชี่ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคาร หากไม่มีจะทำให้พลังสะสมตัวได้น้อยถือว่าไม่ดี และควรมีการไหลของพลังงานชี่เข้าสู่ตัวอาคารจึงจะถูกต้อง
pic003.gif 
5.        หากด้านหน้าอาคารมีกำแพง หรือตึกที่สูงกว่าลานโล่ง ระยะความสูงของกำแพง ไม่ควรสูงเกินระยะห่างถนนกับอาคาร 1.5 – 3 เท่า เช่นลานด้านหน้ามีระยะห่างจากถนนถึงตัวอาคาร 3 เมตร กำแพงไม่ควรสูงเกิน 1-2 เมตร จึงจะดี หากสูงกว่านี้ จะทำให้กระแสเข้าสู่ตัวอาคารได้ยาก




pic004.gif 


6.        เหม่งตึ๊ง ที่ไม่ดี คือ มีการลาดเอียงออกไป หรือกระแสน้ำ หรือถนนตีจาก หรือมีการทิ่มแทงเข้าหมาเหม่งตึ๊ง ถือว่าไม่ดี



pic005.gif
7.        เหม่งตึ๊งที่แคบเกินไป มีพื้นที่ด้านหน้าน้อยก็ถือว่าไม่ดีเช่นกัน หรือเหม่งตึ๊งที่กว้างเกินไป ไม่มีอะไรปิดกั้นเลยก็ไม่ดีเช่นกัน
8.        เหม่งตึ๊งที่มีลักษณะแตกๆหักๆ ไม่เรียบก็ถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่ดีเช่นกัน
9.        เหม่งตึ๊ง ควรอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าตรงกึ่งกลางด้านหน้าของอาคารจึงจะดี
10.     เพื่อให้สามารถเก็บกักพลังงานชี่ได้ นอก จากด้านหน้าจะมีที่ราบแล้ว ด้านหลังควรมีลักษณะสูงใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้กระแสชี่ที่เข้าจากทางด้านหน้าไหลออกไปทางด้านหลังได้ ง่ายดาย
11.      กรณีเป็นร้านค้า ทำเลที่เป็นทางตัน ซอยตัน ถือว่าไม่ดี เนื่อง จากไม่มีการสัญจรไปมาของผู้คน (ไม่เกิดกระแส) ถึงแม้ว่าจะเก็บกักกระแสได้เต็มที่ก็ตาม แต่โดยส่วนใหญ่ในความเป็นจริง เมื่อไม่มีผู้คนสัญจร กระแสก็ไม่เกิด จึงควรเลี่ยง

12.     ความสัมพันธ์ของอาคารสิ่งปลูกสร้าง ต้องสัมพันธ์กับถนน แม่น้ำ เช่น ถนนที่ขนาดใหญ่ กว้าง อาคารควรเป็นตึกสูงใหญ่ รับสอดคล้องกันด้วยจึงจะเจริญรุ่งเรือง  หาก อาคารสูงใหญ่ แต่ถนนด้านหน้าเป็นซอยเล็กแคบ อย่างนี้ก็ไม่เหมาะสมเจริญรุ่งเรืองยากต้องแก้ไขด้วยอย่างอื่น หรือ อาคารเล็กเกินไปแต่ถนนกว้างมากๆก็ไม่อาจจะเก็บกระแสเอาไว้อยู่ได้เช่นกัน (มักพบเห็นได้ตามร้านค้าอาคารเล็กๆตามถนนทางหลวงทั่วไป
pic006.gif 
13.  การเลือกทำเลตามเส้นทางถนน ให้สังเกตสิ่งแวดล้อมโดยรอบของถนนว่ามีพลังชีวิตที่ดีหรือไม่ ถนนที่มีพลังชีวิตที่ดีต้องมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมพอประมาณ และมีพลังชีวิตของต้นไม้คอยหล่อเลี้ยงบริเวณนั้นอย่างสมดุล ถนนเส้นใดที่ต้นไม้ไม่เจริญเติบโต แห้งแล้ง ไม่มีชีวิตชีวา ก็ให้เลี่ยงถนนเส้นนั้น เนื่องมาจากขาดพลังชี่ที่ดีนั่นเอง
pic007.gif


14.     อย่างไรก็ตาม เส้นทาง ถนนแต่ละเส้นนั้น พลังชี่สามารถสร้างได้เช่นกัน ถ้ามีทุนทรัพย์มากพอ ก็สามารถบูรณะ หรือตกแต่งให้เกิดพลังชี่ที่ดีได้เช่นกัน แต่หากมีงบประมาณจำกัด การเลือกไปตั้งทำเลยังที่ๆมีพลังชี่ดีอยู่แล้วจะช่วยประหยัดได้มากกว่า
15.     ตำแหน่งใกล้สี่แยก โดยปกติแล้วถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดี เจริญรุ่งเรืองได้ง่าย เพราะเป็นที่รวมของกระแสพลังงานมารวมกัน แต่ ในปัจจุบันตำแหน่งสี่แยกจะมีการจราจรพลุกพล่าน และมักจะมีสะพานคนข้าม หรือถนนพาดผ่านด้านบน ทำให้ชัยภูมิบริเวณสี่แยกในเมืองใหญ่ๆมักจะกลายเป็นทำเลที่เสื่อมได้ ดังนั้นควรพิจารณาโดยรอยคอบ นอกจากนี้ควรดูในแง่ของการเดินทางด้วย หากใกล้สี่แยกไม่มีที่จอดรถ เปรียบดั่งกระแสไม่สามารถหยุดพักได้ วิ่งมาแล้วก็ผ่านไป อย่างนี้ก็ถือว่าไม่ดีเช่นกัน ควรเลือกเลยออกมาจากสี่แยกระยะนึงจะดีกว่า
16.     หากมีหลายห้องให้เลือกในแนวเดียวกัน ให้ลองดูระดับสู่งต่ำของแต่ละอาคาร จุดที่ดีคือห้องหรืออาคารที่อยู่ต่ำกว่า หรือให้สังเกตเวลาฝนตกแล้วน้ำไหลมารวมกันที่ใด ในบริเวณนั้นจึงจะถือว่าดี 
pic008.gif 
  พูดถึงเรื่องการเลือกทำเลที่ต่ำกว่า อาจจะมีผู้อ่านหลายท่านบอกว่า ที่ต่ำจะดีกว่าอย่างไร เพราะเวลาฝนตกมีโอกาสน้ำท่วมกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ผมจะขอชี้แจงให้ทราบง่ายๆ ว่า การเลือกชัยภูมิในทางฮวงจุ้ยนั้น หากอยู่ที่ต่ำกว่า จะดีในแง่ของเรื่องทรัพย์ เงินทอง ทำมาค้าขึ้น แต่เสื่อมในแง่ของสุขภาพ และบารมี อำนาจ หากอยู่ในตำแหน่งที่สูงจะดีในแง่ของบารมี อำนาจ และสุขภาพ แต่อาจจะเสื่อมในเรื่องของทรัพย์ เงินทอง ดัง นั้น หากต้องการเลือกทำเลเพื่อค้าขาย ผู้เขียนขอแนะนำให้เลือกที่ต่ำเพื่อความเจริญทางการค้าจะดีกว่า ส่วนทำเลสำหรับบ้าน ที่พักอาศัยต้องดูให้เหมาะสมทั้งสุขภาพ บารมี และเงินทองให้สัมพันธ์กัน ซึ่งซินแสที่มีประสบการณ์และเข้าใจศาสตร์ฮวงจุ้ยจำเป็นต้องผสมผสานทุกๆส่วน ให้สมดุลกันทั้งสองส่วนจึงจะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองต่อผู้อยู่อาศัย นั่นเอง
ท่านที่ต้องการอ่านบทความย้อนหลังอ่านได้ที่ http://www.fengshuix.com หรือสอบถามเพิ่มเติม ที่อีเมล์ fs@fengshuix.com หรือโทร.089-697-4500 หากคำถามของท่านมีประโยชน์จะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป
Fengshuix.com

Read More...


วิธีทำของกินเล่นแบบไทยๆ กระทงทอง

วันเพ็ญเดือน 12 น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง

           
       ส่วนผสมของแป้ง
     
       แป้งสาลีร่อน 1 ถ้วย
       แป้งข้าวจ้าวร่อน 1 1/2 ถ้วย
       หัวกระทิ 6 ช้อนโต๊ะ
       ไข่เป็ด 1 ฟอง
       เกลือ 1 1/2 ช้อนชา
       น้ำปูนใส 1 ถ้วย
       น้ำมันสำหรับทอด
     
       ส่วนผสมของไส้
     
       หมูหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ1/2 ถ้วย
       แครอท มันสำปะหลัง ถั่วแขกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ รวมกัน 1/2 ถ้วย
       พริกไทย รากผักชี กระเทียม โขลกละเอียดรวมกัน 1/3 ถ้วย
       น้ำมัน 1/3 ถ้วย
       ซีอิ้วขาว น้ำตาล สำหรับปรุงรส
     
       เมื่อเตรียมส่วนผสมกันพร้อมแล้ว ก็ลงมือทำกันได้เลย เริ่มจากการทำแป้งกระทงทองกันก่อน โดยนำแป้งสาลีกับแป้งข้าวจ้าวที่ร่อนแล้วมาผสมกับหัวกะทิ ใส่ไข่เป็ดลงไป ผสมให้เข้ากัน เติมน้ำปูนใสลงไป ถ้าแป้งเป็นเม็ดให้กรองก่อนนำไปทอด
     
       พอได้ส่วนผสมของแป้งแล้วก็นำมาทอด โดยใช้พิมพ์กระทงทองจุ่มลงไปในน้ำมันที่ร้อนจัด เพื่อให้แม่พิมพ์ร้อน น้ำมันต้องท่วมแม่พิมพ์ พอแม่พิมพ์ร้อนแล้ว นำแม่พิมพ์ไปชุปแป้งที่ผสมไว้แล้ว ให้แป้งติดทั่วแม่พิมพ์ด้านนอก แล้วรีบยกออกลงไปทอดในน้ำมันให้เหลือง กรอบ แล้วถอดออกจากแม่พิมพ์
     
       คราวนี้มาทำไส้ เริ่มจากใส่น้ำมันลงในกระทะตั้งไฟกลางๆ พอร้อน ใส่เครื่องที่โขลกผัดให้หอม ใส่หมู แครอท มันสำปะหลัง ถั่วแขกลงผัด ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว น้ำตาล ผัดให้สุกพอประมาณ ชิมรสชาติให้ออกหวานๆ เค็ม ยกลง ตักใส่กระทงทองที่เตรียมไว้เป็นอันว่าเสร็จสิ้นกระบวนการทำ พร้อมที่จะหม่ำกันได้ตามสบาย

credit : http://www.msuzone.com/

Read More...


แปรรูปข้าวยำ..ปักษ์ใต้ อาหารพกพา..สะดวกเปิบ

ข้าวยำ…อาหารพื้นเมืองชาวปักษ์ใต้ที่มีรสชาติดี ทั้งส่วนผสมจัดอยู่ในอาหารเพื่อสุขภาพทำให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่ว ทั้งประเทศ แต่ในขณะเดียวกันการพกพาอาจจะไม่ค่อยสะดวกสบาย เนื่องจากมีเครื่องปรุงและส่วนผสมค่อนข้างเยอะ

นักศึกษาจากคณะ อุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ นำทีมโดย ผศ.พูลทรัพย์ อินทร์สังข์ อาจารย์ชไมพร เพ็งมาก นางผลดี แซ่แต้ นางสาวสกุณา สมมุ่ง และ นางสาวอัญชิสา มะสุวรรณ์ ร่วมกันคิดค้นสูตรเพื่อแปรรูปข้าวยำให้พกพาสะดวก และสามารถรับประทานได้ทุกที่ทุกเวลา โดยตั้งชื่อว่า…ข้าวยำศรีวิชัย


ทีมงาน แปรรูปข้าวยำศรีวิชัย.

ผศ.พูลทรัพย์ อินทร์สังข์ เล่าว่า ที่มาของ ข้าวยำศรีวิชัย…ก่อนที่จะได้สูตรการทำข้าวยำ ก็มีการลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เพื่อให้ได้ ข้าวยำที่มีรสชาติใกล้เคียงกับข้าวยำสดมากที่สุด ทั้งยังให้ คิดค้นถึงวิธีการเก็บรักษา และ การยืดอายุอาหารไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะข้าวยำทั่วไป ซึ่งมีขายอยู่ ทางภาคใต้ จะเก็บได้ไม่นานรสชาติอาหารก็เปลี่ยนไป การรับประทานข้าวยำให้อร่อยต้องอยู่ที่ส่วนผสมหลากหลาย และต้องสดใหม่ ด้วยส่วน ผสมเกือบทั้งหมดคือ…ผัก

“ข้าวยำศรีวิชัย  มีส่วนผสมเหมือนกับข้าวยำโดยทั่วไป มีส่วนผสมหลัก ได้แก่ ข้าวสุก น้ำบูดู กุ้งแห้งป่น และผักต่างๆ เช่น ใบมะกรูด ใบชะพลู ถั่วฝักยาว ถั่วงอก ขมิ้น มะพร้าวคั่ว แตงกวา ตะไคร้ ดอกไม้ เช่น ดอกดาหลา นำมาคลุกเคล้าบริโภคเป็นอาหารมื้อหลัก” ผศ.พูลทรัพย์ กล่าวและว่า



ในส่วนของข้าวยำศรีวิชัย เป็นการแปรรูปให้เป็นอาหารว่าง พกพาง่าย รับประทานสะดวก ส่วนผสมที่แตกต่างไปจากเดิม คือ จากการใช้ข้าวสุกเปลี่ยนมาใช้ข้าวฟองแทน โดยยังเน้นส่วนผสมเดิมทุกอย่าง เพราะต้องการคง ความเป็นเอกลักษณ์ ของข้าวยำปักษ์ใต้ และ คุณค่าทางโภชนา-การ โดยเฉพาะขั้นตอนในการบรรจุใส่ห่อ จะต้องปิดให้สนิทเพื่อป้องกันอากาศผ่านเข้าไป ทำให้สามารถ เก็บได้นานถึง 3 เดือน ในอุณหภูมิปกติและไม่มีกลิ่นหืนของน้ำมันอีกด้วย

ปัจจุบัน ข้าวยำศรีวิชัยวางจำหน่ายอยู่เฉพาะที่มหาวิทยาลัยด้วย สนนราคาเพียงแค่ 35 บาทต่อ 1 ถุง นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจจากกลุ่มแม่บ้านในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะนำมาผลิตจำหน่ายก็เป็นการ เพิ่มรายได้ และ สร้างอาชีพให้กับชุมชน อีกด้วย


ส่วนผสม ต่างๆ.

ข้าว ยำศรีวิชัย จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่อยู่ภาคอื่นๆได้รับประทาน และในอนาคตจะแปรรูปอาหารอื่นๆ เพื่อให้เกิดทางเลือกกับประชาชนที่ต้องการบริโภคอาหารปักษ์ใต้อีกต่อไป

ใคร สนใจต้องการฝึกทำข้าวยำศรีวิชัย ก็กริ๊งกร๊างหา…ผศ.พูลทรัพย์ อินทร์สังข์ 08-1968-2596 หรือ 0-7547-9496 ในเวลาราชการ.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน
ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Read More...


ผลิตขนมดอกไม้สีรุ้ง ความสวยงามที่บริโภคได้

Pic_108146
ทีมงานสามสาวผลิตขนมดอกไม้สีรุ้ง.

ดอกไม้…โดย ธรรมชาติแล้ว มักมีสีสันที่สวยงามและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของแต่ละชนิด ซึ่งบางชนิดก็สามารถนำมาทำเป็น…อาหารได้ทั้งคาว และ หวาน ในการรับประทานดอกไม้ส่วนใหญ่จะนำมา กินสดๆ หรือ ชุบแป้งทอด

หากจะ สังเกตว่า ดอกไม้รับประทานได้ หรือไม่? ก็อาจจะต้องดูจาก พฤติกรรมการกินของสัตว์ ซึ่งมนุษย์ก็ย่อมบริโภคได้เช่นเดียวกัน ในทางการแพทย์ระบุถึงประโยชน์ทางสมุนไพร และสรรพคุณทางยาอีกด้วย เช่น ลดการอักเสบ ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และ รักษาริดสีดวง

ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล 
ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล 
 
นอกจากนี้ ดอกไม้หลายชนิด ยังมีสารสำคัญอยู่ชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ฟลาโวนอยด์” (Flavonoid) ซึ่งเป็น สารที่พบบริเวณดอก ซึ่งช่วยในการ สร้างสีสันให้สวยงาม ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ในปัจจุบันมีการนิยม นำดอกไม้มาแปรรูปเป็นอาหารเพื่อบริโภค กันมากขึ้น

…ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล อาจารย์จากภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับ Faculty of Agriculture and Life Sciences Lincoln University. New Zealand โดยมี


น.ส.จริสรา ทองทัพไทย น.ส.คณาพร ฤกษ์เกษมสันต์ และ น.ส.นุชนารถ แย้มสรวน นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ “ผลิตขนมดอกไม้สีรุ้ง” (Rainbow Flowers) เพื่อนำความรู้ไปสอนให้กับผู้ที่สนใจ

ผศ.อุจิตชญา บอกว่า ดอกไม้ที่นำมาเข้าร่วมกันเป็นขนมดอกไม้สีรุ้งทั้ง 7 สี นั้นประกอบด้วย ดอกคำฝอย มีสารแซฟฟลาวเวอร์เยลโลว์ และคาร์ทามิน ช่วยบำรุงโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด เตยหอม มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ดอกเฟื่องฟ้า มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ และระบบขับถ่าย ดอกกระเจี๊ยบ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ชะลอแก่ ป้องกันต่อมลูกหมากโต แก้อาการเบาขัด…
…ดอกอัญชัน มีสารแอนโทรไซยานิน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพดวงตา และลดการอักเสบดวงตาจากเบาหวาน ดอกดาวเรือง มีสารเบตาแคโรทีน ชนิดลูทีน ช่วยบำรุงดวงตา บรรเทาอาการไอ โรคคางทูม หลอด–ลมอักเสบ เป็นยาฟอกเลือดขับลม และ ดอกเข็ม มีคุณสมบัติรักษาดวงตา เช่นโรคตาแดง ตาแฉะ และแก้ท้องผูก ให้ถ่ายคล่อง…!!!

วัตถุดิบและการทำขนม 
วัตถุดิบและการทำขนม
สำหรับ ขั้นตอนการผลิตขนมดอกไม้สีรุ้ง ให้นำส่วนผสม เช่น แป้งสาลี ร่อนแล้ว 1 ถ้วยครึ่ง น้ำตาลทรายป่น ครึ่งถ้วยตวง น้ำมันถั่วเหลือง หนึ่งในสี่ถ้วยตวง และ เกลือ หนึ่งในสี่ช้อนชา นำมาเตรียมไว้ จากนั้นให้นำดอกไม้แต่ละชนิด แต่ละสีมาสับอย่างละเอียด แล้วแยกกันไว้ ก่อนที่จะนำมา คลุกเคล้าลงในถ้วยกับส่วนผสมของแป้ง ในขั้นต้น โดยให้ ทุกส่วนเข้ากันเป็นก้อนเนื้อเดียวปั้นให้เป็นก้อน โดยระหว่างนี้ต้อง ใช้น้ำมันถั่วเหลืองหยอดลงไประหว่างการผสมทีละน้อย   เพื่อไม่ให้เกิดการติดถ้วยและติดมือ

เมื่อได้ส่วนผสมที่เป็นก้อนกลม แล้ว จึงนำมาบดเป็นแผ่นออกวางบนถาด จากนั้นใช้  บล็อกทำกลีบดอกไม้  มีกดทับแบ่งออกมาเป็นชิ้นๆแต่ละสี ก่อนจะนำทั้ง 7 สี

มาประกอบเข้า ด้วยกัน โดย จะต้องใช้ส่วนผสมสีขาวที่ปั้นเป็นก้อนเล็กๆติดไว้ตรงกลางของดอกเพื่อเป็น เกสร โดยจะต้องทาด้วยไข่แดงเพื่อให้ทุกส่วนติดกัน และโรยงาขาวไว้ด้านบนสร้างความสวยงาม
เมื่อมาถึงขั้นตอนสุดท้าย โดยต้องนำมาเรียงไว้ บนถาดที่ปูด้วยกระดาษไข นำเข้าเครื่องอบ ขนมที่อุณหภูมิ 280 องศาฟาเรนไฮต์ประมาณ 30 นาที จนกระทั่งขนมสุก มีกลิ่นหอม จึงนำมาแซะออกจากกระดาษไข และ ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงปิดผนึกเพื่อรักษาความกรอบไว้รับประทานได้ นานมากกว่า 1 เดือน

ขนมดอกไม้ สีรุ้งนี้ ถึงจะอร่อยและสวยงาม แต่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก ใช้คนมาก ใช้เวลานาน รวมทั้งผู้ทำต้องเป็นคนมือเย็น และใจเย็นอีกด้วย แต่หากทำสำเร็จก็รับรองว่า ผลงานจะสวยงาม และอร่อยถูกปาก…ถูกใจผู้บริโภคแน่นอน…!!

ขนมดอกไม้ สีรุ้งที่ผลิตขึ้นนี้ ผศ.อุจิตชญา บอกว่า ไม่มีขาย แต่จะสอนให้เป็นวิทยาทาน เพื่อสร้างความรู้ สนใจกริ๊งกร๊างสอบถามที่ 08-3114-8263, 08-4649-0104, 08-3050-6689 หรือคลิก http://www. rmutt.ac.thไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน

Read More...


น้ำพริกเผา”มันไข่”รสแซบ จากสินทรัพย์ในดินสู่เมนูสุขภาพ

Pic_96401
น้ำพริกเผามันไข่ที่ช่วยเพิ่มรสชาติเมนูให้แซบหลาย.

ยุค นี้ผู้คนในสังคมเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น หลายรายยกให้ 1 วันในสัปดาห์ หันมา “เปิบ” อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ (มังสวิรัติ) ปรุงแต่ง แต่วัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านของไทยเราที่มักจะมีเมนูรสแซบกินเพื่อทำให้อาหาร มื้อนั้นๆหม่ำได้คล่องคอมากขึ้น

ฉะนี้…เพื่อเอาใจคอ “มังสวิรัติ” รวมทั้งกลุ่มที่กลัวคอเรสเทอรอลถามหา น.ส.อรอนงค์ สุทิน และ น.ส.วิภารัตน์ ทัพป้อม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จึงคิดเมนู “น้ำพริกเผามันไข่” ขึ้น โดยมี ผศ.อภิญญา พุกสุขสกุล และ ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล คอยให้คำปรึกษา

น.ส.อรอนงค์ เล่าให้ “ทำได้ ไม่จน” ฟังว่า… มันเทศเป็นพืชหัวชนิดหนึ่งมีขายตามท้องตลาด ที่นิยมรับประทานมีอยู่ 2 ชนิด คือ เนื้อสีครีม โดยทั่วไปมักนำมาทำเป็นอาหารหวาน  เช่น มันเชื่อม มันฉาบ มันทอดรังนก แกงบวด ไข่นกกระทา หรือมันทิพย์ ฯลฯ กับ เนื้อสีเหลืองส้ม หรือที่ทางพื้นบ้านจะเรียกว่า “มันไข่” ซึ่งชนิดนี้มีเปลือกสีไข่ไก่ รูปร่างทรงกระบอก ด้านหัวท้ายเรียว ตรงกลางป่องออกคล้ายไข่

นำส่วนผสมไปบดแล้วผัดในไฟอ่อนเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นให้หอม.

…จาก การค้นคว้ารวบรวมข้อมูลพบว่า “มันไข่” มีคุณค่าทางโภชนาการต่างๆมากมาย ทั้ง คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) และ แคลเซียม ที่ เป็นแหล่งอาหารให้พลังงาน ช่วยในการมองเห็น และยังช่วย เสริมสร้างกระดูกฟันให้แข็งแรง จากคุณสมบัติดังกล่าว จึงได้นำมาทดลองทำเครื่องผสมใน อาหารคาวหลายเมนู และที่รสชาติเยี่ยม ผู้บริโภคให้การตอบรับมากที่สุดก็คือ “น้ำพริกเผา”

สำหรับกรรมวิธี การปรุงสูตรนั้น น.ส.วิภารัตน์ บอกว่าแสนจะง่าย โดยใช้ ส่วนผสมคือ นำ มันไข่ ปริมาณ 21/3 ถ้วยตวง ซึ่งใช้แทนกุ้งแห้งที่เป็นส่วน ผสมของน้ำพริกเผา เพื่อช่วยให้ลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งมันชนิดนี้มีความหวานตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงดีต่อสุขภาพเพราะไม่ต้องพึ่งสารให้ความหวานใดๆ พริก แห้งทอด กระเทียมเจียว หอมแดงเจียว น้ำปลา น้ำมะขามเปียก (ใช้เนื้อมะขาม เปียก 340 กรัม/น้ำ 3 ถ้วย ตวง) และ น้ำมันพืช


น.ส.อรอนงค์ สุทิน และ น.ส.วิภารัตน์ ทัพป้อม.

จากนั้นนำ พริกแห้งทอด กระเทียมเจียว หอมแดงเจียวบดให้ละเอียด ละลายน้ำตาลปี๊บ (สำหรับใครที่ชอบรสหวาน) กับน้ำปลาใส่ตามลงไป แล้วจึงนำไปปั่น ตามด้วยมันไข่ใส่ตาม ทีละน้อย ปั่นพอเข้ากัน เสร็จแล้วนำไปผัดในน้ำมัน โดยใช้ไฟอ่อนประมาณ 20 นาที จนสุกมีกลิ่นหอม ยกลงจากเตาพักให้อุ่น บรรจุลงในขวด สัดส่วนนี้จะได้น้ำพริกเผามันไข่ที่สามารถนำไปประยุกต์เป็นเมนูจานเด็ดได้ หลาก หลาย เช่น ข้าวผัดน้ำพริกเผามันไข่ น้ำพริกเผามันไข่กับขนมปัง ประมาณ 7 กระปุก (ปริมาณ 185 กรัม)
ยุคสมัยนี้ขยันเข้าไว้ ไม่จนเงินใช้อย่างแน่นอน สำหรับผู้ที่สนใจทำขายยามว่าง หรือต้องการซื้อไว้ ติดครัวเรือนสามารถกริ๊งกร๊างสอบถามเพิ่มเติมกันได้ที่ โทร. 0-2549-4994 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

Read More...


ข้าวแตนแต่งหน้าสมุนไพร ทำง่าย….กินสะดวก

Pic_90210
ข้าวแตนหน้าพริก เผา และใบมะกรูดที่กำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้.

เพื่อ นำเอาวัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นบ้านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโคกสว่าง ตำบลดอนฉิม อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น จึงพัฒนาปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิต “ข้าวแตน” ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ส่งผลให้นั่งนับเม็ดเงินเข้ากระเป๋าได้มากถึงวันละหลายหมื่นบาท…

นาง สายทิพย์ ลามา ประธานกลุ่ม บอกกับ “ทำได้ ไม่จน” ว่า เดิมมีอาชีพทำนาแต่ประสบปัญหาขาดทุนมาตลอด จึงตัดสินใจไปขายแรงงานอยู่ที่แดนปลาดิบ หลังกลับมาได้ซื้อที่ดินในจังหวัดขอนแก่น ตามด้วยสูตร “ข้าวแต๋น” ตามคำแนะนำของแม่สามี แล้วมาลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่ ช่วงแรกทำออกมาได้หน้าเดียวคือ ราดด้วยน้ำตาลเคี่ยว แต่หลายแห่งทำกันอยู่แล้ว จึงส่งขายได้มากบ้างน้อยบ้าง

…กระทั่ง ปีี’43 ทาง สนง.เกษตรอำเภอแวงใหญ่ มาขอพื้นที่จัดทำจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรเรื่องแปรรูปข้าว (ข้าวแตน) ประจำตำบลดอนฉิม และแนะนำให้รวมกลุ่มจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชน” พร้อมทั้งช่วยพัฒนาการแปรรูป โดยเฉพาะการนำเอา “เถากระพังโหม” หรือท้องถิ่นเรียกว่า “ตดหมูตดหมา” ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้มี สรรพคุณด้านแก้ท้องเสีย อืดเฟ้อ จุกเสียด ขับลม ขับปัสสาวะ ในสมัยก่อนนำมาใช้เป็นส่วนผสมทำ “ข้าวเกรียบว่าว” เพื่อให้ข้าวโป่งพองตัวมีความกรุบกรอบแทนผงฟู จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม


และ…ผศ.ดร.วิเชียร วรพุทธพร ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มาช่วยชี้แนะการแต่งหน้าแบบต่างๆ อาทิ หน้าพริกเผา มะม่วงหิมพานต์ หน้ามะกรูด หน้าคอร์นเฟลกส์ สาหร่าย และ งาดำ

ในการทำข้าวแตนของ กลุ่ม สำหรับวัตถุดิบ ที่ใช้ประกอบด้วย เถากระพังโหมที่ซื้อจากสมาชิกราคา กก.ละ 70 บาท นม เกลือ น้ำตาลปีบ น้ำตาลทรายแดง ข้าวเหนียวเก่าเม็ดยาวพันธุ์ กข.6 ที่ทางกลุ่มรับจากโรงสีในหมู่บ้านเป็นการเชื่อมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนด้าน การใช้วัตถุดิบพื้นบ้านที่ปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์

…มาถึงขั้น ตอนกรรมวิธีการผลิต เริ่มจากข้าวเหนียว 1 กก.แช่กับน้ำซาวข้าว แล้วนำผ้าขาวมากรองเอาเฉพาะน้ำ ผสมกับน้ำแตงโมช่วยให้เมล็ดข้าวรัดตัวไม่พองมากเกินไปในสัดส่วนที่เหมาะสม กวนขึ้นรูปเป็นแผ่นขนาดเล็กตากให้แห้งแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านด้วยการใช้ สังกะสีปูยกพื้นสูงทำหน้าที่รับความร้อน เอาแผ่นข้าววางบนแคร่ไม้ โปร่งวางบนสังกะสี

แคร่ไม้สำหรับตากแผ่นข้าว.

หาก แดดจัดใช้เวลาผึ่งให้แห้งสนิทเพียง 2 วัน นำมาทอดด้วยน้ำมันบัว เสร็จแล้วตกแต่งหน้าโดยใช้ น้ำตาลไอซิง 8 ขีด ผสม ไข่ขาว 30 ฟอง ตีให้เข้ากันกระทั่งฟู ทาผิวข้าวที่ทอดแล้ว ตกแต่งหน้าต่างๆ อย่าง ใบมะกรูดหั่นฝอยอบแห้ง หรือ “งาดำ” เพื่อ ช่วยเพิ่มแคลเซียม ซึ่งขายดีที่สุดในขณะนี้ นำเข้าตู้อบในอุณหภูมิที่เหมาะสมกระทั่งหน้าเหลือง

…พักให้เย็นแล้วบรรจุใส่ถุงเพื่อรักษาความกรอบพร้อมส่งขาย ซึ่งแต่ละวันจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ ทั้งนี้สูตรดังกล่าวได้ข้าวแตน 300 แผ่น เมื่อถามถึงรายได้ สายทิพย์บอกว่า วันหนึ่งเฉลี่ยที่ 25,000 บาท ยังไม่หักต้นทุนค่าวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์องกลุ่มยังได้การรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วก็ไม่จน เงินใช้อย่างแน่นอน สำหรับใครที่สนใจลิ้มชิมรสข้าวแตนพันหน้าสมุนไพร สามารถกริ๊งกร๊างสอบถามกันได้ที่ โทร.08-7231-7891.

เพ็ญพิชญา เตียว
ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Read More...


ขนมไข่..ไส้ใบเตย ทำง่ายๆขายขึ้นห้าง

Pic_111624
ผลิตภัณฑ์ขนมไข่มีไส้.

ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ รถของนักท่องเที่ยวพุ่งไปที่…ตลาดร้อยปีสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีอย่างไม่ขาดสาย ที่ตลาดแห่งนี้มี ผลผลิตทางการเกษตรท้องถิ่น มาจำหน่ายอย่างมากมาย ของสดๆที่หาที่ไหนไม่ได้ อย่างเช่น แห้ว กระจับ ฯลฯ

ขนมไข่…ก็เป็นของหวานที่ทำกินกันมานาน แต่ก็ไม่พ้นที่จะนำผลผลิตจากภาคเกษตรพื้นบ้านมาเป็นส่วนประกอบคือ ใบเตย สับปะรด หรือจากไข่ไก่ ที่เรียกว่า สังขยา ใส่เข้าไปเป็นไส้ด้านในเพื่อให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น

ทำได้  ไม่จน  จึงไปสอบถามที่มาของขนมไข่พบกับ นางสุรีย์พร ภรณ์พิริยะนิยม อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 197 หมู่ 4 ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เจ้าของไอเดียขนมไข่มีไส้ ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาทำ ขนมไข่เสริมด้วยไส้หวาน และ ผลไม้นานาชนิด เช่น ใบเตย สังขยา สตรอเบอร์รี่ สับปะรด ลูกเกด เมื่อทดลองชิมพบว่า รสชาติยังหวาน หอมอร่อยมาก…!!

สุรีย์พร ภรณ์พิริยะนิยม 
สุรีย์พร ภรณ์พิริยะนิยม 
 
สุรีย์พร บอกว่า เป็นคนที่ชอบทำขนมมานานแล้ว มีหลากหลายชนิดที่เคยทำกันมา โดยเฉพาะโดนัทจิ๋วก็เคยไปทั่วจังหวัดสุพรรณฯและใกล้เคียง ล่าสุดก็ได้สูตร ขนมไข่มาจากคนเฒ่าคนแก่ในตลาดร้อยปีสามชุก โดยการเตรียมวัตถุดิบประกอบด้วย ไข่ไก่ 10 ฟอง น้ำตาล-ทราย 100 กรัม แป้งสำเร็จรูป 400 กรัม แป้งสาลี 100 กรัม และ น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

สำหรับวิธีทำขนมไทยเป็นไปทีละขั้น ทีละตอน  เริ่มจากตีไข่กับน้ำตาลจนไข่ขึ้นฟู จากนั้นจึงเติมน้ำกับแป้งลงไปตะล่อมเบาๆ จนละลาย ใช้เวลาประมาณ 40 นาที นำส่วนผสมใส่ในตะแกรงร่อน เพื่อเอาสิ่งสกปรกออก เมื่อร่อนเสร็จแล้วตีจนไข่ขึ้นฟูอีกครั้ง

นำส่วนผสมแป้งและไข่ที่ทำ เสร็จไป หยอดลงในแบบพิมพ์ที่เตรียมไว้ เน้นย้ำกันไว้ว่า…อย่าใส่จนเต็มแบบ เพราะเมื่ออบแล้วตัวขนมจะฟูขึ้นอีก ควรใส่ประมาณครึ่งหนึ่งของแบบก็พอ ควรทาน้ำมันบางๆที่ผิวแบบเพื่อไม่ให้ขนมติดกับแบบพิมพ์

จากนั้นนำไป อบ ประมาณ 3 นาทีหรือจนสุก จึงนำออกมาจากเตา แคะขนมออกจากแบบ แล้วใส่ไส้หลากหลายชนิดลงไป ด้วยการบีบไส้ที่อยู่ในขวดให้เข้าไปอยู่ตรงกลางของขนมไข่ แล้วจึงจัดใส่จานเสิร์ฟเปิบแบบสะดวกๆ หรือ นำไปบรรจุภัณฑ์เก็บไว้ได้นาน 5-7 วัน

ขั้นตอนการทำขนมไข่. 
ขั้นตอนการทำขนมไข่. 
 
สุรีย์พร บอกว่า อยากถ่ายทอดความรู้สู่ผู้ว่างงานที่ต้องการทำเป็นอาชีพ หรือรายได้เสริมจากงานประจำ โดยทางห้างบิ๊กซี เทสโก้โลตัส ไม่คิดค่าเช่าให้นำไปจำหน่ายได้ แต่แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ ขายมากให้มาก ขายน้อยก็ให้น้อย ขายไม่ได้ก็ไม่ต้องจ่าย…

…หากคิดคำนวณต้นทุน แล้ว เมื่อขายหมดจะมีกำไรประมาณ 60% ถือว่าเป็นโอกาสและอีกช่องทางที่จะได้ลืมตาอ้าปาก หากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันต่อไป…

ใครสนใจไปดูขั้นตอนการทำได้ที่ตลาดร้อยปี สามชุก หรือต้องการความรู้กริ๊งกร๊างหาสุรีย์พร 08-1570-3870 เวลากลางวันสะดวกที่สุด.ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน

Read More...


น้ำพริกขนมจีน ‘กากถั่วเหลือง’ ไขมัน-แคลอรี่ต่ำ เมนูเพื่อสุขภาพ

Pic_113455
ขนมจีนน้ำพริกจากถั่วเหลือง.

ยุคนี้ผู้คนส่วนใหญ่มักจะ มีปัญหาสุขภาพซึ่งสาเหตุเกิดจากความเร่งรีบ การใช้ชีวิตที่ต้องแข่งขันกับเวลา   รวมทั้งปัจจัยรอบด้าน   อาทิ   สภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย รวมทั้ง อาหารการกิน
ฉะนี้…อาหารเพื่อ สุขภาพจึงมีออกมาให้เลือกเปิบ มากมายและกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยของสังคมยุคปัจจุบัน และ น้ำพริกขนมจีน ไขมัน-แคลอรีต่ำ นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

นายอัครพล  โพธิ์ศรีทอง 
นายอัครพล โพธิ์ศรีทอง 
 
นายอัครพล โพธิ์ศรีทอง นักศึกษา จากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (โชติเวช) บอกกับ “ทำได้ ไม่จน” ว่า… น้ำพริกขนมจีนเป็นอาหารไทยโบราณที่ปัจจุบันหารับประทานค่อนข้างยาก ปกติแล้วการทำเมนูดังกล่าวส่วนผสมหลักที่สำคัญคือ น้ำกะทิ ต้องมันข้นถึง จะได้รสชาติที่อร่อยลิ้น แต่นั่นก็ทำให้ คอเลสเทอรอลมีอยู่จำนวนมาก

ดัง นั้น เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับผู้บริโภคที่มีปัญหารวมทั้งผู้ที่ “รักษ์ สุขภาพ”   จึงคิดส่วนผสมใหม่   โดยใช้ น้ำนมถั่วเหลือง   ซึ่งอุดมไปด้วยไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามินบี 1 และเหล็ก เหมาะ สำหรับเป็นอาหารเสริมของทุกเพศทุกวัย สามารถทำเองได้ง่ายมาทดแทนน้ำกะทิ และใช้ กากถั่วเหลือง ซึ่งเหลือจากการคั้น (เพื่อนำไปทำน้ำเต้าหู้) มาเป็นส่วนผสมของเมนูดังกล่าว

ส่วนผสมน้ำพริกไขมัน-แคลอรีต่ำ. 
ส่วนผสมน้ำพริกไขมัน-แคลอรีต่ำ. 
 
“…การนำน้ำนมและ “กากถั่วเหลือง” แทนกะทิ สำหรับทำน้ำพริก (ราดขนมจีน) นอกจากลดไขมัน-แคลอรีต่ำ ยังเป็นเมนูที่เหมาะกับทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่ม ที่กำลังประสบปัญหาภาวะโภชนาการสูง เพราะการรับประทานอาหารที่ทำมาจากกะทิมากๆส่งผลให้คอเลส-เทอรอลในร่างกายสูง กลายเป็นที่มาของโรคภัยต่างๆ…”

สำหรับส่วนผสมประกอบด้วย น้ำนมถั่วเหลือง 1,500 กรัม เนื้อกุ้งต้มสุก 200 กรัม กากถั่วเหลือง 50 กรัม หอมเผา 30 กรัม กระเทียมเผา 30 กรัม รากผักชีหั่นคั่ว 15 กรัม ข่า 5 กรัม ผิวมะกรูด 5 กรัม กระเทียมสับละเอียด 20 กรัม พริกแห้งเม็ดใหญ่ 10 กรัม น้ำมันพืช 30 กรัม น้ำตาลมะพร้าว 90 กรัม น้ำปลา 60 กรัม น้ำมะขามเปียก 60 กรัม น้ำมะกรูด 30 กรัม


ส่วนขั้นตอนวิธีการทำ   อัครพลบอกว่าไม่ ยุ่งยาก   เริ่มจากโขลกเนื้อกุ้งให้ละเอียดแล้วพักไว้   โขลกพริกแห้ง   หอมเผา   กระเทียมเผา   ข่า   ผิวมะกรูด รากผักชีให้ละเอียด   จากนั้นตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนๆเจียวกระเทียมให้เหลืองแล้วตักพักไว้ นำพริกที่โขลกไว้ ลงไปเคี่ยวในน้ำมันที่เหลือพอหอม  ใส่น้ำนมครึ่งหนึ่ง-กากถั่วเหลือง เนื้อกุ้ง คนให้เข้ากัน แล้ว ปรุงรส   ตามด้วยกระเทียมเจียว   เสร็จแล้วเทน้ำนมถั่วเหลืองที่เหลือตั้ง ไปกระทั่งเดือด   เพียงเท่านี้ก็จะได้ น้ำพริกไว้กินกับขนมจีน

นอก จากเป็นการสร้างทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภค ยังเป็นเมนูใหม่สำหรับกลุ่มพ่อค้าแม่ขายที่ต้นทุนไม่สูง ขยันทำขยันขายรับรองว่ามีเงินใช้ไม่จนอย่างแน่นอน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถกริ๊งกร๊างสอบถามรายละเอียดกันได้ที่ โทร.0-2282-4490, 08-1869-6097 ในวันและเวลาที่เหมาะสม.เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว

Read More...


คุมคุณภาพสุก-ดิบสะเต๊ะ ประหยัด..ด้วยปิ้งอัตโนมัติ

Pic_132915

เมื่อวันก่อน ฯพณฯอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานในการเปิดงาน สยามนิทัศน์ 2010 ที่ มหาวิทยาลัยสยาม กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม พาประธานพร้อมคณะสื่อมวลชนเดินดูตามบูธของสถาบันต่างๆ

ทีมงาน “ทำได้ ไม่จน” ได้พบกับ ดร.พรชัย มงคลวนิช บอกว่า มหาวิทยาลัยสยามได้สร้างให้นักศึกษาทุกคนแสดงความสามารถและแสดงออกได้อย่าง เต็มที่ โดยในแต่ละคณะจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีคุณวุฒิ คร่ำ หวอดเฉพาะด้าน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งจะเป็นการเปิดโลกกว้างเพื่อให้ออกไปใช้ชีวิตในการทำงานอย่างมีศักยภาพ และประสิทธิภาพ ล่าสุด ได้ผลิตเครื่องมือต่างๆมากมาย ทั้ง เครื่องทอดเฟรนช์ฟราย เครื่องเฉือนมะนาวอัตโนมัติ และ เครื่องย่างหมูสะเต๊ะ

นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เปิดงานสยามนิทัศน์ 
นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เปิดงานสยามนิทัศน์ 
 
โดยผลงานทั้งหมดเป็นฝีมือทีมงานจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสยาม เพื่อเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกให้กับพ่อค้าแม่ขายที่คิด ว่าจะขายหมูสะเต๊ะ คือ เครื่องปิ้งหมูสะเต๊ะอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษาปีที่ 4 โดยมี อาจารย์สันติสุข สว่างกล้า ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นผู้ควบคุมดูแล โดยผลงานชิ้นนี้เป็นของ นายเกรียงไกร เกตุแก้ว นายวัฒนชัย ยิ้มย่อง นายอนุพงษ์ ดีอ่ำ และ นายเอกชัย แป้นหาญ

อาจารย์สันติสุข บอกอีกว่า ตอนแรกนักศึกษากลุ่มนี้ได้มาปรึกษาในการทำเครื่องปิ้งอัตโนมัติจึงเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี เนื่องจาก คนส่วนมากสามารถสัมผัสได้ และใช้งานได้จริง ไม่ใช่ ทำใช้แค่การทดลอง ทางนักศึกษาจึงเริ่มลงมือทำ…เครื่องปิ้งหมูสะเต๊ะอัตโนมัติ ตัวนี้ใช้การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้เฟืองจานคล้ายการทำงานของ รถจักรยานหมุนรอบได้ด้วยโซ่จักรยาน และ ใช้ฮีตเตอร์ หรือ ขดลวดจำนวน 3 เส้น  เป็นตัวทำ ความร้อน…

เครื่องปิ้งหมูสะเต๊ะ 
เครื่องปิ้งหมูสะเต๊ะ 
 
…กลไกทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมด้วย ระบบแม็กเนติกคอนโทรล สามารถปรับความร้อนและความเร็ว ได้ ส่วนตัวโครงสร้างจะเป็นสเตนเลสทั้งตัว เพื่อสะดวกต่อการทำความสะอาด เครื่องตัวนี้ไร้ควัน และมีถาดรองน้ำมันที่ตกลงมาที่พื้น สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้อย่างสะดวก ใช้ไฟฟ้า  3  เฟส  ค่อนข้างใช้ไฟสูง อนาคตกำลังปรับเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าบ้านธรรมดา แต่จะใช้แค่ขดลวดทำความร้อนเพียง 2 เส้น ก็ให้ความร้อนได้อย่างเพียงพอ สามารถประหยัดไฟได้ถึงครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

สำหรับปริมาณในการ ผลิตหมูสะเต๊ะต่อครั้ง 1 รอบ ใส่หมูสะเต๊ะเสียบไม้แล้วได้ 50 ไม้ จะใช้เวลาในการหมุน รอบตัวเอง 3 นาที เมื่อครบ 3 นาที จะได้หมูสะเต๊ะที่สุกกำลังดี  จากนั้นจะไหลออกมาสู่รางสเตนเลส โดยไม่มีรอยไหม้เกรียม แต่ให้รสชาติที่เหมือนกันและเนื้อนุ่มกว่า ถ้าเปลี่ยนเป็น ลูกชิ้นปิ้ง หมูปิ้ง หรือไก่ย่าง ต้องเพิ่มเวลา ตามความหนาของชิ้นเนื้อนั้นๆ

“…ในส่วน อุณหภูมิความร้อน ที่ใช้อยู่ ประมาณ 200-250 องศา ความร้อนกับรอบในการหมุนของมอเตอร์ต้องสัมพันธ์กัน ในช่วงลองผิดลองถูกกว่าจะได้เนื้อสัตว์ที่สุกกำลังดี… ไม่ไหม้เกินไปหรือดิบเกินไป ในการทดลองก็ต้องใช้หมูไปหลายกิโลเลยที เดียว…” อ.สันติสุข กล่าวและว่า

 

ในตอนแรก ลองผิดลองถูกกันอยู่นานกว่าครึ่งปี เปลี่ยนอะไหล่ไปก็หลายครั้ง เสียเงินค่าอะไหล่ไปจำนวนหนึ่ง จนมาได้ข้อสรุปที่ราคา ต้นทุนประมาณ 25,000 บาท ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว สามารถใช้เวลาในการผลิต เครื่องชนิดนี้ได้ภายในไม่เกิน 7 วัน

ใครสนใจไปชิมหมูสะเต๊ะปิ้งด้วยเครื่อง หรือต้อง การเห็นตัวเครื่องจริงๆ…กริ๊งกร๊างได้ที่ อาจารย์ สันติสุข 0-2457-0068 ต่อ 122 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสยาม ในวันและเวลาราชการ.
ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน

Read More...


แปรรูป…กาแฟโรบัสต้าชุมพร เป็นผลิตภัณฑ์โบราณGMPการันตี

Pic_142796

ต้นปีนี้ (2554) ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพืชสวน เห็นชอบการ พิจารณามาตรการนำเข้าเมล็ดกาแฟ เพื่อใช้ในประเทศภายใต้ afta ปี 2554 โดยให้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือผู้ประกอบธุรกิจแปรรูปกาแฟ และเป็นนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเป็นผู้ดำเนินการ…

ทางคณะอนุกรรมการฯมีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป เท่านั้น ห้ามจำหน่ายหรือแจกจ่ายเป็นวัตถุดิบในประเทศ โดยผู้มีสิทธินำเข้าต้องรับซื้อผลผลิตกาแฟภายในประเทศช่วงฤดูกาลถัดไปเป็น ปริมาณ 2 เท่า เพื่อเป็น มาตรการช่วยเหลือให้ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ…

เอนก จิตตขจรเกียรติ หรือเฮียหนุ่ย. 
เอนก จิตตขจรเกียรติ หรือเฮียหนุ่ย.

กาแฟ…เป็นพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งของบ้านเราแม้ว่าจะไม่ใช่พืชหลัก แต่ก็ทำรายได้กระจายให้กับเกษตรกรปีหนึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกได้ในหลายพื้นที่ทั้งในพื้นราบและที่สูง

โดยเฉพาะกาแฟพันธุ์อราบิก้า (Arabica) ซึ่งปลูกในพื้นที่สูง จังหวัดเชียงราย นายสมชัย หทยะตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ยกขึ้นมาเป็นนโยบายด้วยการจัดเทศกาล มหัศจรรย์ ดอกกาแฟบานบนดอยฯ ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่เชียงรายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

ชุมพรเป็นจังหวัดหนึ่งที่ปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้ากันมาอย่างยาวนาน มีพื้นที่การปลูกกาแฟประมาณร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งประเทศ (ราว 300,000 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 40,000 กว่าตันต่อปี) ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร

การผลิตกาแฟของกลุ่มสหกรณ์ยังไม่ครบวงจรของกระบวนการจาก Farm to Cup จึงต้องส่งผลผลิตจากต้นน้ำเข้าสู่การผลิตให้เข้าถึงผู้บริโภค ช่วงที่เป็นช่องว่างของกระบวนการผลิตนี้ นายเอนก จิตตขจรเกียรติ หรือเฮียหนุ่ย จึงเข้ามาเชื่อมต่อ ประสานให้ครบวงจร

ขั้นตอนการคั่วเมล็ด. 
ขั้นตอนการคั่วเมล็ด.

เฮียหนุ่ย เล่าว่า…กิจการกาแฟโบราณได้ฝ่าความจนมา 3 ชั่ว เริ่มจาก คุณปู่ขี่ลิ้ม แซ่จิว เมื่อราวปี 2490 เปิดโรงงานเล็กๆ แถว ซอยจินดาถวิล ถนนสี่พระยา กทม. จากนั้นผ่านมาสู่รุ่น คุณพ่อวรเทพ จิตตขจรเกียรติ รับช่วงกิจการนี้เมื่อปี 2507…

….กระทั่งเมื่อปี 2535 ผมเข้ามาทำเป็นรุ่น 3 จากนั้นกิจการเติบโตเรื่อยมา และจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทในชื่อ บริษัทขจรเกียรติกาแฟ จำกัด…แต่ยังคงใช้กรรมวิธีผลิตแบบดั้งเดิม โดยนำผลผลิตเมล็ดกาแฟ สายพันธุ์โรบัสต้า จาก กลุ่มสหกรณ์จังหวัดชุมพร มาเป็นวัตถุดิบประมาณ เดือนละไม่ต่ำกว่า 10 ตัน

ขั้นตอนการผลิตกาแฟ เริ่มจาก นำเมล็ดกาแฟที่ต้องการไปคั่วในเตาอบที่อุณหภูมิอันเหมาะสม  ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง  แล้วเทเมล็ดกาแฟออกจากเครื่องอบกาแฟ ก่อนนำเมล็ดกาแฟที่ผ่านการอบแล้วไปพักไว้ในถังสักพักให้เย็นลงเพื่อรอการ ผสม  ต่อมาให้นำกาแฟที่ผ่านการอบแล้วไปบดให้  ละเอียดตามสูตร  ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่กำหนดตามผู้บริโภค (เปิดเผยได้แต่ต้องเข้ามาเรียนรู้ด้วยตนเอง)

จากนั้นให้ นำกาแฟที่บดแล้วมาผสมกับน้ำตาลทรายขาว และนำไปเคี่ยวให้สุกจนเป็นสีดำ ซึ่ง ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่จะต้องใช้น้ำตาลทรายขาวเท่านั้น เพราะหากใช้น้ำตาลทรายแดงในเวลาต่อมาจะมีรสชาติเปรี้ยวเกิดขึ้นได้ แล้วไปผสมกับธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าว, ข้าวกล้อง, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, งา ฯลฯ ตามความต้องการ  จุดเด่นอยู่ที่เป็นของดี  มีสีดำ  ความเข้มข้น  รสชาติดี  และ  ราคาถูก ซึ่งผลิตภัณฑ์จะมีหลายชนิด หลายเกรด รวมแล้วขณะนี้มีถึง 10 สูตร

การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์. 
การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์.

ทิ้งไว้สักพัก ก่อนบรรจุถุง จากนั้นนำผลิตภัณฑ์ที่บรรจุแพ็กเกจ ภายใต้แบรนด์ “กาแฟโบราณมังกรบิน” เตรียมส่งจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ผลิตภัณฑ์นี้นอกจาก ได้รับการการันตีคุณภาพสินค้า  จาก  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  (อย.)  แล้วยังได้รับมาตรฐาน GMP หรือ (Good Manufacturing Practice) ในการผลิตอาหารโดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้อาหารเป็น พิษไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภคอีกด้วย….นับว่าเป็นเจ้าแรกของประเทศไทย

ผู้สนใจต้องการไปเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตหรืออยากซดกาแฟโบราณ ก็ติดต่อไปได้ที่ 94/2 ม.4 ซ.กระทุ่มล้ม 27 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220 หรือกริ๊งกร๊างหา เฮียหนุ่ย ได้ที่ 0-2814-1059, 0-2814-1649 เขาพร้อมที่จะถ่ายทอดเป็นวิทยาทาน เพื่อความเจริญรุดหน้าในผลิตภัณฑ์กาแฟโบราณของบ้านเรา…คือฟรี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน

Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers


ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/










เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.