ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สอบถามรายละเอียดและสั่งซื้ออะไหล่

บ.พลปิยะ อยุธยา จก. (ฟอร์ด อยุธยา)
คุณ เถลิงเกียรติ กสิพันธ์ หัวหน้าอะไหล่
โทร : 087-2229588 ,id line : 0863363882

บ.พลปิยะ วังน้อย จก. ( ฟอร์ด วังน้อย อยุธยา)
คุณ ธวัชชัย เรืองศรี หัวหน้าอะไหล่
โทร : 064-9242839 ,id line : 0649242839


จำหน่ายและบริการจัดหา

อะไหล่ฟอร์ดแท้ทุกรุ่น,อุปกรณ์รถยนต์ฟอร์ด,อะไหล่ตัวถังจากโรงงานฟอร์ดทุกรุ่น
สอบถามค่าแรงรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ด โทร 087-2229588


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ท่านเจ้าของอู่รับซ่อมรถยนต์ฟอร์ด ไม่ต้องกังวลอะไหล่ไม่มีหรือได้ช้า สั่งได้เร็ว 24 ชั่วโมง ,สั่งช่วงเช้าได้เย็น ,สั่งหลังเที่ยงได้วันพรุ่งนี้ ศูนย์ฟอร์ดอยุธยา ให้ราคาช่าง,ราคาอู่ซ่อม,ราคาอู่พ่นสี โทร 087-2229588 ,id line : 0863363882

ข้าวหน้าปลาแดง


ข้าวหน้าปลาแดง

ส่วนผสม
ข้าวหุงสุก  2  จาน 
ผักกวางตุ้งไต้หวันลวกสุก  2  ต้น 
เนื้อปลากระพงแดงหรือปลาเก๋าชิ้นใหญ่หนักประมาณ  120-150  กรัม 
เต้าเจี้ยวบด ฮอยซินซอส อย่างละประมาณ  1 1/2  ช้อนโต๊ะ 

วิธีทำ

ทา เต้าเจี้ยวบด ฮอยซินซอสให้ทั่วชิ้นปลา หมักไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วนำไปย่างจนสุก หั่นเป็นชิ้น วางบนข้าวราดน้ำซอสปลาแดง และวางผักลวกข้างๆ จัดให้สวยงาม

-ซอสปลาแดง

ส่วนผสม
น้ำมันพืช  1-2  ช้อนโต๊ะ 
กระเทียมสับละเอียด  1  ช้อนโต๊ะ 
โคนต้นหอมหั่นละเอียด  1  ช้อนโต๊ะ 
ขิงสับละเอียดหรือขูดละเอียด  1  ช้อนโต๊ะ 
แป้งสาลี  1  ช้อนโต๊ะ 
เต้าเจี้ยวบด  1  ช้อนโต๊ะ 
ฮอยซิน  2  ช้อนโต๊ะ 
ซีอิ้วขาว  2 1/2  ช้อนโต๊ะ 
น้ำตาลอ้อย  2  ช้อนโต๊ะ 
งาขาวคั่วละเอียด  2  ช้อนโต๊ะ 
น้ำ  1  ถ้วย 

วิธีทำ

ตั้ง กระทะใส่น้ำมันพอร้อน ใส่กระเทียม ขิง ต้นหอม ผัดจนหอม ใส่แป้งผัดจนแป้งสุกเป็นสีเหลืองทอง (ไฟอ่อน) ใส่น้ำทีละน้อย ผัดจนเข้ากันให้พอข้น แล้วจึงใส่ซีอิ้วขาว น้ำตาลอ้อย เต้าเจี้ยว ฮอยซินซอส ต้มสักครู่ชิมรส (ถ้าไม่ชอบเนื้อกระเทียม ขิง ให้กรองออก) ใส่งาคั่วบดละเอียดคนให้เข้ากัน ชิมรส (ได้น้ำซอสประมาณ 1 ถ้วย)

ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Health & Cuisine

Read More...


ไก่อบน้ำผึ้ง



ส่วนปะกอบ

ไก่ขนาด 1 ½ กิโลกรัม 1 ตัว
เกลือป่น 1 ½ ช้อนโต๊ะ
พริกไทยดำ 1 ช้อนชา
กระเทียม 5 หัว
รากผักชี 5 ราก
ผงรสทิพ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้ง 5 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ


วิธีการทำ

ทำความสะอาดไก่ข้างในและข้างนอกให้สะอาด แล้วใช้กระดาษซับน้ำให้แห้ง
โขลกพริกไทยดำ กระเทียมให้ละเอียดรวมกับรากผักชี 5 ราก โขลกเข้าด้วยกัน แบ่งครึ่งส่วนทาตัวไก่ และอีกครึ่งหนึ่งใส่เข้าไปในท้องไก่พร้อมกับทาเกลือป่นให้ทั่วตัวไก่ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ผสมน้ำผึ้งรวมกับซีอิ้วดำ ใช้แปรงจุ่มทาทั่วตัวไก่พักเอาไว้ให้แห้งแล้วทาซ้ำจนหมด จัดวางบนตะแกรงเหล็กสูงพร้อมมีจานรองและหมุนปุ่มบนสุดไปที่รูปไก่แล้วเลือกโปรแกรมไมโครเวฟ + ย่าง แล้วกด M เลือกน้ำหนัก 1,200 – 1,500 กรัม ซึ่งเวลาในการปรุงอาหารได้มีการคำนวณอัตโนมัติแล้ว และกด เพื่อเริ่มการปรุงอาหาร ครบเวลาประมาณ 15 นาที ให้พลิกกลับด้าน แล้วต่อเวลาที่เหลือจนหมด หากต้องการให้เกรียมมากกว่านี้เพิ่มเวลาตามต้องการ เสร็จแล้วพร้อมยกขึ้นเสริฟได้

Read More...


เมนูน่าหม่ำ-ข้าวมันไก่เลิศรส Credit : 666



เมนูน่าหม่ำ-ข้าวมันไก่เลิศรส  Credit : 666
1. ข้าวสาร 3 ส่วน
2. ข้าวเหนียว 1 ส่วน
3. กระเทียมปอกเปลือก สับหยาบ ๆ
4. ขิงแก่ 6-7 แว่น
5. น้ำซุปไก่
6. น้ำมันไก่ หรือน้ำมันพืช
7. เกลือป่น
8. ใบเตย


ข้าวมัน - วิธีทำ

1. ผสมข้าวเหนียวกับข้าวสารเข้าด้วยกัน นำไปซาวสัก 2-3 น้ำให้สะอาด แล้วใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ
2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันไก่ลงไป พอน้ำมันอุ่นๆ ใส่กระเทียมลงไปเจียวเลยค่ะ
3. พอกระเทียมมีกลิ่นหอม (ไม่ต้องรอเหลือง) ก็ใส่ขิงแก่ที่เราหั่นแว่นแล้วลงไป เจียวรวมด้วย
4. พอได้กลิ่นขิง ก็ใส่ข้าวลงไปเลยค่ะ แล้วตักน้ำซุปเติมลงไปสักหน่อย กะว่าพอดีปริ่ม ๆ ข้าว
5. จากนั้นผัดให้แห้งนะคะ แต่ไม่ต้องแห้งมากอ่ะ
6. ตักใส่หม้อหุงข้าว เติมน้ำซุปไก่ลงไป เติมเกลือนิดหน่อย คน ๆ ให้เข้ากัน แล้วก็อย่าลืม เอาใบเตยมัด ๆ ใส่ลงไปด้วยนะคะ จากนั้นก็หุงตามปกติ

ป.ล. น้ำซุปไก่ที่ใส่ทีหลัง ให้ใส่น้อยกว่าตอนหุงข้าวปกติ เพราะข้าวได้สุกบ้างแล้วอ่าค่ะ

น้ำจิ้มข้าวมันไก่ - วัตถุดิบ

1. ขิงแก่สับละเอียด
2. กระเทียมสับละเอียด
3. พริกขี้หนูสับละเอียด
4. รากผักชี + ต้นผักชี สับละเอียด
5. น้ำส้มสายชูหมัก
6. น้ำตาลทรายขาว
7. น้ำซุป
8. เต้าเจี้ยวดำ บดละเอียด
9. ซีอิ๊วขาว
10. ซีอิ๊วดำ

น้ำจิ้มข้าวมันไก่ - วิธีทำ
ผสมทุกอย่างรวมกัน ชิมรสตามชอบเลยค่ะ

น้ำซุป - วัตถุดิบ

1. โครงไก่ (พิมใช้โครงไก่ต้มน้ำซุป เพราะว่าไม่ได้ใช้ไก่ทั้งตัวอ่ะค่ะ)
2. รากผักชี + ต้นผักชี
3. เกลือป่น
4. ฟัก หรือ หัวไชเท้า หรือ มะระ
5. ใบเตย

น้ำซุป - วิธีทำ

1. ล้างโครงไก่ให้สะอาด ควักพวกปอด เครื่องในที่จะทำให้มีกลิ่นออกมาให้หมด แล้วเอาใบเตย 4-5 ใบมัดๆ ยัดเข้าในท้อง แล้วใส่ถุง แช่ตู้เย็น ทิ้งไว้ 1 คืนค่ะ (หรือจะไม่แช่ทิ้งไว้ ทำเลยก็ได้)
2. พอวันรุ่งขึ้น ตั้งน้ำให้เดือด เอาใบเตยออกจากตัวไก่ พอน้ำเดือด นำไก่ลงลวกสักแป๊บ ก็เทน้ำทิ้งค่ะ
3. ตั้งน้ำที่จะใช้ต้มน้ำซุป พอน้ำเดือด ใส่โครงไก่ลงไปค่ะ ตามด้วยรากผักชีทุบ ๆ ต้นผักชี เกลือ และใบเตย
4. พอน้ำเดือดอีกทีก็ใส่หัวไชเท้าหรือผักต่าง ๆ ที่ชอบลงไป ใช้ไฟอ่อน น้ำซุปจะได้ใสนะคะ ระหว่างนี้มันคอยช้อนฟองที่ลอยอยู่ผิวน้ำทิ้งด้วยค่ะ
5. ต้มเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำซุปออกรสหวาน หอมจากไก่และผักตามต้องการ เค็มนิด ๆ ก็ใช้ได้อ่าค่ะ
เนื้อไก่ - วัตถุดิบ

จะ ใช้ไก่ตัว หรือไก่ชิ้นก็ได้ค่ะ จะเป็นไก่บ้าน หรือว่าไก่ตอน หรือไก่ธรรมดาก็ได้ค่ะ ตามใจชอบเลย .... แต่วันนี้บ้านพิมใช้ไก่ชิ้น (สะโพก+น่อง) น่ะค่ะ

เนื้อไก่ - วิธีทำ

มี 2 วิธีที่จะทำให้สุก ก็คือ นึ่งกับต้มน่ะค่ะ

วิธีต้ม ก็ง่ายๆ ค่ะ ต้มในหม้อน้ำซุปเลยค่ะ ^^ พอสุกก็ตักขึ้นพักไว้อ่ะ อย่าแช่ไว้ในน้ำซุปนะคะ เดี๋ยวเนื้อไก่แฉะ

แต่หากจะใช้วิธีนึ่ง ก็นึ่งเหมือนปกติ หากเป็นน่องติดสะโพกก็จะใช้เวลาประมาณครึ่ง ชม. แต่ถ้าเป็นไก่ตัว ๆ อาจจะประมาณ ชม. นึงน่ะค่ะ


Read More...


ไข่ตุ๋นปูอัด


ใครที่มีเด็กอยู่ในบ้าน อาจจะเคยพบกับปัญหานี้
เด็กเบื่ออาหาร อะไรอะไร ก็ไม่อร่อย
ถ้าใช่ เราขอแนะนำ เมนูอาหารสำหรับเด็ก ไข่ตุ๋นปูอัด
ทำง่าย แต่อร่อยล้ำ ก็ ลองเอาไปทำทานกันดูนะจ๊ะ


เครื่องปรุง
1. ไข่ไก่(เบอร์ 1) 3 ฟอง
2. น้ำเปล่า
3. ปูอัด 3-4 แท่ง(หั่นแทยง)
4. แครอทหั่นลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ
หั่นแท่งเล็กน้อย 5. ต้นหอมซอย เล็กน้อย
6. ซิอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
7. ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
8. น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ


1. ใส่น้ำในลังถึง จากนั้นนำลังถึงตั้งไฟ ระหว่างรอน้ำเดือด ตอกไข่ใส่ชาม ใช้ซ่อมตีไข่ให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน ปรุงรสด้วย ซิอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และน้ำปลา จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำเปล่าลงไป คนให้เข้ากัน ใส่ปูอัดและแครอท ที่หั่นเตรียมไว้ส่วนหนึ่งลงในชาม แบ่งไว้ส่วนหนึ่ง เอาไว้แต่งหน้า จากภาพจะเห็นแครอทลอยอยู่บนไข่ ส่วนปูอัดจะจมอยู่ด้านล่างค่ะ


2. พอน้ำเดือด นำชามไข่ที่เตรียมไว้ ใส่ในลังถึงปิดฝา ใช้ไฟปานกลาง นึ่งประมาณ 20 นาที เมื่อไข่สุกจะได้ไข่ตุ๋นหน้าตาประมาณในภาพ ถึงขั้นตอนนี้อาจจะยังไม่ต้องให้ไข่สุก ทั้ง 100 % ก็ได้ค่ะ เพราะเดี๋ยวต้องแต่งหน้าแล้วนึ่งต่ออีก เอาเป็นว่าให้เกือบสุกก็แล้วกัน

เวลา ที่ใช้ในการนึ่งจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับไข่ว่าเป็นไข่ที่ออกจากตู้เย็นหรือเปล่า และไฟที่ใช้บางทีอาจจะไม่เท่ากัน แต่ที่สำคัญ เวลาใส่ชามไข่ในลังถึง ต้องรอให้น้ำเดือดก่อนค่ะ


3. แต่งหน้าไข่ตุ๋นด้วย ปูอัด โรยแครอทแบบแท่ง ต้นหอมหั่นฝอย จากนั้นปิดฝาลังถึง นึ่งต่อประมาณ 2-3 นาที ให้ปูอัดและผักสุก ยกเสิร์พ ทานร้อนๆ อร่อยมากขอบอก

วิธีทดสอบว่าไข่สุกแล้วหรือยัง ให้ใช้ช้อนหรือซ่อมแทงลงไปที่เนื้อไข่ จิ้มลงไปเบาๆ ก็พอนะคะ ไม่ใช่กวนไข่ ถ้าไข่สุกเนื้อไข่จะเกาะกันดี หากเป็นน้ำสีไข่ดิบไหลขึ้นมา ก็แสดงว่าอาจจะยังสุกไม่ทั่วดี ปิดฝานึ่งต่ออีกหน่อยค่ะ

Credit:http://www.thaifooddb.com/Recipe_Special/special_003.html

Read More...


เครปเย็น อินเทรนด์ทำเงินจากวัยโจ๋



อาหาร ญี่ปุ่นและขนมญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมจากคนไทย-วัยรุ่นไทย และมีการพัฒนาเมนูหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “เครปญี่ปุ่น” โดยปรับสูตรเป็น “เครปร้อน” ตัวแป้งจะกรอบ ไส้เหมือนที่ใส่ในขนมปัง ทำเสร็จต้องทานทันทีมิฉะนั้นจะไม่อร่อย ขณะที่ “เครปเย็น” แบบญี่ปุ่น แป้งจะเหนียวนุ่มและมีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ส่วนผสมของไส้เย็น ประเภทผลไม้สด ครีมสด ไอศกรีมชนิดต่าง ๆ ฯลฯ เข้ามาผสมได้อย่างลงตัวพอดี ๆ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีสูตรการทำเครปเย็นมานำเสนอให้ลองพิจารณา...

กัญ ชญาษร จุฑาพานิช หรือ “มุ่ย” เป็นเจ้าของหุ้นส่วนธุรกิจอิชิเครปเย็น เจ้าตัวเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธูรกิจนี้ว่า ไปเที่ยวญี่ปุ่น เห็นมีร้านขายเครปชนิดนี้อยู่เยอะ แต่ละร้านจะขายดี มีการต่อคิวซื้อกันเป็นจำนวนมาก ก็สนใจ พอได้ชิมก็ชื่นชอบในรสชาติ ขอนามบัตรจากทุกร้าน เมื่อกลับมาก็คุยกับเพื่อนสนิทว่าอยากจะลองทำธุรกิจตัวนี้ดู เมื่อตกลงเข้าหุ้นกันเรียบร้อยแล้ว จึงติดต่อขอซื้อสูตรจากญี่ปุ่น

“พอกลับ มาก็ลองทำฝึกทำดู โดยการหาซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งราคาถูกกว่า ทำให้สามารถขายได้ในราคาถูกกว่าของญี่ปุ่นหลายเท่า เครปสูตรดั้งเดิมรสชาติจะจืด ๆ ไปหน่อย เพราะคนที่โน่นเขาไม่ทานรสจัด พอเราทำขายในเมืองไทยจึงต้องมีการปรับปรุงรสชาติให้เข้มข้นขึ้น ดัดแปลงรสชาติหรือไส้ให้มีหลากหลายชนิด กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลาพอสมควร ตอนนี้มีกว่า 20 รสชาติ เพื่อรองรับลูกค้าทุกกลุ่มทุกวัย เช่น เยลลี่, คุกกี้, โอริโอ้, คอนเฟลก, ไอศกรีมรสต่าง ๆ หรือผลไม้ตามฤดูกาลก็นำมาใช้ได้”




มุ่ย บอกว่า ลูกค้าจะได้ซื้อในราคาที่ไม่แพง เป็นราคาขายที่คำนวณจากต้นทุน ลูกค้าสามารถเลือกหน้าผสมได้ตามใจชอบ สำหรับเมนูยอดฮิต ได้แก่ กล้วยหอม + สตรอเบอรี่ ครีมสด (วิปปิ้งครีม), ราดซอสช็อกโกแลต / โอรีโอ้ + ครีมสด / กล้วยหอม + ช็อกโกแลต / เค้ก + ครีมสด / มะม่วง+ ครีมสด / คอนเฟลก + ครีมสด / กีวี่+สตรอเบอรี่ / ปีโป้ + ครีมคัสตาร์ท / แบล็กเคอเรน+ ครีมคัสตาร์ท / โกโก้ครั้นซ์ + ครีมสด / กล้วยหอม + ครีมใบเตย / อัลมอนด์สไลด์ ฯลฯ ซึ่งทุกหน้าจะราดด้วยซอสช็อกโกแลต, ซอสสตรอเบอร์รี่

เทคนิคความอร่อย นอกจากตัวแป้งที่นุ่มเหนียว หน้าที่ใส่ก็สำคัญ อย่างผลไม้สดจะแช่เย็นไว้รอใช้

วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำขายก็มี... แผ่นกระทะเหล็กแบน 14 นิ้ว (เตาสำหรับทำเครป), ไม้เกลี่ยหรือไม้หมุนแป้ง, เกรียงแซะแป้ง, ไม้ปาด (สปาตูล่า), ทัพพีกลม, มีด, เขียง, ถาดสแตนเลส, พัด, ตะเกียบยาว ๆ (สำหรับช้อนแป้งขึ้น) กระดาษห่อหรือกรวยกระดาษสำหรับใส่เครป

ส่วน ผสมของแป้งก็มี... แป้งสาลี 4 ถ้วยตวง, ไข่ไก่ 4 ฟอง, เนยละลาย 200 กรัม, นมสด 500 กรัม และน้ำสะอาด 250 กรัม น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ เกลือหยิบมือ และกลิ่นวานิลาสังเคราะห์นิดหน่อย

ขั้นตอนการทำแป้ง “เครปเย็น” เริ่มจากร่อนแป้งก่อน พักไว้ ทำการตีไข่ผสมนมสดหนึ่งส่วน ใส่น้ำตาล เกลือ และนมสดที่เหลือจนหมด จากนั้นค่อย ๆ ใส่แป้งที่ร่อนในเครื่องปั่นให้เข้ากัน เติมเนยละลายทีละน้อย ๆ จนหมด ปั่นต่อไปอีก 10 นาที ใส่น้ำสะอาดและกลิ่นวานิลา คนให้ส่วนผสมแป้งเข้ากันดี สังเกตว่าแป้งเนียนดีแล้ว เทใส่ภาชนะนำเข้าตู้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง

เมื่อ ต้องการทำเป็นเครป รอให้กระทะร้อนจนทั่ว ตักแป้งเทลงไปตรงกลาง เกลี่ยแล้วหมุนวนไปทางเดียว เกลี่ยแป้งให้เสมอกัน ใช้ไฟปานกลาง พอแป้งสุกใช้เกรียงแซะออกมาวางลงถาด พักให้เย็น นำวิปปิ้งครีมมาป้าย 1 ใน 5 ส่วน ใส่หน้าที่ต้องการ สตรอเบอร์รี่ผ่าเป็นสองซีก ส่วนกล้วยปอกเปลือกหั่นเป็นแว่นจัดให้สวยงาม ราดซอสเป็นการตบท้าย พับแป้งอีกให้คล้ายกรวย จากนั้นนำกระดาษหรือกรวยที่เตรียมไว้มาห่อ

ราคาขายเริ่มตั้งแต่ 40 บาท จนถึง 65 บาท (ราคาขึ้นอยู่กับการผสมหน้าที่ใส่)



“เครป เย็น” เจ้านี้ มีขาย 3 สาขา คือที่ชั้นใต้ดินศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว, บิ๊กซีราชดำริ, เดอะมอลล์บางกะปิ และรับออกงานเลี้ยงต่าง ๆ โดยติดต่อมุ่ยได้ที่ โทร.08-1399- 6272, 08-6893-5599 และตอนนี้ทางร้านก็กำลังศึกษาเรื่องแฟรนไซส์อยู่ อีกทั้งประมาณปลายปีนี้จะออกหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเครปเย็น เริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุ ขั้นตอนการทำอย่างละเอียด วิธีการเปิดร้าน การดูทำเลขาย และการทำธุรกิจให้ก้าวหน้าด้วย


เชาวลี ชุมขำ :รายงาน / สุรเชษฎ์ วัชรวิศิษฎ์ :ภาพ


คู่มือลงทุน...เครปเย็น

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 60,000 บาท
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคา
รายได้ ราคาชิ้นละ 40-65 บาท
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร, ย่านวัยรุ่น
จุดน่าสนใจ คนไทยรุ่นใหม่ ๆ นิยมทาน



Read More...


เมนูไข่กระทะ

ไข่กระทะขายเป็นอาหารมื้อเช้ากินกับกาแฟร้อน ๆ ในแม็คโครมี เฟรนช์โรล (ขนมปังฝรั่งเศส) แช่แข็งมาอบกับชีส ทำไข่กระทะอร่อยมาก

ผมได้รับเชิญจาก คุณนัยนา นิศาวัฒนานันท์ ผู้ช่วยผู้จัดการแม็คโคร สาขาแจ้งวัฒนะ ให้ไปชี้แนะสมาชิกแม็คโคร ทำร้านอาหารให้รวย แล้วสอนทำ ไข่กระทะ เพื่อให้ร้านอาหารทำไข่กระทะขายเป็นอาหารมื้อเช้ากินกับกาแฟร้อน ๆ ในแม็คโครมี เฟรนช์โรล (ขนมปังฝรั่งเศส) แช่แข็ง ผมเอามาอบกับชีส ทำไข่กระทะอร่อยมากครับ


เครื่องปรุงไข่กระทะ 1 ชุด

1.เฟรนช์โรล 1 ชิ้น
2.ชีส 1 แผ่น
3.กุนเชียง 1 ชิ้น
4.หมูยอแอโร่ 1 เส้น
5.ไส้กรอกเวียนนารมควัน 1 ชิ้น
6.ไข่ไก่สด 1 ฟอง
7.เนยมาการีน 1 ช้อนโต๊ะ
8.พริกไทยป่นตรามือ 1 ขวด
9.ซอสมะเขือเทศ 1 ขวด
10.ซอสแม็กกี้ 1 ขวด


วิธีทำไข่กระทะ

1.ใช้มีดบาง ๆ ผ่ากลางเฟรนช์ โรลอย่าให้ขาด แล้วนำไปอบในเตาอบไฟฟ้า 3 นาที พอให้เฟรนช์โรลกรอบนอกนุ่มใน จึงผ่าชีสเป็น 2 แผ่นเล็ก นำชีสไปวางบนเฟรนช์โรลแล้วนำกลับไปอบต่ออีก 2 นาที จนชีสละลายเยิ้มบนเนื้อขนมปัง
2.ทอดกุนเชียง หมูยอ และไส้กรอก พอให้สุก จึงใช้มีดผ่าให้เป็นชิ้นบาง ๆ วางบน ชีสเฟรนช์โรล
3.ใช้กระทะเล็ก ๆ วางบนเตาให้ร้อน ตักเนยมาการีนใส่ให้ละลาย จึงตอกไข่ไก่ลงไปทอดพอให้ไข่ขาวสุก ไข่แดงเป็นยางมะตูม
4.หั่นกุนเชียง หมูยอ ไส้กรอก ให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ แล้วนำไปทอดพอสุก นำไปโรยบนไข่กระทะให้ทั่ว
5.เสิร์ฟไข่กระทะกับเฟรนช์โรลอบ พริกไทยป่น ซอสมะเขือเทศ ซอสแม็กกี้

ไข่กระทะ ขายราคาชุดละ 30 บาท กินกับกาแฟร้อนใส่นมตอนเช้า ๆ ก็อร่อย

31 ส.ค.-4 ก.ย. 2553 ชมศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อ.เท่งไฮ้ ตำนานเหมาเจ๋อตุง มหาวิทยาลัยจี๋เหม่ย ไหว้เจ้าแม่ทับทิมที่เกาะเหมยโจว ชมบ้านต้นตระกูลหวั่งหลี ขอพรเจ้าพ่อเสือ (ตั่วเล่าเอี้ย) ชมบ้านเกิดไต่ฮงกง ซัวเถา ติดต่อ โทร. 08-1251-9122.

ที่มา : เดลินิวส์

Read More...


ปาท่องโก๋สเปน ขายดีคู่ ชาชัก

มิสเตอร์ชาชัก ล่าสุด เพื่อต่อยอดความสำเร็จ อดุลย์ได้นำสินค้าชนิดใหม่ ปาท่องโก๋สเปน ออกทำความรู้จักกับผู้บริโภคเพื่อรับประทานคู่กับชาชัก


นาทีนี้เชื่อว่าหลาย คนคงรู้จักและมีโอกาสลิ้มลองรสชาติ ชาชัก อีกหนึ่งของดีจากพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ไต่ระดับความนิยมจากร้านค้าในท้องถิ่นกลายเป็นสินค้าขึ้นห้างไปแล้ว บุคคลหนึ่งที่มีส่วนสำคัญนำพาเครื่องดื่มชนิดนี้ออกมาแนะนำตัวจนเป็นที่ รู้จักของผู้บริโภคในวงกว้าง ต้องยกให้ อดุลย์ หมัดบู หนุ่มมุสลิมจาก อ.จะนะ จ.สงขลา ผู้สร้างธุรกิจแฟรนไชส์ชาชักเจ้าแรก ภายใต้ชื่อ มิสเตอร์ชาชัก แอนด์ โรตี จนมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศหลายสิบแห่ง

ล่าสุด เพื่อต่อยอดความสำเร็จ อดุลย์ได้นำสินค้าชนิดใหม่ ปาท่องโก๋สเปน ออกทำความรู้จักกับผู้บริโภคเพื่อรับประทานคู่กับ “ชาชัก” อีกเมนู โดยเขาเล่าถึงที่มาว่า เริ่มจากการได้ร่วมงานเทศกาลเบเกอรี่ที่ห้างแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นคนต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อขนมปังที่มาจากสเปน ที่ต่างเรียกกันว่า ชูโรส

ผมตัดสินใจต่อแถวเพื่อซื้อมาชิมดู เป็นขนมที่มีรสชาติอร่อยมาก จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กลับมาคิดค้นสูตรและส่วนผสมในสไตล์ของผม และลองผิดลองถูกเป็นเวลานานนับปี กระทั่งพบจุดลงตัวความอร่อยที่ไม่แพ้ต้นตำรับ อดุลย์เล่า พร้อมยอมรับว่า นอกจากศึกษาตำราเบเกอรี่นับร้อยเล่มแล้ว ยังเปิดหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าส่วนผสมจนได้รสชาติเป็นแบบฉบับของตัวเอง

ผมทดลองผสมวัตถุดิบในการผลิต ทั้งแป้ง นม ไข่ อื่นๆ อีกมากมาย กว่าจะได้สูตรที่ลงตัว หมดเงินไปไม่น้อย โดยเฉพาะแป้งหมดไปหลายกระสอบในแต่ละเดือน


ต้นปี 2553 ก็พบสูตรที่ลงตัว พร้อมผลิตอุปกรณ์ทำขนมที่ได้มาตรฐาน จึงเริ่มทำออกแจกจ่ายชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ซึ่งหลายคนต่างชมถึงรสชาติและความอร่อย เพราะนักชิมหลายคนได้นำไปรับประทานคู่กับ ชาชัก จนในที่สุดสินค้าตัวใหม่จากไอเดียหนุ่มจะนะคนนี้ก็เบียดปาท่องโก๋ในแบบฉบับเดิม กระทั่งได้รับการขนานนามจากเพื่อนบ้านให้ขนมชนิดนี้มีชื่อว่า ปาท่องโก๋สเปน ในที่สุด

จากนั้นอดุลย์จึงนำ ปาท่องโก๋สเปน ออกแนะนำตัวในงานแสดงสินค้าต่างๆ ใน จ.สงขลา ด้วยการให้ลูกค้าทดลองชิมฟรีคู่กับชาชัก ปรากฏว่าได้รับผลตอบกลับมาดีเกินคาด ชนิดที่หลายคนขอซื้อกลับไปรับประทานเป็นจำนวนมาก

ผมขาย 5 ชิ้น 20 บาท จุดเด่นจะมีความกรอบเหมือนโรตีกรอบ ส่วนเนื้อด้านในจะนุ่มและหอมเหมือนโดนัท แต่มีรูปร่างเหมือนปาท่องโก๋ ที่สำคัญมีคุณค่าทางอาหาร เพราะมีส่วนผสมทั้งไข่และนม ยิ่งไปกว่านั้นยังปราศจากส่วนผสมของยีสต์ที่ผสมอยู่ในปาท่องโก๋ทั่วไป

ล่าสุด อดุลย์ มีโครงการให้ ปาท่องโก๋สเปน เป็นแฟรนไชส์ตามรอยชาชัก หลังจากขนมชนิดนี้สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ที่สำคัญมีตลาดขนาดใหญ่รองรับ อีกทั้งสามารถทำขายได้ทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเช้า กลางวัน หรือเย็น แตกต่างไปจากปาท่องโก๋ในแบบเดิม ที่มักให้รับประทานคู่กับกาแฟในช่วงเช้าเท่านั้น

อุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้มีต้นทุนแค่หลักพันบาท ซึ่งชาวบ้านระดับรากหญ้าที่ต้องการมีอาชีพ และสร้างรายได้ก็ทำได้ ผมจึงหวังว่าในไม่ช้านี้ปาท่องโก๋สเปนจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้าง ชีวิตให้แก่ประชาชนอีกหลายคนที่อยากเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ ที่ใช้เงินทุนไม่มากแต่มีกำไรงาม อดุลย์ กล่าวชายหนุ่มจากเมืองจะนะ ย้ำทิ้งท้ายว่า หากใครสนใจข้อมูลหรือต้องการศึกษาแนวทาง ติดต่อได้ที่ 08-5474-6393 ยินดีให้คำปรึกษาและแนะนำฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง


ที่มา : คมชัดลึก

Read More...


ขนุนทอดกรอบอบเนย

ขนุนแปรรูปเป็น ขนุนทอดกรอบอบเนยที่รสชาติ อร่อย กรอบ หวาน มัน เป็นกิจการสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน


เมื่อว่างจากฤดูทำนาบวกกับขนุนไม้ผลที่แทบทุกครัวเรือนในพื้นที่ให้ผลผลิตเกินความต้องการของตลาดในแง่สินค้าบริโภคสด ทำให้ ป้าบุญรวม เปรมปริก วัย 50 ปี เกษตรกรบ้านเที่ยงธรรม หมู่ 9 ต.ชัยนาท อ.เมือง จ.ชัยนาท เกิดแนวความคิดเพิ่มมูลค่าผลไม้ชนิดนี้ด้วยการหันไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ขนุนทอดกรอบอบเนย จากแรกเริ่มเป็นเพียงกิจการสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน กระทั่งก้าวสู่ธุรกิจสร้างรายได้ต่อเนื่องสู่ชุมชนในปัจจุบัน

ป้าบุญรวม ย้อนอดีตให้ฟังว่า ครอบครัวยึดอาชีพทำนามาตลอด แต่ด้วยพื้นที่หลังบ้านได้ปลูกขนุนควบคู่และทุกปีก็ให้ผลผลิตมากมายจนเหลือ รับประทานกันในครอบครัว แต่หากนำไปจำหน่ายเป็นผลไม้สดก็จะได้ราคาต่ำเพราะในพื้นที่ปลูกกันมาก บวกกับมีความถนัดทำขนมไทย จึงนำขนุนมาแปรรูปเป็นขนุนทอดกรอบอบเนย เมื่อปี 2551 ดังกล่าว

ลองผิดลองถูกอยู่นาน หมดขนุนไปหลายสิบลูก บางครั้งเหนียวไม่กรอบ บางครั้งรูปร่างที่ออกมาไม่สวยตามที่ต้องการ แต่ป้าก็ไม่ท้อทดลองทำอยู่นาน พร้อมแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านได้ลองชิม แรกๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคำติ ซึ่งป้าก็จะมองเป็นคำชม และนำคำเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข จนได้ขนุนทอดกรอบอบเนยที่รสชาติอร่อย กรอบ หวาน มัน ป้าบุญรวม เล่าและรับว่าช่วงแรกต้องหาตลาดด้วยการนำไปจำหน่ายตามหน่วยงานราชการ ไปฝากขายตามหน้าร้านคนรู้จัก


ปัจจุบันป้าบุญรวมบอกไม่ต้องออกเร่ขาย เพียงแค่ผลิตตามยอดสั่งซื้อของลูกค้า ส่งผลให้ไม่หนักใจในเรื่องตลาดแต่กังวลเรื่องวัตถุดิบ เพราะขนุนทอดกรอบ 1 กิโลกรัมต้องใช้ขนุนสด 10 กิโลกรัม รวมทั้งปัจจุบันมีเพื่อนบ้านยึดอาชีพเสริมทอดขนุนจำหน่ายกว่า 20 ราย ในภาพรวมจึงจำเป็นต้องใช้ขนุน 3,000 กิโลกรัมต่อวัน ด้วยเกรงว่าขนุนในพื้นที่มีไม่เพียงพอ จึงร่วมรณรงค์ปลูกขนุนเพิ่มเพื่อรองรับการแปรรูปในอนาคต ต้องรักษาคุณภาพ ตั้งแต่การเลือกซื้อขนุนพันธุ์ดีที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป โดยเลือกขนุนที่มีเนื้อหนาอย่างพันธุ์ทองประเสริฐ ขณะที่การหั่นต้องให้เป็นชิ้นบางๆ เพื่อความกรอบอร่อย จนถึงการบรรจุที่ดีไม่ให้กระทบความชื้น ไม่มีน้ำตาลเยิ้มเหนียวติดมือ เหล่านี้เราต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

ขั้นตอนการทำขนุนทอดกรอบอบเนย

ป้าบุญรวมบอกว่า เมื่อเลือกขนุนที่มีอายุเหมาะสมนำมาปอกเปลือกนอก แกะยวง ผ่าเอาเมล็ดออก ก่อนนำมาสไลด์เป็นแผ่นบางๆ เมื่อได้ขนุนแล้วนำไปชั่งน้ำหนัก จากนั้นเตรียมทำน้ำเชื่อมโดยคำนวณจากส่วนประกอบทั้งหมด ขนุน 95% น้ำตาล 3% เนย 1.5% เกลืออนามัย 0.5% ก่อนเติมน้ำ นำไปต้มจนละลายหมดจึงยกลงจากเตา เพื่อรอรับการตักเติมลงไปเคลือบกับชิ้นขนุนสร้างรสชาติ หวาน มัน แต้มด้วยกลิ่นหอมจากน้ำตาลและเนย

ตั้งน้ำมันในกระทะด้วยไฟค่อนข้างแรง นำขนุนที่เตรียมไว้ทยอยลงไปราว 1 กิโลกรัม ตักน้ำเชื่อมราดลงในกระทะ 1 กระบวย ทอดจนเหลืองพอดี สังเกตฟองน้ำจะหมดไป ใช้เวลาประมาณ 7 นาที ตักขึ้นมาเขย่าเบาๆ ให้น้ำมันหยดลงในกระทะก่อนเทลงในตะกร้า ใช้ไม้คนเพื่อให้แต่ละชิ้นแยกออกจากกัน เมื่อเย็นแล้วรีบบรรจุถุงทันที เพื่อป้องกันความชื้น ป้าบุญรวม บอกและรับประกันผลิตภัณฑ์ขนุนทอดกรอบนี้ จะเก็บได้นาน 45 วัน หรือ 1 เดือนครึ่ง โดยที่การเก็บนั้นต้องปิดฝาให้สนิท



คติความเชื่อ ขนุนนับเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย กำหนดปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้(หรดี) ตามคำโบราณเชื่อว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะหนุนเนื่องบุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ นอกจากนี้ชาวเหนือใช้ใบขนุนร่วมกับใบพุทรา ใบพิกุล (แก้ว) นำมาซ้อนกันแล้วนำไปไว้ในยุ้งข้าวตอนเอาข้าวขึ้นยุ้งใหม่ๆ เชื่อกันว่าจะทำให้หนุนนำและส่งผลให้มีข้าวกินตลอดปี และตลอดไป

ที่มา : คมชัดลึก

Read More...


ขนมเปี๊ยะดอกไม้

ขนมเปี๊ยะ นั้น เมื่อดัดแปลงหน้าตาก็จะกลายเป็นขนมที่ร่วมสมัย น่าทานและน่าซื้อในทุกโอกาสได้ อย่าง ขนมเปี๊ยะดอกไม้ ต้องพลิกแพลงรูปร่างหน้าตาของขนมเดิม ๆ ให้ แปลกใหม่ จะได้เป็นจุดดึงดูดลูกค้า



การพลิกแพลงหน้าตาขนมนั้นเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน เพราะนอกจากเรื่องรสชาติของขนมแล้ว เรื่องหน้าตาก็เป็นส่วนสำคัญไม่น้อยในการเรียกลูกค้า ซึ่งกับ ขนมเปี๊ยะ นั้น เมื่อดัดแปลงหน้าตาก็จะกลายเป็นขนมที่ร่วมสมัย น่าทานและน่าซื้อในทุกโอกาสได้ อย่างเช่นที่ทีม ช่องทางทำกิน มีข้อมูลมาแนะนำกัน

อาจารย์ณนนท์ แดงสังวาล สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ได้แนะนำการดัดแปลงขนมเปี๊ยะเดิม ๆ เป็น ขนมเปี๊ยะดอกไม้ ที่ดูแปลกตาน่าทาน ไม่จำเจในแบบเดิม ๆ ซึ่งน่าจะสร้างตลาดใหม่ ๆ ให้เกิดได้ และน่าจะเป็นของฝากที่คนได้รับชอบ ซึ่งการทำขนมเปี๊ยะให้เป็นรูปดอกไม้นั้น อาจจะดูเหมือนยากกว่าทำขนมเปี๊ยะรูปกลม ๆ แต่จริง ๆ แล้วกลับง่ายกว่ามาก ๆ และที่สำคัญขนมจะสุกง่ายมาก เวลาอบจะสุกถึงไส้ขนมเลยทีเดียว

อุปกรณ์การทำขนมเปี๊ยะดอกไม้ ก็เหมือนกับอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป ซึ่งหมายรวมว่าต้องมีเครื่องตีแป้ง และตู้อบขนมเพิ่มมาด้วย ต้นทุนอุปกรณ์ตกอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป

การทำขนมเปี๊ยะ อาจารย์ณนนท์บอกว่า จะมีการทำแป้ง 2 ส่วน และไส้ 1 ส่วน ซึ่งแป้ง 2 ส่วนนั้นคือแป้งชั้นนอกและแป้งชั้นใน โดยส่วนประกอบของแป้งชั้นนอก ตามสูตรประกอบด้วย แป้งเค้ก 500 กรัม, น้ำเย็น 250 กรัม, น้ำมันพืช 100 กรัม, เกลือป่น 5 กรัม, น้ำตาลทราย 50 กรัม, นมผง 15 กรัม, ไข่แดงไข่ไก่ (สำหรับแต่งหน้า 15 กรัม) และงาดำคั่ว (สำหรับตกแต่ง) 100 กรัม

ส่วนแป้งชั้นใน ใช้แป้งเค้ก 300 กรัม และน้ำมันพืช 150 กรัม

สำหรับตัวไส้ ส่วนผสม ไส้ถั่ว นั้น ตามสูตรจะใช้ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม, น้ำตาลทราย 600 กรัม, น้ำมันพืช 250 กรัม, เนยสด 50 กรัม, กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา และนมผง 30 กรัม

วิธีทำขนมเปี๊ยะดอกไม้

เริ่มที่แป้งชั้นนอก ร่อนแป้งเค้กและนมผงเข้าด้วยกันลงอ่างผสมที่เตรียมไว้ จากนั้นผสมน้ำตาลทราย เกลือป่น และน้ำเย็นเข้าด้วยกัน คนจนส่วนผสมละลายดี เทลงในส่วนผสมแป้ง ตีจนแป้งจับตัวเป็นก้อน (ใช้ที่ตีแป้งรูปตะขอ) จากนั้นเติมน้ำมันพืช ตีแป้งต่อจนแป้งเนียน ไม่ติดมือ จึงนำแป้งออกมาแบ่งเป็นก้อน ก้อนละ 20 กรัม คลึงแป้งเป็นก้อนกลมด้วยมือ คลุมด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ 5-10 นาที เพื่อให้แป้งคลายตัว และพองขึ้น

แป้งชั้นใน ให้ร่อนแป้งเค้กลงในอ่างผสม เติมน้ำมันพืชลงไป และตีจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน เสร็จแล้วตัดแบ่งแป้งหนักก้อนละ 10 กรัม แล้วคลึงให้เป็นก้อนกลม พักไว้

จากนั้นนำแป้งชั้นนอกที่เตรียมไว้ก่อนหน้ามาห่อแป้งชั้นใน ปิดตะเข็บให้สนิท นำแป้งมารีดตามยาว แล้วพับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แล้วรีดตามยาวอีกครั้ง พับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แป้งจะเป็นชั้น ๆ พักเตรียมไว้

ต่อไปเป็นการทำไส้ขนมเปี๊ยะที่เป็นไส้ถั่ว ซึ่งต้องทำเตรียมไว้ก่อนหน้า โดยล้างถั่วเขียวเลาะเปลือกให้สะอาด แช่ในน้ำเปล่าประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นล้างให้สะอาดอีกครั้ง แล้วนึ่งถั่วจนสุก

บดถั่ว น้ำตาลทราย น้ำมันพืช กลิ่น วานิลลา และนมผง เข้าด้วยกันด้วยเครื่อง แล้วเทลงบนกระทะทองเหลือง เปิดไฟกลางกวนจนส่วนผสมข้น และสามารถ ปั้นเป็นก้อนกลมได้ แล้วเติมเนยสด กวนต่อจนส่วนผสมเข้ากันดี ยกลงพักไว้จนถั่วเย็น แบ่งถั่วเป็นก้อน ๆ หนักก้อนละ 15-20 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม เตรียมไว้

ขั้นตอนการห่อไส้

รีดแป้งเป็นแผ่นบางประมาณ 14 เซนติเมตร ตัดแบ่งเป็น 2 ชิ้น ใส่ไส้ถั่วกวนระหว่างแป้ง 2 ชิ้น ประกอบปิดตะเข็บให้สนิท แล้วรีดอีกครั้งให้เป็นแผ่นหนาประมาณ 34 เซนติเมตร ใช้มือทำให้ตัวขนมเป็นรูปวงกลม จากนั้นใช้กรรไกรตัดแบ่งเป็น 12 ช่อง แล้วบิดหันกลีบให้สวยงาม วางลงบนเตาอบที่ทาด้วยเนยขาว ตกแต่งหน้าด้วยไข่แดง งาดำคั่ว

อบขนมที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที หรือกระทั่งสุก แซะออกจากถาดวางพักบนตะแกรงจนขนมเย็นสนิท แล้วนำไปอบควันเทียนประมาณ 10 นาที จนมีกลิ่นหอม จึงบรรจุภาชนะที่ปิดสนิท

แป้งปริมาณดังกล่าวข้างต้นจะทำ ขนมเปี๊ยะดอกไม้ ได้ประมาณ 80 ลูก หรือ 80 ชิ้น โดยมีต้นทุนต่อสูตรประมาณ 200 กว่าบาท ตั้งราคาขายที่ชิ้นละ 10 บาท หรือแล้วแต่ตลาด ซึ่งนอกจากไส้ถั่วแล้วยังสามารถทำเป็นไส้อื่น ๆ อาทิ ไส้งาดำ ไส้ถั่วแดง หรือจะทำหน้าตา-ตกแต่งเป็นรูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ อาทิ รูปสัตว์ต่าง ๆ ตามความสามารถ และความเป็นไปได้ เช่น รูปกระต่าย เป็นต้น

สนใจเรื่อง ขนมเปี๊ยะดอกไม้ ต้องการติดต่อ อาจารย์ณนนท์ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2281-9231-4 ต่อ 2106, 08-5334-3993 ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างการพลิกแพลงรูปร่างหน้าตาของขนมเดิม ๆ ให้ แปลกใหม่

ที่มา : เดลินิวส์

Read More...


สูตรข้าวมันไก่ คนรักสุขภาพ

ข้าวมันไก่ยิ่งเจริญ ใช้ไก่เนื้อที่เลี้ยงด้วยอาหารคัดพิเศษ เพื่อให้ได้ไก่ที่มีเนื้อแน่นหนา ต้มทำข้าวมันไก่ได้อร่อยกว่าเนื้อไก่ทั่วไป เป็นร้านข้าวมันไก่สำหรับคนที่รักสุขภาพ


  
ตลาดยิ่งเจริญเก่าแก่มากว่า 60 ปี เป็นตลาดสดค้าปลีกค้าส่งใหญ่ที่สุดในย่านตลาดบางเขน วันนี้ คุณจรินทร์ ธรรมวัฒนะ ลูกหลานธรรมวัฒนะรุ่นที่ 3 โดดลงมาทำ ข้าวมันไก่ยิ่งเจริญ เพื่อให้เป็นร้านข้าวมันไก่ต้นแบบ เปิดโอกาสให้ลูกหลานชาวไทยศึกษาเรียนรู้การทำข้าวมันไก่เอาไปเปิดร้านขาย ข้าวมันไก่ทั่วประเทศ

คุณจรินทร์สั่งซื้อไก่พันธุ์เล็กฮอร์น ซึ่งเป็นไก่เนื้อที่เลี้ยงด้วยอาหารคัดพิเศษ เพื่อให้ได้ไก่ที่มีเนื้อแน่นหนา ต้มทำข้าวมันไก่ได้อร่อยกว่าเนื้อไก่ทั่วไป ข้าวมันไก่ยิ่งเจริญ จึงเป็นร้านข้าวมันไก่สำหรับคนที่รักสุขภาพ

เครื่องปรุงข้าวมันไก่

1.ข้าวหอมมะลิเก่า 3 ลิตร
2.น้ำมันไก่ 1 ลิตร
3.เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ
4.ขิงแก่ 1 แง่ง
5.น้ำซุปต้มไก่เล็กฮอร์น 4 ลิตร

วิธีหุงข้าวมัน

1.ตักน้ำซุปต้มไก่ใส่หม้อ ตั้งบนเตาไฟร้อนปานกลาง
2.ซาวข้าวหอมมะลิจนสะอาด แล้วเทใส่น้ำซุปต้มไก่
3.หั่นขิงแก่ซอยให้เป็นแผ่น เติมเกลือป่นลงในหม้อ แล้วใช้ไม้พายกวนไปจนเม็ดข้าวหอมมะลิเริ่มอืดจนปริ่มน้ำซุป จึงปิดฝาหม้อ หุงต่อไปจนข้าวสุก จะได้ข้าวมันไก่เม็ดสวยนุ่ม หอมน่ากิน

เครื่องปรุงต้มไก่เล็กฮอร์น

1.ไก่เล็กฮอร์น 2 ตัว
2.เกลือป่น 1 ถุง
3.น้ำสะอาด 1 หม้อ

วิธีทำ ชโลมเกลือป่นให้ทั่วตัวไก่ แล้วนำไปต้มในน้ำสะอาด 45 นาที ไก่สุกพอดี ๆ หนังไก่เหลือง เนื้อไก่ แน่นหนึบไม่แตกเละเหมือนเนื้อไก่ พันธุ์ทั่วไป
อร่อยกับข้าวมันไก่ยิ่งเจริญแล้ว อยากเปิดร้านขายข้าวมันไก่ มีเงินทุนไม่มาก ต้องการหาทำเลดี ๆ เพื่อเปิดร้าน สอบถามคุณจรินทร์ ธรรมวัฒนะ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำกิจการ มีร้านข้าวมันไก่ของตัวเอง โทร. 0-2972-3405-7, 08-9965-2611.

ที่มา : เดลินิวส์

Read More...


ราดหน้ายอดผัก ทำง่าย รายได้ดี

ร้านราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี ต้นตำรับแห่งความอร่อย ผักที่ใช้ คือ ต้นคะน้าปอกเปลือกอย่างดี เวลาเคี้ยวจะกรุบกรอบดีมาก ส่วนหมูก็จะใช้สันหมูอย่างดีนำมาหมักกับน้ำมัน


  
ราดหน้ายอดผัก เมนูยอดฮิตที่เปิดขายกันเกร่อ เนื่องจากเป็นเมนูที่ทำง่าย ขายคล่องและลงทุนไม่สูงมากนัก ส่วนเคล็ดลับความอร่อยจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสูตรใครสูตรมัน แต่สำหรับ ราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี มีจุดเด่นไม่เหมือนใครในเรื่องของรสชาติความอร่อยที่ไม่มีใครเหมือน ปรุงด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี มีส่วนผสมที่เป็นสูตรลับซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น

ร้านเปิดให้บริการมากว่า 40 ปีแล้ว ผมเป็นรุ่นที่สอง เคล็ดลับการปรุง ขั้นตอนต่างๆ ซึ่งเป็นสูตรต้นตำรับได้รับมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นก๋ง และถ่ายทอดมายังรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็มาถึงรุ่นผม

สมบูรณ์ เลิศมณีสกุลชัย หรือที่รู้จักในนามเฮียตี๋ เจ้าของร้านราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี ต้นตำรับแห่งความอร่อยเผยที่มา ปัจจุบันร้านราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปีของเฮียเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนขยายสาขากระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ มากถึง 28 สาขาทั่วกรุงเทพฯ สาขาแรกตั้งอยู่ที่ข้างศาลเจ้าพ่อเสือ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2510 จนถึงปัจจุบัน

เฮียตี๋ได้สูตรลับบางส่วนมาจากพี่ชาย ซึ่งขายราดหน้ายอดผักอยู่ร้านนายน้อยเอ็มไพร์ เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ได้แยกตัวมาเปิดร้านเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ก่อนจะเลิกกิจการไปในที่สุดแล้วมาเริ่มต้นเปิดร้านใหม่อีกครั้งที่ข้างศาล เจ้าพ่อเสือ จากนั้นกิจการก็ได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันก็ได้ขยายมากถึง 28 สาขาอาทิ ข้างศาลเจ้าพ่อเสือ วัดดงมูลเหล็กบางขุนนนท์ ถนนพระรามที่ 7 ถนนวงศ์สว่าง โรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เป็นต้น

นายน้อยเอ็มไพร์ เป็นราดหน้าที่ดังมากในยุคนั้น ถ้าจะกินราดหน้าให้อร่อยต้องร้านนี้เท่านั้น เมื่อก่อนพี่ชายก็ทำอยู่ที่นี่ ทำอยู่ได้พักใหญ่ก็แยกตัวมาเปิดร้านเอง ขายอยู่ตามข้างถนน แต่ก็ไปไม่รอด หยุดอยู่พักหนึ่ง พอดีแม่มารับช่วงต่อก็มาเปิดร้านที่ข้างศาลเจ้าพ่อเสือ ที่นี่เองถือเป็นต้นกำเนิดของร้านราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปีของเรา ซึ่งเปิดให้บริการมากว่า 40 ปีแล้ว

สมบูรณ์เผยต่อว่าจุดเด่นราดหน้ายอดผักของร้าน นอกจากเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีแล้วยังมีสูตรลับเฉพาะบางอย่างที่ใช้สำหรับ ราดหน้าร้านนี้เท่านั้น ในขณะที่วัตถุดิบที่ใช้นั้นอย่างผักก็จะใช้ต้นคะน้าปอกเปลือกอย่างดี เวลาเคี้ยวจะกรุบกรอบดีมาก ส่วนหมูก็จะใช้สันหมูอย่างดีนำมาหมักกับน้ำมัน และการเตรียมวัตถุดิบก็จะทำวันต่อวันเพื่อส่งไปตามสาขาต่างๆ ทั้ง 28 สาขาทั่วกรุงเทพฯ

ราดหน้าสมัยก่อนเขามักจะใช้ผักกวางตุ้งและกะหล่ำปลี แต่ปัจจุบันหันมาใช้คะน้าแทน ก็เพราะว่ากวางตุ้งมันอมน้ำ แต่คะน้าไม่อมน้ำแล้ว ร้านทั่วไปจะใช้ใบแต่ของเราจะเน้นต้นคะน้ามาปอกเปลือกแทนใบ แล้วก็กินก่อนปรุงนะ นี่เป็นจุดเด่นอีกอย่างของเรา เฮียตี๋เผย

ปัจจุบันทางร้านมีเมนูเด็ดให้เลือกอย่างหลากหลาย นอกจากราดหน้ายอดผัก มีทั้งแบบธรรมดา และทะเล ซึ่งเป็นเมนูเด็ดของร้าน สามารถเลือกสั่งได้ทั้งเส้นใหญ่ เส้นหมี่ขาว และเส้นบะหมี่กรอบ นอกจากนี้ยังมีผัดซีอิ๊วบะหมี่กรอบทะเล ซึ่งใช้บะหมี่เหลืองทอดให้กรอบ ผัดรวมกับหมู ปลาหมึก กุ้ง และไข่ไก่ใส่ยอดผักคะน้าและซีอิ๊วดำปรุงรสชาติตามสูตรของทางร้าน

สำหรับผู้สนใจการทำราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี โดยเจ้าของร้านเฮียตี๋หรือสมบูรณ์ เลิศมณีสกุลชัย ยินดีจะมาเผยสูตรลับ พร้อมขั้นตอนการทำอย่างหมดเปลือก ในโครงการ คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ หลักสูตร ราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี ในวันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม 2553 นี้ สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2338-3356-7, 08-9493-5772 ตลอดเวลา

ที่มา : คมชัดลึก

Read More...


ข้าวยำสมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ

ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ มีข้าวยำสมุนไพร เป็นเมนูเด่น ใช้ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวกล้องมันปู ทำเป็นข้าวยำ กลิ่นหอมของสมุนไพรและน้ำบูดู ผักจะเน้นผักพื้นบ้านปลอดสารพิษ


ด้วยภาระหน้าที่ให้คำ ปรึกษา คำแนะนำแก่ผู้ป่วย ประชาชนทั่วไปให้หันมาสนใจเรื่องสุขภาพ เป็นเหตุผลให้ การะเกด สรพิทักษ์ อดีตพยาบาล อ.ห้วยยอด เปิด ร้านทางเลือก ยึดทำเลย่านเพลินพิทักษ์ เทศบาลนครตรัง ขายอาหารเพื่อสุขภาพชูเมนูเด็ดข้าวยำปักษ์ใต้แท้ ลูกค้าอุดหนุนแน่น เพราะนอกจากรสชาติอร่อยแล้ว ทุกเมนูยังให้คุณประโยชน์ด้านโภชนาการเต็มร้อย ล่าสุด เพื่อคนกรุงเทพฯ เปิดให้บริการความอร่อยแล้ว 3 สาขา

การะเกด อดีตพยาบาลที่อำเภอห้วยยอด เล่าว่า นายแพทย์จำรัส สรพิพัฒน์ สามี เป็นคนที่สนใจเรื่องสุขภาพมาก ถึงกับปลูกผักปลอดสารพิษกินเองที่บ้าน เมื่อปลูกมากๆเข้าก็เหลือ กินไม่ทัน แจกก็ไม่หมด เลยมีความคิดน่าจะทำร้านอาหารเพื่อสุขภาพขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนทั่วไป

มีผู้ป่วยและชาวบ้านหลายคน ถามว่าจะหากินอาหารสุขภาพได้ที่ไหน เมื่อถามมากขึ้นพี่และสามีจึงมานั่งพูดกันถึงความเป็นไปได้ ที่สุดก็เป็นที่มาของการเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพชื่อ ร้านทางเลือก ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ 71/1 ถนนเพลินพิทักษ์ ใกล้สามแยกวัดกุฎิยาราม เขตเทศบาลนครตรัง การะเกด เล่าถึงที่มาของร้านนี้ ซึ่งเปิดบริการมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว


ขณะนั้นเมื่อคิดจะเปิดร้านขายอาหารสุขภาพ การระเกด บอกอย่างแรกที่ตั้งใจคือ ข้าวยำสมุนไพร เพราะครอบครัวนิยมทานเป็นทุนเดิม แต่ข้าวยำทั่วไปเป็นอาหารพื้นๆจึงคิดจุดเด่นขึ้นมา ให้เป็นข้าวยำทางเลือกปักษ์ใต้ขนานแท้ เริ่มจากข้าวกล้องที่หุงด้วยน้ำใบยอ กับใบผักสมุนไพรหั่นฝอย ที่มีทั้งใบยอ ชะพลู ขมิ้น กระพังโหม มะกรูดอ่อน เปราะ หมุย ตะไคร้ และถั่วฝักยาว แล้วนำมาปรุงรสด้วยมะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งป่น งาดำคั่วป่น และพริกป่น ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่ทางร้านทำขึ้นเองทั้งหมด เช่นเดียวกับน้ำบูดูส่วนผสมทุกอย่างต้องขึ้นตาชั่งเพื่อให้ได้สูตรที่ลงตัว


เพิ่มรสเปรี้ยวของข้าวยำให้ทานแล้วรู้สึกชุ่มคอ ด้วยส้มโอ หรือตะลิงปลิง มะม่วงเปรี้ยว มะนาว แล้วราดด้วยน้ำบูดู ซึ่งเวลาตักเข้าปาก จะได้กลิ่นหอมของสมุนไพรและน้ำบูดู ยิ่งเคี้ยวยิ่งมัน เพราะนอกจากมีผักผสมอยู่ในข้าวยำแล้ว เรายังแถมผักสดด้วย คุ้มค่ามาก เพราะเราขายที่ร้าน หรือใส่กล่องกลับบ้านชุดละ 40 บาทเท่านั้น

การะเกด บอกว่า ข้าวยำปักษ์ใต้เป็นเมนูสุดฮิตของชาวใต้ ดังนั้นเธอจึงประยุกต์ให้เป็นอาหารสุขภาพที่ไม่ให้เค็มหรือหวานเกินไป ที่สำคัญคือใช้ข้าวกล้องหอม-มะลิ และข้าวกล้องมันปู ทำเป็นข้าวยำ เพราะมีเส้นใยอาหารสูง ส่วนผักต่างๆเน้นผักพื้นบ้านปลอดสารฯ อีกส่วนผลิตจากสวนผักที่ปลูกเอง


ที่ร้านยังมีอาหารจานเดียว อาหารตามสั่ง ที่ล้วนชูเมนูสุขภาพ เช่น ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้-น้ำยาป่า แกงไตปลา น้ำพริกปลาทู สลัดผักปลอดสารพิษ ก๋วยเตี๋ยวผัด-ข้าวผัดเพื่อสุขภาพ หรือจะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ ก็มีให้เลือกอีกกว่า 10 อย่าง แถมด้วยน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ กระเจี๊ยบ อันชัน ฯลฯ และไอศกรีมสมุนไพร

การะเกด แจงพร้อมระบุว่า ความอร่อยของทุกเมนูที่ร้าน อย่างยิ่งข้าวยำปักษ์ใต้แท้นี้ ผ่านการรับประกันความอร่อยเมื่อปี 2009 ให้เป็นสินค้าโอทอป 5 ดาวของจังหวัด และได้รับการรับรองจาก อย.เรื่องความสะอาดและความอร่อย โดยสาขาที่ตรังเปิดบริการ 11.00-13.30 น.ในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันอังคาร-ศุกร์ เปิดให้บริการ 06.00-16.00 น. ติดต่อที่โทร. 075-214-185,089-157-8115

สำหรับชาวกรุงเทพฯ อยากชิมเมนูเหล่านี้ การะเกดบอกว่ามีร้านให้เลือกชิมถึง 3 สาขา คือที่ศูนย์อาหารตลาดลุงเพิ่ม หลังการบินไทย ศูนย์อาหารตลาดนัดสีลม ซอย 10 และศูนย์อาหาร ชั้น G เดอะมอลล์ บางแค สนใจแวะไปเยี่ยมเยือนกันได้

ที่มา : คมชัดลึก

Read More...


สูตรหมูสะเต๊ะ

หมูสะเต๊ะ อาหารที่รู้จักทั่วไป ที่ยอดนิยม กินง่าย กินได้ทุกเพศทุกวัย ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี เป็นเมนูที่ทำง่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบอาชีพนี้เป็นอย่างดี

หมูสะเต๊ะ เสียบไม้ย่างบนเตาร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารว่างยอดนิยม กินได้ทุกเพศทุกวัย และก็เป็นอีกหนึ่งสินค้าอาหารที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบอาชีพทำขายได้ เป็นอย่างดี ถ้ามีฝีมือทำได้อร่อย ซึ่งวันนี้ทีม ช่องทางทำกิน ก็มีสูตรหมูสะเต๊ะมาให้ลองพิจารณากันอีกหนึ่งสูตร


อรวรรณ กนกวิบูลย์ศิริ เจ้าของร้านหมูสะเต๊ะ สูตรดั้งเดิม โอ๋ หมูสะเต๊ะ เล่าให้ฟังถึงที่มาของอาชีพนี้ว่า ขายหมูสะเต๊ะมานานประมาณ 6 ปีแล้ว ส่วนตัวชอบทำอาหารทุกชนิด ซึ่งสมัยก่อนถ้าว่างก็จะหาข้อมูลแล้วทดลองทำดู และปรับปรุงพัฒนาตามรสชาติที่ชอบ จนวันหนึ่งก็คิดอยากจะมีอาชีพเป็นธุรกิจเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง แล้วความคิดก็มาลงที่ หมูสะเต๊ะ เพราะเป็นอาหารที่รู้จักทั่วไป กินง่าย และคนจะหาเจ้าที่อร่อย ๆ


ก่อนหน้านั้นเวลาที่เพื่อน ๆ ของแฟนมาเที่ยวที่บ้าน ก็จะทำหมูสะเต๊ะเลี้ยง แล้วให้ช่วยกันติชม แทบทุกคนพอได้กินจะพูดคล้าย ๆ กันว่าหมูนุ่มมาก กลิ่นหอมชวนกิน จึงเชียร์ให้ทำขาย จากนั้นก็ทดลองทำอีกหลายสิบครั้งจนทุกอย่างลงตัว จึงทำขายที่หน้าบ้าน ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่นาน จึงได้ทำขายเรื่อยมา


ที่ร้านเน้นหมูไม้ใหญ่ เพื่อความสะใจ ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี สั่งหมูจากตลาดแล้วมาใส่เครื่องหั่นอีกที เราใช้เนื้อหมูบริเวณใต้ชายโครง หรือหมูสันนอก ล้างเนื้อหมูให้สะอาดแล้วนำไปคลุกเคล้าสมุนไพรกับเครื่องปรุง ตรงนี้ต้องให้ความสำคัญ หมูสะเต๊ะจะอร่อยหรือไม่อร่อย อยู่ที่ขั้นตอนนี้ ฉะนั้นเมื่อจะให้ความสำคัญกับรสชาติก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเพิ่มในส่วนของปริมาณเครื่องปรุงมากหน่อย รวมทั้งต้องพิถีพิถันขั้นตอนผสมคลุกเคล้ากับเนื้อหมู หรือแม้แต่น้ำจิ้มก็ต้องให้ความสำคัญกับเครื่องแกงและเครื่องเทศมากหน่อย ต้องพร้อมที่จะเพิ่มต้นทุนการผลิตในส่วนนี้ เพื่อให้รสชาติของหมูสะเต๊ะอร่อย กลมกล่อม นุ่มนวลลิ้นผู้ทานมากที่สุด อรวรรณกล่าว

สำหรับการทำหมูสะเต๊ะขาย อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ก็มี เตาถ่านและตะแกรงย่าง, เตาแก๊ส, หม้อสเตนเลส, กะละมัง, ถาด, ใบตอง, ถ่าน, กระชอน, เขียง, เครื่องปั่นหรือครก, ทัพพี, คีมคีบถ่าน, ไม้เสียบ, กล่องพลาสติก, ถุงพลาสติก, มีด ตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ


ส่วนผสมในการทำหมูสะเต๊ะ เนื้อหมูสันนอก, เกลือ, น้ำตาลทราย, ผงกะหรี่, กะทิ, นมสด, สีผสมอาหารสีเหลือง, ข่าหั่นฝอย, ตะไคร้หั่นฝอย, ลูกผักชีคั่ว, ยี่หร่าคั่ว, พริกไทยป่น และผงขมิ้น


ขั้นตอนการทำหมูสะเต๊ะ

สูตรของเจ้านี้ เริ่มจากนำเนื้อหมูที่ล้างสะอาดแล้ว มาทำการแล่เป็นชิ้นบาง ๆ พอประมาณ กว้าง 1 นิ้ว ยาว 3 นิ้ว พักไว้ จากนั้นโขลกหรือปั่นเครื่องหมัก เช่น ข่าหั่นฝอย, ตะไคร้หั่นฝอย, ลูกผักชีคั่ว, ยี่หร่าคั่ว, พริกไทยป่น, ผงกะหรี่ ใส่สีผสมอาหารนิดหน่อย โขลกรวมกันให้ละเอียด

นำเครื่องหมักที่ได้มาผสมกับน้ำกะทิ นมสด น้ำตาลทราย เกลือ ตีให้เข้ากัน แล้วนำไปราดลงบนเนื้อหมูที่แล่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้ทั่ว หมักแช่ไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา 2 ชั่วโมง จึงนำเนื้อหมูออกมาเสียบไม้ เรียงในถาด นำเข้าช่องแช่แข็งแช่ต่ออีก 24 ชั่วโมง จึงจะใช้ได้ ทั้งนี้ เคล็ดลับการทำหมูสะเต๊ะให้อร่อย เนื้อหมูที่ทำต้องสด สะอาด ไม่มีกลิ่น ที่สำคัญเมื่อนำเนื้อหมูที่หมักออกจากช่องแช่แข็งควรปล่อยให้ละลายเอง

ในส่วนของน้ำกะทิที่ใช้พรมหมูสะเต๊ะ ใช้หัวกะทิ เกลือ และน้ำตาลทราย อย่างละนิดหน่อย ใส่หม้อคนให้เข้ากัน นำไปตั้งไฟให้เดือด แล้วยกลงตั้งพักไว้ เมื่อจะย่างหมูสะเต๊ะขาย ก็นำหมูที่เสียบไม้ออกจากช่องแช่แข็งมาปล่อยให้ละลาย จากนั้นนำมาชุบในน้ำกะทิที่ใช้พรม ก่อนจะนำขึ้นย่างไฟ ใช้ไฟปานกลางถึงไฟแรง ห้ามใช้ไฟอ่อน เพราะจะทำให้หมูแข็งไม่อร่อย ระหว่างย่างคอยพรมน้ำกะทิเป็นระยะหากหมูตรงไหนไหม้ก็ใช้กรรไกรตัดทิ้ง เพื่อให้ดูน่ารับประทาน
การทำน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ ใช้กะทิ 5 กก. (แยกหัวแยกหาง) ต่อถั่วลิสงป่น (คั่วเอง) 1 กก., น้ำพริกหมูสะเต๊ะ 1/2 กก. (ใช้น้ำพริกแกงเผ็ด 3 ขีด ผสมน้ำพริกแกงมัสมั่น 2 ขีด), น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 กก., น้ำปลา 120 ซีซี และน้ำส้มสายชู วิธีทำ เคี่ยวหัวกะทิจนแตกมัน ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดและน้ำพริกแกงมัสมั่นลงไปผัดให้หอม ใช้ไฟปานกลาง ใส่ถั่วลิสงป่น ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำส้มสายชู เคี่ยวจนแตกมันมีสีแดง ก็เป็นอันใช้ได้

ส่วนผสมของอาจาด ใช้น้ำตาลทราย 2 กก. ต่อน้ำส้มสายชู 1 ขวด, เกลือป่น 1 ขีด และแตงกวา พริกชี้ฟ้า หัวหอมแขก หั่นชิ้นเล็ก ๆ ตามขวาง วิธีทำ นำน้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู เกลือ ใส่หม้อตั้งไฟ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน เคี่ยวไปจนเข้มข้น จึงยกลงตั้งไว้ให้เย็น รอใช้งาน

หมูสะเต๊ะที่ร้านนี้เน้นไม้ใหญ่ ขายไม้ละ 6 บาท หรือชุดเล็ก 60 บาท มีหมูสะเต๊ะ 10 ไม้ พร้อมน้ำจิ้มรสเข้มข้น อาจาด แตงกวากรอบอร่อย และขายขนมปังปิ้งแผ่นละ 5 บาท

ร้านหมูสะเต๊ะของอรวรรณอยู่ในซอยอรุณอมรินทร์ 30 (วัดบางยี่ขัน) เข้าซอยไปประมาณ 100 เมตร ร้านอยู่ขวามือติดกับร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ เปิดขายบ่าย 4 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ใครจะลองไปชิมก็เชิญได้ ซึ่งนอกจากทำขายที่ร้านแล้วอรวรรณยังสามารถทำรายได้จากการรับไปออกร้านจัด งานนอกสถานที่ด้วย ใครสนใจติดต่อกับอรวรรณก็ โทร. 08-7337-8383, 08-6888-0513, 08-7337-8383, 08-9027-1151 ทั้งนี้ เรื่องการทำมาหากินนั้น หากขยัน ไม่ท้อเสียอย่าง โอกาสหรือช่องทางก็มีเสมอ

ที่มา : เดลินิวส์

Read More...


เครปญี่ปุ่น หลายไส้ รายได้ดี

การสร้างจุดดึงดูดลูกค้า อย่างการขายเครปญี่ปุ่น คือขายในราคาเดียว 20 บาท จะใส่ไส้กี่อย่างก็ได้ไม่จำกัด ไม่คิดราคาเพิ่ม กิจการก็ไปได้ด้วยดี มีรายได้ที่น่าสนใจ


ย่านสยามสแควร์มีร้านขาย เครป ริมทางร้านหนึ่ง มีลูกค้าต่อแถวซื้อไม่ขาดสายจนทำขายแทบไม่ทัน มองไปมองมาก็เห็นจุดดึงดูดลูกค้า คือเขาขายราคาเดียว 20 บาท จะใส่ไส้กี่อย่างก็ได้ไม่จำกัด ไม่คิดราคาเพิ่ม โดยทางร้านเขาบอกว่าถ้าขายของได้ยังไงก็ไม่ขาดทุน ซึ่งก็เป็นรูปแบบ ช่องทางทำกิน


คำนวณ สิงห์นอก ชาวจังหวัดอำนาจเจริญ วัย 43 ปี ปัจจุบันยึดอาชีพขายเครป หรือเครปญี่ปุ่น ที่ย่านสยามสแควร์กลางกรุงเทพฯ ขายมานาน 6-7 ปีแล้ว โดยเจ้าตัวเล่าว่า เคยผ่านงานมาหลากหลายแบบ ทั้งใช้แรงงาน ค้าขายหลายอย่าง จนมาลงตัวที่ขนมเครปนี้ ซึ่งไปซื้อสูตรมาในราคาหลายพันบาท แต่เอาเข้าจริงเมื่อนำสูตรมาทำขายแล้วยังไม่ค่อยดี จึงต้องมีการดัดแปลงสูตรเองใหม่ จนได้เป็นสูตรแป้งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

การลงทุนร้านเครปครั้งแรก คำนวณบอกว่าในเงินประมาณ 20,000 บาท ซึ่งกับรายได้ถ้าลงทุนค่าวัตถุดิบต่าง ๆ ประมาณ 1,700-1,800 บาท และขายได้หมด จะมีรายได้ก่อนหักทุนวันละประมาณ 3,000 บาท


วัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้ทำไส้เครปนั้นจะมี 10 กว่าอย่างขึ้นไป ในส่วนที่เป็นของคาว ก็เช่น หมูหยอง, น้ำพริกเผา, ปูอัด, แฮม, ไส้กรอก, ไข่ไก่ ในส่วนไส้หวาน และผลไม้ เช่น ลูกเกด, แยมสตรอเบอรี่, แยมบลูเบอรี่, ครีมวานิลลา, กล้วยหอม และส่วนที่แต่งหน้าเครปก็จะมี ซอสมายองเนส, ซอสช็อกโกแลต, ซอสพริก, ซอสมะเขือเทศ, เนย, ซอสถั่วเหลือง ซึ่งคำนวณจะซื้อสัปดาห์ละครั้งที่ย่านสำเพ็ง ซึ่งจะได้ของครบทุกอย่าง

สำหรับแป้งเครปนั้น สูตรของคำนวณจะมีส่วนผสมประกอบด้วย แป้งข้าวเจ้า 1 กก., แป้งข้าวโพด 2 ช้อนชา, น้ำเปล่า 4 กระป๋อง, นมสด 1-2 ช้อนโต๊ะ, ไข่ไก่ 1-2 ฟอง, หัวนมผง และผงแป้งกรอบ อย่างละพอประมาณ นำส่วนผสมมาทำการผสม-คนทุกอย่างให้เข้ากัน โดย ต้องระวังอย่าให้ส่วนผสมแป้งเป็นเม็ด

การทำเครปขาย

เริ่มจากเตรียมอุ่นเตาให้ร้อน สังเกตจากการสะบัดน้ำลงไปทดสอบดูว่าน้ำเดือดหรือไม่ ถ้าน้ำเดือดก็แสดงว่าเตาร้อนแล้ว จากนั้นก็ตักส่วนผสมแป้งประมาณ 1 ทัพพี หยอดลงบนเตา เกลี่ยด้วยไม้เครปให้เป็นรูปวงกลม โดยการหมุนไม้เครปไปรอบ ๆ รัศมีเตา ปลายข้างหนึ่งอยู่จุดศูนย์กลางเตา จะทำให้ได้เครปที่กลมสวย และยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมเล็กน้อยคือ ทาเนยเล็กน้อย จะทำให้แป้งไม่ติดกระทะ

เกลี่ยแป้งแล้วก็รอสักพัก พอแป้งใกล้สุกให้ทาเนยให้ทั่วแผ่นแป้ง แล้วจึงค่อยเติมไส้ที่ลูกค้าต้องการ โดยทาหรือเกลี่ยไส้ทั่วแป้งเครป หรือถ้าไส้เป็นชิ้นหนา เช่น ไส้กรอก แฮม ทูน่า ควรวางเพียงครึ่งเดียวของแผ่นแป้ง จะพับแป้งได้สะดวกกว่า ซึ่งที่ร้านของคำนวณนั้นลูกค้าสามารถใส่ไส้กี่อย่างก็ได้ในราคาเดียวคือ 20 บาท

คำนวณบอกว่า จากประสบการณ์การขายนั้น สามารถแบ่งประเภทของไส้ที่ลูกค้ามักจะใส่ประจำได้ 2 ประเภท ได้แก่ ไส้คาว คือ หมูหยอง, น้ำพริกเผา, ปูอัด, แฮม, ไส้กรอก, ไข่ไก่ ซึ่งไส้คาวนี้จะโรยหน้าด้วยซอสพริก ซอสมะเขือเทศ มายองเนส และไส้หวาน-ผลไม้ จะเป็นจำพวก กล้วยหอม, ลูกเกด, แยมสตรอเบอรี่, แยมบลูเบอรี่, ครีมวานิลลา และแต่งหน้าด้วยซอสมายองเนส, ซอสช็อกโกแลต นอกจากนี้ยังมีไส้คาวที่คล้ายไส้ขนมโตเกียว เช่น ตอกไข่ไก่ใส่ ละเลงให้ทั่ว รอให้สุก แล้วราดซอสถั่วเหลือง ซึ่งลูกค้าก็นิยมสั่งกินจำนวนไม่น้อย

เมื่อใส่ไส้เครปลงบนแป้งเรียบร้อยแล้ว ก็ใช้ที่แซะขนม หรือเกรียง ทำการแซะขอบแป้ง จากนั้นพับครึ่งแป้งก่อน แล้วจึงพับประกบด้านซ้าย ขวา แล้วใส่ซองเครปที่ทำจากกระดาษที่เตรียมไว้ ก็พร้อมขาย

ทั้งนี้ นอกจากกรณีร้านเครปของคำนวณแล้ว สำหรับบ้านเราเรื่องการใส่ไส้เครป และการตกแต่งเครป อาจถือได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเลยทีเดียว ไส้เครปที่คนไทยนิยมรับประทาน และร้านเครปส่วนใหญ่จะทำขาย ก็มีอาทิ ไส้ครีมกล้วยหอม และเนยถั่ว, ไส้ช็อกโก แลตเหลว, ไส้ครีม สังขยาใบเตย, ไส้แฮมไก่ ทูน่า หรือไส้กรอก ใส่ซอสมะเขือเทศ และมายองเนส, ไส้หมูหยอง น้ำพริกเผา, ไส้แยมต่าง ๆ เช่น แยมสตรอเบอรี่ แยมส้ม, ไส้ผลไม้ต่าง ๆ เช่น ลูกเกด กล้วยหอม และไส้มะพร้าว โรยน้ำตาล ซึ่งการขายเครปก็ต้องพิจารณาสิ่งที่ลูกค้าชอบให้ดี

สำหรับร้านเครปของคำนวณ เมื่อมีการเลือกใช้ไส้ที่ลูกค้าในย่านที่ทำขายถูกใจ และมีจุดดึงดูดที่การขายราคาเดียว คือ 20 บาท กิจการก็ไปได้ด้วยดี มีรายได้ที่น่าสนใจ และเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าพิจารณา

ร้านเครป 20 บาท ของคำนวณที่ย่านสยามสแควร์กลางกรุง เป็นร้านรถเข็น ขายอยู่ริมถนน ฝั่งตรงข้ามห้างสยามเซ็นเตอร์ ใกล้ ๆ กับสะพานลอยคนข้าม ขายวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โดยจะหยุดทุกวันจันทร์ ใครสนใจชิมเครปเจ้านี้ หรือสนใจเรื่องการขายเครปแบบของคำนวณ ก็ลองไปดูกัน

ที่มา : เดลินิวส์

Read More...




รายการสูตรอาหารและสูตรขนมหวานของบล๊อก

Google+ Followers


ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/










เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.