ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สอบถามค่าแรงรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ด โทร 087-2229588


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882

น้ำพริกปลาป่น-ปลาร้าสับ






ผู้ เขียนถามแม่บ้านว่า อันที่จริง 'บอง' นี่ก็ใส่ปลาร้าตั้งแยะ แต่ก็ไม่ยักเรียกว่าน้ำพริกปลาร้า ถ้ายังงั้นทางอีสานก็ต้องมีอาหารสักชนิดสิที่เรียกว่าเป็น 'น้ำพริกปลาร้า' จริงๆ ของเขา

คำตอบของแม่บ้านชาวอีสานของผู้เขียนทำให้คนฟังปวดหัวใจค่ะ

เพราะเขาบอกว่า 'มีสิคะ ทำไมจะไม่มี แต่น้ำพริกปลาร้าที่คุณๆ ทางภาคกลางเรียกขานกันนั้น ทางภาคอีสานเราเรียกกันว่าน้ำพริกปลาป่นค่ะ'






ตำรา น้ำพริกปลาป่น ของเขาใกล้เคียงกันกับ 'บอง' ค่ะ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากปลาร้าปลาช่อนเป็นปลาร้าอะไรก็ได้ เป็นต้นว่า ปลาร้าปลากระดี่ก็ใช้ได้ แต่ต้องนำมาตั้งไฟจนเนื้อปลาเปื่อยดีแล้ว กรองเอาก้างทิ้งไป เก็บแต่น้ำปลาร้าเอาไว้ใช้แล้วก็เปลี่ยนจากปลากรอบมาเป็นปลาช่อนย่าง



ส่วน พริกนั้น คุณจะใช้พริกขี้หนูป่นหรือพริกชี้ฟ้าเผาไฟจนสุกแล้วลอกเปลือกออก ก่อนนำมาโขลกปนกับเครื่องที่ให้ไว้ก็ได้ทั้งสองชนิดค่ะ แต่ผักที่ใช้รับประทานกับน้ำพริกปลาป่นนั้น ส่วนมากเขาจะใช้ผักต้ม คุณจะใช้ผักบุ้งต้ม บวบงู ดอกแค ยอดกวางตุ้ง กะหล่ำปลี ฯลฯ ก็ได้ทั้งสิ้นค่ะ

ยังมีผักอีสานอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งคุณบางคนอาจจะเคยพบในป่าภาคอีสาน เป็นช่อสีม่วงอ่อน งามระทดระทวยน่ารักจนอยากจะตัดเอามาปักแจกัน คนอีสานเรียกผักชนิดนี้ว่าดอกกระเจียวค่ะ

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้ไปพบดอกไม้ชนิดนี้ที่สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ จังหวัดเชียงราย เชื่อไหมคะว่าอากาศอันหนาวเย็นเต็มไปด้วยหมอกและไอน้ำ ทำให้ดอกไม้ชนิดนี้มีช่อโตขนาดเท่ากับลำแขนของผู้ชายเชียวค่ะ ผักชนิดนี้ละที่แม่บ้านแกบอกว่า พอมันแทงยอดออกมาอ่อนๆ ยังมีใบอ่อนห่อหุ้มอยู่ เขาก็จะไปตัดเอามาต้มจิ้มกับน้ำพริกปลาป่น อร่อยนัก

ปลาร้าสับ

ตําราอาหารทั้งสองชนิด คือทั้งบองและน้ำพริกปลาป่น คุณสามารถปรุงแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น รับประทานได้หลายวัน

แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นใช้เครื่องสด คือ หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดหั่นฝอย (สดคือไม่ต้องเผาไฟค่ะ)

นำมาโขลกให้แหลก

ส่วนปลาร้าก็นำมาสับให้ละเอียดก่อนใส่ลงไปในครกด้วย

เติมพริกขี้หนูแห้งป่นละเอียด

คลุกเคล้ากันให้ดี

ใช้รับประทานกับผักสด

น้ำพริกรายการสุดท้ายนี้ เขาเรียกว่า 'ปลาร้าสับ' ค่ะ

ตกลงไปๆ มาๆ ก็เลยให้ตำราน้ำพริกภาคอีสานคุณๆ เสียตั้งสามชนิดเลยนะคะ

แซ่บบ่?


ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : สุคนธ์ จันทรางศุ

Read More...


ร้าน อี่ โภชนา ยังคงกลิ่นอายร้านอาหารแบบสมัยก่อน

.



Read More...


เส้นจันท์ผัดปู สูตรโบราณยังทำเงินดี


 


Read More...


มาลองทำสละลอยแก้วกันเถอะ

ช่วงนี้ราคาผลไม้แต่ละชนิด ราคาถูกแสนถูก วันก่อนไปตลาดเห็นสละราคาถูกมาก เลยซื้อมาหลายกิโล กะว่าจะมาทำสละลอยแก้วซะหน่อย เผื่อมาพลาสเจอร์ไรซ์จะเก็บไว้ทานได้หลายวัน

ส่วนผสม

- สละ 1 กิโลกรัม

- น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง

- น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง

- เกลือ 2 ช้อนชา

-ใบเตย

วิธีทำ

sala1 มาลองทำสละลอยแก้วกันเถอะ


Read More...


ไดฟูกุ..ขนมญี่ปุ่นปรับสไตล์ เป็นโมจิสมุนไพร..อร่อยอย่างไทยๆ

ขนมหวาน ของประเทศญี่ปุ่น…มักเรียกชื่อเดียวกันว่า “วากาชิ” มีมานานตั้งแต่ สมัยนะระ  หรือ ประมาณ 1,300 ปี มาแล้ว แต่มาเฟื่องฟูสุดๆ ใน ช่วงเอโดะ (ปี ค.ศ.1603-1867) โดยเฉพาะ เมืองเกียวโต และ โตเกียว ซึ่งแต่ละร้านแข่งกันทำขนมชนิดใหม่ๆ เช่น ยูคิโมจิ หรือ โมจิ และ ไดฟูกุ ออกมาเป็นต้นตำรับ…ขนมหวานประจำชาติ…!!

ชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้กิน…ชากา ชิ…กันบ่อยๆ เพราะเขานิยมรับประทานผลไม้กันมากกว่า ส่วน วากาชิ…จะเปิบเป็นของว่างและในโอกาสพิเศษ หรือมีพิธีการต่างๆ เช่น พิธีแต่งงาน หรือ พิธีชงชา ในการสร้างสรรค์ขนมวากาชินั้น  พ่อครัวหรือแม่ครัวมักจะมีแรงบันดาลใจมาจาก ธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ หรือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล  เช่น  ฤดูใบไม้ ร่วง จะทำ ขนมคิคุโกะโระโมะรูปดอกเบญจมาศ ส่วนฤดู หนาวก็ทำ ยูคิโมจิ หรือโมจิ และ ไดฟูกุ เป็นต้น


โมจิ  หรือ ไดฟูกุ เป็น ขนมอีกชนิดหนึ่งที่ทำจากข้าวเหนียว แล้วตัดเป็นก้อนๆ สามารถนำไปประยุกต์เป็นขนมอื่นๆได้อีกหลายชนิด โดยมีการนำมาผสมกับสมุนไพร หรือผลไม้ น.ส.จุติภัค ยัง- โนนตาด อยู่ที่ 88/15 ถนนเลียบทางด่วน  แขวงและเขตทุ่งครุ  กรุงเทพฯ เป็นผู้ที่คิดค้นสูตรขนมญี่ปุ่นให้มาเป็นสไตล์ไทยๆ บอกว่า ชื่นชอบที่จะทำ  ขนมญี่ปุ่นให้ออกมาในรูปแบบถูกปากคนไทย จึงทดลองไปเรียนรู้พยายาม  คิดค้นสูตรขนมไดฟูกุ  กระทั่งทุกอย่างลงตัว โดยมีส่วนผสมเตรียมไว้ กำหนดให้มี  แป้ง 40% และ  ไส้ 60%  ส่วนผสมหลักจาก แป้งข้าวเหนียว, แป้งมัน, เนยขาว และ  ส่วนผสมของไส้  ประกอบด้วย  งาดำ 50%, น้ำตาล 30%, ถั่ว 20%) ผงชาเขียว 5%, ถั่ว 50% น้ำตาล 30% และ น้ำมันพืช 15%

560 225x300 ไดฟูกุ..ขนมญี่ปุ่นปรับสไตล์ เป็นโมจิสมุนไพร..อร่อยอย่างไทยๆ


Read More...


แปรรูปผักหวานป่า เป็นใบชาเพื่อสุขภาพ งานอาชีพสร้างรายได้

ผักหวานป่าแปรรูป สู่ใบชาชงดื่มเพื่อสุขภาพ
sweet แปรรูปผักหวานป่า เป็นใบชาเพื่อสุขภาพ งานอาชีพสร้างรายได้
ความ นิยมของคนไทยที่หันมาดื่มชาเขียวญี่ปุ่นกันมาก ประกอบกับคุณสมบัติที่เหมาะสมของผักหวานป่า ซึ่งเป็นพืชผักท้องถิ่นที่มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามิน A, C, D และ K ถึง 5.48 เปอร์เซ็นต์ ทำให้นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้ศึกษาถึงการแปรรูปผักหวานป่าเป็นชาเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่สนใจนำความรู้ไปต่อยอดผลิตเป็นอาชีพได้

วิธีผลิตชาจากผักหวานป่า เริ่มจากนำยอดสดผักหวานป่า มาเด็ดเอาเฉพาะส่วนยอดอ่อน และใบ มาล้างน้ำให้สะอาด กรองด้วยผ้าขาวบาง ไม่ให้เศษผักหลุด เขย่าให้สะเด็ดน้ำ ผึ่งลมให้แห้ง แต่ไม่ควรนำไปตากแดดเพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินไป นำไปคั่วด้วยไฟอ่อนที่สุด จนใบแห้งและม้วนตัว ให้ใช้มือคลึง จนใบเริ่มจับตัวกัน นำไปอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 7 ชั่วโมง จนแห้ง ให้บด บรรจุซองสำหรับใส่ชาขนาด 2 กรัม

ผักหวานป่าสดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เด็ดก้านออกจะเหลือน้ำหนักสด160  กรัม นำไปผ่านกระบวนการคั่ว และอบแห้งแล้ว จะมีน้ำหนักเหลือ 60 กรัม บรรจุซองได้ 30 ซอง มีต้นทุนรวมค่าบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ 150 – 160 บาท ขายได้ในราคา 220 บาท ถือว่ามีราคาถูกกว่าชาเขียวชนิดอื่นๆ ในท้องตลาด โดยชาผักหวานป่านี้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คือ มีกลิ่นหอม รสหวาน และฝาดเล็กน้อยตามธรรมชาติ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เกษตรกรและผู้สนใจสามารถขอรายละเอียดเพื่อนำไปผลิตเป็นอาชีพได้

ชาผักหวานป่า ครื่องดื่มทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

   ผักหวานป่าเป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์ Opiliaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Melientha suavis Pierre เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปานกลาง สูง 6-10 เมตร และอาจสูงได้ถึง 20 เมตร ใบอ่อนรูปร่างรีเล็กปลายแหลม สีเขียวอมเหลือง ใบแก่สีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบกรอบและเปราะ ปลายใบมน ใบมีขนาด 5 X12 เซนติเมตร ก้านใบสั้น ดอกและผลมีลักษณะเป็นช่อ เกิดตามกิ่งแก่และลำต้นหลัก ผลรูปร่างรี ขนาด 1.5-2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มเมื่อแก่ต้นผักหวานป่าที่เจริญเติบโตในสภาพป่า ธรรมชาตินั้น สามารถมีอายุยืนยาวหลายปี บางต้นมีอายุได้มากกว่าร้อยปี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยสถานีวิจัยพืชลำตะคอง จึงได้ศึกษาการปลูกและการขยายพันธุ์ผักหวานป่า เพื่อลดการเก็บเกี่ยวผักหวานป่าในเชิงการค้ามากขึ้น ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผักหวานป่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่งได้ และมีอัตราการเกิดรากสูงถึง 70-80 เปอร์เซนต์

   ชาผักหวานป่า ประกอบด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี สารประกอบฟีโนลิค ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายและป้องกัน การเกิดโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย ทั้งนี้ วว. ได้ศึกษาคุณสมบัติในการต้านออกซิเดชั่นจากชาเขียวผักหวานป่า พบว่าค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ 50 เปอร์เซนต์ ( IC 50 ) ของชาผักหวานป่า เท่ากับ 5.48 เปอร์เซนต์ ( v/v ) ซึ่งดีกว่าชาใบหม่อนและชาดอกคำฝอย รวมทั้งได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์พิษเฉียบพลันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชาผักหวานป่า

คุณสมบัติ

ช่วย แก้กระหายน้ำและทำให้ชุ่มคอ หากดื่มเป็นประจำยังส่งผลดีต่อร่างกาย เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี สารประกอบฟีนอลิค ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่น อันเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย เช่นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน และการเสียสมดุลของร่างกายเป็นต้น

ผลจากการศึกษา

เปรียบ เทียบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณวิตามินซี และปริมาณฟันอคิลของชาผักหวานผ่ากับชาใบหม่อน ชาใบแปะก๊วย และชาดอกคำฝอย พบว่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของชาผักหวานป่าสูงกว่าชาใบหม่อน ชาดอกคำฝอย แต่ต่ำกว่าชาแปะก๊วย โดยความเข้มข้นที่ยับยั้งการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่นได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ของผักหวานป่าเท่ากับ 5.48เปอร์เซ็นต์ (v/v) รวมทั้งชาผักหวานป่าได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์พิษเฉียบพลันเป็นที่เรียบร้อย

วิธีชงชาผักหวานป่า

คล้าย กับการชงชาทั่วไป โดยใช้ผักหวานป่า 1 ช้อนชา หรือน้ำหนัก 2 กรัม ต่อน้ำร้อน 100 มิลลิกรัม อุณหภูมิ 90-95 องศาเซลเซียส ชงในน้ำร้อนนาน 3 นาที สามารถเติมน้ำร้อนได้ 3 ครั้ง ชงดื่มแทนน้ำได้ตลอดทั้งวัน

ชาผักหวาน ผ่าของ วว. มีรสชาติคล้ายกับชาเขียวจากญี่ปุ่น ใช้ดื่มแก้กระหายชุ่มคอ และยังดีต่อสุขภาพ นับเป็นเครื่องดื่มทางเลือกใหม่สำหรับผู้นิยมดื่มชาเพื่อสุขภาพรวมทั้งช่วย ส่งเสริมให้เกิดอาชีพแก่เกษตรกรผู้ปลุกผักหวานป่ามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิจัยพืชลำตะคอง วว. โทร. 044 390 107

ชาผักหวานป่า ครื่องดื่มทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ
   ผักหวานป่าเป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์ Opiliaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Melientha suavis Pierre เป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปานกลาง สูง 6-10 เมตร และอาจสูงได้ถึง 20 เมตร ใบอ่อนรูปร่างรีเล็กปลายแหลม สีเขียวอมเหลือง ใบแก่สีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบกรอบและเปราะ ปลายใบมน ใบมีขนาด 5 X12 เซนติเมตร ก้านใบสั้น ดอกและผลมีลักษณะเป็นช่อ เกิดตามกิ่งแก่และลำต้นหลัก ผลรูปร่างรี ขนาด 1.5-2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มเมื่อแก่ต้นผักหวานป่าที่เจริญเติบโตในสภาพป่า ธรรมชาตินั้น สามารถมีอายุยืนยาวหลายปี บางต้นมีอายุได้มากกว่าร้อยปี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยสถานีวิจัยพืชลำตะคอง จึงได้ศึกษาการปลูกและการขยายพันธุ์ผักหวานป่า เพื่อลดการเก็บเกี่ยวผักหวานป่าในเชิงการค้ามากขึ้น ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผักหวานป่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่งได้ และมีอัตราการเกิดรากสูงถึง 70-80 เปอร์เซนต์
   ชา ผักหวานป่า ประกอบด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี สารประกอบฟีโนลิค ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายและป้องกัน การเกิดโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย ทั้งนี้ วว. ได้ศึกษาคุณสมบัติในการต้านออกซิเดชั่นจากชาเขียวผักหวานป่า พบว่าค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ 50 เปอร์เซนต์ ( IC 50 ) ของชาผักหวานป่า เท่ากับ 5.48 เปอร์เซนต์ ( v/v ) ซึ่งดีกว่าชาใบหม่อนและชาดอกคำฝอย รวมทั้งได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์พิษเฉียบพลันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
   สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิจัยพืชลำตะคอง วว. โทร. ( 044 ) 390107

Read More...


‘ขนมจีบแป้งสด’ ทำให้เห็นๆเป็นอาชีพทำเงิน

.
.
.
“ขนม จีบ” เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่งที่สามารถทานได้ทุกเวลา ซึ่งขนมจีบที่เราพบเห็นกันโดยทั่วไป ตามท้องตลาดจะเป็นขนมจีบที่ใช้แผ่นเกี๊ยวห่อไส้ แต่วันนี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลการทำ-การขายขนมจีบอีกรูปแบบมานำเสนอให้ได้ลองพิจารณากัน กับ “ขนมจีบแป้งสด” อีกหนึ่งรูปแบบอาชีพด้านการขายอาหารที่น่าสนใจ…
   
บุษกร ล้านมา หรือ “เมย์” ซึ่งทำขนมจีบแป้งสดขาย เล่าให้ฟังว่า เดิมนั้นเธอเป็นพนักงานประจำเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ มานานหลายปี  ก็รู้สึกเครียดและเบื่อ ที่สำคัญไม่ค่อยมีเวลาเป็นส่วนตัว ประกอบกับแฟนเป็นนักดนตรียิ่งทำให้ไม่ค่อยได้เจอกัน เพราะเวลาทำงานจะสวนทางกัน จึงทำให้เธอกับแฟนปรึกษากันว่าจะออกจากงานแล้วมาทำธุรกิจส่วนตัว
   
“เราสองคนก็ไปขอสูตรและฝึกทำขนมจีบแป้งสดจาก เจ๊ละม่อม ซึ่งเป็นคุณแม่แฟน ทำขายมากว่า 20 ปี ต้นตำรับดั้งเดิมในนครสวรรค์ ขายดิบขายดีมีลูกค้าขาประจำมากมาย จนสามารถส่งลูก ๆ เรียนจบมาแล้วหลายคน พอเอามาให้เพื่อนชิมก็ตื่นเต้นกันใหญ่บอกว่าอร่อย และไม่เคยเห็นมาก่อน ระหว่างนั้นยังไม่กล้าตัดสินใจ จึงลองทำขายเล่น ๆ ในวันหยุดควบคู่กับการทำงานประจำ เสียงตอบรับดีมาก ทำมาเท่าที่ทำได้ก็ขายหมดเกลี้ยงทุกวัน จากนั้นก็ลาออกจากงานมาช่วยกันทำขายเป็นอาชีพหลัก ทำมาได้นานประมาณ  2 ปีแล้ว”

    exit2134 ขนมจีบแป้งสด ทำให้เห็นๆเป็นอาชีพทำเงิน
 


อุปกรณ์ในการทำหลัก ๆ ก็มี…กระทะใบบัว, ไม้พาย, เครื่องรีดแป้ง, เครื่องตีแป้ง, เครื่องตัด, หม้อนึ่ง, เตาแก๊ส ถ้วยตวง และอุปกรณ์ทั่วไปที่ใช้กันในครัวเรือน วัตถุดิบและส่วนผสมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ… ส่วนผสมในการทำตัวแป้ง และส่วนผสมในการทำไส้ ซึ่งส่วนผสมในการทำแป้ง ประกอบด้วย แป้งสาลี แป้งมันสำปะหลัง และน้ำสะอาด 
   
สำหรับส่วนผสมในการทำไส้ ตามสูตรประกอบด้วย เนื้อหมูปนมันสับ 10  กิโลกรัม, หอมแดง 1 กิโลกรัม มันแกวสับ 1 กิโลกรัม กระเทียมสับ 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ก็ใช้รากผักชี หอมใหญ่สับ น้ำตาล พริกไทยป่น ต้นหอม-ผักชีสับหยาบ น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว น้ำมันงา น้ำมันหอย และเกลือป่น 
   
ขั้นตอนการทำ “ขนมจีบแป้งสด” เริ่มจากนำแป้งสาลีผสมกับแป้งมันสำปะหลัง ผสมรวมกันแล้วร่อน  ใส่น้ำสะอาดตามลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปตั้งไฟกวนในกระทะให้ส่วนผสมแป้งสุก ล่อนจับตัวเป็นก้อน ยกลงตั้งพักไว้ให้อุ่น แล้วนำแป้งที่ได้มานวดจนแป้งนุ่มและเนียนไม่ติดมือ จากนั้นก็แบ่งแป้งออกเป็นก้อน ๆ
   
นำก้อนแป้งที่ได้มารีดและโรยด้วยแป้งมัน  รีดให้เป็นแผ่นบางยาว   นำแผ่นแป้งที่ได้มาทับซ้อน ๆ กัน แล้วตัดโดยให้ขนาดของแผ่นแป้งอยู่ที่ประมาณ  2×2  นิ้ว ตั้งพักไว้ รอห่อไส้
   
ส่วนตัวไส้นั้น การทำเริ่มจากนำรากผักชี  พริกไทยป่น และกระเทียม โขลกรวมกันให้ละเอียด เสร็จแล้วนำไปใส่ในเนื้อหมูปนมันสับ  ปรุงรสชาติด้วยน้ำตาล  เกลือ  ซอสปรุงรส  น้ำมันหอย   น้ำมันงา  และต้นหอม-ผักชีสับ  คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี   หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 1-2  ชั่วโมง  ก่อนจะนำออกไปห่อ
   
ต่อไปเป็นขั้นตอนการห่อ  ให้นำแป้งที่เตรียมไว้มาแผ่ลงบนมือ ตักไส้มาวางบนแผ่นแป้งแล้วขึ้นรูปห่อ  ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จีบจนรอบ วนขวา   แล้วล้มจีบไปทางเดียวกัน รวบหัวขนมจีบให้ยาวแล้วหักลงมาเป็นหัวนกกระทุง (จะห่อรูปแบบอื่นก็ได้) เรียงลงในซึ้ง โดยระหว่างรอห่อเสร็จก็ให้ตั้งซึ้งนึ่งให้น้ำเดือดรอไว้ กะน้ำให้พอดี  เมื่อน้ำเดือดแล้วจึงนำขนมจีบลงนึ่งโดยใช้เวลา 15-20 นาที ตัวขนมจีบที่ได้จะแววใสน่ารับประทาน ระหว่างการนึ่งต้องคอยตรวจดูอย่าให้น้ำแห้ง เพราะหากน้ำแห้งแล้วขนมจีบจะแข็งกระด้าง ในการขายก็ต้องมีซอสเปรี้ยว “จิ๊กโฉ่” และทานคู่กับผักกาดหอมและพริกขี้หนูสดสีเขียวแก้เลี่ยน ซึ่งซอสเปรี้ยวเจ้านี้จะทำเองโดยใช้ซีอิ๊วดำหวาน น้ำตาลทราย เกลือ น้ำส้มสายชูกลั่น ผสมกันแล้วต้มให้เดือด ชิมรสตามชอบ
   
ปกติขนมจีบแป้งสดนี้จะอยู่ได้นานประมาณ   2  วัน ทั้งนี้เพราะเป็นแป้งสด จะทำวันต่อวัน  จึงสามารถอยู่ได้นานกว่าขนมจีบทั่วไป  แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็นจะอยู่ได้  3-4 วัน  และเก็บในช่องแช่แข็งได้ประมาณ  1 สัปดาห์  นอกจากนี้ เมย์ยังมีซาลาเปาขายควบคู่ไปด้วย ซึ่งซาลาเปาจะมี 2 ไส้คือ ไส้หมูสับและไส้ถั่วดำ
   
ส่วนขนมจีบ ราคาขายชุดเล็ก 12 ลูก 30 บาท และชุดใหญ่ 20 ลูก 50 บาท
   
เรื่องจุดขาย เมย์บอกว่า ไม่ต้องอะไรมาก แค่ปั้นโชว์กันสด ๆ แล้วนึ่งกันเห็น ๆ หน้าร้านเท่านั้น  ซึ่งวันจันทร์, พุธ, พฤหัสฯ จะขายที่ตลาดนัดตอนเย็นหน้าองค์การโทรศัพท์ จ.พระนครศรีอยุธยา วันอังคาร, วันศุกร์ ตลาดนัดเย็นที่ศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต และวันศุกร์เช้ายังขายที่กรมประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วย
   
ใครสนใจ “ขนมจีบแป้งสด” เจ้านี้ ต้องการติดต่อคุณเมย์ ติดต่อได้โดยตรงที่ โทร. 08-5223-9988 ซึ่งการใช้ขนมจีบแป้งสดเป็น “ช่องทางทำกิน” นี้ ก็เป็นอีกกรณีศึกษาการทำอาชีพค้าขายอาหารที่มีจุดต่าง ที่ดึงลูกค้าได้เป็นอย่างดี.

สนับสนุนข่าวสารเพื่อการทำมาหากินโดย
dailynews ขนมจีบแป้งสด ทำให้เห็นๆเป็นอาชีพทำเงิน

Read More...


มาหัดตำส้มตำ ไว้ขายเป็นอาชีพเสริมกันดีกว่า

.
.
.
2 1211765226 มาหัดตำส้มตำ ไว้ขายเป็นอาชีพเสริมกันดีกว่า

“ส้มตำ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ของกินชนิดหนึ่ง เอาผลไม้มีมะละกอเป็นต้น มาตำผสมกับเครื่องปรุงมีรสเปรี้ยว บางท้องถิ่นเรียก “ตำส้ม”

“ส้มตำ” เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย(อาจจะรวบถึงชาวต่าศอีกมากมาย ที่รู้จักประเทศไทยจากส้มตำ)ในทุกๆภาคในปัจุบันโดยเฉพาะคนอีสานพบได้ทุกสถาน ที่ โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ทะเล ภูเขา น้ำตก ฯลฯ จะพบอาหารนี้ได้ทุกซอก ทุกมุม ซึ่งหารับประทานได้ง่ายตามสถานที่ทั่วไป แม้แต่ตามซอกซอย ตามภัตตาคารหรือตามห้างต่างๆ เรียกว่า ส้มตำเป็นอาหารจานโปรดของทุกคนเลยก็ได้ ทำเอาพ่อค้าแม่ขายอาชีพนี้รวยไปตามๆ กัน ส้มตำมีหลายประเภท ได้แก่ ส้มตำไทย, ส้มตำไทยใส่ปู, ส้มตำปูใส่ปลาร้า, ส้มตำลาวใส่มะกอก ส้มตำมักรับประทานกับข้าวเหนียว และแกล้มกับผักชนิดต่างๆ และที่ขาดไม่ค่อยได้เลยคือไก่ย่าง ซึ่งจะพบว่าร้านส้มตำเกือบทุกร้านจะต้องขายไก่ย่างควบคู่กันไปด้วย
“ส้มตำ” เป็นภาษากลางที่ใช้เรียกกันทั่วไป ชาวอีสานเรียก ตำบักหุ่ง หรือตำส้ม ส้มตำของชาวอีสานมีความหลากหลายมาก พืชผัก ผลไม้ชนิดต่างๆ ก็สามารถนำมาตำรับประทานได้ทั้งสิ้น เช่น ตำมะละกอ ตำถั่วฝักยาว ตำกล้วยดิบ ตำหัวปลี ตำมะยม ตำลูกยอ ตำแตง ตำสับปะรด ตำมะขาม ตำมะม่วง เป็นต้น ซึ่งจะมีรสชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท แต่โดยรวมๆแล้วจะเน้นที่ความมีรสจัดจ้านถึงใจและเน้นที่ความเปรี้ยวนำ

ส้มตำ ลาว ของชาวอีสานบางครั้งจะใส่ผลมะกอกพื้นบ้าน(เฉพาะฤดูที่มีผลมะกอกพื้นบ้าน) เข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ โดยฝานเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอ ช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น ส้มตำลาวเป็นเมนูอาหารหลักของชาวอีสานรองจากข้าวเหนียว สามารถรับประทานกันได้ทุกวันและทุกมื้อ

วัฒนธรรมการกินอาหารอย่างหนึ่ง ของชาวอีสาน คือ หากมื้อใดมีการทำส้มตำรับประทานก็มักจะเรียกเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วม สังสรรค์ รับประทานส้มตำด้วย บางคนถึงกับบอกว่า ทานคนเดียวไม่อร่อย ต้องทานหลายๆ คน หรือแย่งกันทาน เรียกว่าส้มตำรวยเพื่อนก็ไม่ผิดนัก และตามงานบุญต่างๆของชาวอีสานจะขาดส้มตำไม่ได้เลย ถ้าขาดส้มตำอาจจะทำให้งานนั้นกร่อยเลยทีเดียว
บาง คนครั้งส้มตำลาวจะอร่อยหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับปลาร้าเป็นสำคัญ ถ้าหากปลาร้าอร่อยมีรสชาติดี ก็จะทำให้ส้มตำลาวครกนั้นมีรสชาติอร่อยไปด้วย ปลาร้าที่ใส่ส้มตำสามารถใส่ได้ทั้งน้ำและตัวปลาร้า หรือบางคนก็ใส่แต่น้ำปลาร้า ใส่เพื่อพอให้มีกลิ่นแล้วแต่คนชอบแต่ต้องทำให้สุกเสียก่อน ชาวอีสานส่วนใหญ่ยังมีความคิดว่ากินปลาร้าดิบแซ่บกว่าปลาร้าสุก ดังนั้นชาวบ้านตามชนบทมักจะใช้ปลาร้าดิบเป็นส่วนประกอบในส้มตำ

ด้วย ความคิดเช่นนี้จึงทำให้กลายคนดินปลาร้าแล้วได้พยาธิ(ส่วนใหญ่จะ เป็นพยาธิใบไม้ในตับ) ประมาณร้อยละ 30 ของน้ำหมักปลาในการหมัก ก็เป็นเพียงการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการอาหาร เป็นพิษได้เท่านั้น แต่ยังไม่มีคำยืนยันจากนักวิชาการว่าเกลือ
สามารถฆ่าพยาธิได้ ดังนั้น ควรใช้ปลาร้าที่ต้มสุกแล้วจะปลอดภัยกว่า นอกจากนี้จากผลการวิจัยขอคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังพบว่าในปลาร้าดิบมีสารที่ยับยั้งการทำงานของวิตามินบีหนึ่ง ซึ่งการที่จะทำให้สารชนิดนี้หมดไปได้มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ การทำให้สุกโดยใช้ความร้อน

เครื่องปรุง

  • มะละกอสับตามยาว1 ถ้วย (100 กรัม)
  • มะเขือเทศสีดา3 ลูก (30 กรัม)
  • มะกอกสุก1 ลูก (5 กรัม)
  • พริกชี้หนูสด1 ลูก (5 กรัม)
  • พริกชี้หนูสด10 เม็ด (15 กรัม)
  • กระเทียม10 กลีบ (30 กรัม)
  • น้ำมะนาว1-2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
  • น้ำปลา½ ช้อนโต๊ะ (8 กรัม)
  • น้ำปลาร้าต้มสุก1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
  • ผักสด ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ยอดปักบุ้ง ยอดและฝักกระถิน ยอดมะยม ไก่ย่าง แคบหมู

วิธีทำ

1. โขลกกระเทียม พริกขี้หนู พอแตก
2. ใส่มะละกอ มะเขือเทศผ่าซีก ฝานมะกอกเป็นชิ้นบางใส่ลงโขลกเข้าด้วยกัน
3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะนาว โขลกเบาๆ พอเข้ากันชิมตามชอบ รับประทานกับผักสด

สรรพคุณทางยา

ใน ด้านการนำมาทำอาหาร คนไทยทุกภาครู้จักและรับประทานยอดมะกอกเป็นผักสด ในภาคกลางรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อน ร่วมกับน้ำพริกปลาร้า เต้าเจี้ยวหลน ชาวอีสารรับประทานร่วมกับลาบก้อย แจ่วป่น และฝานผลเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอหรือพล่ากุ้งช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น

รสชาติอาหาร

ส้มตำ 1ครก จะมีหลายรสชาติ เช่น เปรี้ยว มัน เค็ม หวาน (น้ำตาลแล้วแต่คนชอบ) ขม เปลือกมะนาวหรือผลมะกอก) อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายสูง โดยเฉพาะเมื่อนำมาแกล้มกินกับผัก คนอีสานนิยมรับประทานกับเส้นขนมจีน ว่ากันว่ารับประทานเข้ากันดีนัก สำหรับ
คน ภาคกลางมักจะรับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ส้มตำ-ไก่ย่าง, ลาบ, น้ำตก, ข้าวเหนียว เรียกว่าเป็นเมนูชุดใหญ่ โดยมีส้มตำเป็นอาหารหลักเลยทีเดียว ซึ่งก็จะช่วยให้เราได้สารอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพิ่มไปด้วย นอกเหนือจากการกินแต่ผักอย่างเดียว

คุณค่าทางโภชนาการ

ส้มตำลาวใส่มะละกอ 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 205 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
- น้ำ 417.77 กรัม
- โปรตีน 17 กรัม
- ไขมัน 2.856 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 29 กรัม
- กาก 5.75 กรัม
- ใยอาหาร 2.67 กรัม
- แคลเซียม 163.4 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 190.36 มิลลิกรัม
- เหล็ก 24.27 มิลลิกรัม
- เบต้าแคโรทีน 473.9 ไมโครกรัม
- วิตามินเอ 12243 IU
- วิตามินบีหนึ่ง 0.552 มิลลิกรัม
- วิตามินบีสอง 0.5 มิลลิกรัม
- ไนอาซิน 5.545 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 162 มิลลิกรัม

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : http://www.keajon.com/

Read More...


สูตรวิธีการทำน้ำเต้าหู้ เพื่อรับประทานหรือทำขาย

.
.
.
น้ำเต้าหู้ที่ ทำจากถั่วเหลือง ที่คนไทยรู้จักกันดีตอนที่เราเป็น เด็ก แม่จะซื้อน้ำเต้าหู้มาใหรับประทานทุกวัน หรือไม่ก็ไปหาซื้อกินเองก่อนไปเรียนหรือ ก่อนทำงานบ้าง ทุกวันนี้ยังกินอยู่เลยครับ น้ำเต้าหู้ นับว่ามี ประโยชน์มากเพราะทำมาจากถั่วเหลือง บวกกับเครื่องในที่ใส่เพิ่มอย่าง ลูกเดือย,งา แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน คุณค่าของน้ำเต้าหูก็เหมือนกับน้ำนมถั่วเหลืองยิ่งคื่มยิ่งมีประโยชน์ วันนี้เองจึงอยากจะแนะนำการทำน้ำเต้าหู้ เพื่อใครที่สนใจทำเป็นอาชีพ เรามาดูกันเลยว่าขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร

ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้จากถั่วเหลือง

- ช่วยลดและป้องกัน โรคมะเร็งเต้านมได้
– ช่วยป้องกันและยับยั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
– ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร
– ถั่วเหลืองมีสารอะมิโน เอซิด ที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่ช่วย
– เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ
– และยังมีประโยชนือีกมากมาย ดื่มแทนน้ำนมยังได้เลย

ส่วนประกอบการทำน้ำเต้าหู้

img 0676 ขายน้ำเต้าหู้ ของดีมีประโยชน์ ขายง่ายกำไรงาม

ส่วนประกอบ ถั่วเหลืองเลาะเปลือกแยกกากและเศษผงออก 1 ถ้วย ต่อ น้ำสะอาด 7 ถ้วย + น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
– ชำระล้างทำความสะอาดถั่วเหลืองให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง
– โม่หรือไม่ก็บดถั่วให้ละเอียด กรองด้วยผ้าสะอาดบางแยกน้ำออก หากมีเครื่องแยกกาก
ก็ใช้เครื่องแยกกากไดเลย
– นำขึ้นตั้งไฟ ตอนใกล้ๆเดือดต้องคอย ๆ คนอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ไหม้
– ใส่น้ำตาลทราย คนให้ละลายแล้วปิดไฟ อาจแยกบางส่วนไม่ใส่น้ำตาลทรายเลยก็ได้ แล้วแต่ชอบ

การลงทุน กับร้านเต้าหู้ แบบรถเข็นหรือคีออส ที่วางขายตามหัวมุมในตลาดนัด หรือตลาดตอนเช้า
ราคาอุปกรณ์จะไม่สูงมากนัก เช่น ค่าคีออส ราคาราว 2000 บาท ค่าป้าย โฆษณาร้าน 500 บาท ค่าอุปกรณ์ เช่น หม้อต้มน้ำเต้าหู้ เป็นต้น
จุดยิ่งใหญ่ของการทำน้ำเต้าหู้อยู่ที่กระบวนการทำต้องหมั่นคนไม่อย่างนั้นจะมีกลิ่นไหม้
น้ำนมถั่วเหลืองบริสุทธิ์ที่ไม่ได้เจือปนสิ่งอี่นใดลงไปเพื่อเพิ่มปริมาตรหรือทำให้แลดูข้น
จะเอร็ดอร่อยและเก็บได้นานกว่า…

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : http://www.keajon.com/

Read More...


ด่วนสัมนาฟรี!! กับ K-SME Start-up เพิ่มศักยภาพธุรกิจด้วยหลักสูตรออนไลน์

ธนาคารกสิกรไทย ขอเรียนเชิญสมาชิกโครงการ K-SME Start-up Solutions ทุกท่าน

เรียนหลักสูตรออนไลน์ กับ DBD Academy ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์


ลองทะเบียนสมัครเรียนได้ที่ http://www.dbdacademy.com
สนับสนุนโดย ksmestartup



MassEmail 8June11 resize1 ด่วนสัมนาฟรี!! กับ K SME Start up เพิ่มศักยภาพธุรกิจด้วยหลักสูตรออนไลน์


ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : http://www.keajon.com/

Read More...


ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ...ง่ายนิดเดียว

.
.
.
ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ


เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก thaifusionfoods.com

          ไม่ผิดใช่ไหม ถ้าเราจะบอกว่า เมนูอาหารยอดฮิตที่ถูกใจทุกบ้านนั่นก็คือ "ไข่เจียว" อ๊ะ ๆ แต่ถึงแม้ "ไข่เจียว" จะเป็นอาหารที่ใคร ๆ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำง่ายแสนง่าย แต่เชื่อเถอะว่า หลาย ๆ คน ก็ยังทำไข่เจียวไม่เป็น ยิ่งคนที่ไม่เคยเข้าครัว คงต้องปวดหัวกันตั้งแต่เปิดแก๊ส ตั้งกระทะ ตั้งน้ำมันกันเลยล่ะ หรือบางคนอยู่หอพัก ไม่มีกระทะ ไม่มีเตาแก๊ส มีแต่ไมโครเวฟ แต่อยากกินไข่เจียว จะทำยังไงดีอ่ะ

          ไม่ต้องปวดหัวไปค่ะ เราสามารถทอดไข่เจียวหอม ๆ อร่อย ๆ ได้ด้วยไมโครเวฟที่เรามีอยู่นั่นแหละ อย่าเพิ่งสงสัยค่ะว่า มันทำได้ด้วยเหรอ แล้วทำอย่างไรล่ะ งั้นมาลองทำตามสูตร "ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ" จากเว็บไซต์ thaifusionfoods.com กันดูเลย รับรองว่า ไข่เจียวจานนี้อร่อยไม่แพ้จานไหนแน่นอน

ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ

          วันนี้อยากกินไข่เจียว ลองทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟกันดีกว่า พอดีมีผักสลัด กับไส้กรอกรมควันเหลือก็เลยเอามาใส่ด้วย ไส้กรอกรมควันทำให้ไข่เจียวหอมขึ้นมากเลยค่ะ


ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ

          เริ่มแรก ตีไข่สองฟอง ใส่ผักสลัดที่มีกะหล่ำปลี แครอทหั่นฝอย ธัญพืชเล็กน้อย แล้วก็ไส้กรอกรมควัน ใส่น้ำปลากับผงปรุงรส พริกไทยเล็กน้อย ตีให้เข้ากัน

ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ

          นำกระทะที่ใช้สำหรับไมโครเวฟเข้าไมโครเวฟก่อนสัก 3 นาทีให้กระทะร้อน ๆ จากนั้นก็ใส่น้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อย แล้วนำเข้าไมโครเวฟอีกครั้ง เปิดไฟแรงสุดอีก 1-2 นาที ให้น้ำมันร้อน จากนั้นก็นำออกมาเทไข่เจียวที่ตีไว้


ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ

          นำกระทะเข้าไมโครเวฟแล้วใช้ฝาปิด เปิดไฟแรงสุดสัก 2 นาที เอากระทะออกมาดูว่า ไข่ด้านหน้าสุกหรือยัง ถ้ายังก็นำกลับเข้าไมโครเวฟอีกสัก 2 นาที อย่าใช้เวลานานเกินไปนะคะ เพราะด้านหน้าของไข่จะแข็งกระด้างไม่น่าทานค่ะ (ถ้าใครไม่มีกระทะแบบนี้ ใช้ชามแก้วทนไฟใส่น้ำมันก็ใช้แทนกันได้ค่ะ แต่กระทะแบบนี้จะช่วยเก็บความร้อนทำให้สุกง่ายขึ้น)


ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ

ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ

          นำกระทะออกมาจากไมโครเวฟ ก็จะได้ไข่เจียวทานแล้ว มองแล้วเหมือนพิซซ่าเลย ไข่หอมแล้วก็นุ่ม ๆ

          ตักมาทานกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยแล้วค่ะ


ทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ

          เห็นไหมว่า ไข่เจียวจากไมโครเวฟจานนี้ทำได้ง่าย ๆ ไม่ยากเลย ว่าแล้วก็ลองนำไอเดียดี ๆ จาก thaifusionfoods.com ไปประยุกต์ทำดูกันได้นะจ๊ะ

Read More...


“หมูสับนึ่งกับปลาเค็ม” หอมเลิศรส อร่อยเด็ดถูกใจเนื้อผัดพริกไทยดำ

.
.
.



ร้านอาหารที่ชื่อว่า ไก่ทอง เป็นร้านอาหารที่เปิดมานานแล้วครับ เมื่อสมัยก่อน ผมได้เขียนให้ร้านนี้ ซึ่งอาหารที่อร่อยมากที่ผมเคยกินมา ก็คือ ราดหน้าทะเล หมู เนื้อ และราดหน้าฮ่องกง โดยเจ้าของร้านและลูกชายของเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการทำกับข้าวและในการ บริหารคนมากครับ
ทุกครั้งที่ผมคิดอยากจะกินอาหารไทยผสมจีนที่อร่อยจะต้องไปที่ไหนนั้น  ผมมีคำตอบให้กับตัวเองว่า ต้องไปที่ร้านไก่ทอง ส่วนลูกชายเขาไปเปิดร้านชื่อว่าลูกไก่ทอง อยู่ที่ทองหล่อซอย 13  ซึ่งผมได้ไปลองชิมอาหารมาแล้วครับ เขามีอะไรแปลกๆ หลายอย่างที่ร้านของคุณแม่เขาไม่มี ผมก็เลยอยากเอามาเล่าให้เพื่อนทุกคนฟังด้วยว่ามีอาหารอะไรที่อร่อยมากบ้าง ครับ
ที่ร้านไก่ทองนี้ มี ราดหน้าฮ่องกง ที่รสชาติอร่อยมาก โดยปกติผมจะชอบกินเส้นหมี่ ไม่ชอบกินเส้นใหญ่อยู่แล้ว  ครับ แต่ถ้าใครชอบเส้นใหญ่ก็สั่งเส้นใหญ่นะครับ ครั้งนี้ผมได้ชิมราดหน้าหมูทะเล ครับ อร่อยดี ส่วน เนื้อผัดพริกไทยดำ อาหารจานนี้อร่อยสุดๆ เลยครับ ราคาอาจจะแพงไปสักเล็กน้อย เพราะเขาใช้วัตถุดิบที่มาจากต่างประเทศทั้งนั้นเลยครับ กัดฟันสั่งเถอะครับ ถ้าอยากกินของดี อย่าบ่นว่าแพงเลย เพราะว่าเขาใช้ของดีและอร่อยจริงๆ ครับ
ต่อมาเป็น ผักฉ่อยไจ๋รวมมิตร เขาเอาผักฉ่อยมาจากต่างประเทศเหมือนกันครับโดยนำเข้ามาจากฮ่องกง การทำเขาเอามาผัดง่ายๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษแต่รสชาติอร่อยเหลือเกิน กรอบ รสชาติดี ที่นี่เขาใช้ซีอิ๊วที่มีคุณภาพดีมากเลยนะครับ ทำให้รสชาติอาหารออกมาอร่อย 
ตามมาด้วยปลากะพงทอดน้ำปลาซึ่งเขาหั่นเป็นลูกเต๋าทั้งตัวแล้วเอามาโรย หลังจากนั้น ทำน้ำลาบแล้วราดไปบนปลากะพงทอดน้ำปลา เรียกเมนูนี้ว่า ปลากะพงลาบเศรษฐี อร่อยจริงๆ เลยครับสำหรับอาหารจานนี้ วันนั้นผมอิ่มมากเลยครับ แต่พี่เจ้าของร้านเขาหันมาถามผมว่าเคยกินสุกี้ผัดแห้งของที่นี่หรือยัง ผมตอบไปว่า ยังไม่เคยครับ เขาจึงทำมาให้ผมก็เลยต้องลองครับ ตอนมาเสิร์ฟกลิ่นหอมชวนกินมาก เมื่อได้ลองชิมแล้วอร่อยครับ  เพราะว่าเขาผัดได้แห้งจริงๆ และเส้นยังเหนียวนุ่มอยู่อร่อยมาก รสชาติดี น้ำจิ้มของเขาก็ทำได้ดีมากครับ
มาที่ร้านลูกไก่ทองกันบ้างนะครับ ที่ร้านนี้จะมีราดหน้าฮ่องกงเหมือนกัน แต่ว่าเขาจะแยกน้ำแยกเส้นกับผักเสิร์ฟครับ สำหรับน้ำราดของเขาจะทำเป็นทะเลหรือกุ้งมาให้เวลากินก็ค่อยเอามาราดบนเส้น อีกทีหนึ่ง ผมกินทีไรไม่เคยต้องปรุงรสเลยครับ เพราะเขาทำมารสชาติอร่อยอยู่แล้ว
อีกเมนูจะเป็น หมูสับนึ่งกับปลาเค็ม เสิร์ฟกับข้าว อร่อยมากเช่นกันครับ  ผักฉ่อยที่ร้านนี้ก็มีนะครับ  แล้วก็มีหมั่นโถวปิ้งกินกับเคาหยก คือ แทนที่จะเอาหมั่นโถวมานึ่งเฉยๆ เขาเอาไปปิ้งให้กินกับเคาหยก ซึ่งเป็นอาหารจีนที่ทำจากหมูสามชั้นและผักกาดจีนที่มีกรวด มีทราย เยอะไปหมดกว่าจะทำได้ต้องใช้เวลาเหมือนกันครับ สำหรับผมไม่เอาด้วยเด็ดขาดเพราะต้องล้างผักกาดจีน 3 – 4 ครั้ง เพื่อจะเอากรวดออกให้หมด กว่าจะเอามาต้มและตุ๋นกับตัวหมูสามชั้นกว่าจะได้เป็นอาหารออกมาครับ
ต่อมาเป็น แกงป่าคุณแม่ ของเขาก็อร่อยมากครับ เพราะว่าคุณแม่และพี่เจ้าของร้านชอบกินอาหารจานนี้มาก จึงตั้งชื่อเมนูนี้ว่าแกงป่าคุณแม่ เสียเลย อร่อยเหลือเกินครับ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีให้เพื่อนๆได้ทราบถึงความอร่อย
มีเครื่องดื่มที่เป็นน้ำผึ้งเดือนห้าผสมกับน้ำมะนาว ใส่ไข่มุกคอลลาเจน เป็นเครื่องดื่มสำหรับกินเล่น ที่อร่อยมากครับ  อาหารปิดท้ายเป็นของหวาน อร่อยใช้ได้เช่นกัน เขาทำได้ดี ร้านนี้มีอะไรแปลกๆ อยู่เรื่อยๆครับ
เพราะฉะนั้น ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะหลายคนก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมเหมือนกันนะครับ ก็เลยอยากจะบอกเพื่อน ๆ ว่าตอนนี้ร้านกลับมาเปิดตามปกติแล้ว และยังอร่อยเหมือนเดิม สามารถไปกินอาหารได้แล้วครับ   
.........................................
เข้าครัวกับหมึกแดง - ทอดมันหัวปลี
เครื่องปรุง
- หัวปลีหัวใหญ่ 1 หัว
- น้ำปูนใส 5 ถ้วยตวง
วิธีทำ
1. แกะกาบหัวปลีด้านนอกออกจนหมด เหลือแต่กาบหัวปลีสีเหลืองนวล หั่นเป็นเสี้ยวบาง ๆ ตามยาว
2. ในชามผสมใส่น้ำปูนใสลงไป แล้วนำหัวปลีที่หั่นไว้ลงไปแช่ทันที แช่ไว้ประมาณ 30 นาที
เครื่องปรุงทอดมันหัวปลี
- แป้งข้าวเจ้า  1/2 ถ้วยตวง
- แป้งสาลี  2 ช้อนโต๊ะ
- หัวกะทิ  1 ถ้วยตวง
- ไข่แดงของไข่เป็ด 1 ฟอง
- เครื่องแกงเผ็ด  2 ช้อนโต๊ะ
- ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น  1/2 ช้อนชา
- น้ำมันปาล์มสำหรับทอด 4 ถ้วยตวง
- หัวปลีที่แช่น้ำปูนใสสะเด็ดน้ำแล้ว 300 กรัม
- อาจาดสำหรับเสิร์ฟ
วิธีทำ
1. ในชามผสม ใส่แป้งข้าวเจ้า กับแป้งสาลีลงไป เทกะทิลงไป ผสมให้เข้ากัน คนให้เข้ากัน อย่าให้เป็นเม็ด
2. ในชามผสมใบเดิมใส่ไข่แดง เครื่องแกงเผ็ด ใบมะกรูด และเกลือป่น ลงไป ใช้ไม้ตีไข่ คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน จะได้แป้งน้ำสำหรับชุบหัวปลีทอด
3. นำกระทะตั้งเตา ใส่น้ำมันลงไป พอร้อนนำหัวปลีที่สะเด็ดน้ำแล้วลงไป ชุบในแป้งที่ผสมไว้แล้ว นำลงไปทอด ให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน
4. นำหัวปลีที่ทอดแล้วใส่จาน เสิร์ฟคู่กับอาจาด
เครื่องปรุงอาจาด
- น้ำตาลทราย  1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำส้มสายชู  1/2 ถ้วยตวง
- เกลือป่น  1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำต้มสุก  1/2 ถ้วยตวง
- แตงกวา, พริกชี้ฟ้า, หอมแดงซอยเป็นเส้นตามต้องการ
วิธีทำ
1. ผสมน้ำอาจาดให้เข้ากัน ใส่ผักอาจาดลงไป คนให้เข้ากัน ตักเสิร์ฟกับทอดมันหัวปลี
ความรู้คู่ครัว
- ทำไมของทอดของไทยมักกินกับอาจาด ?
เพราะ ของทอดมีความมัน จึงต้องมีเครื่องจิ้มที่มีรสชาติเปรี้ยว เข้ามาตัดความเลี่ยน
........................................
ชิมให้เป็น
ขอคุยเรื่อง ราดหน้าฮ่องกง ครับ  ปกติราดหน้ามีหลายแบบนะครับ มีทั้งราดหน้าแบบไทย ราดหน้าแบบแต้จิ๋ว และราดหน้าแบบฮ่องกง

สำหรับราดหน้าฮ่องกงนั้น เส้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเป็นเส้นหมี่จะต้องกรอบ กรุบๆ ถึงจะอร่อยนะครับ ตัวเส้นเวลาผัดจะต้องไหม้นิดๆ แต่ไม่ต้องใส่ซีอิ๊วลงไปนะครับ ผัดเฉยๆ ให้เส้นไหม้ติดกับกระทะซึ่งจะได้ความหอม

ส่วนน้ำราด ก็มีความสำคัญเช่นกัน  เพราะว่า น้ำราดจะทำจาก น้ำซุป น้ำมันหอย และที่สำคัญถ้าไม่มีกลิ่นน้ำมันงาในนั้นจะไม่ใช่ราดหน้าของฮ่องกงอย่างแน่ นอนครับ

เพราะฉะนั้นต้องชิมให้เป็นนะครับ ใครที่เคยกินราดหน้าแบบไทย เคยกินราดหน้าที่นั่นที่นี่ ต้องเปลี่ยนความเข้าใจเสียใหม่ครับ และต้องเข้าใจว่าอาหารเมนูนี้เป็นของฮ่องกง โดยจะต้องรู้ว่าหน้าตาที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ฉะนั้นอย่าลืมนะครับจะได้ชิมให้เป็นอย่างไรครับ
ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : หมึกแดง
www.mcdangguide.com

Read More...


หอมชวนชิม ''ปลาเต๋าเต้ยแกงส้มพริกนก'' กรอบอร่อยครบรสปลาช่อนทอดน้ำปลาฯ

.
.
.

 
อาทิตย์นี้ผมขอพูดถึงร้านอาหารที่มหาชัยครับชื่อว่า ร้านเกียง้วน มหาชัยซีฟู้ด ตอนนี้เขามาเปิดร้านใหม่ที่ชั้น 7 ของเซ็นทรัล แกรนด์ พลาซ่า พระราม 9 ผมเลยแวะไปชิม ร้านนี้เขาพยายามให้ลูกชายของเขามีความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำอาหารแปลก ๆ ใหม่ ๆ แต่ว่ายังคงความเป็นไทยอยู่ให้เราได้กินครับ ซึ่งผมต้องไปลองชิมแน่ ๆ เพราะผมชอบอะไรแปลก ๆ ซึ่งเขาจะทำให้ผมลองชิม แต่ในส่วนของเมนูเดิมก็ยังคงมีอยู่นะครับ 

อาหารที่ทำนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละฤดูกาลครับ เช่น ช่วงหน้าหนาว ตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งจะมีปลาทูที่อร่อยมาก เพราะจะมีความมันเป็นพิเศษ ฉะนั้นใครไปกินอาหารในช่วงนั้นก็จะได้กินปลาทูสดต้มมะดัน ที่เอามาใส่หม้อไฟเสิร์ฟร้อน ๆ คุณพ่อผมชอบรับประทานอาหารชนิดนี้มาก กินทีเดียวคนละ 4–5 ตัวเลยครับ ผมต้องนั่งแกะก้างปลาให้คุณพ่อรับประทานเพราะคุณพ่ออายุมากแล้วมองไม่ค่อย เห็นก้างปลา ซึ่งคุณพ่อผมชอบอาหารแบบนี้มากเลยครับ

ยังมี ปลาช่อนทอดน้ำปลาเสิร์ฟกับยำมะม่วง ดูแล้วเป็นของธรรมดา ๆ นะครับ แต่ต้องทอดปลาให้เป็นถึงจะอร่อยนะครับ โดยข้างนอกจะต้องกรอบแล้วมีกลิ่นของน้ำปลา ซึ่งจะใส่น้ำตาลปี๊บเข้าไปเล็กน้อยด้วยนะครับ แล้วกินกับยำมะม่วง อร่อยมากครับ

ส่วน ปลาเต๋าเต้ยแกงส้มพริกนก ซึ่งปลาเต๋าเต้ยของเขาแทนที่จะเอาไปทำปลาเต๋าเต้ยจักรพรรดิที่อีกร้านของเขา ทำ แต่ที่สาขานี้กลับเอาปลาเต๋าเต้ยมาทำเป็นแกงส้มพริกนก เมื่อชิมดูแล้วให้รสชาติ เผ็ด ร้อน เปรี้ยว จัดจ้านเป็นอย่างมากครับ แต่ก็อร่อยดี  อาหารถ้วยนี้จะต้องรีบกินหน่อยนะครับ โดยจะต้องไม่ทำให้ปลาเต๋าเต้ยสุกเกินไปเพราะเดี๋ยวเนื้อปลาจะแข็งครับ ฉะนั้น เมื่อนำมาเสิร์ฟก็จะต้องรีบกินจะได้กินเนื้อปลาที่สุกกำลังดี ได้รสชาติความหวานของเนื้อปลาที่อร่อยถูกใจ

ต่อมาเป็น ปลาหมึกสอดไส้กุ้งราดซอสพะแนง อาหารจานนี้อร่อยมาก ตอนแรกผมกลัวเหมือนกันว่า ไส้ กุ้งที่ใส่เข้าไปในปลาหมึกนั้นจะเหนียวเกินไป เพราะผมไม่ทราบว่าเขาจะนำไปลวกหรือนึ่ง แต่เขาทำได้ดีทีเดียวครับ ปลาหมึกยังกรอบอยู่ ส่วนกุ้งก็สุกกำลังพอดีครับ ผมชอบอาหารจานนี้มากเลยครับ

อาหารอีกจานหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำเพื่อน ๆ ซึ่งตัวผมเองเห็นแล้วยังตกใจเลย แต่ที่ตกใจนั้นน่ะเพราะชอบนะครับ ต้องขอถามเพื่อน ๆ ก่อนว่าเคยไปกินร้านอาหารเกาหลีหรือไม่  ที่เขามีหม้อที่เป็นหินน่ะครับ แล้วเขาก็เอาข้าวมาใส่ในนั้น ข้าวที่อยู่ในหม้อหินจะกรอบ ๆ กรุบ ๆ นิด ๆ แล้วเขาก็เอาไข่แดงไปใส่เป็นข้าวยำ

แต่ที่นี่ทำเป็น ข้าวยำปูม้า ซึ่งเสิร์ฟโดยใส่หม้อมาครับ การทำ คือ ทำให้ข้าวสุกแบบยังกรอบ ๆ อยู่แล้วก็ยำให้รสชาติอร่อย เสร็จแล้วเอาไข่วางไว้ตรงกลาง เวลาเสิร์ฟก็เสิร์ฟกับน้ำปลาพริก  สำหรับผมเมื่อได้มาแล้ว ก็จัดแจงคลุกให้ไข่แดงสุกเพราะข้าวยำยังมีความร้อนอยู่ รวมทั้งจะได้ทำให้ข้าวมีความมันด้วย เสร็จแล้วเหยาะน้ำปลาพริกเล็กน้อย แล้วก็กินเข้าไป อยากบอกเหลือเกินว่า อร่อยจริง ๆ ครับ อาหารจานนี้ชามเดียวราคาไม่ถึง 400 บาท แต่เนื้อปูเยอะพอสมควรนะครับ สามารถกินกันได้ 3–4 คน ต้องลองไปกินกันดูครับ สำหรับอาหารจานนี้ ผมเอาไปทำในรายการโทรทัศน์ของผมแล้วด้วยนะครับ

นอกจากนี้ ยังมี หอยลายอบเนย วิธีทำคล้าย ๆ ของฝรั่งเศสทำครับ เสิร์ฟกับขนมปัง เวลากินก็เอาขนมปังจิ้มลงไปที่หอยลายอบเนยกินแบบนี้จะอร่อยมากเลยทีเดียว

มาถึงเมนู ห่อหมกทะเล แทน ที่เขาจะใส่กระทงแบบที่เห็นโดยทั่วไปเขากลับใส่ถ้วยฟลอยล์มา ซึ่งรสชาติพอใช้ได้ครับ ถึงเครื่องห่อหมกดีจัง ส่วนอีกเมนู เป็นของกินเล่น แต่ก็แปลกดี ก็คือ ปาท่องโก๋หน้าปู ผมบอกเขาว่าอร่อยมากเลย และผมได้แนะนำว่า อยากให้เขาทำหลาย ๆ หน้าในหนึ่งจาน เช่น หมู กุ้ง เพิ่มเข้าไปด้วย  จะได้มีอะไรให้เลือกหลากหลายมากขึ้น

อีกจานหนึ่งที่คล้ายอาหารฝรั่ง ก็คือ แครปเค้ก เอาเนื้อปูมาปั้นหรือเอามาผสมกับมายองเนส ผสมกับอะไรต่าง ๆ แล้วเอามาทอดด้วยน้ำมันน้อย ๆ หรือเอาไปอบก็ได้นะครับ แล้วกิน ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กับยำชนิดหนึ่ง แต่ว่ายำนี้เป็นยำแบบฝรั่งเท่านั้นเองครับ มีลักษณะออกมาเป็นชิ้นกลม ๆ

ตามมาด้วย ปลาทูซาเตี๊ยะ ผมชอบมาก ซึ่งผมสามารถกินคนเดียวได้ทั้งจานเลยนะครับ  คงไม่ต้องบอกนะครับว่าอาหารจานนี้อร่อยมากแค่ไหน ขณะเดียวกันช่วงนี้เป็นช่วงที่มีหอยตะเภามาก เขาเลยเอามาทำเป็นเมนู หอยตะเภาย่าง เสิร์ฟกับน้ำจิ้มให้กินอร่อยมากเลยครับ

ที่ร้านนี้เขามีทั้งเมนูดั้งเดิมของที่ร้านและมีเมนูใหม่ ๆ ที่ลูกชายคิดค้นขึ้น แต่ราคาไม่ได้แตกต่างกับร้านเก่าเลยครับ ถึงแม้จะขายบนชั้น 9 ของห้างเซ็นทรัล แกรนด์ พลาซ่า พระราม 9 ก็ตาม  โดยที่ร้านตกแต่งแบบฝรั่ง คนอาจจะเข้าใจว่าราคาต้องแพงแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ ที่นี่ไม่ได้แพงกว่าร้านเก่าเลย  เพราะฉะนั้น แวะไปชิมอะไรใหม่ ๆ รวมทั้งเมนูเดิม ๆ ดูนะครับ รับรองอร่อยถูกใจไม่ผิดหวังครับ.
ข้าวยำปูม้า - ชิมให้เป็น
การที่จะรู้ว่า อาหารจานนี้อร่อยหรือไม่อร่อยต้องเข้าใจวิธีการทำที่ถูกต้องด้วยนะครับ ผมขอพูดถึง ข้าวยำปูม้า ที่ใส่ในภาชนะที่ทำด้วยหินแล้วเอาไปอบ เพื่อน ๆ คิดว่าอร่อยหรือไม่  ผมว่าอยู่ที่ความคิด ความเข้าใจ โดยสังเกตดูว่าอาหารที่เราจะทำนั้นคล้ายคลึงกับอาหารอะไร ซึ่งอาหารข้าวยำปูม้าที่ร้านนี้จะคล้ายคลึงกับอาหารไทยที่เป็นข้าวยำแบบ โบราณซึ่งผมเคยไปที่ครัวแจ๋ว อ.ปราณบุรี มานั้น จะเป็นข้าวยำปู โดยมีมะม่วงซอยและทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดเลยครับ ส่วนรสชาติอร่อย มีแค่น้ำปลาพริกอย่างเดียวที่ใส่เพิ่มเข้าไป

แต่ที่ร้านนี้ก็เช่นกัน เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่ในภาชนะที่เป็นหินทำให้มีความร้อน ซึ่งเป็นการขอยืมความคิดมาจากอาหารของเกาหลี แล้วเอามาทำเป็นข้าวยำ ซึ่งจะได้ทั้งร้อน ทั้งอร่อย ทั้งความมัน เพราะว่ามีไข่แดงเป็นส่วนประกอบเพิ่มเข้าไปด้วย รสชาติเข้มข้น แปลกดีด้วยครับ

  แล้วนี่ก็คือ ความอร่อย คือ ความสมดุลระหว่างกลิ่นปู ความมันของไข่แดง ความเค็มของน้ำปลา ความเผ็ดของพริก ความเปรี้ยวของมะนาว และมะม่วงที่ซอยใส่เข้าไปในนั้นอย่างไรครับ อย่าลืมนะครับว่าจะกินอาหารแต่ละอย่างเราจะต้องชิมให้เป็นด้วยครับ
ข้าวขยำปู - เข้าครัวกับหมึกแดง
เครื่องปรุง
-ข้าวสวยร้อน ๆ 5 ถ้วยตวง
-เนื้อปูนึ่งสุก 150 กรัม
-น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
-เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
-หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
-พริกขี้หนูซอย 1 ช้อนโต๊ะ
-น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
-มะม่วงเปรี้ยวซอยเป็นเส้น  สำหรับโรยหน้า
-แครอทหั่นเต๋าเล็ก สำหรับโรยหน้า
-เนื้อปูก้อน สำหรับโรยหน้า
-ไข่แดงของไข่ไก่ 1 ฟอง
-ต้นหอมซอย สำหรับโรยหน้า
-ผักชีเด็ดใบ สำหรับโรยหน้า
-น้ำปลาพริก สำหรับเสิร์ฟ
วิธีทำ
1.เปิดเตาอบให้ร้อนที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นำถ้วยหินอ่อนเข้าเตาอบไว้ให้ร้อน
2.ในชามผสม นำข้าวสวยร้อน ๆ ใส่เนื้อปู น้ำปลา เกลือป่น ขยำให้เข้ากัน
3.ใส่หอมแดงครึ่งหนึ่ง พริกขี้หนูซอย  น้ำมะนาว คลุกให้เข้ากัน
4.นำถ้วยหินอ่อนที่ร้อนแล้ว ตักข้าวขยำปูใส่ลงไปในถ้วย โรยหน้าด้วยมะม่วง แครอท หอมแดง เนื้อปูก้อน ไข่แดง และต้นหอมซอย กับ ใบผักชี ยกเสิร์ฟร้อน ๆ พร้อมน้ำปลาพริก

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : หมึกแดง www.mcdangguide.com

Read More...


''ขนมหม้อแกง'' โบราณ ที่ยังทำเงินดี!!

.
.
.

 


ขนมหม้อแกง ขนมพื้นเมืองโบราณของเหล่าแม่ ๆทั้งหลาย อยู่คู่คนไทยมาช้านาน ซึ่งด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หน้าตาขนมหม้อแกงก็ถูกพัฒนาเปลี่ยนไปเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้า คนรุ่นใหม่ บวกกับอุณหภูมิการแข่งขัน จึงทำให้คนทำขายต้องสร้างความแตกต่าง ต้องสร้างจุดขายของตัวเอง จนกลายเป็นสินค้าที่มีรสชาติและหน้าตาใหม่ ๆ ที่ดึงดูดใจลูกค้าได้อย่างดี วันนี้มาดูข้อมูลอาชีพเกี่ยวกับ “ขนมหม้อแกง” ซึ่งยังคงเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ...
 
นงลักษณ์ กิมสุวรรณ วัย 46 ปี เจ้าของร้านนงลักษณ์ขนมไทย สูตรโบราณ จ.ฉะเชิงเทรา เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการทำร้านขนมไทยโบราณว่า เธอและครอบครัวประกอบอาชีพทำขนมไทยสูตรโบราณขายมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยเดิมทีนั้นเคยประกอบอาชีพขายผลไม้ตามฤดูกาล แต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มไม่ดี ทำให้ธุรกิจประสบภาวะขาดทุน เงินสำรองที่เก็บไว้ รวมถึงเงินทุนหมุนเวียนในการค้าขายก็หมดลง ทำให้เธอต้องไปกู้เงินมาเพื่อลงทุนใหม่

“เมื่อธุรกิจขายผลไม้ตามฤดูกาลไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้เป็นหนี้เป็นสินมากมาย จึงคิดกันกับแฟนว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่ไหวแน่ รู้สึกเบื่อ เพราะทำไปก็เหนื่อยเปล่า ก็เริ่มมองหาอาชีพใหม่ พอดีช่วงนั้นอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่าที่ห้างหนึ่งมีการเปิดอบรมการอนุรักษ์ ขนมไทยโบราณฟรี เสียแค่ค่าอุปกรณ์นิดหน่อย ก็รีบไปสมัครทันทีเพราะสนใจการทำขนมไทยอยู่แล้ว อบรมเสร็จก็ฝึกทำที่บ้าน ใช้เวลาหลายเดือนจนได้รสชาติอร่อยคงที่ และเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ รวมถึงเด็ก ๆ ให้หันมาสนใจขนมไทยโบราณ ก็ประยุกต์ขนมให้มีขนาดเล็กจิ๋ว หน้าตาน่ารับประทาน เช่น ทองหยิบทองหยอดจิ๋ว เม็ดขนุนจิ๋ว ฝอยทอง ขนมชั้น และหม้อแกง-โรยหอมเจียว หม้อแกง-โรยฝอยทอง ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก”

เคล็ดลับความอร่อยของขนมไทยโบราณ นงลักษณ์บอกว่า หัวใจสำคัญคือการใช้วัตถุดิบคุณภาพดี ฝีมือและความประณีต นอกจากนี้ต้องอาศัยความใจเย็นของคนทำด้วย รสชาติ หน้าตาของขนม จึงจะออกมาดี น่ารับประทาน

นงลักษณ์บอกอีกว่า อาชีพขายขนมกระแสตอบรับยังดีมาก เส้นทางขนมยังไปได้อีกไกล เพราะคนไทยยังนิยมกินขนมหวาน และพิธีการต่าง ๆ ก็นิยมใช้ขนมหวาน รวมถึงรีสอร์ทต่าง ๆ ก็หันมาใช้ขนมไทยโบราณเป็นอาหารว่างให้กลุ่มลูกค้าสัมมนาด้วย

การทำขนมหม้อแกง อุปกรณ์และวัสดุหลัก ๆ ก็มี...เตาอบ, กะละมัง, ถาด, เครื่องตีไข่, กล่องฟอยล์, ทัพพี และเครื่องไม้เครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบยืมเอาจากในครัวได้

ส่วนผสมที่ใช้ในการทำ...ไข่ขาว 8 ขีด, ไข่แดง 2 ขีด, น้ำตาลโตนด 1 กก., หัวกะทิ 1 กก., แป้งสาลี 2 ขีด, น้ำมันพืช, หอมแดงซอย, ฝอยทอง และใบเตยหอม

ขั้นตอนการทำ “ขนมหม้อแกง” เริ่มจากการทำหอมเจียวสำหรับโรยหน้าก่อน โดยนำหอมแดงซอยมาเจียวด้วยไฟอ่อนให้เหลืองหอม ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เตรียมไว้ และนำใบเตยหอม 6-7 ใบ มาล้างให้สะอาด วางไว้ให้สะเด็ดน้ำ

นำส่วนผสมของไข่ขาว ไข่แดง และแป้งสาลี ใส่อ่างผสม ทำการตีให้ไข่ขึ้นฟู แล้วใส่น้ำตาลโตนด และใส่ใบเตยหอมที่เตรียมไว้ตามลงไป ทำการขยำให้ส่วนผสมเข้ากัน จนน้ำตาลละลาย

จากนั้นใส่หัวกะทิตามลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง 2-3 ครั้ง เสร็จแล้วจึงตักใส่พิมพ์ หรือถ้วยฟอยล์ ขนาด 7X10 ซม. ที่วางไว้บนถาด นำเข้าเตาอบเปิดไฟที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที พอเห็นว่าหน้าขนมเริ่มมีสีเหลืองอ่อนให้ปรับลดไฟมาที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส อบต่ออีกประมาณ 20 นาที เมื่อหน้าขนมมีสีเหลืองทอง ก็เป็นอันใช้ได้ ยกถาดขนมออกมา แล้วโรยหน้าด้วยหอมเจียว และฝอยทอง เพื่อเพิ่มรสชาติความอร่อยมากยิ่งขึ้น มาถึงตรงนี้ก็จะได้ขนมหม้อแกงอีกสูตรที่ได้รับการกล่าวขานถึงความอร่อย รสชาติหวานมันหอม และยังคงเสน่ห์ความเป็นไทยแบบโบราณดั้งเดิมไว้ ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานและซื้อเป็นของฝาก ทั้งในและนอกชุมชน

“ขนมหม้อแกง” นี่ก็เป็นสินค้า “ของดี ของฝาก เมืองแปดริ้ว” อีกชนิดหนึ่งด้วย โดยราคาขายอยู่ที่กล่องละ 35 บาท มีต้นทุนเฉพาะในส่วนของวัตถุดิบประมาณ 60% ของราคาขาย
  
ขนมของร้านนงลักษณ์ ขนมไทยสูตรโบราณ ได้รับการรับรองให้เป็นสินค้าโอทอป 4 ดาว โดยทำขนมหม้อแกง และขนมไทยชนิดอื่น ๆ ขายทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ตลาดน้ำบางคล้า และตลาดร้อยปีบ้านใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา และยังออกร้านงานโอทอป งานต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ซึ่งหากใครสนใจจะสั่งซื้อไปใช้ในเทศกาลงานต่าง ๆ ต้องการติดต่อคุณนงลักษณ์ ก็ติดต่อทางโทรศัพท์ได้ที่ โทร. 08-1576-6227 และ 08-1344-1832.

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : เชาวลี ชุมขำ

Read More...


มะเขือเทศเชื่อมอบแห้ง'แม่ฉุย'

.
.
.



มะเขือเทศเชื่อมอบแห้ง 'แม่ฉุย' รวยด้วยมือ ชาวบ้านดอนตูม : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ

          ผลกระทบจากผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ให้สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งยึดอาชีพปลูกมะเขือเทศราชินีเพื่อจำหน่ายผลสด ต้องหันมาทำการแปรรูปเพิ่มมูลค่าแทน ด้วยความมุ่งมั่นของหมู่มวลสมาชิกกลุ่มภายใต้การนำของ "ประยงค์ วงษสกุล" ประธานกลุ่ม ทำให้วันนี้มะเขือเทศราชินีแปรรูปในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เชื่อมอบแห้ง มีรสชาติที่โดดเด่นเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

          ประยงค์ วงษสกุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม ย้อนอดีตให้ฟังว่าแต่เดิมชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตรปลูก ผักปลอดสารพิษและมีการรวมกลุ่มปลูกกระเจี๊ยบเขียว แต่มักประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว จากนั้นจึงหันมาปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ หรือบางคนเรียกมะเขือเทศราชินี โดยได้รับการส่งเสริมด้านเมล็ดพันธุ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
          "การปลูกมะเขือเทศราชินีในระยะเริ่มแรกให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี มีราคาสูง แต่เนื่องจากมะเขือเทศพันธุ์นี้ให้ผลดกมาก เมื่อเกษตรกร ปลูกมากขึ้น จึงทำให้ผลผลิตล้นตลาด ประกอบกันการปลูกมะเขือเทศติดต่อกันในพื้นที่เดิมจะให้ผลที่มีขนาดเล็กลง ไม่สามารถจำหน่ายเป็นผลสดได้และบางครั้งในช่วงฤดูฝน ฝนตกชุกมาก ทำให้ผลมะเขือเทศแตกเกิดความเสียหาย จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่จะผลผลิตมาแปรรูป"
          ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม เล่าต่อว่าจากนั้นในปี 2548 กลุ่มจึงได้แก้ไขปัญหา โดยได้นำมะเขือเทศที่ล้นตลาดและผลผลิตที่ไม่ได้ขนาดหรือมีตำหนิมาแปรรูปเป็น มะเขือเทศราชินีอบแห้งและมะเขือเทศราชินีเชื่อมอบแห้งสามรส โดยการสนับสนุนจากสหกรณ์จังหวัดนครปฐมและเมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 กลุ่มจึงยื่นขอจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนและได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ในปีเดียวกัน ส่งผลให้ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนในการพัฒนาทั้งด้านการผลิตและการตลาด มะเขือเทศผลสดและมะเขือเทศแปรรูปทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัด นครปฐมให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนของจังหวัดอีกด้วย
          ประยงค์ยังได้อธิบายขั้นตอนการปลูกมะเขือเทศราชินีว่าเริ่มจากการปรับดินให้ เหมาะสมสำหรับการปลูก กล่าวคือต้องให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี มีอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส และควรปลูกในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว เพราะจะได้ผลผลิตดี ส่วนวิธีการปลูกให้นำเมล็ดมาเพาะกล้า จนเมื่ออายุได้ประมาณ 22-25 วัน จึงย้ายที่ปลูกโดยทำแปลงเป็นร่อง ร่องละ 2 แถว มีระยะห่างแถวละ 1 เมตร ระยะะหว่างหลุม 40-50 เซนติเมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อหลุมแล้วย้ายกล้ามาปลูกหลุมละ 1-2 ต้น กลบดินรดน้ำให้ชุ่มพอสมควร หลังจากนั้นควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง มีการให้ปุ๋ย 3 ระยะ คือหลังปลูก 7-15 วัน ใช้ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 46-0-0 เพื่อเร่งการเจริญเติบโต หลังจากใส่ปุ๋ยครั้งแรก 15 วันให้สูตร 13-13-21 และหลังใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ประมาณ 15 วันใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60
          "เมื่อปลูกได้ประมาณ 30-45 วัน มะเขือเทศเริ่มออกดอกและจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 70-90 วัน จากนั้นก็เก็บผลผลิตได้นานถึง 2-3 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ส่วนการให้ผลผลิตนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 กิโลกรัมต่อไร่"
          ส่วนในเรื่องการตลาดนั้น ประยงค์บอกว่าขณะนี้ไม่มีปัญหา มีคำสั่งซื้อเข้ามาเกือบทุกวัน โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์มะเขือเทศราชินีเชื่อมอบแห้งฝีมือสมาชิกกลุ่มนั้นมีให้ เลือก 4 รส ได้แก่ รสดั้งเดิม สามรส รสบ๊วยและรสน้ำผึ้งผสมมะนาว ภายใต้ตราสัญลักษณ์ "แม่ฉุย" มีจำหน่ายแบบบรรจุถุงใส ขนาด 200 กรัม สนนในราคาถุงละ 50 บาทและแบบบบรจุซอง สนนราคาซองละ 12 บาทและ 15 บาท มีวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีทุกสาขา ส่วนมะเขือเทศราชินีผลสด มีจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ทุกสาขา ตลาดไทและปากคลองตลาด สำหรับใน จ.นครปฐม มีจำหน่ายประจำที่ตลาดปฐมมงคล ตลาดน้ำดอนหวายและตลาดน้ำลำพญา ผู้สนใจผลิตภัณฑ์มะเขือเทศราชินีเชื่อมอบแห้งติดต่อได้ที่กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนตำบลดอนตูม เลขที่ 65 หมู่ 5 ต.ดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐม โทร.0-34275-665, 08-6160-1393 ได้ทุกวัน

----------
แปรรูปมะเชือเทศเชื่อมอบแห้ง

          หลังจากมะเขือเทศผลสดจากไร่ของสมาชิกถูกส่งมายังจุดรวบรวมผลผลิตของกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม จากนั้นก็คักแยกเป็นผลผลิตคุณภาพดีสำหรับการจำหน่ายผลสด ส่วนผลผลิตที่ไม่ได้ขนาดหรือมีตำหนิก็จะนำมาแปรรูปในอาคารที่สะอาดได้รับการ รับรองมาตรฐาน GMP ตามกระบวนการผลิต
          โดยเริ่มจากนำผลมะเขือเทศมาล้างด้วยน้ำให้สะอาด จากนั้นก็มาตัดแต่งและกรีดผลแล้วนำไปแช่ในน้ำปูนใสที่ตกตะกอนแล้วนาน 3-5 ชั่วโมง ก่อนนำมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ทำน้ำเชื่อม (ต้นน้ำกับน้ำตาลอัตรา 1:1) ที่ความร้อนมากกว่า 100 องศาเซลเซียสแล้วนำมะเขือเทศที่เตรียมไว้มาแช่ในน้ำเชื่อมอัตรามะเขือเทศ 3 ส่วน น้ำเชื่อม 1 ส่วน นาน 5-7 วัน โดยให้แยกมะเขือเทศออกแล้วนำน้ำเชื่อมไปอุ่นที่ร้อนมากกว่า 100 องศาเซลเซียสทุกวัน
          จากนั้นนำมะเขือเทศล้างน้ำเชื่อมออกในน้ำสะอาดต้มและผึ้งแดดให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาอบในอุณหภูมิที่ 60 องศาเซลเซียส นาน 2-3 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชื้นของมะเขือเทศด้วยเสร็จแล้วก็นำมาปรุงรสตามที่ต้องการและ บรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป
          ชมขั้นตอนการแปรรูปมะเขือเทศราชินีเชื่อมอบแห้งได้ในรายการ "เกษตรทำกิน" กับ "คมชัด ลึก" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง "ระวังภัย" ในวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม เวลา 16.00-17.00 น.หรือดูย้อนหลังได้ที่ www.ระวังภัย.com)

----------
(หมายเหตุ : มะเขือเทศเชื่อมอบแห้ง 'แม่ฉุย' รวยด้วยมือ ชาวบ้านดอนตูม : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ)
----------

Read More...


ถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด 5 สี สูตร (ไม่) ลับสำหรับคนตกงาน

.
.
.
.
 

 


จากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้แรงงานในสถานประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมถูกเลิกจ้าง จนกลายเป็นคนตกงานจำนวนนับแสนๆ ราย รวมทั้งบัณฑิตจบใหม่ด้วย

  ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อ ประกอบอาชีพใหม่ บางส่วนกลับสู่อาชีพภาคเกษตรที่บ้านเกิด ขณะที่บางรายที่พอมีเงินทุนเหลืออยู่บ้างหันจับธุรกิจด้วยการซื้อแฟรนไชส์ จากปัญหาเหล่านี้ ทำให้ ดรุณี อุ่นศิวิไลย์ อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ  วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น จึงคิดค้นสูตร "การทำถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด" มี 3 ไส้ 5 สีที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่กำลังหางานเลี้ยงครอบครัว

ดรุณี บอกว่า กว่าจะได้สูตรถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด ที่ให้รสชาติอร่อยนั้น ใช้เวลาในการคิดค้นนานถึง 2 ปี เบื้องต้นคิดว่าจะสอนให้แก่บัณฑิตจบใหม่ และประชาชนที่สนใจการทำถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด กระทั่งในงานนัดพบแรงงาน "สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สู้ภัยเศรษฐกิจ" ซึ่งจัดขึ้นที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น เมื่อไม่นานมานี้ จึงนำมาเปิดตัวให้สาธารณชนได้ทราบกัน โดยถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด ที่ ดรุณี คิดสูตรขึ้นมานั้น จะมีความแตกต่างไปจากถั่วแปบที่มีขายตามท้องตลาดโดยทั่วไป

 "ถั่วแปบ เบญจรงค์ ถือเป็นอาหารประเภทขนมชนิดหนึ่ง โดยทั่วไปที่เราพบตามท้องตลาดนั้น เวลาทำจะนวดแป้งเป็นก้อนๆ จากนั้นใช้มือกดให้แป้งแผ่กว้างเป็นแบนๆ ใส่ไส้ แล้วนำไปต้มให้สุก ก่อนจะคลุกเคล้ากับมะพร้าวขูดเป็นเส้น แต่สูตรของเราจะแตกต่างจากสูตรเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง คือไม่ต้องนำแป้งไปนึ่ง แต่จะนำเครื่องทำข้าวเกรียบปากหม้อมาเป็นอุปกรณ์ในการทำขนมถั่วแปบแทน ของเรามี 3 ไส้คือ ไส้ถั่วเหลือง ไส้เผือก และไส้ถั่วแดง ส่วนมะพร้าวที่จะใช้คลุกขนมถั่วแปบนั้น เมื่อขูดเสร็จจะนำไปคั่วกับเกลือ แล้วนำมาอบเทียนอบ ซึ่งจะทำให้ขนมมีกลิ่นหอมมาก เนื้อขนมจะนุ่ม แป้งไม่แข็งตัว และน่ารับประทาน มีทั้งหมด 5 สี คือ สีเขียวใช้ใบเตย สีเหลืองใช้ลูกพุด สีม่วงครามใช้ดอกอัญชัน สีชมพูใช้ดอกเฟื่องฟ้า และสีชมพูอ่อนจะใช้ว่านกาบหอย จากที่เราใช้สีธรรมชาติทำให้บางชนิดยังให้สรรพคุณทางยาด้วย" ดรุณี กล่าว

 อาจารย์ ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ  วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น บอกอีกว่า หลังจากที่ใช้เวลาคิดค้นสูตรการทำขนมถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสดจนได้รสชาติคงที่ แล้ว และล่าสุดองค์การอาหารและยา (อย.) รับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สูตรถือเป็นของวิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น ซึ่งประชาชนทั่วไปจะไม่สามารถนำไปผลิตขนมถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด เพื่อจำหน่ายได้ เนื่องจากเป็นสูตรของวิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น  ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งเน้นให้ความรู้และเผยแพร่ให้แก่นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว

 ที่ผ่านมา ดรุณี บอกด้วยว่า ทางวิทยาลัยเราได้นำเอาหลักสูตรการทำขนมถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสดไปทำการฝึก อาชีพอยู่บ่อยครั้ง อาทิในงาน 108 อาชีพ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาอาชีวะ (สอศ.) ที่กรุงเทพมหานคร ทั้งที่เมืองทองธานี จ.นนทบุรี และที่กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งยังได้จำหน่ายให้แก่ผู้เข้าชมงานอีกด้วย นอกจากนี้ได้ไปออกฝึกอาชีพให้แก่ชาวบ้านตามชุมชนและ อบต.ต่างๆ ทุกๆ เดือนในเขตพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อให้ชาวบ้านได้นำไปต่อยอดอาชีพต่อไป
 สำหรับ การทำถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ  วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น บอกว่า ใช้เงินลงทุนครั้งเดียวไม่ถึง 2,000 บาท คือซื้อเครื่องทำข้าวเกรียบปากหม้อในราคาเพียงใบละ 990 บาท ถาดวางขนม และอุปกรณ์อื่นๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากทำขายจะได้กำไร 2-3 เท่าตัว อย่างล่าสุดหลังจากไปฝึกอาชีพที่เมืองทองธานี ลงทุนแค่ซื้อแป้งข้าวเหนียว กับถั่วและเผือกสำหรับทำไส้ เพียง 700-800 บาท แต่ขายได้ถึงวันละ 2,000-3,000 บาท ตรงนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การทำขนมถั่วแปบเบญจรงค์ สามารถยึดเป็นอาชีพได้ ที่สำคัญกำไรดีอีกด้วย

 หากใครสนใจฝึกอาชีพทำขนมถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด สามารถติดต่อไปได้ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น โทร.0-4323-6538 ต่อ 125
       
เคล็ด (ไม่) ลับที่ไม่เหมือนใคร
 สำหรับ สูตรการทำ "ขนมถั่วแปบเบญจรงค์แป้งสด" ตามแบบฉบับของวิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่นนั้น จะไม่นวดแป้งเหมือนกับขนมถั่วแปบทั่วไป 

แต่จะนำแป้งข้าวเหนียวปริมาณ 200 กรัม มาละลายน้ำลอยดอกมะลิขนาด 1 ถ้วยกับอีก 2 ช้อนโต๊ะ
หากต้องการ ให้มีสีสันสวยงาม น้ำที่ผสมแป้งใช้สีธรรมชาติ ที่ใช้อยู่มี 5 สีคือ คือ สีเขียวใช้ใบเตย สีเหลืองใช้ลูกพุด สีม่วงครามใช้ดอกอัญชัน สีชมพูใช้ดอกเฟื่องฟ้า และสีชมพูอ่อนจะใช้ว่านกาบหอย จากนั้นคนแป้งให้เข้ากัน แต่ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่ใส่นั้นขึ้นอยู่กับยี่ห้อของแป้งด้วย เพราะแป้งบางตัวความแห้งและความชื้นแตกต่างกัน  แต่ให้สังเกตว่าเมื่อคนแล้ว เนื้อแป้งมีลักษณะเหมือนนมข้นหวานก็สามารถใช้ได้เลย

 ขั้นตอนต่อไป 

คือนำเครื่องทำข้าวเกรียบปากหม้อมาตั้งไฟให้ร้อน นำแป้งไปแผ่บนผ้าขาว ขนาดของแผ่นพอประมาณ ใส่ไส้ที่ทำมาอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่ 3 ไส้ คือไส้ถั่วเหลือง ไส้เผือก และไส้ถั่วแดง ให้พับแป้งเข้าหากันลักษณะเป็นครึ่งวงกลม ก่อนจะนำไปคลุกมะพร้าวขูดที่ผ่านการคั่วกับเกลือและอบมาแล้ว ก่อนที่จะคลุกน้ำตาลและงาคั่วต่อไป

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : "มยุรี อัครบาล"

Read More...


“ถั่วแปบเบญจรงค์” ขนมไทยไอเดีย ไส้เผือก

ทุกวันนี้การค้าการขายการจะให้อยู่รอด ต้องรู้จักนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ให้ตรงความต้องการของผู้บริโภค กับขนมก็ต้องกล้าที่จะพลิกแพลงดัดแปลงสูตรเพื่อเสริมสร้างจุดขายและสร้างจุด เด่นให้สินค้ามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งการนำขนมไทยโบราณธรรมดา ๆ ที่มีคนทำขายอยู่ทั่วไปมาทำให้กลายเป็นสินค้าที่มีรสชาติและหน้าตาใหม่ สีสันสวยงาม ดึงดูดใจลูกค้าได้ดี อย่างเช่น “ถั่วแปบเบญจรงค์ไส้เผือก” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้ นี่ก็น่าพิจารณา...
                           
อานนท์ ยะมานนท์  หนุ่มใหญ่วัย 43 ปี เจ้าของร้านขนมบัวลอยแฟนซี  อพยพครอบครัวมาจากจังหวัดยะลาเข้าทำกินในเมืองกรุงด้วยการค้าขายและทำธุรกิจ ส่วนตัว ทำมาหลายอย่าง จนมาจับทางถูกโดยทำขนมขายเป็นอาชีพหลัก เพราะครอบครัวคลุกคลีกับการทำขนมขายมาตั้งแต่รุ่นยายมาจนถึงยุคลูกหลาน ฝีมือของอานนท์ในการทำขนมบัวลอยแฟนซีนั้น ทั้งหอมทั้งหวานและมันกลมกล่อมกำลังดี ซึ่งเขาบอกว่า เพราะการทำขนมขายเป็นอาชีพหลักที่ใช้เลี้ยงครอบครัว ดังนั้นจึงต้องรักษาคุณภาพขนมให้มีรสชาติดี มีความสด ใหม่ ได้มาตรฐานคงเดิมไม่เปลี่ยนไปมา




“ที่สำคัญคือผมคำนึงถึงสุขภาพของลูกค้าเป็นอันดับแรก ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบคิดจับโน่นมาใส่นี่ จับนี่ไปใส่โน่น เป็นคนชอบลอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาสูตรเด็ด ซึ่งกว่าจะได้ขนมแต่ละอย่างออกมาต้องลองผิดลองถูกนานพอสมควร แต่เพราะทำด้วยใจรักจึงสำเร็จ ได้สูตรขนมตัวใหม่ที่มีรูปลักษณ์น่าสนใจ  เมื่อเอามาให้ลูกค้าลองชิมดูต่างก็บอกว่าอร่อย ถามกันว่าเรียกว่าขนมอะไร ขายยังไง แล้วซื้อทันที เพียงเท่านี้ผมก็ดีใจแล้ว”

“ถั่วแปบเบญจรงค์” ก็เป็นขนมที่เกิดจากไอเดียของอานนท์ ซึ่งเขาบอกว่า นอกจากความอร่อยแล้ว ถั่วแปบเบญจรงค์ที่มี “ไส้เผือก” ด้วยนั้น ยังมีจุดเด่นตรงที่มีสีสันสวยงามจากพืชพรรณธรรมชาติที่มีประโยชน์กับสุขภาพ เช่น สีส้มจากแครอท, สีชมพูแดงจากบีทรูท, สีเหลืองจากฟักทอง, สีเขียวจากใบเตย, สีม่วงจากดอกอัญชัน

วัสดุอุปกรณ์ในการทำถั่วแปบ หลัก ๆ ก็มี เตาแก๊ส, หม้อสเตนเลสหรือหม้อหุงข้าวไฟฟ้า, กระชอน, ทัพพีกลม, กะละมังสเตนเลสหลายขนาด, กระทะทองเหลือง, เครื่องกวน, ถาดสเตนเลส, ลังถึงสำหรับนึ่ง, เล็บแมวขูดมะพร้าว, ถุงพลาสติก และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่สามารถหยิบฉวยเอาจากในครัว

สำหรับส่วนผสมที่ใช้ในการทำขนมถั่วแปบเบญจรงค์ไส้เผือก  มี 3 ส่วนคือ... ตัวไส้ขนม ก็มี เผือก, หัวกะทิ, น้ำตาลทราย และเกลือ  ตัวแป้งห่อไส้ จะใช้ แป้งข้าวเหนียวอย่างดี, ถั่วเขียวเลาะเปลือก (ถั่วทอง), สีธรรมชาติที่คั้นจากพืช เช่น สีส้มจากแครอท สีเขียวจากใบเตย สีม่วงจากอัญชัน สีชมพูแดงจากบีทรูท สีเหลืองจากฟักทอง, มะพร้าวทึนทึก, ใบเตยแก่ ๆ  และอีกส่วนคือ ส่วนผสมน้ำตาลที่ใช้กินกับถั่วแปบ ใช้น้ำตาลทรายเกล็ดละเอียด และงาขาวคั่วใหม่ ๆ

ขั้นตอนการทำ “ถั่วแปบเบญจรงค์ไส้เผือก” เริ่มจากทำตัวไส้ นำเผือกมาปอกเปลือกล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอเหมาะ แล้วนึ่งให้สุก จากนั้นบดหรือยีให้ละเอียด แล้วนำใส่ลงในกระทะทองเหลือง ตามด้วยน้ำตาลทราย หัวกะทิ เกลือนิดหน่อย ทำการกวนส่วนผสมด้วยไฟอ่อนถึงปานกลาง กวนไปเรื่อย ๆ จนข้นและเหนียวดี จึงยกลงเทใส่ภาชนะตั้งไว้ให้เย็น ก่อนจะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ หรือใส่ถาดแล้วกดให้แน่น ใช้มีดตัดเป็นก้อนเล็ก ๆ ก็จะได้ไส้เผือกตามที่ต้องการ พักไว้    ต่อไปนำถั่วเขียวเลาะเปลือกมาล้างจนสะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง เสร็จแล้วนำถั่วที่แช่แล้วไปนึ่งในลังถึงให้สุก ตั้งพักไว้ให้เย็น นำมะพร้าวทึนทึกมาขูดเป็นเส้น นำไปนึ่งสักครู่ เสร็จแล้วผสมถั่วกับมะพร้าว เหยาะเกลือป่นลงไปนิดหน่อย คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันทั่ว จัดเตรียมไว้ในถาด ในส่วนของส่วนผสมน้ำตาล นำงาขาวไปคั่วด้วยไฟอ่อน ๆ พอมีสีเหลืองและมีกลิ่นหอม ยกลงมาคลุกผสมกับน้ำตาลทราย เตรียมไว้   ตัวแป้งห่อไส้ การทำต้องทำน้ำผสมสีธรรมชาติที่คั้นจากพืชผักเตรียมเอาไว้ก่อน คือน้ำบีทรูท, น้ำใบเตย, น้ำอัญชัน, น้ำฟักทอง และน้ำแครอท จากนั้นจึงนำแป้งข้าวเหนียวในปริมาณพอเหมาะเทใส่กะละมัง ใส่น้ำร้อนลงไปเล็กน้อยคนเคล้าพอทั่ว แล้วค่อย ๆ ใส่น้ำสีผสมธรรมชาติที่ต้องการลงไปพอสมควร ทำการนวดแป้งผสมสีให้เข้ากัน นวดไปเรื่อย ๆ  สังเกตดูลักษณะตัวแป้งว่าจับกันเป็นก้อน มีน้ำหนัก  ทั้งนุ่มและเนียนดี ก็เป็นอันใช้ได้  ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดพอหมาด ๆ คลุมปิดไว้ไม่ให้ตัวแป้งแห้ง

จัดการตั้งหม้อต้มน้ำ ขยำใบเตยพอช้ำแล้วมัดผูกกัน ใส่ลงไปในหม้อน้ำเพื่อให้มีกลิ่นหอม ระหว่างรอน้ำเดือดจัดก็หันมาปั้นแป้งแล้วแผ่เพื่อห่อไส้เผือกกวนที่เตรียม ไว้ทีละลูก วางพักไว้ในภาชนะ พอได้ปริมาณพอสมควร ค่อย ๆ หย่อนใส่ลงหม้อต้มน้ำ เมื่อตัวแป้งสุกจะลอยขึ้นมา ใช้กระชอนตักขึ้นมาทำให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำลงคลุกในถาดถั่วกับมะพร้าวที่เตรียมไว้ให้ทั่วทันที เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย พร้อมรับประทานโดยโรยด้วยส่วนผสมน้ำตาลทรายคลุกงาคั่ว

การขาย ก็ตักน้ำตาลทรายคลุกงาคั่วใส่ถุงเตรียมไว้ให้พอกับตัวขนมถั่วแปบ  โดย “ถั่วแปบเบญจรงค์ไส้เผือก”  นี้ขายในราคา 7 ลูก 30 บาท  ซึ่งด้วยการเน้นคุณภาพ ความสะอาด และความเป็นธรรมชาติ ราคานี้ลูกค้าก็ไม่เกี่ยงงอน

“ถั่วแปบเบญจรงค์ไส้เผือก” ขายอยู่ที่เสรีเซ็นเตอร์ ชั้น G โซนอาหาร และที่ห้างเมก้า บางนา รวมถึงรับจัดออกบูธออกร้านตามงานต่าง ๆ ด้วย ใครต้องการติดต่ออานนท์ ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-7590-9883
          
 เชาวลี ชุมขำ รายงาน / วรัญญู เหมือนเดช ภาพ 
ขอขอบคุณเจ้าของบทความ : www.dailynews.co.th

Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers


ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/










เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.