ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สอบถามค่าแรงรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ด โทร 087-2229588


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882

หม่ำเนื้อ หม่ำหมู ทำเงินด้วยเมนูอีสาน


“หมํ่า” เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตแดนอีสาน มีส่วนผสมของเนื้อหมูหรือเนื้อวัว ตับ กระเทียม รูปร่างลักษณะเหมือนไส้กรอก ต่างกันที่ส่วนผสมและรสชาติที่ออกเปรี้ยวอมมัน ซึ่ง “หมํ่า” นั้นเป็นอาหารพื้นเมืองเก่าแก่ที่เลื่องชื่อ และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็จะพลิกเมนูหมํ่าสูตรหนึ่งที่เป็นที่โจษจันในเรื่องรสชาติและสรรพคุณ มานำเสนอให้พิจารณากัน...
“หมํ่าแม่คำตัน” เป็นช่องทางทำกินทางด้านอาหารที่ดำเนินการโดย คุณพัสกร พิมพ์คำไหล อายุ 41 ปี และ คุณเบญจพร ต่อศรี อายุ 50 ปี ซึ่งเริ่มกิจการเมนูอาหารอีสานบ้านเฮาเมนูนี้มาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี โดยสืบทอดวิธีการทำหมํ่ามาแต่สมัยรุ่นแม่ ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ถนอมอาหารให้มีรสชาติดังเดิมและถูกหลักอนามัย ซึ่งจากอาหารพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมมากในภาคอีสาน จากอาชีพค้าขายเล็ก ๆ ทั่วไป ปัจจุบันก็มุ่งสู่ตลาดสินค้าโอทอปด้วย
หมํ่าเป็นอาหารพื้นเมืองอีสานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เครื่องปรุงและส่วนผสมที่ใช้ในการทำสามารถหาได้ง่าย ที่สำคัญเป็นวิธีการถนอมอาหาร สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลาย ๆ วัน จะสุกหรือดิบก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน ซึ่งปัจจุบันนอกจากหมํ่าที่ทำจากเนื้อวัวและเนื้อควายแล้ว ยังมีการใช้เนื้อหมูทำกันแพร่หลายด้วย โดยปัจจุบันนอกจากนิยมทำหมํ่ากันเมื่อมีการจัดงานบุญต่าง ๆ และทำกินในครอบครัว ก็ยังมีการทำจำหน่ายสร้างรายได้ด้วย
อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ทำหมํ่าขาย ก็มี หม้ออบความร้อน ที่คีบ เชือกป่านหรือเชือกฝ้าย เครื่องบด ตาชั่ง ถาด เครื่องยัดไส้หรือเครื่องกรอกไส้, กะละมัง, มีด, เขียง, กรรไกร, ราวตากหมํ่า และเครื่องมือเบ็ดเตล็ดจากในครัว
วัตถุดิบหรือส่วนผสมในการทำ “หมํ่า” ตามสูตรนี้นั้น หลัก ๆ ก็มี เนื้อสัตว์ไร้มัน (เนื้อวัว เนื้อควาย หรือเนื้อหมู), ตับ, เกลือ, กระเทียมบดทั้งเปลือกให้ละเอียด, พริกไทยป่น, ข้าวเหนียวคั่วบดหรือข้าวคั่วตำละเอียด, ถุงนํ้าดี หรือไส้หมู หรือไส้วัว หรือไส้เทียมสำหรับบรรจุก็ได้
ขั้นตอนการทำ “หมํ่าเนื้อ-หมํ่าหมู” เริ่มจากคัดเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อสัน เนื้อแดงล้วน ๆ ไม่มีมันติด เอามาล้างนํ้าให้สะอาด แล้วนำไปเข้าเครื่องบดหรือสับให้ละเอียด เตรียมไว้ จากนั้นให้นำตับที่ล้างสะอาดแล้วมาบดให้ละเอียดเตรียมไว้ กระเทียมนำมาบดทั้งเปลือกให้ละเอียด นำข้าวเหนียวหรือข้าวสารมาคั่วแล้วทำการโขลกละเอียด เตรียมไว้
จากนั้นให้นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ข้างต้นมาใส่ในอ่างผสม คือเนื้อวัวหรือเนื้อหมูบด ตับบด กระเทียมบด ข้าวเหนียวคั่วหรือข้าวคั่วโขลกละเอียด และใส่เกลือ คลุกเคล้าให้ทั่วให้ส่วนผสมเข้ากัน ใช้ครกย้ำซํ้า ๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้ใส่ถุงพลาสติก ผูกปากให้แน่น นำเข้าตู้เย็นประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนจะนำออกมาทำการกรอกไส้
ล้างไส้วัว ไส้หมู (หรือถุงนํ้าดี) วิธีคือให้หยอดนํ้าลงทางปลายข้างหนึ่ง แล้วจับรูดให้สิ่งที่สกปรกออกทางปลายอีกข้างหนึ่ง ทำซํ้าอีกสามครั้ง จากนั้นจึงกลับภายในออกแล้วใส่เกลือขยำจนหมดเมือก เพื่อไม่ให้มีรสขม แล้วขูดเอามันออกให้หมด ล้างนํ้าอีก 3-4 ครั้ง จนหมดกลิ่น จึงนำไปผึ่งลมเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า (ถ้าใช้ถุงนํ้าดีบรรจุจะได้หมํ่าแบบลูกกลม ถ้าใช้ไส้วัวหรือไส้หมูบรรจุจะได้แบบเป็นท่อนยาว โดยใส่ส่วนผสมให้แน่นพอดี)
ขั้นตอนการกรอกไส้ นำอุปกรณ์ที่จะใช้มาเตรียมให้พร้อม มีกรรไกร ถาด เชือกป่าน นำส่วนผสมหมํ่าที่ทำเตรียมไว้มาใส่ลงในเครื่องยัดไส้ นำไส้ใส่ตรงก๊อกเปิด-ปิด เพื่อจะทำการกรอกส่วนผสมลงไป  โดยผูกปลายข้างหนึ่งให้แน่น จากนั้นจึงค่อยกรอกส่วนผสมลงไปเหมือนกับการทำไส้กรอก หลังกรอกเสร็จก็ผูกปลายอีกด้านด้วยเชือกให้แน่น (ถ้าบรรจุในไส้ ก็ให้ผูกแบ่งเป็นข้อ ๆ ให้ได้เป็นท่อน ๆ ความยาวตามต้องการ หรือตามราคาที่จะจำหน่าย)
เมื่อบรรจุและผูกเสร็จแล้ว ให้นำหมํ่าที่ได้ไปตากแดดหรือผึ่งลมจนแห้ง แล้วจึงค่อยนำมาห่อด้วยกระดาษซับมัน ซึ่งหมํ่านี้เมื่อทำเสร็จใหม่ ๆ รสชาติจะออกเค็ม ๆ ให้บรรจุถุงพลาสติกกันปนเปื้อนอีกชั้น เก็บไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นาน โดยรสชาติจะออกเปรี้ยว ๆ นำไปปรุงให้สุกก่อนรับประทาน จะทอด ย่าง อบ หรือนึ่งก็ได้
อาจจะอบด้วยหม้ออบความร้อนให้สุก เพื่อรีดไขมันออก ทำให้ตัวหมํ่ามีลักษณะเนื้อแน่น ได้รสชาติที่มันจากตับ รสเปรี้ยวจากการหมัก มีกลิ่นหอมเฉพาะ หั่นเป็นแว่น ๆ เสิร์ฟกับขิงอ่อน กะหล่ำปลี พริกขี้หนูสด ทานกับข้าวเหนียวร้อน ๆ
ราคาขายหมํ่าหมูและหมํ่าเนื้อของร้าน “หมํ่าแม่คำตัน” อยู่ที่ 3 ท่อน 50 บาท และร้านนี้ยังทำไส้กรอกอีสาน ปลาร้าปรุงสุก กุนเชียง แจ่วบอง ให้ลูกค้าเลือกซื้อได้หลากหลาย ลูกค้าก็มีทั้งที่เลือกซื้อไปรับประทานเอง และเป็นของฝาก ซึ่งสำหรับหมํ่า ประโยชน์ด้านคุณค่าโภชนาการที่ประกอบไปด้วยโปรตีน วิตามิน และให้พลังงานสูง ก็เป็นอีกจุดขายที่ดี
สนใจ “หมํ่า” ต้องการติดต่อ “หมํ่าแม่คำตัน” ของพัสกรกับเบญจพร ติดต่อได้ที่ โทร. 0-4486-2353, 08-9426-1395 โดยกรณีศึกษา “ช่อง
ทางทำกิน” รายนี้มีร้านอยู่ที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ และออกร้านตามงานตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วย.
เชาวลี ชุมขำ / ปิยาภรณ์ บุญประเสริฐ : เรื่อง
ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ
..........................................................
คู่มือลงทุน...หม่ำเนื้อ-หม่ำหมู
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 15,000 บาท
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคา
รายได้ ราคา 50 บาท / 3 ท่อน
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ชุมชน, ตลาด, ร้านอาหาร
จุดน่าสนใจ หลายพื้นที่มีคนทำขายน้อย

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/219720/‘หม่ำเนื้อ-หม่ำหมู’ทำเงินด้วย‘เมนูอีสาน’

Read More...


“เห็ดย่าง”

อาชีพทำกินที่เกี่ยวกับ “เห็ด” มีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพาะเห็ด, ซุปเห็ด, ยำเห็ด, เห็ดทอด ฯลฯ และกับ “เห็ดย่าง” นำเห็ดมาเสียบไม้ย่างขาย ตอนนี้ก็มีขายทั่วไปตามริมทาง, ตลาดน้ำ, แหล่งท่องเที่ยว, แหล่งชุมชน หรืองานแสดงสินค้าต่าง ๆ ซึ่งอาชีพนี้ก็ไปได้ดี โดย “ช่องทางทำกิน” รูปแบบนี้ วันนี้ทางทีมงานเราก็มีข้อมูลมานำเสนอ...
                       
วุฒิวัฒน์ ศรีฐานิศรากร หรือ เอฟ  วัย 26 ปี เป็นเจ้าของร้าน “555 เห็ดย่าง” ในตลาดน้ำคลองลัดมะยม ซึ่งขายมาประมาณปีกว่า ๆ แล้ว โดยเจ้าตัวเล่าว่า ก่อนหน้าจะมาขายเห็ดย่างนั้น ทำงานร้านกาแฟ ร้านดอกไม้  ร้านขนมจีบ รวมทั้งรับจ้างถ่ายรูปมาก่อน ส่วนการขายเห็ดย่างนั้น เหตุเพราะชอบทานเห็ดย่างพันเบคอนและเห็ดย่างทาเนยมาก จึงพยายามหัดทำดู และเมื่อปีที่แล้วจึงศึกษาการขายเห็ดย่างอย่างจริงจัง ลองฝึกทุกอย่างตั้งแต่เลือกเห็ด, เสียบเห็ด, ย่างเห็ด รวมถึงการทำน้ำจิ้ม และลองเริ่มขายที่ตลาดนัดศาลายาก่อน เมื่อได้ที่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมจึงมาขายที่นี่เต็มตัว


ปัจจุบันเห็ดที่วุฒิวัฒน์นำมาย่างขายมี 2 ชนิดหลัก ๆ คือ เห็ดนางรมหลวง หรือ เห็ดออรินจิ (Eringii Mushroom) และ เห็ดเข็มทอง (Enoki Mushroom) ซึ่งจะเสียบไม้ย่างในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยก่อนหน้านั้นเคยมีเห็ดหอมย่างและแปะก๊วยย่างด้วย แต่เห็ดหอมที่สวย ๆ สด ๆ หายาก จึงเลิก ส่วนแปะก๊วยย่างนั้นคนไม่นิยม จึงเลิกเช่นกัน

สำหรับเห็ดนางรมหลวงหรือเห็ดออรินจิ วุฒิวัฒน์บอกว่า เป็นเห็ดเพื่อสุขภาพ คือมีโปรตีนประมาณ 25% คลอเรสเตอรอลต่ำ และมีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ ที่สำคัญปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่มีการใช้สารเคมี ส่วนเห็ดเข็มทอง คุณค่าและสรรพคุณทางยาคือ ช่วยรักษาโรคตับ โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง

เห็ดย่างที่ร้านขายตอนนี้ แม้จะมีเห็ด 2 อย่าง แต่ก็ทำเป็น 4 รูปแบบคือ เห็ดออรินจิสด, เห็ดออรินจิพันเบคอน, เห็ดเข็มทองพันสาหร่าย, เห็ดเข็มทองพันเบคอน

เห็ดออรินจิสด วิธิทำก็หั่นเห็ดออรินจิสดเป็นแผ่น ๆ ตามแนวเฉียงของเห็ด ขนาดพอดี ๆ ไม่หนาไม่บาง นำไปเสียบไม้ ไม้ละ 4 ชิ้น เตรียมไว้

เห็ดออรินจิพันเบคอน หั่นเห็ดออรินจิเป็นชิ้น ๆ ตามแนวตั้ง หนาประมาณ 0.75 นิ้ว เตรียมไว้ จากนั้นหั่นเบคอนหมูให้กว้างประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำไปพันให้รอบเห็ด (ตรงกลาง) ทำแบบนี้ทีละชิ้น แล้วนำไปเสียบไม้ ไม้ละ 3  ชิ้น เตรียมไว้
เห็ดเข็มทองพันสาหร่าย แบ่งเห็ดเข็มทองมาทำเป็นกำเล็ก ๆ แต่ละกำขนาดกว้างประมาณหัวแม่โป้ง เตรียมไว้ จากนั้นหั่นแผ่นสาหร่ายให้กว้างประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำไปพันให้รอบเห็ด (ตรงกลาง) ทำแบบนี้ทีละชิ้น แล้วนำไปเสียบไม้ ไม้ละ 4 ชิ้น เตรียมไว้

เห็ดเข็มทองพันเบคอน แบ่งเห็ดเข็มทองมาทำเป็นกำเล็ก ๆ แต่ละกำขนาดกว้างประมาณหัวแม่โป้ง เตรียมไว้เช่นกัน จากนั้นหั่นแผ่นเบคอนหมูให้กว้างประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำไปพันให้รอบเห็ด (ตรงกลาง) ทำแบบนี้ทีละชิ้น แล้วนำไปเสียบไม้ ไม้ละ 4 ชิ้น เตรียมไว้

การขายเห็ดย่าง ตอนย่างต้องมีซอสทา ร้านนี้ใช้ ซอสเทอริยากิ ทาตอนย่างเห็ด ซอสนี้มีขายแบบสำเร็จรูป

สำหรับน้ำจิ้มเห็ดย่าง ร้านนี้มีทั้ง น้ำจิ้มสเต๊ก ที่ทำเอง โดยมีส่วนผสมของซอสมะเขือเทศ 60% อีก 40% ที่เหลือคือส่วนผสมของซอสปรุงรส, เนย, น้ำตาลทราย วิธีทำคือตั้งกระทะหรือหม้อ เคี่ยวซอสมะเขือเทศบนไฟอ่อน-ปานกลาง ให้เป็นน้ำข้น ๆ จากนั้นใส่ซอสปรุงรส เนย และน้ำตาลทรายลงไป ค่อย ๆ  เคี่ยวให้เข้ากัน ชิมรสให้ออกหวานอมเปรี้ยวนิด ๆ ก็ใช้ได้ กินกับเห็ดย่างแล้วได้รสชาติกลมกล่อม

น้ำจิ้มอีกแบบคือ น้ำจิ้มซีฟู้ด ร้านนี้ก็ทำเองเช่นกัน โดยมีส่วนผสมหลัก ๆ คือ พริกขี้หนูสวน 40%, น้ำมะนาวสด 30%, กระเทียม 20%  น้ำตาลปี๊บ 10% และเกลืออีกเล็กน้อย วิธีทำก็นำหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำตาลปี๊บและเกลือละลายให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดไฟ ใส่น้ำมะนาวลงไปผสม เตรียมไว้ จากนั้นนำพริกขี้หนูสวน กระเทียม และส่วนผสมของน้ำตาลปี๊บ-เกลือ-น้ำมะนาว ใส่ลงในเครื่องปั่น เปิดเครื่องปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วเทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ชิมรสให้เผ็ด เปรี้ยว หวาน แบบลงตัว ตามสูตรนี้ยังปรับรสชาติได้ตามที่ต้องการ

วิธีขาย “เห็ดย่าง” เสียบปลั๊กเตาย่างไฟฟ้าให้ร้อน ซึ่งเตาย่างที่ร้านนี้ใช้เป็นเตาอินฟราเรด เมื่อเตาร้อนก็นำเห็ดที่ลูกค้าสั่งวางลงย่าง โดยทาเนยบนเห็ดทั้ง 2 ด้านด้วย ย่างไปสักพักก็ทาด้วยซอสเทอริยากิ ย่างให้เห็ดสุก เบคอนสุก มีสีออกเหลือง ๆ (อย่าย่างให้เห็ดไหม้ เพราะหากไหม้เห็ดจะเหนียว และระหว่างย่างขายต้องหมั่นเช็ดเตาย่างให้สะอาด) พอสีออกเหลือง ๆ ก็เป็นอันใช้ได้ พร้อมเสิร์ฟพร้อมขายคู่กับน้ำจิ้มสเต๊ก และน้ำจิ้มซีฟู้ด

ราคาขายเห็ดย่างร้านนี้อยู่ที่ไม้ละ 20-25 บาท

สนใจ “เห็ดย่าง” ของวุฒิวัฒน์ ร้าน “555 เห็ดย่าง” อยู่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซนกลาง ขายทุกเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หมายเลขโทรศัพท์คือ 08-6886-8484 ซึ่งอาชีพขายเห็ดย่างนี้ ดู ๆ แล้วก็ไม่ยุ่งยากมากมายอะไรนัก และก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่มีเทรนด์เกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพเป็นจุดขายที่น่าสนใจ.
สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง / พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ

Credit by..http://www.dailynews.co.th/article/384/225171

Read More...


สะตอผัดกะปิกุ้ง ผัดที่ไหนก็หรอยอย่างแรง


“สะตอ” ผักพื้นบ้านในภาคใต้ แม้มีกลิ่นเหม็นเขียวรุนแรง ทว่ามีคนนิยมนำมาประกอบอาหารกันโดยเฉพาะอาหารไทยปักษ์ใต้ รสชาติถึงพริกถึงขิงต้อง “สะตอผัดกะปิกุ้ง” เมนูโปรดปรานของคนโดยทั่วไป เช่นเดียวกับ โบว์-อินทิรา นาคสกุล ผู้จัดการส่วนงานสมาชิกบัตรฮิส แอนด์ เฮอร์ พลัส พอยซ์ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) แม้เป็นสาวชาวกรุงแท้ ๆ แต่คลั่งไคล้เมนูกลิ่นฉุนจมูกนี้มาก

ผู้บริหารใบหน้าหวานเล่าให้ฟังว่า ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวชอบกินมากกว่าชอบทำ แต่ถ้าอยากกินอะไรที่อร่อยและไม่อยากออกนอกบ้านมักเข้าครัวลงมือทำเอง ฝีมือด้านนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากคนเลี้ยง ซึ่งเป็นคนแก่นุ่งโจงกระเบนเลยทีเดียว ความที่เติบโตในครัว จึงซึมซับเทคนิคการทำอาหารต่าง ๆ โดยปริยาย นานครั้งคุณแม่ค่อยแสดงฝีมือที อยากกินเมนูไหนต้องขอร้องให้คุณแม่ทำ หนึ่งในเมนูนั้นคือ “สะตอผัดกะปิกุ้ง”

เพราะกิจการของครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงเลื่อยที่จังหวัดระนอง หนึ่งในจังหวัดทางภาคใต้ของเมืองไทย แน่นอนว่าสามารถซื้อหาสะตอกินง่ายดาย ประกอบกับคุณพ่อชอบกินมากเป็นพิเศษ ยามที่คุณโบว์ไปเยี่ยมเยียนพลอยอิ่มเอมไปกับรสมือของคุณแม่เสมอ ภายหลังปิดกิจการย้ายภูมิภาคมาตั้งรกรากที่จังหวัดระยอง เมืองที่เลื่องชื่อลือชาว่ากะปิอร่อย คุณแม่มักผัดสะตอกับกะปิระยองให้กินประจำ

“ถ้าคุณแม่ทำเมนูนี้เมื่อไหร่สมาชิกทุกคนในบ้านจะต้องกลับมาชุมนุมกันอยู่ที่บ้าน คุณแม่ทำอร่อยมากแต่ชอบทำปริมาณน้อย ๆ เพราะว่ารู้สึกว่าขนาดนี้นะแล้วกินอร่อย แต่เราอยากกินเยอะกว่านั้น คุณแม่ต้องผัดถึง 3 ครั้งไม่ยอมผัดครั้งเดียว ดังนั้นเคล็ดลับคือต้องกะปริมาณให้พอดีจึงจะอร่อย นอกจากเมนูนี้ที่ได้รับความนิยมขึ้นโต๊ะบ่อยครั้งแล้ว ยังมีเมนูหมูทอดน้ำปลาที่รสชาติเด็ดดวงไม่แพ้กัน” คุณโบว์เล่า

วัตถุดิบและส่วนผสม มีดังนี้ สะตอ 6 ฝัก, กุ้งแชบ๊วย 10 ตัว, กระเทียม 5 กลีบ, พริกขี้หนูสวน 5-6 เม็ด, กะปิเมืองระยอง 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา, น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา และน้ำปลา 4 ช้อนชา

วิธีทำ แกะสะตอจากฝักด้วยการใช้มีดผ่าครึ่งตั้งแต่ตรงเปลือกหรือจะแกะทั้งเม็ดก็ได้ เสร็จแล้วแช่น้ำในอุณหภูมิปกติ เทคนิคนี้คุณโบว์เล่าว่าคุณแม่ชอบทำเพื่อให้สะตอกรอบ จากนั้นปอกกุ้งผ่าเอาเส้นดำหลังออก โขลกกระเทียม พริกขี้หนูสวน และกะปิ รวมกันพอหยาบ ระวังอย่าใส่กะปิหนักมือเพราะรสเค็มจะนำโดด

ต่อมาตั้งกระทะบนไฟ พอน้ำมันร้อน นำพริก กระเทียม และกะปิ ที่โขลกไว้ลงมาผัดกับหมูสับเพื่อรสสัมผัสที่อร่อยยิ่งขึ้น ตามด้วยกุ้งและสะตอ ผัดคลุกเคล้าจนเข้ากัน นำน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และน้ำปลา ผสมต่างหากในถ้วยเมื่อผสมจนเข้าเนื้อแล้วค่อย ๆ เทลงกระทะ ใส่น้ำเปล่าในครกที่ตำกระเทียม พริก กะปิ แล้วเทใส่กระทะ ผัดพอเข้าเนื้อ ค่อยยกลงจากเตาแล้วตั้งเสิร์ฟ

นอกจากความอร่อยแล้ว สะตอยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต, ธาตุแคลเซียม, ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ส่วนประโยชน์ของสะตอนั้น ทั้งช่วยบำรุงสายตา ทำให้เจริญอาหาร ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับลมในลำไส้ ช่วยในการขับปัสสาวะ มีฤทธิ์เป็นยาระบาย

ส่วนใครกินแล้วไม่มั่นใจ กลัวมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ สามารถแก้ได้ด้วยการกิน “มะเขือเปราะ” ตามสักสองสามลูก.

‘ช้องมาศ’


credit by :  http://www.dailynews.co.th/article/318309

Read More...


'หอย(ทอด)ครก' อร่อย-แปลก-ทำเงิน !!!



หอย ครก” เป็นชื่อเมนูอาหารรูปแบบหนึ่ง มีทั้งแบบ “ซีฟู้ด” สำหรับผู้นิยมอาหารทะเล แบบ “มังสวิรัติ” สำหรับผู้ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และแบบ “เจ” ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมานำเสนอให้ลองพิจารณากัน...

• • • • •
   
เสาวลักษณ์ เขียวมีส่วน หรือ คุณแจ๊ด เจ้าของร้านหอยครก (ตนวัง) เล่าว่า จากการทำงานที่ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวดี ๆ หลายอย่าง รวมถึงการปรุงรสอาหารทั้งรสชาติและหน้าตาที่จัดแต่งอย่างพิถีพิถันสวยงาม ภายหลังก็มีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจส่วนตัวด้านอาหาร จึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่าน่าจะลองทำอาหารที่ธรรมดา ๆ ที่เป็นอาหารยอดนิยม ให้ดูแปลกตาน่ารับประทานมากขึ้น และอาหารที่คิดก็คือ “หอยทอด” ซึ่งปรับให้เป็น “หอยครก”
   
“หอยครกนี้ ก็จะมีทั้งสูตรมังสวิรัติ และสูตรซีฟู้ด โดยทอดในหลุมขนมครกที่รับประทานได้พอดีคำ ซึ่งเมื่อลองทำขาย ผลปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมาก” เสาวลักษณ์ กล่าว
   
สำหรับจุดเด่นของหอยครก อยู่ที่แป้งสูตรเฉพาะ ที่จะทั้งกรอบนอกและนุ่มใน รวมถึงน้ำจิ้มรสอร่อย รสชาติเข้มข้น ซึ่งอาหารรูปแบบนี้เป็นอาหารที่สามารถขายได้ทุก ๆ ทำเล เช่น ตลาดนัดใกล้บ้าน ปากซอยบ้าน หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ และแม้แต่หน้าบ้าน ถ้าเป็นหมู่บ้านที่มีผู้พักอาศัยมาก ๆ ก็ทำขายได้
   
การทำหอยครกนั้น อุปกรณ์ที่ใช้หลัก ๆ ก็มี กระทะขนมครก ขนาด 28 หลุม พร้อมที่บังลมสำหรับวางบนเตา, ชุดเตาแก๊ส, ถัง, ที่ตีแป้ง และอุปกรณ์เครื่องครัวเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่เกิน 8,000 บาท
   
ขั้นตอนการทำ “หอยครก” แยกเป็น วิธีผสมแป้ง นำแป้งข้าวเจ้า 300 กรัม และแป้งมัน 200 กรัม รวมเป็นแป้ง 500 กรัม ผสมด้วยน้ำโซดา 3 ขวด ใส่ผงปรุงรส และตีแป้งให้เข้ากัน
   
ผงปรุงรสนี้จะเลือกใช้รสใดก็ได้ หรือใช้เกลือ  ช้อนชาแทน แต่ต้องหลีกเลี่ยงซอส หรือซีอิ๊ว เพราะจะมีปฏิกิริยากับแป้ง
   
ต่อไปเป็น วิธีเตรียมหน้าหอยครก เริ่มที่สูตรที่เป็นหน้า “มังสวิรัติ” ตีไข่ไก่ชามละ 2 ฟอง หั่นแครอทเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ, บรอกโคลี, กะหล่ำปลีม่วง, กะหล่ำปลีขาว และเห็ดชนิดต่าง ๆ ในปริมาณที่เหมาะสม
   
ส่วนหน้า “เจ” ก็ไม่ต้องใส่ไข่
   
หลังจากเทส่วนผสมแป้งลงในเบ้าขนมครกแล้ว ก็ใส่ผักต่าง ๆ ลงไปบนแป้งได้เลย
   
และในส่วนของหอยครกหน้า “ซีฟู้ด” นั้น เตรียมไข่ไก่ 4 ฟอง ต่อยลงในชาม ๆ ละ 1 ฟอง เตรียมหอยแมลงภู่ลวก กุ้งลวก ปลาหมึกลวก ปูอัด ในปริมาณที่เหมาะสม แยกใส่ลงไปในแต่ละชามที่ใส่ไข่ไว้แล้ว ปรุงรสด้วยผงปรุงรส (รสใดก็ได้ หลีกเลี่ยงซอส หรือซีอิ๊ว) ซึ่งแต่ละหน้าของซีฟู้ดสามารถใส่ต้นหอมลงผสมเพื่อสร้างสีสันด้วยก็ได้
   
วิธีทำ จุดไฟ ใช้ไฟแรงปานกลาง ตั้งกระทะขนมครกให้ร้อน เทแป้งที่ผสมไว้ลงในหลุมกระทะขนมครกที่เช็ดน้ำมันพืชเตรียมไว้แล้ว เทแป้งพอประมาณ เทให้ครบ 28 หลุม จากนั้นตักหน้าที่ต้องการตามลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 3–4 นาที ก็ใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ทอดหอยครกให้หมั่นหยอดน้ำมันลงไปบนหน้าเล็กน้อย เพื่อให้ไข่ฟู และทำให้หอยครกไม่ติดก้นหลุมด้วย ซึ่งเมื่อหอยครกสุกก็แคะขึ้นมาได้เลย และราดน้ำจิ้ม พร้อมรับประทาน
   
วิธีทำน้ำจิ้มหอยครก เตรียมซอสพริก 2 กก. ต่อน้ำจิ้มไก่ 1 กก. ผสมกัน ใส่รากผักชีปั่น 2 ราก, กระเทียมปั่น 300 กรัม และพริกแดงปั่นตามใจชอบ
   
วิธีขาย หอยครก 1 กล่อง มี 5-7 ชิ้น ขายในราคา 20-30 บาท มีต้นทุนประมาณ 60% ของราคา โดยแป้ง 500 กรัม สามารถทำหอยครกได้ประมาณ 20 กล่อง ซึ่งถ้าสามารถหาทำเลขายที่เหมาะสมได้ การขายวันละ 100-150 กล่อง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกิน และก็เป็นจำนวนการขายอาหารทานเล่นที่ขายกันได้ตามปกติทั่วไป

• • • • •
   
“หอยครกมังสวิรัติ-หอยครกเจ-หอยครกซีฟู้ด” ของ เสาวลักษณ์ เขียวมีส่วน หรือคุณแจ๊ด ขายอยู่ที่ 004 อาคารนัมเบอร์วัน 1.1 มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ เบอร์โทรศัพท์คือ 08-5118-5921 และ 08-5664-6736 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจไม่น้อย.

ชมคลิปวิดีโอช่องทางทำกินได้ที่ www.dailynews.co.th

ขอขอบคุณเจ้าของบทความ :http://www.dailynews.co.th/

Read More...


‘ห่อหมกปลา’ ชูสูตรโบราณ..จุดขาย


“อาหารไทย” นั้น นอกจากจะมีรสชาติที่โดดเด่น การตกแต่งหน้าตาก็ยังถือว่ามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครและกับเมนู “ห่อหมก” นั้นก็ถือเป็นอีกเมนูน่าสนใจ ทว่ากว่าจะได้ห่อหมกแสนอร่อยแต่ละห่อก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมุ่งมั่น ต้องอดทนกันไม่น้อย ผู้ที่พิสมัยห่อหมกหลายคนพอนึกอยากรับประทาน แต่เมื่อ “คิดถึงวิธีการทำ” แล้วมักท้อใจ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการขายจึงมีการปรับขั้นตอนการทำและรูปลักษณ์การห่อ ที่แทบจะไม่เห็นแบบเดิมแล้ว เพื่อเป็นการอนุรักษ์อาหารไทยให้คงอยู่ วันนี้คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” นำเมนู “ห่อหมกปลา” ที่เป็นสูตรโบราณ มาให้ลองพิจารณา...

ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรีอธิบายเมนูนี้ว่า เป็นอาหารที่มีมาแต่โบราณ มีวิธีการทำให้สุกด้วยการนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทย กระนั้น ถึงแม้จะมีขั้นตอนและเวลาในการทำค่อนข้างนาน ใช้ส่วนผสมเยอะ แต่เมื่อทำเสร็จแล้วผลที่ได้ก็คุ้มค่ากับการเหนื่อย เพราะนอกจากรสชาติอร่อยแล้วยังเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและ เป็นประโยชน์ต่อร่างกายช่วยในการปรับธาตุและเจริญอาหารได้อย่างดียิ่ง

“ห่อหมกเป็นเมนูยอดนิยมที่ถูกสั่งขึ้นโต๊ะเสมอ ยิ่งห่อหมกปลาช่อนใบยอที่มีรสขมอ่อน ๆ เป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์ เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การกวนเนื้อห่อหมก ซึ่งต้องคนจนข้นเหนียว จึงจะทำให้ห่อหมกมีรสชาติอร่อย สมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนผสมมีสรรพคุณทางยา เช่น กระชาย กระเทียม ใบยอ ข่า ตะไคร้ โหระพา พริก รากผักชี เป็นอาหารที่บำรุงธาตุ บำรุงกระดูก ช่วยเจริญอาหาร ขับลมขับเหงื่อ แก้จุกเสียด ลดความดันโลหิตสูง และนอกจากจะเป็นเมนูที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ยังมีเรื่องของศิลปะในการนำใบตองมาใช้แทนภาชนะ แถมช่วยเพิ่มกลิ่นรส เป็นการผสมผสานการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างแท้จริง”

อุปกรณ์ ที่ใช้ทำห่อหมก ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ทำครัวทั่วไป อาทิ ไม้พาย, มีด, เขียง, เตาแก๊ส และลังถึงสำหรับนึ่ง แต่ที่ต้องมีเป็นพิเศษ คือ เครื่องปั่นและอ่างดินเผา หรือหม้อสเตนเลส สำหรับใช้ในการกวนห่อหมก

วัตถุดิบ หลัก ๆ จะมีผักรองพื้นห่อหมก คือใบยอ หรือใบโหระพา (หรือผัก    อื่น ๆ ตามใจชอบ เช่น ผักกาด กะหล่ำปลี) ผักหวาน ของสดและของแห้งมีปลาช่อน, ไข่เป็ด, นํ้ากะทิ, นํ้าตาลทราย, นํ้าปลา, แป้งข้าวเจ้า, กะปิ ส่วนผักที่ใช้โรยหน้าให้สวยงามคือใบมะกรูดหั่นฝอย พริกชี้ฟ้าแดงหั่น นอกนั้นก็มีใบตองสดและไม้กลัด

ส่วนผสมนํ้าพริกแกงคั่วมี ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูดซอย หอมแดงซอย กระเทียมซอย ข่าหั่น พริกไทยเม็ด รากผักชี เกลือ พริกแห้งเม็ดใหญ่ (แช่นํ้าแกะเม็ดออก) กระชายหั่น นำสมุนไพรทุกอย่างมาใส่เครื่องปั่น หรือใส่ครกตำจนละเอียด ตั้งพักไว้ก่อน

ขั้นตอนการทำ “ห่อหมกปลาช่อนโบราณ” 
เริ่มจากการเตรียมใบตองที่ใช้ห่อก่อน นำใบตองสดมาเช็ดให้สะอาดทั้งหน้าและหลัง ฉีกกว้าง 7 นิ้ว ยาว12-13 นิ้ว แล้ว ตัดเป็นรูปวงรีเตรียมไว้ ฉีกใบตองทำเตี่ยวกว้าง 1-1 1/2 นิ้ว ใบตองจะใช้สองชั้นต่อการห่อหนึ่งห่อ จากนั้นเตรียมผักรองพื้น นำผักที่เตรียมไว้ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งให้สะเด็ดนํ้า ใบยอหั่นเป็นชิ้นเล็กลวกนํ้าเดือดให้ตายนึ่ง ใบโหระพาเด็ดเป็นใบ ๆ

จากนั้นนำปลาช่อนมาขอดเกล็ด ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งไว้พอแห้ง ทำการแล่เนื้อ 2 ข้างออก ตัดหัวผ่าซีก ก้างตรงกลางตัดเป็นท่อน ส่วนเนื้อปลาช่อนนำมาหั่นแฉลบเป็นชิ้นหนาบางพอประมาณ มะพร้าวคั้นเอาหัวกะทิกับหางกะทิ (แบ่งหัวกะทิไว้ส่วนหนึ่งใช้สำหรับหยอดหน้าด้วย)

นำหัวกะทิกับหางกะทิส่วนหนึ่งใส่อ่างผสมดินเผา ใส่นํ้าพริกแกงคั่ว กะปินิดหน่อย ใช้ไม้พายคนส่วนผสมให้ละลายเข้ากันดี แล้วใส่เนื้อปลาและไข่เป็ดตามลงไป ทำการกวนส่วนผสมให้เข้ากัน (เทคนิคการกวนต้องไปทางเดียวกัน ถ้ากวนกลับไปกลับมาส่วนผสมจะคลายตัวไม่เหนียวข้น) ปรุงรสด้วยนํ้าตาลและนํ้าปลา กวนส่วนผสมต่อไปถ้าแห้งให้เติมหัวกะทิลงไป กวนต่อไปเรื่อยจนส่วนผสมห่อหมกมีลักษณะฟูและเหนียว ก็หยุดกวนแล้วตั้งพักไว้

การทำนํ้ากะทิสำหรับหยอดหน้าห่อหมก เอาหัวกะทิผสมกับแป้งข้าวเจ้าและเกลือเล็กน้อย คนให้ละลายเข้ากัน แล้วยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ กวนจนกะทิสุกจะข้นหนืดนิด ๆ ยกลง ตั้งพักไว้ให้เย็น

ขั้นตอนการห่อ นำใบตองกลับด้านซ้อนกันสองชั้น (แผ่นใหญ่อยู่ด้านนอกหงายหน้านวลขึ้น แผ่นเล็กอยู่ด้านในคว่ำหน้านวลลง) นำผักรองพื้นที่เตรียมไว้วางลงตรงกลาง ใช้ช้อนตักส่วนผสมห่อหมกหยอดทับลงบนผักพอมิด หยอดหน้าด้วยหัวกะทิ โรยด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ จับใบตองโอบขึ้นมาปลายประกบกัน นำเตี่ยวมาทาบรัดแล้ว กลัดด้วยไม้กลัด (ก่อนจะห่อ ควรตั้งลังถึงต้มนํ้าให้เดือดพล่าน) เมื่อห่อเสร็จแล้วจัดใส่ลังถึง ยกขึ้นนึ่งประมาณ 15-20 นาที แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เสิร์ฟทานร้อน ๆ กับข้าวสวย หรือจะรับประทานเล่น ๆ ก็อร่อยเหาะ

ผู้สนใจอยากทำ “ห่อหมกโบราณ” ขายเป็นอาชีพ แนะนำว่า ตอนเริ่มทำขายใหม่ ๆ ให้ทำแต่น้อยก่อน เมื่อมีลูกค้าแล้วจึงเพิ่มจำนวนโดยเพิ่มเครื่องปรุงตามสัดส่วน หากอยากลองฝึกทำรับประทานกันในครอบครัว ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โทร. 08-9600-0993

นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ!!!!.
เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ
คู่มือลงทุน...ห่อหมกปลาช่อน
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 3,000 บาท
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคา
รายได้ ราคา 30 บาท/ ห่อ
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร ตลาด และชุมชน
จุดน่าสนใจ คุณประโยชน์เป็นจุดขายที่ดี

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/230035/‘ห่อหมกปลา’+ชูสูตรโบราณ..จุดขาย

Read More...


สเต๊ก อีกเมนูฮิต ทำเลยิ่งเด่น..ยิ่งโดน!


“สเต๊ก” เมนูอาหารฝรั่ง ยังใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ขายได้ตลอดกาลอีกหนึ่งเมนู โดยในปัจจุบันนี้ มีการต่อยอด-ดัดแปลงกันอย่างหลากหลาย ขึ้นกับสไตล์และรสนิยมของแต่ละคน ทั้งนี้ เกี่ยวกับเมนูดังกล่าว ในเรื่องของ “ทำเลขาย-รูปแบบร้าน” ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยทำให้ขายดี ยิ่งถ้าได้ “ทำเลเด่น” หรือมี “รูปแบบร้านโดนใจ” กลุ่มเป้าหมาย นี่ก็ยิ่งทำเงิน อย่างเช่น “ร้านสเต๊ก” ของ “ปฏิญญา นิลวงศ์-ผกามาศ เทพรงค์ทอง” ที่วันนี้คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...

ปฏิญญา หนึ่งในเจ้าของร้านชื่อ “steak story” ซึ่งเปิดขายอยู่ที่ ตลาดนัดรถไฟ หลังห้างเอสพลานาด รัชดา เล่าว่า อาชีพหลักของตนคือทำงานประจำ ส่วนร้านสเต๊กเป็นอาชีพที่สองทำเพื่อเสริมรายได้ เนื่องจากเคยอ่านเจอจากหนังสือเล่มหนึ่งว่า คนเรานั้นควรมี 2 อาชีพ จึงเลือกที่จะเปิดร้านอาหาร-ทำอาหารขาย เพราะชอบและถนัดที่สุด โดยเริ่มจากการขายอาหารตามสั่งที่ตลาดนัดรถไฟ สวนจตุจักร เป็นที่แรก ซึ่งก็ขายดี แต่เนื่องจากลูกค้าเยอะ และแต่ละคนก็สั่งอาหารไม่เหมือนกัน ทำให้ทำไม่ทัน จึงเริ่มมองหาธุรกิจอาหารชนิดอื่น ที่สามารถทำได้รวดเร็วขึ้น โดยได้ปรึกษากับพี่ชายที่เป็นเชฟ ได้รับคำแนะนำให้ทำสเต๊กขาย เพราะเตรียมของง่าย ทำง่าย ขายได้รวดเร็ว จึงเริ่มศึกษาวิธีการหมักเนื้อ การย่าง และการทำน้ำราด (น้ำเกรวี่)

“แรก ๆ ขายได้ไม่ถึง 10 จาน แต่หลังจากลูกค้ารู้จักและชอบในรสชาติสเต๊กของที่ร้าน ลูกค้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” ปฏิญญากล่าว ทั้งนี้ การทำธุรกิจ “ร้านอาหาร” อย่างเช่น “ร้านสเต๊ก” นั้น ก็จำเป็นต้องใช้ทั้งการใส่ใจ และต้องมีความอดทนด้วย

ปฏิญญาบอกว่า ขายอยู่ที่เดิมได้สักพัก ตลาดแห่งนั้นก็ต้องปิดตัวลง เนื่องจากหมดสัญญาเช่าที่ดิน ทำให้ตนต้องหยุดขายไประยะหนึ่ง จนกลับมาเปิดร้านสเต๊กขึ้นอีกครั้งที่นี่ ที่ตลาดนัดรถไฟแห่งใหม่ ด้านหลังเอสพลานาด รัชดา ซึ่งก็ขายดี เพราะทำเลแถบนี้ มีลูกค้าหลากหลาย ทั้งกลุ่มวัยรุ่น-กลุ่มคนทำงาน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่แวะเวียนมาชิมสเต๊กของที่ร้าน

เจ้าของร้านสเต๊กรายเดิม ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังสนใจ อยากจะเริ่มต้น “ทำร้านสเต๊ก” ว่า ควร “หัดทำสเต๊ก” ให้เป็นก่อน อย่างเช่น การหมัก การย่าง การทำน้ำราดสเต๊ก ขณะที่ “การเลือกทำเลขาย” ก็ควรพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมาย ถ้าเป็นไปได้ หรือมีทุนมากพอ ทำเลที่เหมาะสม ควรเป็นย่านที่มีคนสัญจรพลุกพล่าน เช่น ตลาดนัด ย่านชุมชน

ทุนเบื้องต้น สำหรับคนที่สนใจทำร้านสเต๊กแบบนี้ ปฏิญญาบอกว่า ใช้เงินลงทุนประมาณ 40,000 บาท (ต้นทุนนี้ยังไม่รวมค่าทำร้าน) เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ และค่าวัตถุดิบ ทุนวัตถุดิบ สำหรับที่ร้านสเต๊กนี้ ใช้ทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% ของราคาขาย รายได้ อยู่ที่ประมาณ 50% จากราคา ซึ่งราคาขายสเต๊กของร้านนี้ เริ่มต้นที่จานละ 89-99 บาท

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย... เตาย่าง, เตาทอด, ตู้แช่, จานกระเบื้อง, ช้อน, ส้อม, มีดสเต๊กสเตนเลสหยัก, แก้ว, ชุดโต๊ะไม้+เก้าอี้ไม้, กระทะ, มีดหั่นเนื้อ, เขียง, ที่คีบ, ขวดใส่ซอส, ขวดเกลือ, พริกไทย ส่วน วัตถุดิบ ทำสเต๊ก ที่ร้านจะใช้เนื้อ 3 ชนิด ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ โดยเนื้อวัวเลือกใช้เฉพาะชิ้นที่มีน้ำหนัก 1.5 ขีด เนื้อหมูน้ำหนัก 1.5 ขีด และเนื้อไก่ น้ำหนัก 3 ขีด

“รสชาติเป็นสิ่งสำคัญในการทำร้านสเต๊ก ต้องใส่ใจเรื่องการหมักเนื้อและการทำน้ำราด” เจ้าของร้านกล่าว

“สูตรการหมักเนื้อสเต๊ก” นั้น อยู่ที่เคล็ดลับของแต่ละคน สำหรับสูตรของที่ร้าน จะใช้เพียงพริกไทยและผงอาโรมาตที่ใช้ในการหมักเนื้อสัตว์เท่านั้น โดยจะหมักทิ้งไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ การหมักเนื้อนั้นไม่ยาก แต่ที่ยุ่งยากคือ “การทำน้ำราด” หรือ “น้ำเกรวี่” สำหรับราดสเต๊กมากกว่า เพราะมี
ขั้นตอนการทำที่ละเอียด ซึ่ง “น้ำราดสเต๊ก-น้ำเกรวี่” เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ต้องทำออกมาให้รสชาติดี กลมกล่อมถูกใจลูกค้าให้มากที่สุด เรียกว่า...ชี้เป็นชี้ตายร้านสเต๊กก็ว่าได้!

“สูตรน้ำราดสเต๊ก-น้ำเกรวี่” ของร้านนี้ ปฏิญญาบอกว่า มีวัตถุดิบประกอบด้วย... แครอท, ผักเซเลอรี่, มันฝรั่ง, หอมใหญ่, มะเขือเทศ, ต้นหอมญี่ปุ่น, โครงไก่ และเกลือ

ขั้นตอนการทำ “น้ำราดสเต๊ก-น้ำเกรวี่” เริ่มจากนำโครงไก่ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วนำไปผัดโดยใส่เกลือเล็กน้อย ใส่ผักต่าง ๆ ลงไปผัดผสม ผัดจนน้ำแห้งก็ให้เติมน้ำสต๊อกไก่ลงไป ทำการปรุงรส และใส่มะเขือเทศลงไป จากนั้นจึงตุ๋นไปเรื่อย ๆ พอน้ำเริ่มแห้งก็ให้เติมน้ำสต๊อกไก่ลงไปอีก 2-3 รอบ นำแป้งสาลีละลายน้ำเทใส่ลงไปเพื่อทำให้น้ำราดสเต๊กมีความเหนียวข้นเล็กน้อย เท่านี้ก็จะได้ “น้ำราดสเต๊ก-น้ำเกรวี่” สูตรของทางร้านแล้ว โดยสเต๊กที่ร้านจะเสิร์ฟพร้อมสลัดกับเฟรนช์ฟราย...

“ลูกค้ามีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น นอกจากเมนูสเต๊กแล้ว ควรมีเมนูอื่น ๆ ไว้ให้ลูกค้าได้เลือก โดยเมนูของที่ร้านยังมีเมนูซี่โครงหมูย่างซอสบาร์บีคิว และเมนูข้าวหน้าเนื้อ ข้าวหน้าหมู ข้าวหน้าไก่ และเมนูเครื่องดื่มขายเสริมควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่กำลังสนใจ หรือคิดอยากจะเปิดร้านสเต๊ก แนะนำว่า ยังไม่ต้องทำร้านให้ใหญ่มาก แค่เพียงมีโต๊ะกับเก้าอี้ประมาณ 12 ชุด ก็เปิดร้านได้แล้ว ส่วนวัตถุดิบยังไม่ต้องสำรองไว้เยอะ ให้ลองตลาด ลองทำขายไปก่อน” เจ้าของร้านสเต๊กให้คำแนะนำ สำหรับคนที่กำลังมองหา “ช่องทางทำกิน” ซึ่ง “เมนูสเต๊ก” แบบนี้ ก็น่าสนใจ

นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่นำมาฝากกัน ใครอยากลองชิมฝีมือก็แวะเวียนไปได้ที่ ตลาดนัดรถไฟ หลังห้างเอสพลานาด รัชดา ทุกวันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00-23.30 น. ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9134-4207 หรือติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก “Steak Story-ร้านสเต๊ก ตลาดนัดรถไฟ รัชดา” ทั้งนี้ นอกจากจะทำขายที่ร้านแล้ว ก็ยังรับจัดงานนอกสถานที่ได้ด้วย

“สเต๊ก” อีกเมนูฮิต...อย่ามองข้าม.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

.............................................................

คู่มือลงทุน...เมนูสเต๊ก

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 40,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% จากราคา

รายได้ ราคา89-99 บาทต่อจาน

แรงงาน 2 คนขึ้นไป

ตลาด ตลาดนัด ย่านชุมชนทั่วไป

จุดน่าสนใจ เป็นธุรกิจที่เริ่มต้นง่าย ไม่ยุ่งยาก

credit by : http://www.dailynews.co.th/article/329354

Read More...


ดัดแปลงรถกระบะมาขายของ..

ถ้าดัดแปลงรถกระบะมาเปิดท้ายขายของจะเป็นยังไงครับ..

ของที่จะขายก็มี..

ปล. เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง..


 
 


ติดตาม ร้านค้าติดล้อขายของ ได้ที่ : http://commercial-on-wheels.blogspot.com/

Read More...


ขนมดอกจอก





สูตร นี้ เป็นสูตร ในหนังสือแม่บ้าน สมัยตาเด็กๆ เมื่อปีที่แล้วได้มีโอกาสกลับเมืองไทย ก็เลยไปค้นหนังสือตำราอาหารเก่าๆ ของแม่มาจดลงสมุดโน๊ด อันไหนที่น่าสนใจ เผื่อกลับมาแล้วได้ลองทำ
ตาจำ ได้แม่นยำ สูตรขนมดอกจอก ในหนังสือแม่บ้าน มีแต่คราบน้ำมันกระเด็นเต็มหน้าไปหมด เพราะตอนทำ ตา กลางหนังทำ แม่บอกว่าให้จดใส่กระดาษไปทำ อย่ายกหนังสือไปกลางทำ เดียวมันสกปรกหมด ผลของความไม่เชื่อแม่ และขึ้เกียจ ผลเลยออกมาเป็นแบบนั้น

หนังสือตำราอาหารสมัยก่อน บอกสูตรค่อนข้างละเอียด ฉะนั้นตาจะบอกเคล็ดลับต่างๆ ที่อยู่ในหนังสือด้วย

สูตร
แป้งข้าวจ้าว 1 1/2 ถ.
แป้งสาลี 2 ถ.
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ.
กะทิ 2 ถ.
น้ำปูนใส 1 ถ.
เกลือ 2 ช.ช.
งาขาวผสมงาดำรวมกัน 1/4 ถ.
น้ำมันสำหรับทอด
พิมพ์ขนมดอกจอก

วิธีทำ
- นำแป้งข้าวจ้าว แป้งสาลี เกลือ ร่อนใส่อ่าง รวมกัน
- ทำบ่อตรงกลางแป้ง แล้ว ต่อยไข่ไก่ลงไป ค่อยตล่อมให้เข้ากัน มันจะเป็นเม็ดๆ ไม่ต้องตกใจ
- เอาน้ำตาลผสม ตล่อมให้เข้ากัน แล้วค่อยๆ เทกะทิ ทีละน้อย แล้วนวด ไปเรื่อยๆ จนกะทิหมด
- หลังจากนั้น ค่อยๆ เทน้ำปูนใสลงไป ค่อยๆ เท ใช้มือสัมผัสดู อย่าให้เหลวจนเกินไป ตาเหลือนำปูนใส ประมาณ 1/4 ถ. เพราะกลัวมันจะเหลวเกินไป
- เติมงาขาวผสมงาดำ
- พักไว้ประมาณ 1 ช.ม เพื่อให้แป้งอิ่มตัว หรือต้องการให้เร็วกว่านั้น นำเข้าตู้เย็นประมาณ 30- 45 นาที แป้งจะข้นขึ้น
- นำหม้อ หรือกะทะ มาตั้งไฟให้ร้อน พร้อมวางพิมพ์ลงไปด้วย พอมันเริ่มมีควันขึ้น ก็ให้เติมน้ำมันประมาณครึงหม้อ หรือ ครึ่งกะทะ ต้องใช้น้ำมันมากหน่อย ในการทอด
- ใช้ไฟปานกลาง อย่าใช้ไฟอ่อนเพราะจะทำให้ขนมอมน้ำมัน ถ้าใช้ไฟแรง ขนมรอบนอกจะไหม้ ส่วนด้านในยังขาวอยู่ คือ สีของขนมจะไม่เสมอกัน
- เมื่อน้ำมันร้อน พิมพ์ร้อน ก็ค่อยๆ จุ่มพิพม์ลงให้เหลือพิมพ์ไว้ ประมาณนิดหน่อย อย่าจุ่มลงหมดพิมพ์ เพราะเวลาทอดขนมจะได้หลุด ถ้าจุ่มหมดพิมพ์ แกะขนมไม่ออกแน่ๆ คะ
- ควรจุ่มแป้ง ไม่เกิน 2 ครั้งในการทอด เพราะพิมพ์จะคลายความร้อน และขนมจะไม่ติดพิมพ์
- ฉะนั้น เมื่อชุปได้ 2 ดอกแล้ว ในหยุดพักพิมพ์ไว้ในน้ำมันร้อนสักประมาณ 15 วินาที ก่อน จุ่มแป้งใหม่อีกครั้ง ทำอย่างงี้จนแป้งหมด อาจจะเสียเวลาบาง แต่ก็จะได้ขนมที่สวยถูกใจ








วิธีเก็บรักษาพิมพ์
ตา จะแช่ไว้ในน้ำมันพืชที่สะอาดตลอดเวลา เพราะจะทำให้พิมพ์อิ่มน้ำมัน และไม่ทำให้พิมพ์ทองเหลืองเป็นขี้ตะข่าง ไม่ทราบเขียนดูหรือเปล่านะคะ คือมันเป็นเขียวๆ นะคะ
- ถ้าเก็บไว้นานๆ มันจะเหม็นหืน น้ำมัน เวลานำออกมาใช้ ควรนำมาล้างด้วยน้ำอุ่น และน้ำยาล้างจานอีกที



****เคล็ดไม่ลับ****
1. เมื่อผสมแป้งแล้ว ต้องพักแป้งให้อิ่มตัวเสียก่อน ประมาณ 1 ช.ม. จะทำให้แป้งเกาะติดพิมพ์ได้ดี
2. ใช้ไฟปานกลาง
3. ใช้กะทิปานกลาง อย่าให้กะทิมันมาก เพราะเวลาชุป แป้งจะไม่ค่อยเกาะพิมพ์
4. การผสมแป้งต้องค่อยๆ นวดไปเรื่อยๆ อย่าผสมกะทิ
ลงไปทีเดียว
5. แป้งขนมดอกจอก จะต้องไม่ข้นจนเกินไป เพราะเวลา ชุปพิมพ์แล้ว จะทำให้แป้งเกาะติดมาก ทำให้ขนมออกมาหนา เวลาทอดออกมามันจะแข็งกรอบ ส่วนถ้าแป้งเหลวเกินไป เวลาชุปพิมพ์แล้วจะได้แป้งที่เกาะติดพิมพ์บาง เวลาทอดออกมาก จะได้ขนมดอกจอกที่บาง และแตกหักง่าย
ฉะนั้น ขนมดอกจอกที่ดีนั้น ต้องจะไม่หนามาก และบางมากเกินไป






credit : http://wistakitchen.bloggang.com

Read More...


'ยำมะเขือส้มกับไก่ย่าง'ย่อยง่ายได้ประโยชน์


 ปัจจุบันนี้มีตำรารักษาสุขภาพสารพันเล่ม หากบริโภคด้วยการอ่านเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ลงมือปฏิบัติจริงจัง ตำราสารพัดประโยชน์ก็คงไม่ต่างจากก้อนหินก้อนหนึ่งเท่านั้น!! แม้สนับสนุนให้คนดูแลสุขภาพตั้งแต่เด็ก แต่ “นก-ชลิดา ตันติพิภพ” พิธีกรและเจ้าของรายการลิฟวิ่งอินเชฟ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งออกอากาศเวลา 07.40-07.50 น. ทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน ให้กำลังใจว่า “เริ่มต้นวันนี้ก็ยังไม่สาย” เพราะสุขภาพซื้อหาไม่ได้ ยิ่งทำเร็วเท่าใดยิ่งได้กำไรชีวิตมากขึ้นเท่านั้น

“พอคนอายุมากขึ้นสารอนุมูลอิสระก็เพิ่มตาม การสันดาปเกิดขึ้นจากการหายใจเข้า-ออก เท่านี้ก็สร้างอนุมูลอิสระแล้ว ยิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมสังคมเมือง หากยังไม่เลือกกินอีกมีแต่สารพัดโรคจะถามหา นั่นคือสาเหตุว่าทำไมพบคนเป็นมะเร็งอายุน้อยลงทุกที เด็กตัวเล็ก ๆ ก็เป็นเบาหวานแล้ว ซึ่งมันแก้ไขได้จากการกิน งดอาหารจำพวกกระป๋อง กล่อง ซอง เลือกกินอาหารสดใหม่ไม่ผ่านการปรุงแต่งมาก ทว่าอาหารที่ปรุงสุก ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นนาน ๆ ยิ่งอันตราย ทางที่ดีทำแต่น้อยพอกินหมดในแต่ละมื้อจะดีที่สุด” คุณนกบอกอย่างตั้งใจ

เมื่อกินเพิ่มแคลอรีแล้ว ต้องหาลู่ทางเผาผลาญพลังงาน แม้คุณนกเองเรียนด้านพยาบาลมา แต่ช่วงวัยรุ่นกลับไม่สนใจสุขภาพเท่าที่ควร พอมาประกวดนางสาวไทย ปี 2541 ใช้ทางลัดกินยาลดความอ้วน ทำให้เกิดภาวะโยโย่เอฟเฟกต์อย่างใหญ่หลวง จึงหันหลังให้ยาเด็ดขาด เปลี่ยนมาออกกำลังกายและคิดสูตรอาหารลดน้ำหนักด้วยตัวเอง “มาถึงวันนี้ความสวยงามอย่างเดียวไม่พอแล้ว อายุมากขึ้นต่อมไร้ท่อต่าง ๆ อาจทำงานไม่เหมือนเดิม ตอนนี้นกอายุย่างเข้าเลข 4 มีปัญหาต่อมไทรอยด์ ค่อนข้างเจ้าเนื้อจึงต้องมีกิจกรรมเผาผลาญตลอดเวลา จะมานั่งแช่แป้งอยู่หน้าทีวี คิดว่าอดมื้อเย็นแล้วน้ำหนักจะลง น่าเสียใจว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเหมือนสมัยวัยรุ่นอีกแล้ว”

ดังนั้นอาหารของคนตัวเลขอายุมากขึ้น คุณนกแนะ นำอาหารย่อยง่ายจำพวกผัก ผลไม้ ปลา ไก่ และเต้าหู้ โดยวันนี้คัดสรรเมนูตัวอย่าง “ยำมะเขือส้มกับไก่ย่าง” ยั่วยวนลิ้นด้วยกลิ่นไก่ย่างหอม คลุกเคล้ากับน้ำยำรสชาติจี๊ดจ๊าดกินแล้วย่อยง่าย มะเขือส้มยังมีสรรพคุณทางยา เป็นยาระบายอ่อน ๆ ทำให้เจริญอาหาร ขับพิษสิ่งตกค้างในร่างกาย มีวิตามินสูงกินบ่อย ๆ ช่วยบำรุงผิวดีมาก สำหรับวัตถุดิบและส่วนผสมที่ต้องเตรียม ประกอบด้วย สันในไก่ 200 กรัม, ใบผักชีสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ, ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ, ใบผักชีและหอมเจียวสำหรับโรยหน้า ด้าน น้ำยำ ใช้มะเขือเทศผ่าครึ่ง 1 ถ้วย, พริกขี้หนูซอย 5 เม็ด, น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, ซีอิ๊วขาว 2 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ และงาขาวคั่วบดละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง  ทำน้ำยำก่อนโดยคลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นงาขาวเข้าด้วยกัน ชิมรสออกเค็ม หวาน และเปรี้ยวเล็กน้อย ตักใส่ถ้วยแล้วโรยงาขาวเตรียมไว้ จากนั้นคลุกเคล้าเนื้อไก่กับน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว และผักชีให้เข้ากัน จึงนำไปย่างกับน้ำมันเล็กน้อย จนไก่สุกเหลืองทั้งสองข้างพักไว้ หั่นเนื้อไก่เป็นชิ้นพอคำ แล้วนำไปคลุกกับน้ำยำ คลุกเคล้าพอให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยหน้าด้วยผักชีและหอมเจียว คุณนกเผยสูตรลับความหอมอร่อยว่า งาขาวควรคั่วและบดใหม่ป้องกันกลิ่นเหม็นหืน ทั้งนี้งาขาวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เมล็ดงา มีน้ำมันสูงถึงร้อยละ 35-37 มีกรดไลโนเลอิก ช่วยควบคุมระดับคอ เลสเตอรอล ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันโรคและมีแคลเซียมมากกว่าพืชผักทั่วไป 40 เท่า

กินดีสุขภาพดีแล้ว คุณนกเสริมทิ้งท้ายว่า ต้องรู้จักปล่อยวาง อย่าให้ความ เครียดมาเกาะกิน เพราะเป็นตัวทำให้ฮอร์โมนปั่นป่วน คนเราพออายุมากขึ้นแล้ว “ลำพังแค่กินอิ่ม นอนหลับ ขับถ่ายดี” ก็เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว.
‘ช้องมาศ’

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/256434/‘ยำมะเขือส้มกับไก่ย่าง’ย่อยง่ายได้ประโยชน์

Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers


ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/










เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.