สูตรขนม สูตรอาหาร อาชีพรายได้เสริม ประกาศฟรี โฆษณาฟรี Career Articles Extra Income
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

เต้าทึง แป๊ะก๊วย’อาชีพเด่นรับฤดูร้อน

เต้าทึง แป๊ะก๊วย รับลมร้อน ผ่านเทศกาลสงกรานต์นี้

หน้าร้อนมาแล้วจ้า.....!! อาชีพขายอาหารหน้าร้อนที่ดูจะขายดีกันเป็นพิเศษก็คงจะหนีไม่พ้นขนมหวานเย็น ๆ หรือสารพัดน้ำเย็น ๆ ต่าง ๆ ซึ่งสำหรับการขาย “ขนมเต้าทึง-แป๊ะก๊วย” ที่ใส่น้ำแข็ง ดับกระหาย และเพื่อสุขภาพ ก็คงจะเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจในยามที่อากาศร้อนอบอ้าว วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมาบอกกล่าวกัน...

เก๋-วิภารัตน์ สุขุมอำนวยชัย เป็นแม่ค้าขายเต้าทึง-แป๊ะก๊วย และเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ย่านตลาดสดบางขุนศรี เจ้าตัวเผยว่าขายมาประมาณ 2 ปีแล้ว โดยที่เมื่อก่อนเคยทำงานเป็นพนักงานบัญชี แต่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย จึงได้คิดเปลี่ยนอาชีพเพื่อที่จะหาทางเพิ่มรายได้มาดูแลครอบครัวและลูก

การขายในครั้งแรกนั้นเริ่มต้นด้วยการขายขนมเต้าทึง-แป๊ะก๊วย โดยทำมาจากบ้านแล้วแบ่งใส่ถุงขาย เบื้องต้นตอนแรกขายถุงละ 10 บาท ใส่ถาดแบกขายไปทั่ว ขายไปได้สักระยะหนึ่งก็ปรากฏว่าลูกค้าติดใจ แต่ปัญหาที่ตามมาคือตามหาตัวคนขายไม่ค่อยเจอ เพราะแบกถาดไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็มาหาที่ขายเป็นหลักแหล่งได้ และได้ทำน้ำ
ด้วยความที่เป็นคนชอบทานขนมเต้าทึง-แป๊ะก๊วย และเครื่องดื่มสมุนไพรมากเป็นทุนเดิม และพอจะทราบว่าทำอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแทบทุกอย่าง เมื่อคิดที่จะค้าขายก็เลยลองทำดู พยายามฝึกฝนฝีมือไป เรื่อย ๆ เมื่อคิดว่าพอใช้ได้จากนั้นจึงได้ทำให้คนอื่นชิมดู ก็ปรากฏว่าได้รับคำชมจึงเป็นการเพิ่มความมั่นใจ และตัดสินใจทำออกขายในที่สุด


สมุนไพรขายเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันขนมเต้าทึง-แป๊ะก๊วยขายถุงละ 20-30 บาท เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นส่วนน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพนั้นขายราคาถุงละ 10 บาท


มาดูกันว่าการขาย “เต้าทึง-แป๊ะก๊วย” ต้องเตรียมอะไรกันบ้าง ?

ลูกแป๊ะก๊วย ตามปกติเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารหวาน มีคุณสมบัติช่วยบำรุงสมอง ใช้วันละ 15-20 กิโลกรัม ก่อนอื่นต้องปอกเปลือกแข็งออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาด และต้มน้ำทิ้ง 2-3 ครั้ง เพื่อให้สุกและนิ่ม
ป่วยจัว ลักษณะเป็นแผ่นสีขาว ขนาดกว้าง 2-3 เซนติเมตร ขนาดยาวไม่เกิน 10 เซนติเมตร มีคุณสมบัติช่วยบำรุงหัวใจ ใช้วันละ 2.5 กิโลกรัม นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปเชื่อมกับน้ำตาลประมาณ 1 กิโลกรัม เพื่อให้นิ่ม และมีรสหวานนิดหน่อย, เม็ดเก๋าคี่ ลักษณะเป็นเมล็ดสีแดง มีคุณสมบัติช่วยบำรุงสายตา ใช้วันละ 1 กิโล กรัม ก่อนใช้ต้องล้างน้ำให้สะอาดเสียก่อน ตามปกติสมุนไพรจีน 2 ตัวนี้มักจะเป็นส่วนประกอบของการทำอาหารคาวประเภทเครื่องตุ๋น เพราะได้รสชาติน้ำแกงที่อร่อย และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ


พุทราจีนแห้งไร้เม็ด ใช้ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ต้องนำมาต้มน้ำให้สุก และเชื่อมกับน้ำตาลให้หวาน, ลำไยแห้ง ใช้วันละ 1 กิโล กรัม เช่นเดียวกับพุทราจีนคือต้องนำมาต้มน้ำให้สุกก่อน แต่ไม่ต้องเชื่อม สำหรับผลแห้งทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบสำหรับกินเล่น ๆ


ของทั้งหมดนี้แหล่งใหญ่ไปหาซื้อได้ที่ย่านเยาวราช เป็นแหล่งของดีมีคุณภาพ ซึ่งการทำขายต้องให้ผู้ซื้อได้รับโภชนาการที่ดีเพื่อเป็นจุดดึงดูด ที่สำคัญต้องเตรียมของแบบสดใหม่ทุกวัน ไม่มีค้างคืน


วิธีทำ เตรียมน้ำสะอาดใส่หม้ออะลูมิเนียม ขนาด 42 นิ้ว เต็มหม้อ จากนั้น นำส่วนประกอบทั้งหมดลงไปต้ม พร้อมกับใส่ใบเตย ใบแป๊ะก๊วย และดอกเก๊กฮวย เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติให้ดีขึ้น และสีสันให้ออกเหลืองนวลสดใส


ส่วนน้ำตาลที่ใช้นั้นใช้น้ำตาลกรวด 5 กิโลกรัม ต้มประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็เป็นอันใช้ได้ ปล่อยทิ้งไว้ให้ขนมเย็นเสียก่อน แล้ว ค่อยตวงใส่ถุง ขายถุงละ 20 บาท (กะปริมาณโดยใส่ลูกแป๊ะก๊วยประมาณ 12 ลูก, ป่วยจัว 2 ชิ้น, ลูกพุทรา 1 ลูก, ลำไย 2 ลูก และเก๋าคี่พอประมาณ)

สำหรับน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่ร้านนี้จะมีขายหลายอย่าง ได้แก่ น้ำจับเลี้ยง น้ำเก๊กฮวย น้ำรากบัว น้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบ น้ำลำไย ซึ่งเจ้าตัว ยืนยันว่าขายดีทุกชนิด และให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำสมุนไพรมา 2 ชนิดด้วย...


“น้ำจับเลี้ยง” มีคุณสมบัติช่วยแก้อาการร้อนใน ใช้ใบจับเลี้ยง 2 กิโลกรัม (หาซื้อที่ร้านขายยาจีน ซึ่งปลอดภัยที่สุด เพราะบางทีถ้าหาซื้อที่อื่นอาจโดนของปลอมได้) โดยที่ก่อนใช้ล้างให้สะอาด ต้มในน้ำขนาดหม้อ 42 นิ้ว พร้อมกับน้ำตาลกรวด และน้ำตาลทรายแดง 3 กิโลกรัม ต้มสุกแล้วกรองเศษใบจับเลี้ยงออก แล้วนำไปตวงแบ่งใส่ถุง ขายในราคาถุงละ 10 บาท


“น้ำกระเจี๊ยบ” ใช้ลูกกระเจี๊ยบ 2 กิโลกรัม ล้างให้สะอาดก่อน แล้วนำไปต้มในน้ำขนาดหม้อ 42 นิ้ว พร้อมกับน้ำตาลกรวด และน้ำตาลทรายแดง 3 กิโลกรัม เมื่อต้มสุกให้กรองเศษลูกกระเจี๊ยบออกให้หมด แล้วแบ่งตวงขายใส่ถุง ๆ ละ 10 บาทเช่นกัน

ใครอยากจะชิมหรือไปสอบถามเรื่องการขาย “เต้าทึง-แป๊ะก๊วย” และน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ของคุณเก๋-วิภารัตน์ ก็ไปได้ที่ตลาดสดบางขุนศรี ขายเกือบทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ระหว่างเวลา 14.00-19.00 น. หรือหาร้านไม่เจอก็สอบถามได้ที่ โทร.086-993-5387


ส่วนใครอยากจะลองขายดูบ้างก็ไปฝึกทำกันดู !! เผืออาจจะช่วยสร้างรายได้ในยุคนี้เป็นอย่างดีก็ได้

เครดิต : http://www.dailynews.co.th

Read More...


การทำ เนื้อหมูวัวย่างเกาหลี เป็นอาชีพ

รายได้ ประมาณ 1,500 บาท/วัน

เงินลงทุน ประมาณ 12,000 บาท (ไม่รวมค่าเช่าและตกแต่งร้าน) (โต๊ะ-เก้าอี้ 5 ชุด ประมาณ 4,000 บาท ตู้กระจก 2,000 บาท เตาพร้อมถังแก๊ส 2,000 บาท เตาอั้งโล่ 5 ใบ 250 บาท กระทะย่าง 5 ใบ 750 บาท ที่ครอบกันความร้อน 5 อัน 500 บาท )

อุปกรณ์ โต๊ะ-เก้าอี้ ตู้กระจก เตาพร้อมถังแก๊ส เตาอั้งโล่ กระทะย่าง ที่ครอบกันความร้อน จาน ช้อน-ส้อม ตะเกียบ ถ้วยน้ำจิ้ม หม้อ ทัพพี

แหล่งจำหน่าย ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อลูมิเนียม ย่านเวิ้งนาครเขษม สำเพ็ง

วิธีดำเนินการ ส่วนผสมน้ำซุป
น้ำ 1 หม้อ(เบอร์ 45)
ซี่โครงไก่ 7 ตัว
ซีอิ้วขาวสูตร 1 3-4 ถ้วยตวง
เกลือ 1 ถุงเล็ก
ซุปไก่ก้อน 12 ก้อน
น้ำตาลทราย 3-4 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีและขึ้นฉ่ายทุบพอบุบพอประมาณ
วิธีทำ 1
ใส่น้ำในหม้อเบอร์ 45 เกือบเต็มต้มจนเดือดแล้วใส่ซี่โครงไก่และส่วนผสมอื่น ๆ ลงไปทั้งหมด เมื่อซี่โครงไก่เปื่อยให้พักไว้โดยอุ่นเป็นระยะ ๆ
ส่วนผสมเนื้อหมู/วัวหมัก
เนื้อหมูสันใน/วัว 10 กิโลกรัม
น้ำมันหอย 1 ขวดใหญ่
ซีอิ๊วขาว ? ขวดใหญ่
พริกไทยป่น 2.5 ขีด
น้ำตาลทราย 1 ขีด
วิธีทำ 2
นำเนื้อหมู/วัวมาหั่นเป็นชิ้นพอประมาณแล้วผสมน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว พริกไทยป่น น้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากันหมักไว้ 1-2 ชั่วโมง ก็พร้อมที่จะขาย
ส่วนผสมน้ำจิ้ม
น้ำ 1 หม้อใหญ่(เบอร์ 45)
น้ำตาลปี๊บ 5 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 5 กิโลกรัม
เกลือ 1 ถุงเล็ก
น้ำส้มสายชู 5% ? ขวดใหญ่
มะขามเปียก 1 กิโลกรัม
พริกสด 8 กิโลกรัม
พริกแห้ง 1 กิโลกรัม
กระเทียมแกะเปลือกแล้ว 5-6 กิโลกรัม
วิธีทำ 3
1. ใส่น้ำในหม้อเบอร์ 45 เกือบเต็ม ต้มจนเดือด ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย เกลือ น้ำส้ม ต้มจนเดือดอีกครั้ง
2. ละลายมะขามเปียกกับน้ำให้ได้น้ำมะขามเปียก 1 กระป๋องน้ำแข็งเล็ก (ขนาดที่ใส่น้ำแข็งตามร้านอาหาร) เติมลงในหม้อ คนให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น
3. นำพริกสด พริกแห้ง และกระเทียมปั่นหรือบดให้แหลกพอสมควรแต่ไม่ต้องถึงกับละเอียด จากนั้นนำไปผสมในหม้อ ชิมดูให้มีรสเผ็ดนำ-หวานตามไม่ต้องเปรี้ยวมาก
หากรสเปรี้ยวมากให้เคี่ยวน้ำตาลทั้ง 2 ชนิด เติมลงไปอีก
วิธีขาย เพื่อเพิ่มยอดลูกค้า
1. เมื่อลูกค้าสั่งให้นำเตาอั้งโล่ที่ใส่ถ่านแดง ๆ ไว้แล้วไปตั้งที่โต๊ะ ซึ่งทำพิเศษโดยเจาะรูสี่เหลี่ยมกลางโต๊ะ ขอบหุ้มด้วยอะลูมิเนียมสำหรับใส่เตาลงไป เมื่อวางเตาแล้ว
ก็นำที่ครอบกันความร้อนซึ่งเป็นแผ่นเหล็กวงกลมชุบโครเมี่ยมมาครอบเตา จากนั้นนำกระทะย่างมาวาง
2. นำจาน ช้อน ตะเกียบ มาเสิร์ฟ
3. เสิร์ฟเนื้อหมู/วัวย่างเกาหลี ดังนี้
3.1 น้ำซุป ใส่ภาชนะพร้อมทัพพีกลม และโรยหน้าด้วยผักชีหั่นนำหมูหมัก ตับสด เซี่ยงจี๊สด ปลาหมึกสดและ “มันหมูแข็ง” (สำหรับวางบนกระทะย่าง เพื่อกันการติดกระทะ)
การจัดวางในภาชนะ ให้เกิดความสวยงาม3.2 จัดผักสดต่าง ๆ ใส่จาน เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี คะน้า ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย ต้นหอม ฯลฯ และ “วุ้นเส้น” ซึ่งแช่น้ำจนนิ่มวางทับมาด้านบน
3.3 ตักน้ำจิ้มใส่ถ้วยเล็กๆโดยโรยงาขาวคั่วและผักชีพร้อมถ้วยเล็กใส่พริกซอยกระเทียมสับและมะนาว

ตลาดจำหน่าย เนื้อย่าวเกาหลีข้อแนะนำ 1. หากมีเงินลงทุนน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเป็นร้านอาหาร อาจใช้เป็นรถเข็น โดย เพิ่มทุนอีก 4,000 – 5,000 บาท และให้มีพื้นที่วางโต๊ะลูกค้าประมาณ 5-6 โต๊ะ
2. การหมักเนื้อหมู/วัว หากหมักไว้ในตู้เย็นจะช่วยให้เครื่องหมักเข้าเนื้อเต็มที่ได้เร็ว ประมาณครึ่งชั่ง
 
ขอบคุณที่มาของบทความ อาชีพของเนื้อย่าง http://www.doe.go.th/vg/career/career5/job082.htm

Read More...


ทองพับแคลเซียม’ เพิ่มคุณค่า-เพิ่มจุดขาย


ขนมธรรมดา สามารถทำให้ไม่ธรรมดาได้ด้วยการนำคุณค่าทางอาหารมาเสริมเข้าไป ทำให้ขนมไทยกลายเป็นอาหารสุขภาพ กลายเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่สนใจมากขึ้น อย่างเช่น “ทองพับเสริมแคลเซียม”

ปลั่ง เสนาะคำ เจ้าของผลิตภัณฑ์ “ทองพับเสริมแคลเซียม” ยี่ห้อ “คุณย่าปลื้ม” เล่าว่า เดิมเปิดร้านข้าวแกงและของชำ ต่อมาเข้าร่วมโครงการกับสถาบันวิจัยโภชนาการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารว่างสุขภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งก็ได้เลือกทำทองพับเสริมแคลเซียม และกลายมาเป็นรายได้เสริมที่ดีทีเดียว

การทำทองพับเสริมแคลเซียมนั้น อุปกรณ์ที่ใช้มี อาทิ ชามผสม ที่ตีไข่ เกรียงแซะอาหาร กระชอนร่อนแป้ง ถ้วยตวง ช้อนตวง และเครื่องพิมพ์ปิ้งทองพับไฟฟ้า 2 หัว ส่วนวัตถุดิบ ได้แก่ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 700 กรัม, น้ำตาลทราย 300 กรัม ต้มเป็นน้ำเชื่อมได้ 1 กก., เกลือไอโอดีน 10 กรัม, กะทิมะพร้าว 500 กรัม, นมถั่วเหลืองต้มไม่ใส่น้ำตาล 500 มล. (ใช้ทดแทนกะทิร้อยละ 50 เพื่อลดปริมาณไขมันอิ่มตัว), น้ำปูนใส 150 กรัม, ไข่ไก่ 6 ฟองเล็ก, งาดำคั่ว 50 กรัม, น้ำเปล่า 720 มล. และ ไตรแคลเซียมฟอสเฟต 15.6 กรัม (ผงแคลเซียม)

ปริมาณส่วนผสมข้างต้น เป็นแป้งที่เตรียมไว้ทั้งหมด 5 สูตร แต่แบ่ง 4 ส่วนใช้กับแต่ละรส รสละ 1 ส่วน ซึ่งเมื่อผสมออกมาแล้วจะได้ส่วนผสมแป้งที่เมื่อแบ่งออกเป็น 4 ส่วน จะได้ส่วนละประมาณ 760 กรัม

4 รสที่ว่าก็มี รสกล้วยหอม ใช้กล้วยหอมสุกงอม 300 กรัม ผสมแป้ง 1 ใน 4 ส่วน, รสเผือก ใช้เผือกต้มบดละเอียด 300 กรัม, รสฟักทอง ใช้ฟักทองต้มบดละเอียด 300 กรัม และ รสดั้งเดิม ไม่ต้องผสมอะไร

การใช้กล้วย, เผือก และฟักทอง เป็นการดัดแปลงให้เพิ่มคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ได้ด้วย

วิธีทำ เริ่มที่แช่ปูนที่กินกับหมาก 0.5 กก. กับน้ำสะอาดในปริมาณที่ให้ท่วมปูนอีก 4 เท่า คนให้ละลาย ตั้งทิ้งไว้ให้ใส ตักส่วนที่ใสไว้ใช้ นำแป้งสาลีมาร่อนด้วยตะแกรง 1 ครั้งก่อนนำไปผสมกับผงแคลเซียม คนให้เข้ากัน ไม่ต้องร่อน เพราะผงแคลเซียมจะติดตะแกรงง่าย นำน้ำตาลไปต้มกับน้ำ เคี่ยวเป็นน้ำเชื่อมให้ได้ 500 มล.

จากนั้นผสมแป้งกับกะทิ นมถั่วเหลือง น้ำเชื่อม น้ำปูนใส ใช้ที่ตีไข่กวนผสมให้เนียนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน และตามด้วยไข่ไก่ ตอกรวมตีให้แตกก่อนนำไปใส่รวมในส่วนผสม ใส่ไข่ลงในส่วนผสม แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากันจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ตามด้วยการใส่เกลือป่น งาคั่ว ลงไปในส่วนผสม

สำหรับการเตรียมรส ไม่ว่าจะเป็นเผือก ฟักทอง กล้วยหอม แต่ละรสก็ผสมกับส่วนผสมแป้ง 1 ใน 4 ส่วน กวนผสมแป้งกับรสต่าง ๆ ให้เนียนจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

หรือถ้าจะทำเป็น รสผักหวาน ก็ล้างผักให้สะอาด หั่นฝอย นำไปอบไฟอ่อนประมาณ 45 นาที ให้น้ำหนักเหลือ 1 ใน 3 หรือจะทำเป็น รสใบมะรุม อันนี้ไม่ต้องหั่นฝอย รูดใบแล้วนำไปอบได้ ซึ่งการอบช่วยให้ใบผักแห้งสนิท นำไปใช้โรยหน้าทองพับขณะปิ้ง

ขั้นตอนการปิ้งทองพับ เริ่มที่เปิดเครื่องพิมพ์ทองพับไฟฟ้า ตั้งอุณหภูมิที่ 80 องศาเซลเซียส รอให้เครื่องร้อนก่อนใช้ โดยหมั่นคนส่วนผสมให้เข้ากันทุกครั้งก่อนที่จะตักแป้งหยอดใส่พิมพ์ เพื่อให้ได้ส่วนผสมสม่ำเสมอทุกแผ่น เพราะแป้งจะตกตะกอนนอนก้น ใช้น้ำมันพืชทาพิมพ์เล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยตักแป้งหยอดลงบริเวณกลาง ๆ พิมพ์ ปิดพิมพ์เบา ๆ เพื่อไล่แป้งให้กระจายสม่ำเสมอทั่วพิมพ์ก่อน จึงค่อยออกแรงกดพิมพ์ให้แน่น จะได้แผ่นทองพับที่บาง ปิ้งไฟไว้จนแป้งขนมสุกและมีกลิ่นหอม จึงใช้เกรียงแซะขนมออกจากพิมพ์

การปิ้งขนมให้กรอบอร่อยให้สังเกตสีขนม ควรมีสีเหลืองออกน้ำตาลอ่อนเล็กน้อย เมื่อขนมสุกแล้ว ผึ่งไว้ให้เย็นก่อนบรรจุถุงพลาสติกใส ปิดปากถุงด้วยเครื่องรีด เก็บในปี๊บขนม จะเก็บได้นานประมาณ 1 เดือน

สำหรับสูตรที่ระบุมาข้างต้น ถ้าทำ 4 รส จะได้ขนมรสละประมาณ 60 แผ่น น้ำหนักแผ่นละประมาณ 6 กรัม จะได้ขนมทั้งหมดประมาณ 240 ชิ้น ใส่ถุงจำหน่ายถุงละ 17 ชิ้น ขายราคาถุงละ 20 บาท ขายหมดจะได้ 280 บาท โดยมีต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 70-80 บาท

ผลิตภัณฑ์ “ทองพับเสริมแคลเซียม” เจ้านี้ขายอยู่ที่บ้านเลขที่ 22 หมู่ 3 ต.ดอนแฝก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โทร. 0-3423-9898 ส่วนสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีสูตรอาหารว่างสุขภาพอีกหลายชนิด ใครสนใจสอบถามไปที่ อ.อรพินท์ บรรจง โทร. 0-2800-2380 ต่อ 314 (ในวันและเวลาราชการ).

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน




ที่มา เดลินิวส์

Read More...


'น้ำพริกแกงมัสมั่น'ทำขายรายได้รวยแน่

“น้ำพริกแกง” เป็นสิ่งที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาช้านานแล้ว เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่บรรพบุรุษรุ่นเก่าก่อนได้สร้างสรรค์อาหารจากการผสมผสานพืชพรรณต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายในท้องถิ่น และในยุคต่อ ๆ มาจนวันนี้ อาชีพ “ขายน้ำพริกแกง” ก็เป็นอีกหนึ่ง “อาชีพเสริม สร้างรายได้” ที่ไม่ควรมองข้าม...

“บุญธรรม อุตเดช” หรือ “ยายบุญธรรม” เป็นเจ้าของร้านน้ำพริกแกงสำเร็จรูปแม่บุญธรรม ตลาดท่าน้ำนนทบุรี เจ้าของร้านนี้เล่าให้ฟังว่าก่อนจะมามีอาชีพทำน้ำพริกแกงขายเคยทำงานทอผ้า และขายผัก ซึ่งเพราะความที่เป็นคนชอบกิน ชอบทำ แล้วก็ชิมพวกแกงทุกชนิด เวลาไปทำบุญที่วัดทุกครั้งก็จะถือโอกาสชิมแกงที่วัดนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง กระทั่งวันหนึ่งได้เจอกับเจ้าตำรับน้ำพริกแกง ชื่อ “แม่พวง” เป็นแม่ครัวของหลวงพ่อโอภาศรี วัดตลาดบางซื่อ ซึ่งเป็นแม่ของเพื่อน ซึ่งท่านทำแกงอะไร ๆ ก็อร่อย

“ทำให้เราต้องเดินทางมาที่วัดนี้บ่อย ๆ เพื่อมากินแกง แล้ววันหนึ่งก็บอกแม่พวงไปว่าสนใจอยากทำแกงได้อร่อยเหมือนของท่าน ต้องทำยังไงบ้าง แม่พวงท่านเห็นความตั้งใจของเรา ก็สอนให้โดยไม่หวงวิชาเลย สอนตั้งแต่การเลือกสมุนไพร เครื่องเทศ ส่วนผสมของแกง รวมถึงรสชาติของแกงแต่ละชนิดว่าควรเป็นอย่างไร ซึ่งสูตรส่วนผสมเครื่องแกงที่แม่พวงให้มานั้นเป็นแบบครกต่อครก”

จากนั้นก็นำสูตรที่ได้มาทดลองทำทีละอย่าง จนทุกอย่างเข้าที่ และก็อยากจะทำน้ำพริกแกงขาย เพื่อให้ทุกคนได้กินแกงที่อร่อย แต่ก็ต้องมากะสูตรต่อครกใหม่ ซึ่งใช้เวลานานประมาณ 2 ปีกว่าทุกสิ่งจะเริ่มลงตัว

สถานที่ซื้อวัตถุดิบมาทำ ก็ไม่ควรมองข้าม ซึ่งเจ้านี้เขาโชคดีตรงที่ร้านอยู่ในตลาดสดอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาเรื่องแหล่งวัตถุดิบ

น้ำพริกแกงร้านแม่บุญธรรมมีหลายอย่าง เช่น... น้ำพริกผัดพริกขิง, น้ำพริกแกงมัสมั่น, น้ำพริกแกงเผ็ด, น้ำพริกผัดเผ็ด, น้ำพริกแกงส้ม, น้ำพริกแกงเหลือง, น้ำพริกแกงกระหรี่, น้ำพริกแกงพะแนง, น้ำพริกแกงเผ็ด, น้ำพริกแกงไตปลา, น้ำพริกแกงเผ็ดใต้, น้ำพริกแกงเขียวหวาน, น้ำพริกเผา แต่ละอย่างราคาไม่แพง ราคาขาย กก.ละ 60-70 บาท นอกจากนี้ก็มีกะปิอย่างดีจากหลายจังหวัดที่มีชื่อด้านความอร่อย มาขายด้วย

ยายบุญธรรมบอกว่า คนขายสินค้าประเภทนี้ ต้องสามารถกะสัดส่วนของส่วนผสมแกงต่าง ๆ ให้กับลูกค้าได้ด้วย ทั้งเนื้อ น้ำพริกแกง และกะทิ รวมทั้งวิธีทำแบบคร่าว ๆ ด้วย
สำหรับอาชีพขาย “น้ำพริกแกง” นี้ อุปกรณ์ที่ใช้หลัก ๆ ก็มี... เครื่องบด หรือครก, กะละมัง, ทัพพี, กระทะ, ตะหลิว, เขียง, มีด เป็นต้น

ขณะที่ส่วนผสมน้ำพริกแกงต่าง ๆ ก็มีอาทิ... พริกแห้งเม็ดใหญ่ (พริกชี้ฟ้าแห้ง), หอมแดง, กระเทียม, ตะไคร้หั่นฝอย, ขาหั่นเป็นแว่น ๆ, รากผักชีหั่น, เกลือป่น, พริกไทย, ลูกจันทร์, ดอกจันทร์, เมล็ดผักชี, กานพลู, อบเชย, ลูกกระวาน, ยี่หร่า, เกลือ, น้ำมันพืช เป็นต้น
ร้านน้ำพริกแกง “ยายบุญธรรม” มีน้ำพริกแกงขึ้นชื่อหลายอย่าง เช่น “น้ำพริกแกงมัสมั่น”

ขั้นตอนการทำ “น้ำพริกแกงมัสมั่น” ยายบุญธรรมเปิดเผยว่า เริ่มจากผ่าพริกแห้งเอาเมล็ดออกทิ้ง แล้วหั่นหยาบ ๆ แช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ เพื่อให้พริกแห้งนุ่ม เสร็จแล้วใช้มือบีบน้ำออก ใส่ภาชนะเตรียมไว้

จากนั้นนำพริกแห้งที่เตรียมไว้ใส่ครก ตามด้วยข่าหั่น ตะไคร้หั่น พริกไทย กระเทียม หอมแดง รากผักชีและเกลือป่น โขลกจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน พักไว้

ทำการคั่วพริกไทย ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ เมล็ดผักชี ยี่หร่า ลูกกระวาน กานพลู และอบเชย ให้หอมเหลือง แล้วโขลกรวมกันให้ละเอียด จากนั้นตักขึ้นพักไว้ ก่อนจะนำไปโขลกรวมกับส่วนผสมของพริกให้เข้ากันดี แล้วนำไปผัดในน้ำมัน ใช่ไฟปานกลาง ผัดไปเรื่อย ๆ จนน้ำพริกมีกลิ่นหอม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ยายบุญธรรมบอกอีกว่า น้ำพริกแกงที่ร้านจะมีเอกลักษณ์ซึ่งทำให้มีลูกค้าประจำมาก คือจะมีกลิ่นหอมโชย รสชาติเข้มข้น และใช้สมุนไพรที่มีการเลือกสรรมาอย่างดี

ร้านน้ำพริกแม่บุญธรรมอยู่ในตลาดท่าน้ำนนทบุรี เปิดร้านตั้งแต่ตี 4 จนถึง 6 โมงเย็น ใครต้องการรับน้ำพริกแกงไปขายต่อ ก็ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.0-2526-7297, 0-2525-1403 ทั้งนี้ อาชีพ “ขายน้ำพริกแกง” นั้นทำเงินแบบไม่ธรรมดาได้...ถ้ามีสูตรเด็ด ใครพอมีฝีมือทางนี้ก็ลองหาสูตรมาฝึกฝน-หาทำเลขายกันดู

เชาวลี ชุมขำ :รายงาน / จเร รัตนราตรี :ภาพ

Read More...


ข้าวผัดกิมจิ' ทำเลใช่..เป็นอาชีพเสริมได้ !

อาชีพขายอาหารยังเป็น “อาชีพเสริม สร้างรายได้” ยอดฮิตทุกยุคสมัย ซึ่งการจะประสบความสำเร็จ นอกจากรสมือจะต้องดีแล้ว เรื่องทำเล เรื่องการปรับตัวตามกลุ่มเป้าหมาย ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย และกับผู้ที่เลือกขายอาหารในย่านสถานศึกษา และมีเมนูตามกระแสนิยมของลูกค้าเป้าหมาย เช่น “ข้าวผัดกิมจิ” นี่ก็น่าสนใจ...

รวมพร หมื่นอินกุล หรือ ตวง อายุ 29 ปี เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิต เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการมาทำอาชีพนี้ว่า หลังจากเรียนจบก็เข้าทำงานด้านการตลาด แผนกแฟชั่น เสื้อผ้าและของใช้ผู้หญิง ทำงานอยู่เกือบ 4 ปี ก็รู้สึกเบื่อ อยากทำงานอิสระ จึงลาออก

แรก ๆ นั้น เพราะเคยทำงานด้านแฟชั่น จึงหันมาเปิดร้านขายเสื้อผ้าหลังการบินไทย ตัดเอง ออกแบบเอง ช่วงแรกขายดีมาก มีเท่าไหร่ก็หมด ธุรกิจไปได้สวยจริง ๆ แต่ขายอยู่ประมาณปีกว่า ๆ ก็ต้องปิดตัว เพราะเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี รายได้ของร้านลดลง จากเดิมลูกค้าซื้อ 7,000 - 8,000 บาท และมาบ่อย ๆ หลัง ๆ มาเดือนละครั้งสองครั้ง ยอดซื้อเหลือ 2,000 – 3,000 บาท แล้วที่สุดก็หายหน้าไปเลย

ตวงบอกว่า เป็นคนที่คิดเร็วทำเร็ว ก็เลยเปลี่ยนแนว หาทำเลทำร้านอาหารทันที ซึ่งที่บ้านทั้งคุณแม่และคุณยายทำอาหารอร่อยมาก ตนเองจะติดกับข้าวที่บ้าน และก็เป็นคนที่ชอบกินและชอบทำอาหารด้วย ชอบดูรายการอาหารทางทีวี ดูสูตรจากอินเทอร์เน็ต และซื้อตำรามาฝึกทำ ทั้งอาหารไทย อิตาเลียน ฝรั่ง ญี่ปุ่น และเกาหลี ลองผิดลองถูกไปเรื่อย โดยมีน้องชายเป็นผู้ช่วยชิม

สำหรับร้านอาหารที่เปิดขายอยู่นี้ เปิดมาได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว และกำลังไปได้ดีเลยทีเดียว มีน้อง ๆ นักศึกษาเข้ามาเป็นลูกค้าขาประจำจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นเพราะทางร้านเข้าใจว่านักศึกษามีความเป็นวัยรุ่น ชอบอาหารที่มีสไตล์แปลก ๆ มีเมนูผสมผสานกัน ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ การเปิดร้านอาหารในทำเลแบบนี้ เมนูต้องเด็ดใหม่เสมอ ขณะที่เรื่องรสชาตินั้นถ้าเป็นอาหารต่างชาติก็ต้องประยุกต์ให้ถูกปากคนไทย

รายการอาหารของทางร้าน ก็จะมีอาทิ ข้าวผัดกิมจิ, ข้าวห่อไข่-ข้าวผัดแฮม, ข้าวผัดเบคอน, ไข่เจียวแฮมชีส, คร็อกเก้แกงกะหรี่ญี่ปุ่น, คร็อกเก้ครีมซอสแฮม, ตับไก่บดกับขนมปังปิ้ง, หอยลายเนยกระเทียมกับขนมปังปิ้ง, ข้าวผัดอเมริกัน, ข้าวผัดแกงกะหรี่ญี่ปุ่น, ข้าวปลาซาบะย่างซีอิ๊ว, ข้าวผัดต้มยำไก่-ทะเล, สปาเกตตีต้มยำ-ทะเล, ข้าวผัดเนื้อเค็ม, ข้าวไข่ระเบิด, ข้าวผัดพริกขี้หนูสด, ข้าวไก่คลุกฝุ่นกระเพากรอบ, ข้าวผัดแกงเขียวหวาน ฯลฯ โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่เมนูละ 30-40 บาทเท่านั้น ซึ่งกำไรก็พอให้ร้านอยู่ได้และวันนี้ตวงก็มีสูตรการทำ “ข้าวผัดกิมจิ” มาแนะนำ

การทำ “ข้าวผัดกิมจิ” นี้ เริ่มกันตั้งแต่การทำ “กิมจิ” ก่อน วัตถุดิบที่ใช้ตามสูตรก็มี... ผักกาดขาว 2 หัวใหญ่, ต้นหอม 100 กรัม, ขิง 20 กรัม, พริกชี้ฟ้าสดสีแดง 100 กรัม, กระเทียม 10 กรัม, น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ, เกลือ และน้ำสะอาด

วิธีทำกิมจิ นำผักกาดขาว 2 หัวใหญ่ ล้างให้สะอาดแล้วผ่าครึ่ง เด็ดออกทีละใบจนหมด พักไว้ ผสมน้ำเปล่ากับเกลือ 40 กรัม ทำการคนให้เกลือละลายเป็นน้ำเกลือ ชิมรสให้ออกเค็มเล็กน้อย จากนั้นนำผักกาดขาวที่เตรียมไว้มาแช่น้ำเกลือนานประมาณ 6-8 ชั่วโมง จนผักสลด จึงนำขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ

นำพริกชี้ฟ้าแดงสดมาผ่าเอาเม็ดออก หั่นเป็นชิ้นเล็กใส่ลงไปในครก ตามด้วยขิง กระเทียม ทำการโขลกส่วนผสมทั้งหมดให้ละเอียด ตักมาใส่อ่างผสม ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย และเกลือป่น คนให้เข้ากันเป็นน้ำปรุงรส แล้วพักไว้ จากนั้นหั่นต้นหอมเป็นท่อนยาวประมาณ 1 นิ้ว หั่นผักกาดขาวที่เตรียมไว้เป็นชิ้นพอคำ แล้วนำต้นหอม ผักกาดขาว และน้ำปรุงรส มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วัน ก็เป็นอันใช้ได้

การจะทำข้าวผัดกิมจิ วัตถุดิบหลัก ๆ ก็มี... ข้าวสวย, เนื้อหมูหรือเนื้อไก่หั่นเป็นชิ้น, เนย, น้ำมันหอย, น้ำตาลนิดหน่อย และขาดไม่ได้คือกิมจิ

วิธีทำ “ข้าวผัดกิมจิ” เริ่มจากนำเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ผัดกับเนยให้สุกและหอม ปรุงรสด้วยน้ำมันหอยและน้ำตาลนิดหน่อย จากนั้นก็นำกิมจิมาใส่ ใช้ไฟแรงผัดไปมา 3-4 ครั้ง ก็ตักราดบนข้าวสวยร้อน ๆ พร้อมเสิร์ฟ ซึ่งร้านนี้เขาจะไม่นำข้าวลงผัดคลุก จะใช้วิธีราดเครื่องลงบนข้าวเพื่อความสวยงาม แต่ก็เรียกชื่อเมนูเป็นข้าวผัด

ร้านของตวงอยู่ข้าง ๆ มหาวิทยาลัยรังสิต ถ้ามาจากหมู่บ้านเมืองเอกวิ่งตรงมาตลอด ให้สังเกตร้านจะอยู่ติดกับร้านอินเทอร์เน็ตและร้านก๋วยเตี๋ยวโบราณ เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้าไปจนถึง 2 ทุ่ม ใครอยากไปลองชิม ถ้าหาร้านไม่เจอสอบถามได้ที่ โทร.08-1925 -1171 ซึ่งร้านนี้ก็เป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนเช่นกัน !!

เชาวลี ชุมขำ :รายงาน / จเร รัตนราตรี :ภาพ

ที่มา เดลินิวส์

Read More...


กระเพาะปลาน้ำแดง" "เพื่อสุขภาพ"เพิ่มจุดขาย !

การขายอาหารการกินในปัจจุบัน ไม่ว่าจะร้านเล็ก-ร้านใหญ่ นอกจาก ราคาเป็นธรรม ใส่ใจเรื่องความสะอาดแล้ว ควรให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพผู้บริโภคด้วย ซึ่งกับ “กระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วย” ที่ทีม “อาชีพเสริม สร้างรายได้” มีข้อมูลมานำเสนอวันนี้ ก็ใส่ใจสุขภาพลูกค้าจนเป็นจุดขายที่ดีทีเดียว...

“กระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วย” เจ้านี้ ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาสำหรับคนรักสุขภาพ ผู้ปรุงขายนั้นเป็นอดีตข้าราชการของสถาบันมะเร็งฯในตำแหน่งโภชนากรดูแลอาหารผู้ป่วย เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วก็เปิดกิจการเล็ก ๆ ขายกระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าวฯ และก็เป็นที่นิยมของลูกค้ามากทีเดียว

อารยา ปั้นพิพัฒน์ หรือ ป้าเจียม เจ้าของสูตร เล่าว่า ทำกระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วยขายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ก็เป็นเวลากว่า 9 ปีแล้ว กระเพาะปลาที่ทำขายนั้นนอกจากเน้นความอร่อยแล้วยังให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพด้วย จะไม่ใส่เครื่องใน ใช้ยอดมะพร้าวแทนหน่อไม้ เสริมด้วยเม็ดแปะก๊วยซึ่งดีต่อสุขภาพ และจะไม่ใส่น้ำปลาและชูรส ที่สำคัญจะไม่ใส่สารกันบูด แต่แป้งก็ไม่มีการคืนตัว
สำหรับ อุปกรณ์ในการทำกระเพาะปลาน้ำแดงขายนั้น ถ้าทำขายเล็ก ๆ อุปกรณ์ การทำก็เป็นพวกเครื่องครัวต่าง ๆ เช่น เตาแก๊ส หม้อ จาน ฯลฯ และก็ควรต้องมีหม้อใส่กระเพาะปลาขายโดยเฉพาะด้วย

ส่วนสูตรและวิธีทำกระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วยเจ้านี้ เริ่มที่ทำน้ำซุป โดยใส่น้ำสะอาดในหม้อเบอร์ 40 ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นใส่โครงไก่หักครึ่ง 2 กก. รากผักชี 200 กรัม และพริกไทยดำ 200 กรัม ปรุงรสด้วยซอส 2 ถ้วย ซีอิ๊ว 1/2 ถ้วย และน้ำตาลกรวด 500 กรัม น้ำซุปนี้ต้มเคี่ยวประมาณ 3 ชั่วโมง

เมื่อขั้นตอนการต้มน้ำซุปเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการทำกระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วย โดยใส่กระเพาะปลา 1,500 กรัม (แช่น้ำให้นุ่ม ต้มให้สุก ล้างด้วยน้ำเย็น บีบให้พอหมาด ๆ แล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ) แล้วใส่ เห็ดหอม 300 กรัม (แช่น้ำให้นิ่ม และหั่นเป็นชิ้น ๆ เช่นกัน)

ใส่ยอดมะพร้าวหั่นต้ม 1.5 กก. จากนั้นค่อย ๆ ละลายแป้งท้าวยายม่อมและแป้งถั่วอย่างละ 200 กรัม กับน้ำในปริมาณที่พอประมาณ ดูว่าไม่ใสเกินไป-ไม่ข้นเกินไป ละลายแป้งแล้วก็ใส่ลงไปในหม้อ ตามด้วยใส่เลือดไก่ 5 ถ้วย ซึ่งต้องล้าง และต้มให้สุกเสียก่อน จากนั้นใส่ไข่นกกระทาต้ม 50 ฟอง เท่านี้ก็เรียบร้อยไปส่วนหนึ่ง

ในส่วนของเม็ดแปะก๊วยนั้น จากสูตรส่วนผสมข้างต้น จะใช้ประมาณ 1.5 กก. (ล้างให้สะอาด และต้มให้สุก) โดยจะแยกไว้ต่างหากไม่ใส่ผสมเลยทีเดียว และรวมถึงเส้นหมี่ลวกสุกกับผักชีหั่น ที่ก็แยกไว้เช่นกัน

นอกจากนี้ ก็ต้องเตรียมน่องไก่และปีกไก่ตุ๋น 2 กก. (การตุ๋นน่องไก่หรือปีกไก่นั้นให้นำลงต้มพร้อมกับน้ำซุปกระเพาะปลาให้สุกก่อน เมื่อน่องไก่หรือปีกไก่สุกแล้วก็ให้ตักออกมาใส่หม้อตุ๋นอีกใบต่างหาก โดยตุ๋นด้วยน้ำซุปกระเพาะปลาที่แบ่งมา และปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำพอประมาณ ตุ๋นไปจนงวดก็เป็นอันใช้ได้)

การขาย ก็ตักกระเพาะปลาใส่ถุงหรือชาม ขายชุดละ 25 บาท โดยกะปริมาณกระเพาะปลา ยอดมะพร้าว เส้นหมี่ และแป้ง ให้พอดี ๆ ใส่ไข่นกกระทา 2 ฟอง, น่องไก่หรือปีกไก่ 1 ชิ้น และเม็ดแปะก๊วยต้มจำนวนหนึ่ง โรยหน้าด้วยผักชีซอย และพริกไทย เสิร์ฟ-ขายพร้อมเครื่องปรุง อาทิ น้ำตาลทราย,จิ๊กโฉ่ว

จากปริมาณส่วนผสมที่ว่ามาข้างต้นนั้น เจ้าของสูตรนี้บอกว่า ถ้าขายหมดจะมี รายได้ประมาณ 2,000 บาท โดยต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ซึ่งก็นับว่าเป็นเมนูอาหารที่สร้างรายได้น่าสนใจทีเดียว

ใครสนใจ “กระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วย” สูตร ของป้าเจียม-อารยา อยากชิม หรือต้องการติดต่อไปออกร้าน ก็ติดต่อสอบถามไปได้ที่ โทร. 0-2526-5681, 08-1699-7505, 08-9484-7167 ส่วนใครที่ได้ไอเดียทำกินจากอาหารที่เน้นสรรพคุณเพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย ก็รีบฝึกฝนเพื่อทำขาย อย่ารอช้า !!.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน-----------ที่มา เดลินิวส์

Read More...


ข้าวซอย-น้ำเงี้ยว’มีสูตรเด็ดขายที่ไหนก็รวย

“ช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะนิยมขึ้นเหนือไปสัมผัสอากาศหนาว และหลายคนก็จะถือโอกาส รับประทานอาหารประจำถิ่นอย่าง “ข้าวซอย” ให้จุใจ อย่างไรก็ตาม ข้าวซอยนี่ไม่จำเป็นว่าจะต้องขายอยู่ทางเหนือเท่านั้น ขอเพียงมีสูตรเด็ดเคล็ดอร่อย ก็ทำขายในพื้นที่ภาคอื่น ๆ ได้ อย่างที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้...

ภัคพงศ์ พึ่งกัน ปัจจุบันเปิดร้านอาหารชื่อ “รสมือแม่” อยู่ในกรุงเทพฯ เจ้าตัวบอกว่า เดิมเคยเปิดร้านขายอาหารเหนืออยู่ที่เชียงใหม่ ภายหลังต้องหยุดเพราะเข้ามาทำงานเป็นสัตวแพทย์อยู่ในกรุงเทพฯ พอมาอยู่ที่กรุงเทพฯก็เห็นว่าอาหารเหนือนั้นหากินยาก จึงคิดจะเปิดร้านขายอาหารเหนือ และได้ขอให้คุณแม่ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำอาหารเหนือมานานลงมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยในเรื่องนี้


ร้านอาหารเหนือที่เปิดใหม่นี้ก็ใช้ชื่อร้านว่า “รสมือแม่” ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่เคยเปิดอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จะเน้นให้คนกรุงเทพฯได้รู้ถึงรสชาติของอาหารเหนือที่แท้จริง และให้คนที่ชอบได้กินกันบ่อยขึ้น ที่สำคัญอาหารที่ร้านนี้ทุกเมนูจะไม่ใส่ผงชูรส โดยที่ร้านจะมีสโลแกนว่า “พ่อแม่ใส่ใจแทนการใส่ผงชูรส”

สำหรับอาหารเหนือที่ขึ้นชื่ออย่าง “ข้าวซอย” และ “น้ำเงี้ยว” เป็นเมนูที่ทำไม่ยาก แต่อาจจะมีขั้นตอนการทำที่เยอะหน่อย ซึ่งความอร่อยนั้นอยู่ที่ “พริกแกง” เพราะฉะนั้นพริกแกงที่ร้านนี้ใช้ทำทั้งสองเมนู จะทำขึ้นเอง ไม่ซื้อสำเร็จรูป และที่สำคัญข้าวซอยและน้ำเงี้ยวจะต้องทำใหม่ ๆ ทุกวัน จะทำพอดีขายวันต่อวัน

วัตถุดิบที่ใช้ในการทำพริกแกงข้าวซอย ตามสูตรของร้านนี้มีดังนี้... พริกแห้ง 2 ขีด, กระเทียม 3 ขีด, หอมแดง 3 ขีด, ข่า 2 ขีด, ตะไคร้ 2 ขีด, ขิง 1 ขีด, กะปิ 1.5 ขีด, เม็ดผักชียี่หร่า 1/2 ขีด, ผง กะหรี่ 2 ช้อนโต๊ะ, ผงขมิ้น 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ

จากสูตรนี้สามารถทำพริกแกงได้ประมาณ 1 กิโลกรัม

วิธีการทำพริกแกง เริ่มจากนำวัตถุดิบทุกอย่างมาทำการปั่นให้ละเอียด โดยแยกปั่นแต่ละอย่าง จากนั้นก็นำวัตถุดิบทุกอย่างที่ปั่นละเอียดแล้วมาเทใส่รวมกันในครก ทำการโขลกให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เท่านี้ก็จะได้พริกแกงพร้อมสำหรับทำข้าวซอย โดยพริกแกงข้าวซอยจะออกทางหอมกลิ่นผงกะหรี่

เมื่อได้พริกแกงก็มาถึงวิธีทำ “น้ำแกงข้าวซอย” เริ่มจากนำหัวกะทิใส่กระทะตั้งไฟปานกลาง ทำการเคี่ยวให้หัวกะทิแตกมัน จากนั้นก็นำพริกแกงที่ทำเตรียมไว้ใส่ลงไปผัดรวมกับหัวกะทิ พอเริ่มหอมก็ให้นำเนื้อวัวหรือเนื้อไก่ใส่ลงไปผัดด้วยประมาณ 15 นาที

เนื้อวัวที่ใช้ทำควรจะใช้เนื้อส่วนน่องลาย เพราะเป็นเนื้อส่วนที่มีเอ็นติดแทรกอยู่ในเนื้อ เวลาทำออกมาจะอร่อยมาก ส่วนถ้าเป็นเนื้อไก่นั้นจะใช้เนื้อส่วนน่องมาทำ โดยเลือกใช้น่องที่มีขนาด 8-9 น่องต่อกิโลกรัม

ขั้นตอนต่อไป นำหางกะทิใส่หม้อตั้งไฟอ่อน ๆ ใส่เกลือและน้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อย พอกะทิเดือดก็นำเนื้อหรือไก่ที่ผัดกับพริกแกงใส่ลงไปในหม้อ จากนั้นก็ตั้งไฟเคี่ยวไปเรื่อย ๆ

ถ้าเป็นเนื้อจะใช้เวลาในการเคี่ยวเป็นชั่วโมงเพื่อให้เนื้อเปื่อยนุ่ม แต่ถ้าเป็นน่องไก่จะใช้เวลาในการเคี่ยวประมาณ 1/2 ชั่วโมงเท่านั้น เท่านี้ก็จะได้น้ำแกงสำหรับใส่เส้นข้าวซอย

สำหรับการเตรียม “เส้นข้าวซอย” นั้น ก็แค่ตั้งน้ำให้เดือดแล้วนำเส้นลงลวกให้เส้นนิ่ม ใส่ชาม ใส่น้ำแกงที่เตรียมไว้ลงไป แล้วก็จะใส่เส้นบะหมี่ที่ทอดกรอบอีกส่วนหนึ่งด้วย แต่เส้นข้าวซอยนั้นถ้าจะให้ได้รสชาติข้าวซอยเมืองเหนือแท้ ๆ จะต้องใช้เส้นข้าวซอยโดยเฉพาะ ซึ่งทางร้านนี้จะมีแหล่งสั่งซื้อจากจังหวัดเชียงใหม่

“ข้าวซอย” นั้นต้องเสิร์ฟคู่กับเครื่องเคียง อย่างผักกาดดองหั่นเป็นชิ้น, หอมแดงหั่นเป็นชิ้น และมะนาวหั่นซีก

หากใช้พริกแกงประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อเนื้อวัวหรือน่องไก่ 5 กิโลกรัม และกะทิ 4 กิโลกรัม จะสามารถทำข้าวซอยได้ประมาณ 45 ชาม ราคาขายของร้าน “รสมือแม่” อยู่ที่ชามละ 40 บาท

ภัคพงศ์ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “น้ำเงี้ยว” ด้วยว่า สำหรับพริกแกงที่ใช้ทำน้ำเงี้ยวก็จะใช้วัตถุดิบเหมือนพริกแกงข้าวซอย เพียงแต่พริกแกงของน้ำเงี้ยวนั้นไม่ต้องใส่ขิงและผงกะหรี่ ส่วนวิธีการทำก็เหมือนกัน

การทำน้ำเงี้ยว เริ่มจากนำพริกแกงมาผัดกับน้ำมันให้พอหอม จากนั้นก็ใส่หมูลงไปผัดให้พอมีกลิ่นหอม ทำการตั้งน้ำต้มกระดูกหมู พอเดือดก็ใส่หมูที่ผัดกับพริกแกงลงไปในหม้อ ต้มไปเรื่อย ๆ ใส่เลือดไก่และมะเขือเทศลงไป ปรุงรสตามต้องการ ก็จะได้น้ำเงี้ยวสำหรับราดเป็น “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่าง ผักกาดดองหั่นฝอย, กะหล่ำปลีหั่นฝอย และพริกแห้งทอด

นอกจากข้าวซอยและน้ำเงี้ยวแล้ว ร้านรสมือแม่ยังมีอาหารเหนืออีกหลายเมนู อาทิ น้ำพริกอ่อง, ไส้อั่ว, แกงฮังเล, แกงอ่อม, แกงแค ฯลฯ และยังมีเมนู “สเต๊ก” ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ไปที่ร้านนี้มักจะสั่งทานกัน

ใครสนใจอาหารเหนือ “ร้านรสมือแม่” ร้านนี้อยู่ในซอยชินเขต 2/40 หลังมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เข้าทางถนนวิภาวดีรังสิตตรงนอร์ท ปาร์คก็ได้ เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น. สอบถามเส้นทาง โทร. 08-6378-9454 08-6378-9454 ซึ่งร้านนี้ก็พิสูจน์กับ “ช่องทางทำกิน” ว่าอาหารเหนือ ไม่ต้องขายที่เมืองเหนือก็ได้ !!.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

ขอบคุณที่มา เดลินิวส์

Read More...


‘ขายปลาทูนึ่ง’ เงินงาม

ขาย “ปลาทูนึ่ง” เป็นอีกหนึ่งอาชีพเก่าแก่ที่จนวันนี้ก็ยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีของใครต่อใครมากมาย ซึ่งวันนี้ทางทีมงานคอลัมน์ช่องทางทำกินก็มีข้อมูลการทำอาชีพขายปลาทูนึ่งมาให้ลองพิจารณากัน...

เจ๊ชุม-ประชุม อยู่ประเสริฐ และ เจ๊อี๊ด-นิภา อยู่ประเสริฐ สองพี่น้องผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการปลาทูนึ่ง ยึดอาชีพนึ่งปลาทูขายมาหลายสิบปี กับปลาทูแม่กลอง ที่มีเอกลักษณ์คือ “หน้างอ-คอหัก” รสชาติขึ้นชื่อ โดยทั้งสองร่วมกันเล่าว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว พอพ่อแม่เสียก็รับช่วงทำอาชีพนี้

“ปลาทูแม่กลองจะมีความสด ใหม่ และกินอร่อย เพราะเป็นปลาที่นำมาจากทะเลวันต่อวัน ไม่มีการเก็บปลาไว้ค้างคืน แม่ค้าจะไปรับซื้อปลาที่ท่าเรือ เพื่อนำมาทำปลาทูนึ่ง ช่วงเวลาที่จะไปซื้อปลามานึ่งนั้นไม่แน่นอน เรือเข้า 2 โมงเช้า ก็ไป 2 โมงเช้า เรือเข้า 4 โมงเช้า ก็ไป 4 โมงเช้า รับปลามาแล้วก็เอาไปนึ่งทันที นึ่งเสร็จประมาณไม่เกินเที่ยงก็เอามาวางขายหน้าร้านได้เลย” เป็นกิจวัตรของคนขายปลาทูนึ่งเจ้านี้

เจ๊ชุมยังบอกอีกว่า ช่วงเทศกาลกินเจปลาแม่กลองจะยิ่งอร่อย ปลาจะมีชุกชุมและกำลังโตเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มตัว เอกลักษณ์ปลาทูแม่กลองต้องตัวเล็ก กินอร่อย เนื้อหวานกว่าปลาทูอินโดฯ ที่ตัวใหญ่กว่าแต่เนื้อจืด

สำหรับการทำอาชีพนึ่งปลาทูขายในภาพรวมนั้น อุปกรณ์ที่ใช้หลัก ๆ ก็มี... หม้อต้มปลาขนาดใหญ่ สั่งทำเฉพาะ, เต๊า หรือกระเตง (เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นโครงเหล็กทรงกลม ที่ใช้เรียงเข่งปลา เพื่อนำปลาลงไปต้ม), หลัว (เข่งไม้สำหรับใส่เกลือเม็ด), เตาแก๊ส, เข่งไม้ไผ่, กะละมัง และทัพพี

ส่วนวัตถุดิบก็มี... ปลาทู, เกลือเม็ด, ใบตอง และน้ำสะอาด

หลายคนคงเข้าใจว่าที่เรียกว่า “ปลาทูนึ่ง” เพราะนำปลาไปนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วปลาทูนึ่งไม่ใช่การนำปลาทูไปนึ่ง แต่จะนำปลาไปต้ม ที่เรียกว่าปลานึ่งนั้นเพราะเป็นคำที่คนโบราณเรียกกัน และเรียกต่อ ๆ กันมา

การนึ่งหรือต้มปลาทู เจ๊ชุมได้ลงมือทำให้ดู โดยเริ่มจากนำปลาทูมาควักไส้ออก โดยการอ้าปากปลาทู แล้วดึงเหงือกปลาทูออกมา ไส้ทั้งหมดก็จะออกมาด้วย (ไส้ปลาทูก็ไม่ต้องทิ้ง เพราะจะมีคนมารับซื้อถึงที่บ้าน เพื่อนำไปหมักเป็นไตปลา และเอาไปเป็นเหยื่อปลา)

ควักไส้แล้วก็นำปลาทูไปล้างน้ำให้สะอาด ก่อนจะจับปลาทูหักคอให้งอลง เพื่อที่ปลาจะได้อยู่ในเข่งอย่างสวยงาม ซึ่งจุดนี้ทำให้ปลาทูแม่กลองดูแตกต่างจากที่อื่น หลังจากเรียงปลาลงเข่งเรียบร้อยแล้ว ก็นำเข่งปลาทูมาเรียงลงเต๊า (1 เต๊าจะใส่เข่งปลาทูได้ประมาณ 70-80 เข่ง )

ถ้าใช้หม้อต้มขนาด 200 ลิตร จะต้องใส่น้ำลงไปประมาณ 3/4 ของหม้อ แล้วตักเกลือเม็ด 5 ขันใส่ลงไปต้ม พอน้ำเดือดใช้ทัพพีช้อนฟองออกให้สะอาด จากนั้นก็ยกเต๊าปลาทูลงต้มในหม้อ ประมาณ 5-6 นาที ก่อนจะยกเต๊าปลาลงให้ตักน้ำเกลือราดลงบนเข่งอีกครั้ง เพื่อให้ความชุ่มของเนื้อปลายังคงอยู่ ยกเต๊าลงวางให้สะเด็ดน้ำสักพัก และก่อนนำปลาทูเป็นเข่ง ๆ ออกไปขายก็ใช้ใบตองปิดหน้าปลาทูแต่ละชั้น ไม่ให้ปลาติดกัน

ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทำปลาทูนึ่ง ซึ่งเจ๊ชุมบอกว่า ปลาทูที่นึ่งใหม่ ๆ จะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน และจะน่าทานยิ่งขึ้นถ้าปลาตัวอวบอ้วน เนื้อนุ่มแน่น ไม่ยุ่ย ท้องและผิวไม่ถลอก

เรื่องรายได้ ถ้าใช้ปลาทูสดประมาณ 100 กก. พอขายหมดเพื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเหลือเป็นค่าเหนื่อยประมาณ 200-300 บาท หรือถ้ามากหน่อยก็ประมาณ 400-500 บาท แล้วแต่ราคาปลาสดแต่ละช่วง

ขณะที่ราคาขายให้ลูกค้า ขึ้นอยู่กับไซซ์หรือขนาดของปลา ถ้าเข่งหนึ่งมี 2 ตัว ขายราคา 3 เข่ง 100 บาท ไซซ์รองลงมาก็ 4 เข่ง 100 บาท และไซซ์เล็ก 5-6 เข่ง 100 บาท

อาชีพขายปลาทูนึ่งเจ้านี้อยู่ที่ตลาดแม่กลอง เป็นปลาทูนึ่งเรือโป๊ะ สด ๆ ของอ่าวแม่กลอง ร้านอยู่หน้าร้านโอ้วแซเซ้ง ตรงข้ามวินมอเตอร์ไซค์ 5 พลัง เดินตรงไปอีกนิดก็จะเจอร้านปลาทูนึ่ง “เจ๊ชุม” จะอยู่ติดกับร้านกุยช่ายทอดและร้านของดองเจ๊หมวย ทั้งสองร้านเป็นเจ้าเดียวกันเพียงแต่แยกกันขาย ใครสนใจติดต่อเจ๊ชุม โทร. 08-1995-6163 ส่วนเจ๊อี๊ด โทร. 08-7919–3071 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ขาย “ปลาทูนึ่ง” เป็นอาชีพเฉพาะถิ่นก็จริงอยู่ แต่หากใครสนใจ ไม่ได้อยู่ไกลจากแหล่งปลาสดมากจนเกินไป ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำขายได้ และนี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่ไม่อาจมองข้าม.

ที่มา
เดลินิวส์
เชาวลี ชุมขำ

Read More...


ยำทรงเครื่อง’ ‘เกสรบัวหลวง’

อาชีพค้าขายอาหารในยุคนี้จะอยู่รอดได้ดีก็ต้องหาอะไรที่แตกต่างไปจากการค้าขายในท้องตลาดทั่วไป นอกเหนือไปจากฝีมือการปรุงที่เอร็ดอร่อย และอาชีพขาย “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” เจ้านี้ ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่พลิกแพลงนำองค์ประกอบแปลก ๆ มายำขาย สร้างอาชีพ-สร้างรายได้อย่างดี...

แสงเดือน สิริอัจฉราพันธุ์ หรือ น้อย แม่ค้าขาย “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” เล่าว่า เดิมทำอาชีพเย็บผ้ามาก่อน แต่รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงหันมาทำ “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” ซึ่งเป็นสูตรแปลกที่ไม่ค่อยมีคนทำขาย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมาเป็นยำทรงเครื่องเกสรมะม่วงมันนั้นก็ขาย “ยำเกสรชมพู่ม่าเหมี่ยว” ตำรับชาววังมาก่อน ซึ่งได้สูตรมาจาก อาจารย์ยาใจ เพชรรัตน์ แต่เพราะเป็นอะไรที่ต้องรอตามฤดูกาล ก็เลยดัดแปลงมาเป็นเกสรบัวหลวงและกลีบอ่อนแทน

บัวหลวงมีสรรพคุณทางยา โดยรสชาติจะต่างกันที่ยำเกสรชมพู่จะออกรสเปรี้ยว ขณะที่ “เกสรบัวหลวง” จะออกรสคล้ายมะขามเทศ แต่ปรุงเป็นยำแล้วก็จะมัน ๆ อร่อยดีอีกแบบ

“ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” ก็มีสรรพคุณด้านสมุนไพร ประโยชน์ทางสมุนไพรของบัวหลวงก็มีมากอยู่ และที่สำคัญบัวหลวงนั้นมีขายตลอดทั้งปี จึงเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย

สำหรับวัตถุดิบในการขายยำชนิดนี้นั้น หลัก ๆ คือใช้มะม่วงมัน ร้านนี้จะใช้วันละ 10-15 กก. ใช้มะม่วงพันธุ์แรด หรือน้ำดอกไม้ก็ได้ และบัวหลวงประมาณ 2 กำ ๆ ละ 10 ดอก นอกจากนี้ส่วนประกอบอื่น ๆ คือ น้ำเชื่อม ใช้น้ำตาลปี๊บเคี่ยวกับน้ำเปล่าประมาณ 3 กก. จนออกเป็นน้ำเชื่อม, ถั่วลิสงคั่ว 500 กรัม, กุ้งแห้ง 500 กรัม, มะพร้าวคั่ว 500 กรัม, ปลากรอบ 500 กรัม, ปลาหมึกกรอบ 500 กรัม, หอมแดงซอย 1 กก., กะปิหอมอย่างดี 1 กก., หอมเจียว (เจียวสำเร็จแล้ว) ประมาณ 1 ถุง (ราคา 24 บาท)
คุณน้อยบอกว่า วัตถุดิบที่ใช้หลัก ๆ ก็มีเพียงเล็กน้อย แต่การจัดร้านต้องดึงดูดลูกค้า ร้านของตนนั้นเป็นร้านรถเข็นธรรมดา แต่จะจัดร้านให้สวยงาม และดูดี ซึ่งตนก็เป็นคนชอบทำร้านให้สวยงาม เพื่อทำให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของที่ร้าน ซึ่งร้านของคุณน้อยก็ประสบความสำเร็จในจุดนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน มีส่วนผสมของมะม่วงมันซอย (พอประมาณ), ถั่วลิสงคั่ว, มะพร้าวคั่ว, กุ้งแห้ง, หอมเจียว, หอมแดงซอย และเกสรบัว 1 ดอก ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเคี่ยว) พริกป่น และพริกขี้หนูซอย ซึ่งจะใส่ส่วนผสมลงในกะละมังที่เตรียมไว้ คลุกเคล้า และปรุงรสจนใช้ได้

การปรุงขายก็จะสอบถามลูกค้าว่าชอบรสชาติประมาณไหน ปรุงตามนั้นก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ขายในราคา 25-30 บาท (ตามปริมาณเกสรบัว ถ้าลูกค้าต้องการเพิ่มเกสรบัวก็จะต้องเพิ่มเงินอีกเล็กน้อย)

นอกจากยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน คุณน้อยยังให้สูตร “ยำมะม่วงปูจืด” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดของร้านด้วย ซึ่งมีส่วนผสมของ มะม่วงซอย, กะปิหอม, หอมแดงซอย, มะพร้าวซอย ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเชื่อม) พริกสด และโรยหน้าด้วยปูจืด ซึ่งดองเกลือเอง ขายในราคาถุงละ 25-30 บาท

และยังมีสูตร “ยำมะม่วงปลากรอบ” ซึ่งมีส่วนผสมของมะม่วงซอย, หอมแดงซอย, ปลากรอบ, ถั่วลิสงเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเชื่อม) พริกป่น พริกนี้หนู และน้ำมะนาว ขายในราคาถุงละ 25-30 บาทเช่นกัน

ในแต่ละวัน คุณน้อยจะลงทุนประมาณ 1,000 บาท โดยถ้าขายหมด หักทุนแล้วจะมีกำไรประมาณวันละ 500 บาท ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้มากมาย เพราะใช้ของดี และมือหนัก ใส่เครื่องเยอะ แต่ก็พออยู่ได้

ปัจจุบันคุณน้อยจะเข็นรถเข็นขายยำระหว่างซอยวุฒากาศ 1 กับซอยวุฒากาศ 11 (ฝั่งธนบุรี) ทุกวัน ตั้งแต่ 12.00-20.00 น. หรือติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-7543-4130 ทั้งนี้ อาชีพขายอาหารการกินอย่าง “ยำ” นั้น ยังพอไปได้ และ “พลิกแพลงได้หลากหลาย” ก็อยู่ที่ว่าใครจะพลิกแพลงจนโดนใจลูกค้าได้แค่ไหน

ที่มา
เดลินิวส์


สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :รายงาน

คู่มือลงทุน...ยำทรงเครื่อง
ทุนอุปกรณ์ ขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน
ทุนวัตถุดิบ 60-70% ของราคาขาย
รายได้ ขายชุดละ 25-30 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร, ย่านชุมชนทั่วไป
จุดน่าสนใจ เครื่องยำแปลก ๆ เป็นจุดขาย

Read More...


จ๊อปลาทู’ พลิกแพลงได้เด่น-เป็นเงิน


“ช่องทางทำกิน” มีการนำเสนออาชีพเกี่ยวกับอาหารแปรรูปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกับ “ฮ่อยจ๊อ” ก็เป็นอีกเมนูที่เคยนำเสนอ แต่ละเจ้าก็จะเด่นกันไปคนละสูตร แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งการดัดแปลง ล่าสุดมีคนหัวใสนำ “เนื้อปลาทู” มาปรับใช้ จนกลายเป็นเมนูชื่อแปลกหูอย่าง “จ๊อปลาทู” และเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ...

บุญญาพร ตันสกุล เจ้าของสูตร “จ๊อปลาทู” เล่าว่า เดิมทำธุรกิจร้านอาหาร ต่อมามีปัญหาเรื่องพื้นที่ร้าน ประกอบกับเศรษฐกิจไม่ดี จึงเลิก แต่ด้วยความที่เป็นคนรักการทำอาหาร จึงพยายามไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการแปรรูปจากแหล่งต่าง ๆ โดยสนใจการทำฮ่อยจ๊อเป็นพิเศษ
ด้วยความที่อยู่แถบ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเด่นเรื่อง “ปลาทู” และช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ปลาทูจะมีมาก แม่ค้ามักขายไม่หมด โดยเฉพาะปลาทูเล็กหรือปลาแมวที่คนไม่นิยมกินเท่าปลาทูตัวใหญ่ ทำให้ราคาตก และเหลือขายยาก จึงคิดว่าคงจะดีถ้าสามารถนำปลาทูที่ว่ามาพัฒนาเป็นเมนูอาหาร จนเกิดเมนู “จ๊อปลาทู” ขึ้น

จุดเด่นของจ๊อปลาทู นอกจากชื่อที่แปลกและแก้ปัญหาเรื่องราคาปลาทูแล้ว บุญญาพรระบุว่า อีกเรื่องคือในเนื้อปลาทูมีคอเลสเตอรอลน้อยกว่าเนื้อปู อีกทั้งราคาก็ถูกกว่าเนื้อปู จึงใส่เนื้อปลาได้มากกว่าการทำฮ่อยจ๊อปู โดยแทบไม่ต้องใช้แป้งเลย โดยเธอเองทำจ๊อปลาทูขายมาตั้งแต่ปี 2551 หลังจากใช้เวลาปรับรสชาติอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากแรก ๆ ที่ทำจะมีกลิ่นคาวของปลาทูอยู่ ซึ่งลูกค้ามักจะไม่ชอบ ต่อมาก็พบว่าสามารถดับกลิ่นคาวได้โดยทำการขูดหนังปลาทูเพื่อแยกเนื้อปลาออกมา ก็จะสามารถกำจัดกลิ่นคาวที่เป็นปัญหาได้

“แรก ๆ ลูกค้าก็จะถามกันว่าจ๊ออะไร พอรู้ว่าเป็นปลาทูส่วนใหญ่ก็บอกว่าแปลกดี ยิ่งให้ทดลองทานก็พากันแปลกใจว่าทำไมไม่มีกลิ่นคาว เพราะบางคนไม่กล้าทาน สาเหตุเพราะกลัวว่าจะมีกลิ่นคาว ปลา ต่อมาในปี 2552 ก็ลองส่งเข้าประกวดโอทอป ก็ได้รับคัดเลือกเป็นโอทอประดับ 4 ดาวในปีแรกที่ส่ง”

ทุนเบื้องต้นสำหรับอาชีพนี้ บุญญาพรบอกว่าใช้ประมาณ 50,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์ อาทิ ซึ้งนึ่ง ขนาด 17 นิ้ว, แม่พิมพ์หรือรองพิมพ์สำหรับห่อ, กะละมังสเตนเลส, เขียงขนาดใหญ่, ถุงมือ, ผ้าขาวบาง เป็นต้น ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 60% ของราคาขาย ซึ่งราคาขายก็อยู่ที่เส้นละ 30-35 บาท

ส่วนผสมทำจ๊อปลาทู 10 เส้น (ประมาณ 1 กิโลกรัม) ประกอบด้วย เนื้อปลาทู 1 กิโลกรัม, ต้นหอม 2 ขีด, แห้ว 2 ขีด, รากผักชี 1 ขีด, กระเทียม 2 ขีด, มันหมู 1 ขีด, ไข่ไก่ 1 ฟอง, พริกไทย, เครื่องปรุงรส และฟองเต้าหู้ และส่วนผสมของน้ำจิ้มก็มี น้ำบ๊วย, น้ำส้มสายชู, น้ำตาล, เกลือ และพริกไทย
ขั้นตอนการทำ “จ๊อปลาทู”...เริ่มแรกนำปลาทูมาขูดหนังแยกออกจากเนื้อปลา จนเหลือเพียงเนื้อปลาทูสีออกชมพู จากนั้นนำเนื้อที่ได้มานวดด้วยมือจนพอเหนียวครั้งหนึ่งก่อน ต่อมาจึงนำมันหมูที่เตรียมไว้มาผสมรวมกับเนื้อปลาทู นวดต่อไปอีกครั้งจนส่วนผสมเข้ากันดี นำเครื่องปรุงรสและส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้มาเทใส่รวมกันลงไป จากนั้นก็ทำการนวดอีกครั้งเพื่อให้เนื้อปลาและส่วนผสมต่าง ๆ เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

ลำดับต่อไปนำแผ่นฟองเต้าหู้มาตัดเตรียมไว้ จากนั้นนำผ้าขาวบางชุบน้ำสะอาดบิดพอหมาด ๆ มาห่อแผ่นฟองเต้าหู้ให้พอนิ่ม นำแผ่นฟองเต้าหู้มาวางบนแม่พิมพ์ห่อหรือรองพิมพ์สำหรับห่อ (เจ้าของสูตรคิดประดิษฐ์รองพิมพ์ขึ้นเอง) นำเนื้อปลาทูที่ผสมและนวดจนเหนียวแล้วมาวางเรียงลงบนรองพิมพ์ จากนั้นพับ หัวและท้าย แล้วพับส่วนขอบม้วนให้แน่นไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วนำไปนึ่งโดยใช้ไฟปานกลาง สุกแล้วจึงนำมาตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนบรรจุจำหน่ายต่อไป โดย “จ๊อปลาทู” นี้สามารถอยู่ได้เป็นเดือนถ้านำใส่ไว้ในช่องฟรีซหรือช่องแช่แข็ง

“จ๊อปลาทูนี้จะใส่แห้ว ซึ่งจะหอมและกรอบมากกว่ามันแกวที่ใช้ใส่จ๊อปู ส่วนมันหมูใส่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้เนื้อจ๊อนุ่ม ถ้าไม่ใส่เลยเนื้อจ๊อจะกระด้าง อีกอย่างคือช่วยเพิ่มรสชาติให้กับจ๊อปลาทู เพราะถ้าใช้เนื้อปลาทูเพียงอย่างเดียว จ๊อที่ได้จะมีรสเปรี้ยวเกินไป เนื่องจากรสของเนื้อปลาทูจะออกเปรี้ยว” เจ้าของสูตรกล่าว

สนใจ “จ๊อปลาทู” ต้องการชิม ต้องการรับไปจำหน่ายต่อเป็นอาชีพ ติด ต่อคุณบุญญาพรได้ที่ เลขที่ 102/7 ซอยบางจะเกร็ง 3 ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โทร.08-6977-8546 หรืออยากจะขอข้อมูลเพิ่มเติมก็ลองสอบถามกันดูโดยตรง นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่พลิกแพลงได้น่าสนใจ.


ที่มา เดลินิวส์ศิริโรจน์ ศิริแพทย์

Read More...


กาแฟชัก’ เทไปเทมา ‘ท่าทำเงิน’

นอกจาก “ชาชัก” ที่ยุคนี้มีขายทั่วไป ไม่ใช่มีแค่เฉพาะถิ่น ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดีแล้ว ก็มีร้านที่เปิดขาย “กาแฟชัก” ที่มีรสชาติน่าสนใจ และก็น่าจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจด้วย...

อุดม พงศ์กระพันธุ์ เป็นเจ้าของร้าน “อุดมกาแฟชัก” ซึ่งวันนี้ได้ใช้ร้าน “ติ๊กคาเฟ่” ซึ่งเป็นร้านของน้องสาว อยู่ใต้ตึกศูนย์ปฏิบัติการทัศนศิลป์สิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม เปิดสูตร และวิธีทำ “กาแฟชัก” กับทีม “ช่องทางทำกิน” โดยอุดมบอกว่า กาแฟชักเป็นอาชีพประจำครอบครัวมานานแล้ว โดยเริ่มแรกมีร้านขายที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ภายหลังจึงมาเปิดร้านที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม และก็ออกร้านไปกับกระทรวงพาณิชย์ตามงานต่าง ๆ มาจนทุกวันนี้

อุดมเล่าถึงกรรมวิธีอาชีพนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องยาก ก็เตรียมอุปกรณ์สำหรับร้านขายกาแฟ หลัก ๆ ก็คือหม้อชงกาแฟ ส่วนวัตถุดิบหลัก ๆ ก็มี เมล็ดกาแฟสด, เนย และน้ำตาล จากนั้นทำการคั่วเมล็ดกาแฟ เสร็จแล้วนำเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วมาบดละเอียดพอประมาณ ก่อนนำไปชง

สำหรับส่วนผสมและสัดส่วนในการคั่ว ก็คือ ใช้เมล็ดกาแฟสด (โรบัสต้า) 10 กก., เนย 500 กรัม, น้ำตาลทราย 2 กก., เกลือ 300 กรัม รวมเป็นน้ำหนักรวม 12.8 กก. โดยที่กาแฟสดเมื่อคั่วแล้วจะเหลือน้ำหนักประมาณ 7 กก. และเก็บไว้ใช้งานได้ไม่เกิน 1 เดือน

การชงกาแฟ ส่วนผสมก็มีผงกาแฟบด น้ำร้อน นมข้นหวาน นมสด สัดส่วนการชงกาแฟคือ ผงกาแฟบด 6 ช้อน 300 กรัม, นมข้น 1 กระป๋อง 390 กรัม, นมสด 1/2 กระป๋อง 180 กรัม และน้ำร้อน 800 ซีซี

วิธีการ เตรียมน้ำร้อนชนิดเดือดจัดไว้ นำผงกาแฟใส่ในถุงกาแฟ จากนั้นราดน้ำร้อนลงบนถุงกาแฟเพื่อให้น้ำกาแฟออกมา ซึ่งน้ำกาแฟที่ได้นั้นจะมีสีดำ และรสชาติดี (หากใช้น้ำไม่ร้อนน้ำกาแฟจะไม่ออกสี และไม่มีรสชาติ) ส่วนนมข้นหวานใส่ลงไปบนหม้ออีกใบเตรียมไว้ แล้วนำน้ำกาแฟที่ชงเสร็จแล้ว เทลงในหม้อที่มีนมข้นหวานที่เตรียมไว้ แล้วชงให้ลูกค้า ส่วนนมสดจะใส่เป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเพิ่มความมันตอนที่จะขายให้ลูกค้า

เคล็ดลับในการชง การชงกาแฟโบราณนั้นน้ำต้องเดือดจัดถึง 100 องศา จะทำให้กาแฟหอมและข้น เมื่อผสมกับนมจะรสชาติพอดี (ไม่ควรใส่น้ำตาลในกาแฟที่ต้องใส่นมข้นอยู่แล้ว จะทำให้รสชาติไม่หวานกลมกล่อม และที่สำคัญไม่ควรเก็บกาแฟที่ปรุงแล้วเกิน 1 วัน และควรเก็บอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม)

การชงและชักกาแฟชักนั้น ก็เตรียมกระป๋อง 2 กระป๋อง ใส่กาแฟ 1 กระป๋อง เป็นกระป๋องเปล่า 1 กระป๋อง ทำการเทไปเทมาหรือ “ชัก” ระหว่างกระป๋อง ชักกาแฟไปมาประมาณ 5-6 ครั้ง จะได้รสชาติที่นุ่มและกลมกล่อมพอดี ซึ่งวิธีการ ลีลาการชัก ลูกเล่นต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชัก ซึ่งต้องฝึกฝน และใช้ประสบการณ์ล้วน ๆ

ทั้งนี้ กาแฟ 1 ลิตร จะขายได้ 12 แก้ว (ขนาด 16 ออนซ์) ขายในราคาแก้วละ 15 บาท โดยมีต้นทุนต่อลิตรประมาณ 55-60 บาท (ไม่รวมต้นทุนแก้ว น้ำแข็ง และนมสด) ซึ่งวิธีการขายคือใส่น้ำแข็งในถ้วย ใส่นมสด กาแฟ และเทนมสดราดอีกครั้ง

ในส่วนของ “ชาชัก” นั้น อุดมก็ให้ข้อมูลว่า ใช้ชาผงอัสสัม, น้ำร้อน และนมข้น สัดส่วนคือ ชาผง 4 ช้อนโต๊ะ, น้ำร้อน 800 ซีซี และนมข้น 1.5 กระป๋อง วิธีการชงชาคือ เตรียมน้ำร้อนชนิดเดือดจัดไว้ นำผงชาใส่ในถุงชา (เหมือนกับถุงกาแฟ) จากนั้นราดน้ำร้อนลงบนถุงชาเพื่อให้น้ำชาออกมา ส่วนนมข้นหวานใส่ลงในหม้ออีกใบเตรียมไว้ แล้วนำน้ำชาเทลงในหม้อที่มีนมข้นหวานที่เตรียมไว้ แล้วชงให้ลูกค้า

วิธีชักชา ก็เตรียมกระป๋อง 2 กระป๋อง ใส่ชา 1 กระป๋อง กระป๋องเปล่า 1 กระป๋อง ชักหรือเทไปเทมา ประมาณ 5-6 ครั้ง จะได้ชารสชาตินุ่มและกลมกล่อมพอดี เช่นเดียวกับการชักกาแฟ และก็เช่นเดียวกับกาแฟชัก คือ ชา 1 ลิตรจะขายได้ราว 12 แก้ว ราคาแก้วละ 15 บาท โดยที่ต้นทุนชาต่อลิตรคือ 50-60 บาท ส่วนวิธีการขาย คือ ใส่น้ำแข็งในถ้วย ใส่นมสด ชา และราดนมสดอีกครั้ง

สนใจ “กาแฟชัก” หรือ “ชาชัก” ของอุดม ก็ไปชิมได้ที่ร้านติ๊กคาเฟ่ ใต้ตึกศูนย์ปฏิบัติการทัศนศิลป์สิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร. 08-7317-8189.


ที่มา เดลินิวส์
สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน/จเร รัตนราตรี : ภาพ

Read More...


ก้าวแรกเศรษฐี-ขนมครก

ดวงกมล โลหศรีสกุล

ขนมครกชาววัง ทำกินเพลิน ทำขายรวย

"ลงทุนครั้งหนึ่ง ประมาณ 300 บาท ซื้อแป้งสำเร็จรูป 1 กิโลกรัม มาผสมกับ น้ำกะทิ น้ำสะอาด น้ำปูนใส น้ำตาลโตนด เกลือ จะได้แป้งสำหรับหยอดขนมครก 3 กิโลกรัม แป้งจำนวนนี้สามารถหยอดขนมครก ขนาด 15 เบ้า ได้ 24 กระทะ หากแคะไม่เสีย จะได้ขนมครก ทั้งหมด 360 ชิ้น จำหน่ายชิ้นละ 2 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 720 บาท หลังหักค่าใช้จ่าย ได้กำไรเกินครึ่ง"



ย่านชุมชนตอนเช้าตรู่ หรือช่วงเย็นที่เป็นเวลาเปิดของตลาดนัด มักมีหนึ่งเมนูขนมไทยวางขาย นั่นคือ "ขนมครก" ขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า หัวกะทิ แล้วโรยด้วยหน้าต่างๆ ซึ่งรสชาติออกหวาน เค็ม มัน จึงไม่น่าแปลกใจ ที่หลายคนนิยมรับประทาน

ก้าวแรกเศรษฐีฉบับนี้ นำเสนอข้อมูล ช่องทางการลงทุน และสถานที่จำหน่ายอุปกรณ์ขนมครก ขนมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขนมไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมไม่ได้มีพัฒนาการเหมือนอย่างทุกวันนี้ เพราะตามหลักขนมไทย ใช้เพียงข้าวเจ้าไปโม่ให้เป็นแป้ง เจือกับน้ำตาล และมะพร้าวเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ถูกนำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย สร้างรสชาติให้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร


ขนมครกชาววัง

จุดเด่น ชิ้นใหญ่ กรอบอร่อย

อาจารย์จินดามาศ ทินกร วิทยากรศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ผู้เชี่ยวชาญขนมครก กล่าวว่า จำหน่ายขนมเมนูนี้ มากว่า 40 ปี สูตรที่ใช้เป็นสูตรโบราณตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่ปัจจุบัน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย นำส่วนผสมมาดัดแปลงเล็กน้อย ทว่ารสชาติ และรูปลักษณ์ยังคงเดิม "ขนมครกเมื่อก่อน สูตรดั้งเดิมนำข้าวสาร มาผสมข้าวสุกค้างคืนแล้วโม่ เพื่อให้มีความนิ่ม แต่ข้อเสียคือ ทำให้เสียไว ปัจจุบัน สะดวกสบาย เนื่องจากมีแป้งสำเร็จรูปจำหน่าย ช่วยลดความยากลงไปได้พอสมควร ส่วนหน้าที่ใช้โรยก็มีความหลากหลายมากขึ้น"

วัตถุดิบสำคัญของขนมครก ที่วิทยากรพูดถึงคือ แป้ง มีด้วยกัน 2 รูปแบบคือ แป้งสด และแป้งแห้ง ถามผู้เชี่ยวชาญได้ใจความว่า แป้งสดคือ แป้งที่ต้องทำเองไม่มีวางจำหน่าย อันมีส่วนผสมของข้าวสารเก่า ข้าวสวยกลางปีสุกค้างคืน ถั่วทอง หรือถั่วเขียวเลาะเปลือก นำมาโม่ด้วยเครื่อง วิธีการ นำข้าวสารเก่าแช่น้ำค้างคืน ไปโม่พร้อมข้าวสุกและถั่วทอง เหตุที่ไม่ใช้ข้าวใหม่ เพราะแป้งจะเหนียว เวลาแคะออกจากเบ้าจะไม่ค่อยล่อน ส่วนแป้งแห้งคือ แป้งสำเร็จรูปที่ขายทั่วไปตามท้องตลาด โดยความแตกต่างของแป้งทั้งสองนี้คือ แป้งสด เนื้อขนมจะละเอียดและหอม แต่แป้งแห้งจะให้ความสะดวกมากกว่า

นอกจากแป้งจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของขนมครก ยังมีกะทิที่ใช้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกซื้อมะพร้าวสำหรับทำขนมมาขูด แล้วคั้นเพื่อให้ได้น้ำกะทิที่สดใหม่ จากนั้นผสมเกลือป่นเล็กน้อย การทำเช่นนี้จะทำให้ได้กะทิที่หอม นอกจากนั้น ยังมีความเข้มข้นมากกว่ากะทิกล่อง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ แนะนำให้ใช้ยี่ห้ออร่อยดี เนื่องจากกลิ่นจะหอมแบบธรรมชาติ

อีกสิ่งที่จะช่วยเพิ่มรสชาติ ให้ขนมครกกรอบอร่อย นั่นคือ ขนาด วิทยากร เผยว่า ควรเลือกใช้เบ้าขนมครกที่มีขนาด 15 เบ้า เฉลี่ยหลุมละประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร เวลาเทแป้ง ให้เท 3/4 ของเบ้า จากนั้นใช้กระบวยหน้ากว้าง 5 เซนติเมตร กดให้แป้งล้นขึ้นมา ประมาณ 1 เซนติเมตร เติมหางกะทิ ตามด้วยหัวกะทิ บริเวณที่ล้นเรียกว่าขอบ ซึ่งจะมีความกรอบ และแลดูชิ้นใหญ่ ลักษณะนี้รวมเรียกขนมครกชาววัง "เบ้าขนมครกที่วางขายทั่วไป มีตั้งแต่ขนาด 15 เบ้า 22 เบ้า และ 28 เบ้า อยากให้เลือกใช้ขนาด 15 เบ้า เนื่องจากชิ้นใหญ่ทำออกมาเฉลี่ยชิ้นละประมาณ 7 เซนติเมตร ซึ่งผู้บริโภคจะรู้สึกคุ้มค่า ต่างจากขนาดเล็กประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร"

ลำดับต่อมา ด้านรสชาติ อาจารย์จินดามาศ เผยว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานหวาน ดังนั้น อยากให้ผู้ประกอบการ ทำรสชาติแบบกลมกล่อม ไม่หวานจัด หรือเลี่ยนเกินไป ส่วนหน้าที่โรยยอดนิยม ได้แก่ ต้นหอม ผักชี ข้าวโพด เผือก ลูกตาล ถ้ายังไงสามารถนำไปดัดแปลงเพิ่มเติมได้



ลงทุน 3,000 บาท

ขายดีทุกวัน ไม่มีวันหยุด

ถึงตรงนี้ ถามผู้เชี่ยวชาญ ถึงจำนวนเงินลงทุน ได้ความว่า เงินที่ใช้ลงทุนขายขนมครกต่ำสุด เฉลี่ยใช้เงินประมาณ 3,000 บาท แบ่งเป็นค่าอุปกรณ์ 2,500 บาท ได้แก่ เตาไฟ 2 หัว เป็นเตาเหล็ก 1,500 บาท เบ้าขนมครก 1 ใบ ราคา 600 บาท กาหยอดขนมครก 60-100 บาท เตาแก๊ส 300 บาท ค่าวัตถุดิบ อาทิ แป้ง กะทิ น้ำตาลโตนด เกลือ จานกระดาษไว้ใส่ขนม ทั้งสิ้น 300 บาท แถมเหลือเป็นเงินหมุนเวียนจำนวนหนึ่ง "3,000 บาท หลักๆ ได้อุปกรณ์การขายและวัตถุดิบจำนวนหนึ่ง แต่จะไม่รวมอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ อาทิ กะละมังผสมแป้ง ทัพพี ช้อน ของจุกจิกในครัว เนื่องจากแต่ละบ้านมักมีอยู่แล้ว"

เมื่อทราบว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ต่อมาถึงรูปแบบการขาย วิทยากร ระบุว่า สามารถวางจำหน่ายได้ทั้งรถเข็น และตั้งโต๊ะ ขึ้นอยู่กับเงินทุน ถ้าเป็นรถเข็น คันละประมาณ 5,000 บาท ถ้าเลือกตั้งโต๊ะ สามารถเลือกวัสดุได้ตามกำลัง เลือกขนาดโต๊ะให้กว้าง 3 ฟุต ขึ้นไป ส่วนทำเลที่แนะนำ ยังคงอยู่ย่านตลาดสด ตลาดนัด งานวัด งานประจำปี ชุมชน หอพัก บริษัทห้างร้าน ป้ายรถประจำทาง หน้าร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล หมู่บ้านจัดสรร สถานศึกษา หรือหากใครมีร้านอาหารอยู่แล้ว นำไปเสริมเป็นของหวานได้ ส่วนวัน และช่วงเวลาขาย ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ขายได้ทุกวัน ตั้งแต่เช้า ไปจนค่ำมืด

คล้ายว่าขั้นตอนขนมครกไม่มากมายนัก ทว่าสิ่งใดที่ยากที่สุด อาจารย์จินดามาศ เผย อยู่ที่เทคนิคการหยอด บรรดามือใหม่ ควรใช้ช้อนหรือกระบวย ไม่ควรใช้กาหยอด เนื่องจากน้ำหนักมือยังไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้กะปริมาณไม่ถูก อีกทั้งเวลาแคะ เพื่อไม่ให้เสียของ ต้องใจเย็นรอจนกว่าขนมจะสุก "ลงทุนครั้งหนึ่ง ประมาณ 300 บาท ซื้อแป้งสำเร็จรูป 1 กิโลกรัม มาผสมกับ น้ำกะทิ น้ำสะอาด น้ำปูนใส น้ำตาลโตนด เกลือ จะได้แป้งสำหรับหยอดขนมครก 3 กิโลกรัม แป้งจำนวนนี้สามารถหยอดขนมครก ขนาด 15 เบ้า ได้ 24 กระทะ หากแคะไม่เสีย จะได้ขนมครก ทั้งหมด 360 ชิ้น จำหน่ายชิ้นละ 2 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 720 บาท หลังหักค่าใช้จ่าย ได้กำไรเกินครึ่ง"

นอกจากขนมครกจะลงทุนต่ำ ขายได้กำไรดีแล้ว ข้อได้เปรียบอีกอย่างคือ วัตถุดิบหาซื้อได้ง่าย ส่วนผสมทุกอย่าง ซื้อได้ที่ตลาดสด ร้านขายของชำ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าทั่วไป ไม่เหมือนกับอาชีพบางชนิด ที่ต้องมีร้านประจำ เช่น ขายอาหาร หรือผลไม้

อีกเทคนิคการขายที่อาจารย์จินดามาศ แนะนำ คือรสชาติต้องคงที่ วัตถุดิบสดใหม่ สถานที่จำหน่ายสะอาด มีหลากหลายไส้ให้เลือกรับประทาน พูดจาไพเราะกับลูกค้า ตั้งใจขาย ไม่หยุดบ่อย จะทำให้ได้ลูกค้าประจำ จากนั้นจะเกิดการบอกปากต่อปาก

ก่อนยุติเนื้อหา อาจารย์จินดามาศนำสูตรการทำขนมครกชาววัง มาให้ทดลองทำ และย้ำว่า โอกาสในการขายขนมชนิดนี้ ยังมีพื้นที่อีกมาก เนื่องจากปัจจุบัน คนยังนิยมบริโภคขนมชนิดนี้อยู่ สนใจสอบถามเนื้อหา หรือเข้ารับการอบรม ติดต่อ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน โทรศัพท์ (02) 589-2222, (02) 589-0492 และ (02) 954-4999 ต่อ 2100, 2101, 2102 และ 2103


วัตถุดิบตัวแป้งขนมครก

ส่วนผสม

1. แป้งข้าวเจ้าอย่างดี ตราดอกไม้ 1 กิโลกรัม

2. น้ำกะทิ 4 ถ้วยตวง

3. น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง

4. น้ำปูนใส 2 ถ้วยตวง

5. น้ำตาลโตนด 1 ช้อนโต๊ะ

6. เกลือ 1 ช้อนชา

7. โรยหน้าตามใจชอบ อาทิ ต้มหอม ข้าวโพด เผือก ฯลฯ

วิธีผสมแป้ง

ค่อยๆ เทแป้งข้าวเจ้า ลงผสมกับน้ำสะอาด น้ำปูนใส คนจนกว่าจะเข้ากัน จากนั้นเติมกะทิ น้ำตาลโตนด เกลือป่น แล้วคนให้เข้ากันดี



กะทิหน้าขนมครก

ส่วนผสม

1. หัวกะทิ 6 ถ้วยตวง

2. หางกะทิ 2 ถ้วยตวง

3. น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วย

4. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำกะทิสำหรับหยอดหน้า

ผสม หัวกะทิ หางกะทิ เกลือป่น น้ำตาลทราย เข้าด้วยกัน นำไปตั้งไฟ คนให้น้ำตาลและเกลือละลาย จากนั้นยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น ใส่ภาชนะเตรียมหยอดหน้าขนมครก

วิธีทำขนมครก

1. ตั้งกระทะขนมครก ใช้ไฟอ่อนปานกลาง รอจนเตาร้อนเต็มที่

2. นำลูกประคบ ทำด้วยกากมะพร้าวห่อด้วยผ้าขาว แตะน้ำมันพืช เช็ดที่เบ้าขนมครกให้ครบทุกเบ้า

3. ตักหรือใช้กาหยอดแป้งขนมครก ลงในเบ้าปริมาณ 3/4 นำกระบวยกดให้ล้นขึ้นมาด้านข้าง ประมาณ 1 เซนติเมตร ปิดฝาทิ้งไว้ราว 2-3 นาที

4. หยอดหางกะทิ ตามด้วยหัวกะทิ ประมาณ 1 ช้อนชา ต่อ 1 เบ้า โรยหน้าตามใจชอบ ปิดฝาทิ้งไว้ รอจนขอบแป้งเหลือง ใช้ช้อนแซะขึ้นใส่ภาชนะ

วิธีทำหน้าไข่เค็ม นำไข่เค็มต้มสุก มาแกะเปลือกออก นำไปขูดให้เป็นเส้นฝอยๆ ใช้โรยหน้าขนมครก เพิ่มความอร่อยด้วยพริกชี้ฟ้าหั่นฝอย และผักชี (เฉพาะใบ)

วิธีทำหน้ากุ้ง ใช้กุ้งสด มะพร้าวทึนทึก ในปริมาณที่เท่ากัน สับให้ละเอียด นำไปรวน ใส่พริกไทย เกลือป่น ชิมให้ออกรสเค็มนิดๆ โรยบนหน้าขนมครก แต่งด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย พริกเหลืองซอย ใบผักชีเด็ดเป็นใบๆ



อุปกรณ์สำหรับทำขนมครก

1. เครื่องโม่แป้ง (ในกรณีทำแป้งสด)

2. เบ้าขนมครก

3. กาสำหรับหยอดแป้ง

4. ลูกประคบ (ทำด้วยกากมะพร้าวห่อด้วยผ้าขาว)

5. ช้อนสำหรับแคะขนมครก


เคล็ดลับความอร่อย

1. น้ำมันพืชที่ใช้เช็ดเบ้าขนมครก ควรเป็นน้ำมันมะพร้าว จะทำให้ขนมครกมีกลิ่นหอม ชวนให้น่ารับประทาน นอกจากนั้น ยังทำให้ผิวขนมครกมีสีสวย

2. ภาชนะใส่ขนมครก ไม่ควรใช้โฟม เนื่องจากมีสารเมลามีน ก่อให้เกิดมะเร็ง ควรเป็นจานกระดาษ หรือรองด้วยใบตอง หรือหากจำเป็นต้องเรียงซ้อนกัน ก็ควรมีใบตองวางทับไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ขนมครกติดกัน

3. เบ้าขนมครก มีทั้งที่ผลิตจากเหล็ก และสเตนเลส ขึ้นอยู่กับเงินลงทุน ส่งผลด้านความสวยงาม แต่ไม่ส่งผลต่อรสชาติแต่อย่างใด


Read More...


ไอเดียแปลก ไอศครีมทุเรียน 100%


ไอศกรีมทุเรียน 100% ทรงไข่ กลยุทธ์การตลาด สู้ภาวะผลไม้ล้น

ปกติ ผลไม้ภาคตะวันออกอยู่ในภาวะล้นตลาดทุกปี ส่วนหนึ่งที่ชาวสวน นักธุรกิจส่งออก พ่อค้า ทำกันมากคือ แช่แข็งแล้วส่งออก แต่สำหรับคุณมรุตแล้ว เขาว่า แค่นั้นคงไม่พอ


งานแสดงอาหารใหญ่ประจำปี "Thaifex-World of food ASIA 2009" ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก ร่วมกับหอการค้าไทย และโคโลญ เมสเซส ที่ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี มีบริษัท ผู้ประกอบการ ด้านอุตสาหกรรมอาหารเข้าร่วมมากมาย

บู๊ธแสดงสินค้าบู๊ธหนึ่งที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมากจากผู้เข้าร่วมชมงาน ได้แก่ บู๊ธที่วางแสดงสินค้าหน้าตาคล้ายไข่เป็ด ไข่ไก่ แถมยังอยู่ในแผงพลาสติคที่ใส่ไข่เป็ด ไข่ไก่ซะด้วย แต่เมื่อเหลือบมองเข้าไปภายในบู๊ธ กลับมีผลไม้จากภาคตะวันออก ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน สละ นำมาจัดแสดงด้วย

ถามเจ้าหน้าที่ประจำบู๊ธ ได้ความว่า นี่ไม่ใช่ไข่เป็ด ไข่ไก่ แต่เป็นไอศกรีมทุเรียน มะพร้าว และมะม่วง อ้าว!...เป็นงั้นไป

เมื่อได้ความดังนั้น จึงมีคำถามตามมาอีกมากมาย หนึ่งในคำถามนั้นคือ แล้วจะกินอย่างไร ต้องผ่าออกมาหรือเปล่า มีไอศกรีมอยู่ข้างในใช่หรือไม่

เจ้าหน้าที่จึงตอบคำถามพร้อมสาธิตให้ดูว่า เพียงแต่ใช้ไม้จิ้มไปที่ไข่ เยื่อพลาสติคบางใสและลอกออกมา กลายเป็นไอศกรีมผลไม้ล้วนๆ และไอศกรีมที่ว่านี้เป็นไอศกรีมผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีส่วนผสมอื่นใด มีแต่เนื้อผลไม้เท่านั้น

เจ้าของไอเดีย และเจ้าของธุรกิจ คุณมรุต ชโลธร เผยว่า เขาและเครือญาติมีสวนผลไม้อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน สละ ปกติขายทั้งในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ รวมทั้งผลิตผลไม้แปรรูปด้วย

"การแปรรูปก็ทำแบบผลไม้แปรรูปทั่วไป บางส่วนก็แช่แข็ง เพราะในแต่ละปีมีผลไม้ออกมามาก ที่นี้ เราก็มองว่าเราจะครีเอท แวลู่ หรือจะสร้างสรรค์ให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นอย่างไร เพราะปัจจุบันนี้ เพียงแต่แอดแวลู่อย่างเดียวไม่พอแล้ว เราก็เริ่มมองไปที่ตัวสินค้าก่อน คำว่า ไอศกรีม เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ และเป็นของหวานที่ทุกคนชื่นชอบ ขณะเดียวกัน ก็มีด้านลบต่อสุขภาพ คือน้ำตาลมาก และมีส่วนผสมหลายอย่างที่เป็นสารสังเคราะห์ สรุปก็คือไม่ใช่สินค้าในกลุ่มเพื่อสุขภาพแน่นอน เราก็เลยมองว่า จะทำอย่างไรให้ผลไม้มาอยู่ในรูปของไอศกรีมที่เน้นความเป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์"

และนี่คือที่มาของไอศกรีมผลไม้ ที่ทางผู้ประกอบการเน้นว่า เป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยในช่วงต้น ทำออกมา 3 รสชาติ ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง และมะพร้าวอ่อน



ผลไม้ล้นตลาดทุกปี

แค่แช่แข็ง ส่งออก คงไม่พอ

"เราพัฒนาทั้ง 3 ตัวนี้มา ก็เป็นเนื้อผลไม้ล้วนๆ นั่นหมายความว่า เราได้ปฏิวัติวงการไอศกรีมให้เป็นธรรมชาติล้วน"

คุณมรุต บอกอีกว่า ปกติ ผลไม้ภาคตะวันออกอยู่ในภาวะล้นตลาดทุกปี ส่วนหนึ่งที่ชาวสวน นักธุรกิจส่งออก พ่อค้า ทำกันมากคือ แช่แข็งแล้วส่งออก แต่สำหรับคุณมรุตแล้ว เขาว่า แค่นั้นคงไม่พอ

"เราอยู่เมืองจันท์ เราก็อยากจะช่วย แต่คงต้องหาอะไรที่ใหม่ที่สุด สิ่งที่เราได้แล้วคือ ตัวเนื้อไอศกรีมที่ใหม่ เป็นผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจะมาใส่แพ็กเกจจิ้งเก่าๆ มันก็ไม่เป็นจุดขาย ถ้าคนที่จะทานไอศกรีม จะนึกแค่ อยู่ในโคน ถ้วย หรือตัดกิน หรือทำซอร์ฟเสิร์ฟ เรากลับมองว่าเอ๊ะ ทำอย่างอื่นได้มั้ย จากนั้นก็สร้างกิมมิกว่า ถ้ามันเป็นไข่ล่ะ จะเป็นอย่างไร"

ดังนั้น ไอศกรีมผลไม้ รสทุเรียน มะม่วง และมะพร้าวอ่อน ในรูปไข่เป็ด ไข่ไก่ จึงออกมาด้วยประการฉะนี้ (ถ้าเป็นรสมะม่วงมีสีเหลือง จะคล้ายไข่ไก่มาก)

คุณมรุต เล่าอีกว่า " สำหรับผู้บริโภคเองเดินผ่านมา ก็จะถามว่า อะไรน่ะ ไข่หรือเปล่า บางคนนึกไปถึงไข่ข้าวหรือไข่ที่ผ่านการผสมแล้ว บางคนเดินผ่านไปแล้ววกกลับมา เรียกเพื่อนมาดูด้วยว่าเป็นอะไร ยิ่งถ้าเราบอกว่าเป็นทุเรียน เป็นไอศกรีมทุเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ เค้าก็จะบอกว่า เอ้ย! จริงเหรอ...ไม่น่าเชื่อ...นี่คือกิมมิกทางการตลาดที่เราคิดขึ้นมา นั่นคือ เราจะสร้างประสบการณ์ใหม่ เป็นลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ดังที่เราให้สโลแกนไว้ว่า More than just ice-cream With a unique eating experience"

เมื่อจะรับประทานไอศกรีมที่ว่านี้ เพียงแต่เอาไม้จิ้มไปที่ตัวไข่ เยื่อพลาสติคใสก็จะหลุดออกโดยง่าย เจ้าหน้าที่ประจำบู๊ธ อธิบายว่า เป็นอีลาสติก รับเบอร์ (หรือยางที่มีความยืดหยุ่น) เมื่อพลาสติคใสหลุดออกไปแล้ว สิ่งที่ได้คือ ไอศกรีมผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์

"อีลาสติก รับเบอร์นี้ เป็นฟู้ดเกรด คือรับประกันว่าห่อหุ้มอาหารได้ นี่เป็นจุดหนึ่งที่ผู้บริโภคกังวลว่าจะมีอันตรายมั้ย แต่เราส่งตรวจเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ระดับมาตรฐานสากลว่าปลอดภัย" คุณมรุต เผย และบอกอีกว่า

"โปรเจ็คต์นี้เริ่มมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ใช้เวลาปีกว่าๆ ในการวิจัยและพัฒนา ขณะนี้ ตอนนี้อยู่ในช่วงทำกลยุทธ์ทางการตลาด เรากำลังหาลู่ทางเพื่อส่งออก และดูว่าในประเทศเราจะกระจายสินค้าอย่างไร"

แล้วเล็งไปที่ไหนบ้าง นั่นเป็นคำถามที่ถามออกไป ผู้ประกอบการรายนี้ ตอบว่า "จริงๆ ตอนนี้มีหลายทางเลือก เรายังไม่ได้สรุป ที่มาออกงาน Thaifex ครั้งนี้ แค่ต้องการดูผลตอบรับ ก็ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีมาก เรามีบู๊ธเล็กๆ แต่ทุกคนที่เดินผ่านไป ก็จะเดินย้อนกลับมาด้วยความสะดุดตา สะดุดใจ"



ทำทุเรียนให้กลิ่นอ่อนลง

จับกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น

สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างชาตินั้น เขาว่า มีผู้ซื้อชาวต่างชาติติดต่อเข้ามาเยอะมาก จากหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ชื่นชอบทุเรียนเป็นหลัก เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ ส่วนชาติตะวันตก จะมีภาพติดลบกับทุเรียนเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จาก ป้ายห้ามนำทุเรียนเข้าไปในสถานที่ต่างๆ ทั้งรถเมล์ รถไฟ สนามบิน โรงแรม ฯลฯ เรียกว่า ในส่วนที่เป็นห้องปรับอากาศทั้งหมด เป็นส่วนต้องห้ามของผลไม้นาม "ทุเรียน"

"พอจบโปรเจ็คต์นี้ เรากำลังจะมีโปรเจ็คต์หน้าคือ Soft aroma durian คือเราจะพัฒนาว่า จะทำให้กลิ่นทุเรียน อ่อนลงได้อย่างไร เพื่อต้องการเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ชอบในกลิ่น แต่อยากลองในรสชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากำลังอยู่ในขั้นวิจัยและพัฒนา"

ทุเรียนย่อมมีกลิ่นแรงเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น การพัฒนาในครั้งนี้จะเป็นการฝืนธรรมชาติหรือไม่นั้น คุณมรุตว่า

"จริงๆ แล้ว ความต้องการนี้มาจากผู้บริโภค ถามว่าจะฝืนธรรมชาติมั้ย ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า ปรากฏการณ์ของคนที่กินทุเรียน เรียกว่า ทุเรียนเอฟเฟ็กต์ คือจะรักหรือจะเกลียดทุเรียนมาจากการได้กลิ่นในครั้งแรก หมายความว่า คนที่ชอบ เมื่อทานปุ๊บแล้วชอบเลย อร่อย ส่วนที่ไม่ชอบคือ กินแล้วก็ไม่ชอบ ถึงขั้นเกลียด ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทางด้านการตลาดนี่ชัดเจน ดังนั้น ทุเรียนจึงเป็นสินค้าตัวแรกที่เราเลือกขึ้นมาเป็นจุดขาย นั่นหมายความว่า คนที่ เป็นทุเรียนเลิฟเวอร์ หรือหลงรักรสชาติทุเรียน นี่จะกระโดดเข้าใส่เลย อย่างคนจีนที่ชอบมาก บางคนมาซื้อลูกเดียวไม่พอ"

"ในทางกลับกัน เรามองว่า เราพัฒนาทุเรียนเป็นตัวแรก ด้วยความที่ได้สินค้าแปลกใหม่ ก็โอเค แต่พอไปเจอเรื่องกลิ่น ก็เป็นปัญหา จึงต้องมีการวิจัยและพัฒนาเข้ามาช่วยในส่วนที่ช่วยได้ อย่างที่ ทำให้เป็นซอร์ฟอโรมา คำว่า ซอร์ฟอโรมา ไม่ได้หมายความว่า ทำให้ทุเรียนไม่มีกลิ่น แต่ทำให้กลิ่นเบาลง อ่อนลง"

ปกติคนที่ชอบรับประทานทุเรียน จะมี 3 พวกใหญ่ๆ คือชอบทุเรียนห่ามๆ กรอบ กลุ่มนี้จะไม่ได้รสหวาน ไม่ได้กลิ่น พวกที่สอง คือพวกที่ชอบระดับกลางๆ จะได้ครบทั้งรสชาติและกลิ่น ส่วนพวกที่สาม คือชอบแบบสุก จะได้ทุเรียนรสหวานจัด กลิ่นฉุน ในระดับที่เรียกทุเรียนผลนั้นว่า "เป็นปลาร้าแล้วนะจ๊ะ"

"จะมีอีกพวกหนึ่งคือ อยากจะลิ้มรสความหวาน แต่สู้กลิ่นไม่ไหว เราอยากให้เค้าได้ลิ้มรสสักนิดหนึ่ง ทุเรียนนี่เป็นคิงออฟฟรุตนะครับ ถ้าเป็นเราไปเจอราชาแห่งผลไม้ที่ประเทศไหน เราก็อยากลอง แต่ถ้าต้องบีบจมูกกิน มันก็ไม่ควรเป็นอย่างนั้น"

การวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ คุณมรุต เผยว่า ได้ร่วมพัฒนาเครื่องต้นแบบ กับบริษัทเล็กๆ จากประเทศญี่ปุ่นบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีเหมือนกัน

ดูเหมือนว่า ในส่วนตัวผู้ประกอบการเอง ออกจะได้เปรียบในเรื่องการประสานเทคโนโลยีกับประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากประเทศญี่ปุ่น

"ผมไม่ได้เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร แต่มาทำตรงนี้ บางคนถามว่า ไม่ได้เรียนมา แล้วทำได้ด้วยเหรอ ผมตอบว่า ที่ผมทำได้เพราะไม่ได้เรียนมา เพราะผมคิดว่า การที่ผมเรียนมาทางวิศวกรรม ไม่มีพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ทำให้ผมกล้าคิดนอกกรอบ คือถ้าจบทางด้านอาหารมาโดยตรง อาจจะมองแค่ในกรอบ การมองนอกกรอบ เราอาจจะต้องถอยออกมาแล้วมองเข้าไป ฉะนั้น ผมคือคนนอก ไม่ได้อยู่ในวงการ เป็นแค่ลูกชาวสวนผลไม้ที่ต้องการกลับไปพัฒนาให้กับชาวสวนเมืองจันท์"

สำหรับไอศกรีมผลไม้ ทั้ง 3 รสชาติในรูปไข่ คุณมรุตวางราคาขายส่งหน้าโรงงานไว้ที่ ลูกละ 15 บาท แต่ถ้าขายปลีกทั่วไป น่าจะอยู่ที่ลูกละ 30-35 บาท แล้วแต่ทำเล

"ตัวไอศกรีมผลไม้รูปไข่ ใช้เวลาวิจัยและพัฒนา ปีเศษๆ ตอนนี้อยู่ในช่วงเช็คผลตอบรับ ซึ่งก็มีผู้ประกอบการหลายเจ้าที่ต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายซึ่งเราอยู่ในระหว่างการพิจารณา"

และนี่เป็นอีกหนึ่งการให้ไอเดีย สร้างคุณค่าให้กับสินค้า ถ้าบอกว่าเป็นไอศกรีมรสทุเรียน คงจะดูเป็นสินค้าพื้นๆ ธรรมดาๆ ที่ไม่น่าตื่นเต้นอะไร แม้กระทั่งจะบอกว่า เป็นผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เชื่อว่ามีผู้ประกอบการรายอื่นทำออกมาบ้างแล้ว แต่นี่เป็นไอศกรีมผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในบรรจุภัณฑ์รูปทรงไข่ แถมยังวางไข่ ในรังไข่พลาสติคที่ดูยังไงก็เป็นไข่ แต่ไม่ใช่ไข่

การสร้างความสนใจ ความประทับใจเมื่อแรกเห็นนี้เอง ที่ทำให้ผู้บริโภคหันมามอง หันมาพิจารณา กระทั่งต้องการชิม และนำไปสู่การค้าขายต่อไป

มีสินค้าธรรมดาๆ พื้นๆ อีกมากมาย ที่รอให้ผู้สร้างสรรค์งานเข้าไปพัฒนา เข้าไปจับมาแต่งตัวใหม่ เพื่อให้ต่อสู้ในทางการตลาดได้มากขึ้น และไม่แน่ว่า ผู้สร้างสรรค์งานรายต่อไป อาจเป็นคุณ!!!

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท อินโนเวทีฟ ฟู้ด แพ็คเกจจิ้ง จำกัด เลขที่ 65 ถนนเพชรเกษม วัดท่าพระ บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600 โทร. (02) 467-4214-5



การลงทุนขายไอศกรีมผลไม้รูปไข่

1. รูปแบบซื้อมา ขายไป ราคาขายส่งหน้าโรงงาน ชิ้นละ 15 บาท สามารถนำไปขายได้ราคาชิ้นละ 30-35 บาท แล้วแต่ทำเล

2. นำไปขายเสริมในร้านอาหาร ซึ่งอาจจะมีตู้แช่อยู่แล้ว

3. ซื้อตู้แช่เพื่อขายไอศกรีม ราคาตู้แช่ ประมาณ 20,000 บาท

4. ลงทุนกับทางบริษัท 20,000 บาท สิ่งที่จะได้คือ ตู้แช่ และคีออส โดยใช้พื้นที่ขายประมาณ 2 ตารางเมตร (ทางคุณมรุตให้ข้อมูลว่า จริงๆ แล้ว ตัวเลขการลงทุนลักษณะนี้ประมาณ 30,000 บาท แต่ทางบริษัทต้องการช่วยผู้ประกอบการ 10,000 บาท จึงตั้งตัวเลขการลงทุนไว้ที่ 20,000 บาท)

5. สั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัท ตั้งแต่ 1,000-1,500 บาท ทางบริษัทจัดส่งให้ฟรี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

6. ทำเลที่น่าสนใจมากที่สุด ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นประจำ ได้แก่ พัทยา สมุย ภูเก็ต กระบี่ ตรัง เชียงใหม่ หาดใหญ่ ฯลฯ และทำเลที่น่าสนใจรองลงไปได้แก่ ใกล้สถาบันการศึกษา รวมทั้งแหล่งชุมชน

Read More...


ขายติ่มซำ สร้างรายได้



ติ่มซำ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ติ่มซำ (จีน: 點心 แปลว่า ตามใจ, ตามสั่ง) เป็นอาหารว่างของจีน นิยมรับประทานกับน้ำชา เป็นคำเรียกรวมอาหารหลายอย่าง มักเป็นอาหารจำพวกปรุงด้วยการนึ่ง เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋า เป็นต้น บรรจุในภาชนะขนาดเล็ก เช่น เข่งไม้ไผ่ หรือจานใบเล็ก ในร้านอาหารจีนบางร้านนึ่งติ่มซำไว้บนเตารอลูกค้าสั่ง บางร้านใส่รถเข็นหรือใส่ตะกร้าคล้องคอ ให้พนักงานนำไปเสนอลูกค้าในร้าน ขณะที่กำลังรออาหารอื่น

workdeena ต้องบอกเพื่อนๆ จริงๆ ว่า ติ่มซำนั้น มันรวมไปด้วยอาหารหลายอย่างจริงๆ workdeena คงต้องขอเอามาเพียงบางอย่างเท่านั้น (เพราะไม่เช่นนั้นคงต้องเขียนกันทั้งคืนแน่ๆ) เช่น

ฮะเก๋า
ส่วนผสม

เนื้อกุ้ง 1/2 กิโล
มันหมูหั่น 2 ขีด
มันหมูเจียว 1/2 ขีด
ไข่ขาว 1 ฟอง
แป้งข้าวโพด 10 กรัม
เกลือ 0.5 กรัม
อาโรมาต 7.5 กรัม
น้ำตาล 10 กรัม
พริกไทย 5 กรัม
น้ำมันงา (นิดหน่อย)

วิธีทำ
นำเนื้อกุ้ง ล้างให้สะอาด ปล่อยให้สะเด็ดน้ำผสมเกลือ แป้งข้าวโพดแล้วนำไปตีจนเนื้อกุ้งแตก ใส่ไข่ขาว ตีให้เข้ากัน แล้วนำส่วนผสมที่เตรียมไว้ ตีให้เข้ากันอีกครั้งและใส่น้ำมันงา แช่ตู้เย็น เย็นจัด ประมาณ 1/2 ชั่วโมง

ส่วนผสมแป้งห่อ

แป้งตั่งหมิ่น 120 กรัม
แป้งมันฮ่องกง 60 กรัม

วิธีทำแป้ง
ตั้งน้ำให้เดือด
นำแป้งใส่ภาชนะ แบ่งแป้งมันฮ่องกงเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน ใส่รวมกับแป้งตั่งหมิ่นไปครึ่งหนึ่ง
เมื่อน้ำเดือดแล้ว ใส่น้ำเดือดลงที่แป้ง (แป้งที่มีแป้งตั่งหมิ่นกับแป้งฮ่องกง) ใส่น้ำร้อนผสมแป้งให้สุกได้ที่ ไม่แฉะ
นำแป้งมันฮ่องกงที่เหลือมานวดให้เข้ากัน ใส่น้ำมันพืชลงผสมนิดหน่อย

- เมื่อได้แป้งและไส้เรียบร้อยแล้ว ให้แบ่งแป้งที่จะปั้นและแผ่ให้เป็นแผ่นบาง ใส่ไส้ลงให้พอเหมาะ แล้วนำไปนึ่ง 5-7 นาทีเป็นอันเสร็จ

ยังมีอาหารอีกมากมายที่สามารถนำมาทำ ติ่มซำขายได้


ขอบคุณที่มา http://workdeena.blogspot.com

Read More...


พลิกแพลงซาลาเปา..ไส้แกง

พลิกแพลงสร้างจุดขายที่ไม่เหมือนใครซาลาเปาไส้แกงจ้า

[220.jpg]

“ซาลาเปา” ยุคนี้มีการพัฒนาพลิกแพลงให้แปลกใหม่หลากหลาย ทั้งรูปร่างหน้าตา รวมถึง “ไส้แปลก ๆ” ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็จะเสนอข้อมูลการทำอาชีพขายซาลาเปาที่มีไส้ใหม่ ๆ น่าสนใจ...

ศิริพรรณ อตัญธี อายุ 43 ปี เจ้าของร้าน “บ้านซาลาเปา” ย่านรังสิต ซึ่งทำซาลาเปาขายมากว่า 10 ปี เล่าว่า อาชีพเดิมคือพนักงานออฟฟิศ เมื่อช่วง พ.ศ. 2543 ต้องตกงาน เพราะพิษเศรษฐกิจ ต้อง ออกจากงาน แต่โชคดีที่สามีมีอาชีพเป็นกุ๊กที่ภัตตาคารห้อยเทียนเหลา จึงได้ออกมาทำซาลาเปาขายแบบเล็ก ๆ ที่บ้าน

ระยะแรกเริ่มต้นจาก 3 ไส้ก่อนคือ ซาลาเปาไส้หมูแดง, ซาลาเปาไส้หมูสับ, ซาลาเปาไส้ครีม ทำแล้วนำไปฝากขายตามสถานที่ต่าง ๆ จากนั้นก็พัฒนาอาชีพให้เติบโตมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันซาลาเปาที่ทำขายมีมากกว่า 10 ไส้ ประยุกต์ พัฒนา พลิกแพลงมาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

ซาลาเปาไส้เขียวหวานไก่ไข่เค็ม, ซาลาเปาไส้กะเพราไก่ไข่เค็ม, ซาลาเปาไส้พะแนงหมูไข่เค็ม เป็น 3 ในกว่า 10 ไส้ที่ศิริพรรณทำขายอยู่ และได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เพราะคนไทยกินข้าวแกงประจำ จึงคิดทำ ซาลาเปาที่มีรสแกงออกมาขาย ทดลองทำอยู่ไม่นานก็ทำได้ และขายดีด้วย

วิธีทำซาลาเปาไส้แกงต่าง ๆ ศิริพรรณอธิบายว่า ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มที่แป้ง ตามสูตรก็เตรียมแป้งสาลี 12 กก., เชื้อ 1 กก. (เชื้อนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการหมักแป้งสาลีประมาณ 2 กำมือกับน้ำพอประมาณ นวดแล้ว ทิ้งไว้ 2-3 วัน เมื่อจะนำมาขึ้นเชื้อใหม่ ให้นวดแป้งสาลีกับน้ำในปริมาณที่ต้องการใช้ แล้วนำมาผสมกับปริมาณแป้งที่จะใช้ในแต่ละวัน เชื้อแป้งนี้อย่าใช้จนหมด ต้องแบ่งบางส่วนไว้ใช้ในคราวต่อไปด้วย เพราะถ้าใช้หมดต้องเสียเวลาหมักแป้งใหม่ ซึ่งอาจทำได้ไม่เหมือนครั้งแรก หรือจะแก้ปัญหาด้วยการไปขอเชื้อจากภัตตาคารที่ขายซาลาเปาก็ได้), น้ำตาลทราย 12 กก., แอมโมเนีย 1 ช้อนชา., ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ., น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ, นมสด 12 กระป๋อง

ในส่วนของแป้งนี้ วิธีทำคือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันให้เนียน โดยที่แป้งไม่ติดมือ จากนั้นใส่น้ำประมาณ 12 ถ้วย แล้วนวดจนเนียนอีก 20 นาที จากนั้นค่อย ๆ แบ่งแป้งออกเป็นก้อน ก้อนละ 40 กรัม เตรียมไว้

สำหรับสูตรแป้งที่ว่ามานี้จะทำซาลาเปาได้ประมาณ 30-32 ลูก

ต่อด้วยวิธีการทำ ไส้เริ่มที่ “ซาลาเปาเขียวหวานไก่ไข่เค็ม” มีส่วนผสมของไส้คือ เนื้อไก่สับ 1 กก., พริกแกงเผ็ดเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะ, กะทิ 1 กล่อง, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากัน ใส่แป้งข้าวโพดลงไปพอประมาณ นวดให้เข้ากันจนเหนียว จากนั้นใส่ใบโหระพาลงไป แล้วค่อยนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12 ฟอง

ถัดมา “ซาลาเปาพะแนงหมูไข่เค็ม” มีส่วนผสมคือ เนื้อหมู 1 กก., เครื่องแกงพะแนง 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ, ใบมะกรูดหั่นฝอย ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นจึงค่อยนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12 ฟอง

ส่วน “ซาลาเปากระเพราหมูไข่เค็ม” ใช้หมูสับ 1 กก., กระเทียมสับ และพริกขี้หนูบด 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ และใบกะเพราพอประมาณ วิธีทำก็นำส่วนผสมมาคลุกผสมให้ เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12 ฟอง การห่อแป้งหุ้มไส้ต่าง ๆ นั้น เวลาจะห่อไส้ก็ให้แผ่แป้งออกขนาดประมาณฝ่ามือ ใส่ไส้ลงไปพอประมาณ แล้วจึงห่อแป้งหุ้มให้แน่น จับจีบด้านบนให้สวยงาม แล้ววางบนกระดาษ จากนั้นนำไปนึ่งประมาณ 12-15 นาที

ซาลาเปาทั้ง 3 ไส้นี้ขายได้ในราคาลูกละ 15 บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 60-70% ของราคา

สนใจ “ซาลาเปาไส้แกง” ต้องการติดต่อ ศิริพรรณ อตัญธี ร้านของเธออยู่ที่ 35 ซอยบงกช 30 หมู่ 2 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร.0-2901-8369, 08-9925-6312 หรือดูใน www.bansalapao.com ซึ่งเจ้าของอาชีพขายซาลาเปารายนี้ต้องถือว่าพลิกแพลงได้น่าสนใจไม่น้อย.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน/ จเร รัตนราตรี : ภาพ
หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์

Read More...


น้ำพริกอ่อง และขนมจีนน้ำเงี้ยว ทำเป็นอาชีพเสริม

น้ำพริกอ่อง และขนมจีนน้ำเงี้ยว
น้ำพริกอ่อง
เครื่องแกง
พริกแห้งเม็ดใหญ่ 5 เม็ด
พริกแห้งเม็ดเล็ก 15-20 เม็ด
กระเทียม 5 กลีบ (แบบกลีบใหญ่)
หอมแดง 3-4 หัว
รากผักชี (ไม่มีก็ไม่ต้อง) ซัก 1 ราก ตัดให้ติดลำต้นมาประมาณ 1 นิ้ว หั่นละเอียด
เกลือหนึ่งหยิบมือ
กะปิ ปลายช้อนชา
ถั่วเน่าแผ่นย่างไฟอ่อน ให้กรอบ หอม 1 เสี้ยว (ไม่มีไม่ต้องใส่หรือบางตำราใส่เต้าเจี้ยวแทน)

ถั่ว เน่าหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ กลิ่นตุๆนิดหน่อย พอย่าง(ย่างไฟอ่อนๆ)แล้วจะพองกรอบขึ้นมานิดนึง และกลิ่นหอม ทำจากถั่วเหลืองหมัก หอบหิ้วกันมาจากเชียงใหม่ ยังเหลืออีกหลายแผ่น เวลาใช้ จะใช้ประมาณชิ้นเล็กที่เห็นในรูปเท่านั้นเอง

Image hosted by Photobucket.com

ตำ เครื่องแกงทุกอย่างรวมกัน โดยใส่กะปิ กับถั่วเน่าหลังสุด เครื่องแกงน้ำพริกอ่องไม่จำเป็นต้องตำจนละเอียดเนียน แต่แค่ให้แหลกพอควรก็ใช้ได้แล้ว

ส่วนผสม (กะเอาเองนะคะ )
หมูสับ ติดมันนิดหน่อย จะได้ไม่กระด้าง
มะเขือเทศลูกเล็ก (ควรเป็นมะเขือเทศที่มีรสเปรี้ยว)
เครื่องแกงน้ำพริกอ่อง
ผักชีต้นหอม หั่นหยาบ ไว้โรยหน้า

Image hosted by Photobucket.com

ตั้ง กระทะ ใส่น้ำมันลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ เอาเครื่องแกงลงไปผัดให้หอม แล้วใส่หมูสับลงไปผัดด้วยกันให้สุก ตามด้วยมะเขือเทศ เติมน้ำลงไปเล็กน้อยพอขลุกขลิก ปรุงรสให้ออกรสเค็มด้วยเกลือหรือน้ำปลา และมีรสเปรี้ยวจากมะเขือเทศลูกเล็กที่ใส่ลงไป ตักเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยผักชีต้นหอมหั่นหยาบ

Image hosted by Photobucket.com

เสิร์ฟ คู่กับ แตงกวาสด ผักกาดขาวสด และแคบหมู ถ้าอยู่ต่างแดน แนะนำให้กินคู่กับผักคอสหรือผักโรเมน (Romaine) จะเข้ากันมากค่ะ ไม่มีรูปผักให้ดู มีแต่แคบหมูฝรั่ง ซึ่งอร่อยไม่แพ้แคบหมูเชียงใหม่

Image hosted by Photobucket.com

ขนมจีนน้ำเงี้ยว
จะว่าไปแล้ว ขนมจีนน้ำเงี้ยวเนี่ย เป็นญาติกะน้ำพริกอ่องเลยเชียวนะคะ
ญาติข้างไหน มาดูกัน

ส่วนผสม
เครื่องแกงน้ำพริกอ่อง
หมูสับ
เลือดหมูหรือเลือดไก่ก้อน หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
มะเขือเทศลูกเล็ก ใส่ทั้งลูก หรือผ่าครึ่งก็ได้
ซี่โครงหมู สับเป็นท่อนๆ
ดอกงิ้วแห้ง แช่น้ำให้นิ่ม แล้วตัดส่วนแข็งๆทิ้งไป

ผักเคียง
ถั่วฝักยาวลวกแล้วหั่นฝอยหรือหั่นเฉียง ตามชอบ
ผักกาดดองลวกน้ำร้อนหนึ่งครั้ง แล้วหั่นฝอย
กะหล่ำปลีหั่นฝอย
ถั่วงอกสด
แคบหมู
พริกขี้หนูแห้งทอดน้ำมันทั้งเม็ด ให้กรอบหอม (ระวังไหม้ จะขม)
กระเทียมเจียว
ผักชีต้นหอม

วิธีทำ
หม้อ ตั้งไฟ ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย เอาเครื่องแกงลงไปผัดให้หอม แล้วใส่หมูสับลงไปผัดให้สุก รวมทั้งกระดูกซี่โครงหมูที่สับเป็นท่อนๆ ผัดให้หอม แล้วจึงเติมมะเขือเทศลงไปผัด เติมน้ำลงไป ต้มให้เดือด ใส่ดอกงิ้วลงไป ใส่เลือดหมูหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลงไปช้อนฟองออก แล้วราไฟ เคี่ยวไฟอ่อนไปเรื่อยๆ ให้กระดูกเปื่อย ปรุงรสด้วยน้ำปลา หรือเกลือ ให้ออกรสเค็มพอดี รสเปรี้ยวเล็กน้อยจากมะเขือเทศลูกเล็ก

ปล. ไม่มีรูปน้ำเงี้ยวนะคะ เพราะว่า อยู่ที่นี่ไม่เคยทำเลย หาเลือดหมูก้อนไม่ได้
คงต้องอดทนไว้ กลับไปกินที่เชียงใหม่ทีเดียว อย่าลืมเอาไปทำเป็นอาชีพเสริม กันได้ด้วยนะ

ที่มาของบทความดีๆ

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=maneelulla&date=11-12-2005&group=4&gblog=11

Read More...


บลูเบอรี่มัฟฟิน อาชีพเสริม ทำงิน ขนมหวาน

บลูเบอรี่มัฟฟิน



ทำได้แล้วคะ ที่บอกว่าทำได้แล้วเนี่ยก็บลูเบอรี่มัฟฟินไงจ๊ะ เฮ่อ!^^” ขอถอนหายใจหนึ่งที อิอิ.. เพราะได้สูตรจาก cook book มาทีไรก็มีแต่สูตรหลอก ๆ ทั้งนั้นทำแล้วทานมะได้ ล่าสุดทำมัฟฟินช็อคโกแลตคะ กินไม่ได้เลย ทั้งขมทั้งจืด จนต้องนำมาแปลสภาพเป็นช็อคบอล ไว้จะนำสูตรมาลงให้นะจ๊ะ และกว่าจะทำสำเร็จพยายามหาสูตรที่ลงตัวอย่างมากคะ มันดูเหมือนง่าย แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดน้า... สำหรับสูตรนี้ส้มได้มาจากคุณปุ้ยคะ ขอบคุณมากนะจ๊ะสำหรับสูตรอร่อย ๆ สูตรนี้ไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่และใช้ส่วนผสมไม่มากด้วยคะ เพื่อน ๆ ลองทำทานกันดูนะเพิ่มช่องทาง อาชีพเสริม ทำเงิน

ส่วนผสมคะ



1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ว่าว) 1+½ ถ้วยตวง
2. น้ำตาลทราย ¾ ถ้วยตวง
3. ผงฟู 1+½ ช้อนชา
4. เนยสด 75 กรัม
5. เกลือป่น ½ ช้อนชา
6. นมสด 1/3 ถ้วยตวง
7. ไข่ไก่ 1 ฟอง
8. วนิลา 1 ช้อนชา
9. บลูเบอรี่กระป๋อง (หรือบลูเบอรี่สด) ½ ถ้วยตวง

ลุยกันเลยจ้า...



1. เริ่มจากเตรียมเนยก่อนคะ 75 กรัม นำมาละลายด้วยไมโครเวฟ หรือจะนำไปตั้งไฟให้เนยละลายก็ได้จ้า.. จากนั้นพักไว้ก่อน



2. จากนั้นนำส่วนของ ๆ แห้งทั้งหมด อันได้แก่ แป้งสาลี เกลือ ผงฟู น้ำตาลทราย ตวงตามน้ำหนักและใส่ชามไว้(ไม่ต้องร่อนนะจ๊ะ) จากนั้นใช้ตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมเข้ากันจ้า.. เสร็จแล้วพักไว้ก่อนคะ



3. เตรียมถ้วยกระดาษ หรือถ้วยมัฟฟิ่น(ถ้ามี) ไว้เลยคะ สำหรับถ้วยส้มใช้เบอร์เดิมคะ^^” แบบว่ามีอยู่เบอร์เดียวอะ คือ 2616 ทำได้ประมาณ 19 ถ้วยนะจ๊ะ และก็วอล์มเตาอบไว้ด้วยคะ ไฟล่างอย่างเดียว 200 องศาเซลเซียสจ้า..



4. นำไข่ไก่ผสมกับนม ให้เข้ากันแบบนี้นะจ๊ะ



5. จากนั้นก็เทใส่ลงไปในส่วยของแป้งได้เลยจ้า



6. เทเนยละลาย ตามลงไปอยู่ด้วยกันจ้า..



7. คนส่วนผสมให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือเลยคะ (อย่าคนนานนะ มัฟฟินถ้าคนนานจะแป้งเหนียว และหนัก ๆ คะม่ายอาหย่อยอิอิ..^^”)



8. ใส่บลูเบอรี่ลงไปเลยจ้า.. (ถ้ามีบลูเบอรี่สดก็สามารถใช้แทนได้นะจ๊ะ)



9. คนส่วนผสมให้พอเข้ากันอีกครั้งคะ (แป๊บเดียวน้า..เดี๋ยวแป้งจะเหนียว) จากนั้นตักใส่ถ้วยกระดาษเลยจ้า.. ประมาณ ¾ ถ้วยคะ



10. นำเข้าเตาอบเลยจ้า.. ไฟ 200 องศาเซลเซียส ใช้ไฟล่าง 20 นาที แล้วต่อด้วยไฟบน – ล่างอีก 5 นาทีคะ (อันนี้ขึ้นอยู่กับเตาอบของแต่ละบ้านด้วยน้า..) เพราะฉะนั้นเวลาอบ ซัก 18 นาทีลองดูก่อนว่าได้รึยัง อบนานเดี๋ยวจะไหม้



11. สุกแล้วจ้า..หอมมาเชียว นำออกจากพิมพ์พักไว้บนตะแกรงให้อุ่น ๆ น้า จากนั้นก็หม่ำได้เลยคะ



12. จากนั้นจัดเสริฟคะ ทานกับน้ำชาหรือทานเป็นอาหารเช้าก็อาหย่อย.. ดูเนื้อด้านในน้า..หอม ๆ ฉ่ำ ๆเนย รสชาดออกหวานอมเปรี้ยวตัดกับซอสบลูเบอรี่ และเข้ากันดีกันเนื้อขนมเลยจ้า.. ซักชิ้นไม๊จ๊ะ อิอิ.


ขอบคุณที่มาของบทความ ส้มซ่าดอทคอม
http://www.zomzaa.com/recipe,109.htm

Read More...


โรตีแต้จิ๋วค้าขายร่ำรวย ร้านสมัยศิลป์ ตลาดน้ำบางน้อย



ชีวิตคนกรุงที่ต้องทำงานทุกวันจันทร์ -ศุกร์ พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทีไร ก็มักที่จะอยากขอไปพักผ่อนสมองและหาความสุขใส่ตัวแบบสนุกสนาน อย่างการออกไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ กรุง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากโข อย่างที่ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดไปเที่ยวตลาดน้ำบางน้อย ที่จ.สมุทรสงคราม มาขอบอกว่าเป็นตลาดน้ำที่มีอายุอานามเก่าแก่กว่า 100 ปี ที่ถูกลืมเลือนมานานหลายสิบปี


จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา ชาวบางน้อยได้ร่วมมือร่วมใจกัน ฟื้นฟูตลาดขึ้นมาและเปิดตลาดให้เป็นแหล่งท่อง เที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีการรักษาสภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ ร่วมกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของชาวบางน้อยให้คงไว้ ซึ่งวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ทำมาค้าขายทั้งบนบกและทางน้ำ

คุณป้าเรณู อุทัยรัตนกิจ โชว์การทำโรตีแต้จิ๋ว

ในทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ชาวบ้าน จะเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวได้มาเดิน เที่ยวชมถ่ายภาพบ้านเรือนริมน้ำสวยๆ และมาเลือกซื้อหาของใช้ ของกินมากมายที่แม่ค้าพ่อค้านำมาขายกัน แล้วถ้ามาตลาดน้ำบางน้อย ก็ต้องไม่พลาดที่จะมากินของกินแสนอร่อยที่หากินยาก มากกับ”โรตีแต้จิ๋ว” ที่ร้านสมัยศิลป์

คุณป้าเรณู อุทัยรัตนกิจ เจ้าของร้านบอกเล่าให้ฟังว่า โรตีแต้จิ๋ว หรือที่เรียกว่าหลั่วก๊วย เป็นขนมที่ทำกินกันภายในครอบครัว โดยมีคุณย่า (อาม่า) คิดขึ้นเพื่อใช้สำหรับไหว้เจ้าในพิธีส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ (ก่อนวันตรุษจีน 6 วัน) และคุณป้าก็เลยนำมาทำขายเพื่อให้คนอื่นได้กินขนมอร่อยๆ แบบนี้บ้าง และเรียกชื่อขนมให้คนจำง่ายๆ ว่าโรตีแต้จิ๋ว เพราะเป็นสูตรการทำสไตล์คนจีนแต้จิ๋ว

โรตีแต้จิ๋วชวนกิน
การทำโรตีแต้จิ๋ว ประกอบด้วย แป้งข้าวเหนียวที่เอามานวดกับน้ำ แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมๆ ก่อนที่จะเอามาตบๆ ให้เป็นแผ่นกลมๆ ไม่ใหญ่นัก แล้วก็นำลงไปทอดในกระทะให้แป้งสุก แล้วก็นำขึ้นมาห่อ ซึ่งจะใส่ถั่วลิสงที่ทางร้านอบเองแบบสดใหม่ลงไป ใส่น้ำตาลทรายแดงและงาขาวลงไป และห่อม้วนเป็นชิ้นๆ นำใส่กระทงใบตองขายในราคา 3 ชิ้น 20 บาท ชิมแล้วถูกปากตรงที่แป้งเนื้อนิ่มนุ่มเหนียว หวานหอมงาและกรุบกรอบถั่วที่อบแบบสดใหม่หอมๆ

เอาเป็นว่าถ้าใครอยากพักผ่อนกับสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆกรุงเทพฯ ตลาดน้ำบางน้อยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ในบรรยากาศตลาดพื้นบ้านผสมผสานไปกับความร่วมสมัยแต่พองาม ที่ใครมาเที่ยวแล้ว หากอยากลิ้มรสของกินหายากรสชาติเป็นหนึ่ง ที่ร้านสมัยศิลป์เขามีโรตีแต้จิ๋วรสอร่อยรอคอยอยู่


บรรยากาศโต๊ะนั่งสบายๆ

“โรตีแต้จิ๋ว” ร้านสมัยศิลป์ ตั้งอยู่ในตลาดน้ำบางน้อย เลขที่ 70 หมู่ 8 ต.กระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม การเดินทางถ้ามาจากรุงเทพฯ เพียงขับรถตรงมาตามทางที่มา จ. สมุทรสาคร แต่ไม่ต้องเข้าตัวเมืองสมุทรสาคร ให้ขับตรงต่อมาที่สมุทรสงครามเข้าทางเดียวกับตลาดน้ำอัมพวา และขับตรงเข้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 4 กม. ก็จะถึงตลาดน้ำบางน้อย สามารถจอดรถได้ที่วัดเกาะแก้ว ร้านเปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. โทร. 0-3473-0870

ขอบคุณข้อมูลจาก : ASTVผู้จัดการออนไลน์

Read More...


ทำอย่างไร?เมื่อคุณไม่มีความสุขในการทำงาน

หลาย ๆ คนอาจจะเกิดความเครียดและเบื่อหน่ายกับงานที่ทำอยู่นะคะ ก็มีหลายคนได้มาปรึกษาปัญหาเรื่องงานบ้าง ก็อยากจะลาออก และบ้างก็ถามว่าแล้วจะปรับตัวอย่างไรหากเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานที่ ทำอยู่

อยากจะฝากข้อคิดไว้ประการหนึ่งนะคะว่า ถ้าหากมีอิสรภาพทางการเงินซึ่งหมายถึงว่า การที่มีเงินที่ใช้สอยได้ไม่เดือดร้อนแล้วก็ “สามารถเลือกที่ทำในสิ่งที่คุณรัก” แต่ถ้าหากยังมีเงินไม่พอที่จะใช้จ่ายแล้ว “ก็ต้อง (พยายาม) รักในงานที่ทำ”

การ จะรักในงานที่ตนเองทำอยู่นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำได้ยาก และเห็นคน วัยหนุ่มสาวในปัจจุบันจะมีความอดทนค่อนข้างต่ำ พอรู้สึกไม่พอใจ/ไม่ถูกใจกับงานหรือกับคนร่วมงานก็จะคิดจะลาออก

การ ลาออกไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา เพราะจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของตัวเอง หรือคนที่รู้จัก ทั้งที่เป็นเพื่อนฝูงและญาติพี่น้อง ก็ได้ยินทุกคนบ่นถึงปัญหาในที่ทำงานของตนเองแทบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นหน่วย งาน ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ ธุรกิจเอกชน เพียงแต่ปัญหาจะมากจะน้อยเท่านั้น ดังนั้นการย้ายงานจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่ง ก็จะเผชิญกับปัญหาในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง

ดังนั้นการที่จะทำใจให้รักกับงานก็คงจะต้องพยายามคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้

(1) ความจำเป็นของรายได้สำหรับมาเลี้ยงตนเองและสมาชิกในครอบครัว เพราะการมีรายได้สำหรับเลี้ยงตนเอง ทำให้ตนเองอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น การจะต้องพึ่งพาคนอื่นที่แม้จะเป็นญาติพี่น้องแล้ว อาจจะเป็นไปได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวหรือเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น นอกจากพ่อแม่แล้ว คนที่จะมารับภาระ หรืออุปถัมภ์เราตลอดไป คงจะเป็นไป ได้ยาก

ดังนั้นอย่าด่วนผลุนผลันลาออกจากงาน ควรจะตริตรองดูว่าอะไรคือปัญหาเกิดจากตัวเรา เกิดจากเพื่อนร่วมงาน หรือ เกิดจากระบบ และวัฒนธรรมขององค์กร และพิจารณา ดูว่า เราจะสามารถปรับตัวเราได้หรือไม่ เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนเจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงานได้ ถ้าเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะปรับตนเองได้ จึงตัดสินว่าขั้นสุดท้ายถึงการลาออก ก่อนจะลาออกก็ท่องสโลแกนที่เคยฮิตในยุคหนึ่งว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” พยายามท่องไว้ให้ขึ้นใจ

(2) ให้เห็นคุณค่าของงาน ทั้งนี้งานอาชีพที่สุจริตทุกชนิดล้วนแต่มีคุณค่าของตนเองทั้งนั้นไม่ว่าจะ เป็นงานระดับล่าง เช่น เสมียน ภารโรง หรือพนักงานทำความสะอาด ต่างเป็นกลไกหนึ่งขององค์กร และทำงานในส่วนที่รับผิดชอบให้ดีที่สุดด้วยความขยันหมั่นเพียร การทำงานที่เท่ากับคนอื่นทำก็จะได้เท่ากับคนอื่น การทำงานจะต้องทำให้มีผลงานที่ดีและในวันหนึ่งก็จะเป็นที่ประจักษ์รับรู้ของ บุคคลอื่นและเมื่องานที่เราทำได้รับการยอมรับ

(3) มองถึงคนอื่นที่ด้อยกว่าตนเอง เพื่อสร้างกำลังในการทำงานต้องคิดดูว่าเราโชคดี ที่ยังมีงานทำ ในขณะที่คนอื่นอีกจำนวนมากกำลังตกงานหรือหางาน การจะมองแต่บุคคลที่อยู่สูงกว่าเราก็อาจจะทำให้หดหู่ท้อถอย ดังนั้นการมองว่าคนอื่นที่ยากลำบากกว่าเราก็ยังมีอยู่มาก

(4) ทำใจให้รักกับงาน ถ้าคิดว่างานดูน่าเบื่อหน่าย ก็จะทำให้ไม่อยากจะทำงาน ดังนั้นจึงต้องคิดปรับปรุงและพัฒนางานให้ท้าทาย น่าสนใจ ว่าเราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งถ้าหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่ก้าวข้ามความเบื่อหน่าย จากงานประจำ

หวังว่าคงจะเป็นข้อคิดให้สำหรับคนที่กำลังเซ็งและเบื่อ หน่ายกับงานนะคะ และถ้าหากจะตัดสินใจลาออกจากงานจริง ก็เสนอให้ลาพักร้อน เพื่อใช้เวลาสำหรับการไตร่ตรองดูก่อน.


Read More...


'เทรนด์อาชีพ' ปี 2554 ดาวรุ่ง-ดาวร่วง..อะไรบ้าง ??


ปี 2553 ที่ผ่านไป ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติซ้ำหลายลูก ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงภัยธรรมชาติ แต่เชื่อว่าคนไทยยังสู้และยังยิ้มได้อยู่ และตอนนี้ก็ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2554 แล้ว ซึ่งก็น่าจะมีเรื่องดี ๆ มากขึ้น และสำหรับในเชิงอาชีพ-การทำธุรกิจ วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูล “เทรนด์อาชีพ-เทรนด์ธุรกิจ” มานำเสนอ ซึ่งอาชีพใด-ธุรกิจใดมีแนวโน้มเป็น “ดาวรุ่ง-ดาวร่วง” ลองมาดูกัน.....

ขขขข
   
เริ่มจาก รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเศรษฐกิจ ที่วิเคราะห์ว่า... ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่จะยังคงเป็นปัญหาอยู่ก็น่าจะเป็นเรื่องของการส่งออกที่จะมีการขยายตัว ค่อนข้างช้าลง สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงธุรกิจระดับท้องถิ่น ควรให้ความสนใจมากขึ้น คือเรื่องเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า (AFTA) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี  (AEC) เพราะจะทำให้มีสินค้าเข้ามาแข่งขันกับตลาดในประเทศมากขึ้น แต่ก็จะทำให้มีตลาดเพิ่มขึ้น คือตลาดของจีนและญี่ปุ่น ขณะที่ปัจจัยลบที่คาดว่าจะมีผลกระทบ ยังเป็นปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป และการฟื้นตัวของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้หากผู้ประกอบการปรับตัวและพัฒนาสินค้า โดยเน้นให้ผลิตภัณฑ์มี “ความแตกต่าง” และสามารถ “สร้างเอกลักษณ์” ได้ ก็เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบมากนัก
   
“สินค้าระดับส่งออกจนถึงระดับท้องถิ่นจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อรองรับกับการแข่งขันด้านต้นทุนจากสินค้าต่างประเทศ โดย ต้องเน้นเรื่องการสร้างจุดเด่น คุณภาพ และหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากการเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศจะทำให้เกิด การแข่งขันสูงด้านต้นทุน”
   
รศ.ดร.สมชาย ชี้อีกว่า... แนวโน้มอาชีพที่น่าสนใจ และยังมีแนวโน้มที่ดีในปี 2554 น่าจะเป็นอาชีพที่เกี่ยวกับอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ซึ่งจะยืนระยะต่อไปได้อีกนาน รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและสมุนไพร อาทิ สบู่, โลชั่น, ครีมบำรุงผิว หรืออื่น ๆ ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ
   
“สินค้าและอาชีพ 3 กลุ่มข้างต้นนี้ จะยังเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ควรเพิ่มกลยุทธ์ของผลิตภัณฑ์ให้มีลูกเล่นมากขึ้นด้วย”
   
ส่วนสินค้าหรืออาชีพที่มีแนวโน้มค่อนข้างเหนื่อยนั้น รศ.ดร.สมชายวิเคราะห์ว่า... คือสินค้าทุกชนิดที่มีการแข่งขันด้านต้นทุน ขณะที่อาชีพที่เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีก ก็จะยังมีผลกระทบในเรื่องของการแข่งขันสูง
   
“ปี 2554 กลุ่มอาชีพที่ต้องแข่งขันกันเรื่องต้นทุนจะมีผลกระทบมากที่สุด ผู้ประกอบการไทยต้องมองหากลุ่มเป้าหมายของตนเองให้ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงควรมองตลาดให้กว้างไกลขึ้น นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มกลยุทธ์ในเรื่องของแพ็กเกจจิ้งของตนเอง ให้มีความทันสมัย โดดเด่น และแตกต่างจากคู่แข่ง”...รศ.ดร.สมชาย ระบุ
   
ด้านผู้เชี่ยวชาญอีกราย ผอ.พีระพงษ์ กิตติเวชโภคาวัฒน์ ผู้อำนวย การศูนย์วิจัยและพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์สากล มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิเคราะห์ว่า... ในปี 2554 เศรษฐกิจมีแนวโน้มการปรับตัวที่ดีขึ้น ทั้งนี้ตัวแปรขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง ที่ผู้ประกอบการคาดเดาไม่ได้
   
อย่างไรก็ดี ผอ.พีระพงษ์ชี้ว่า... ปี 2554 นี้ อาชีพหรือธุรกิจที่มีแนวโน้มสดใส และจะขยายตัวมากขึ้นจากปีก่อน ๆ คือธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม ขนม และการแปรรูปสินค้าเกษตรประเภทต่าง ๆ โดยอาชีพเกี่ยวกับการแปรรูปสินค้าเกษตรน่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาก โดยจะหันมาผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายเอง สร้างตราผลิตภัณฑ์ของตนเอง อันเป็นผลมาจากความผิดหวังจากโครงการโอทอป
   
นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวกับเสื้อผ้าก็น่าจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่นกัน โดยจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายมากขึ้น และจะเกิดยี่ห้อสินค้าใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย โดยผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยรับจ้างผลิตสินค้าให้ผู้ประกอบการอื่นก็จะแยก ตัวออกมา “สร้างสินค้า-สร้างแบรนด์” ของตัวเองมากขึ้น
   
จะเกิดรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นในตลาด
   
ส่วนธุรกิจหรืออาชีพที่มีแนวโน้มไม่สดใสในปี 2554 ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์ฯ มองว่า... น่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา อาทิ สถาบันกวดวิชา, สถาบันสอนพิเศษต่าง ๆ ที่น่าจะมีภาวะซบเซาลงเล็กน้อย เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป หรือลดความต้องการลง
   
“ในปี 2554 นี้จะมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาก ในตลาดทุกระดับ โดยจะเน้นการสร้างตราผลิตภัณฑ์ของตนเองมากขึ้น รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือกลุ่มโอทอปเดิมก็จะหันมาเปิดร้าน สร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อจำหน่ายสินค้าของตนเองเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรที่เกี่ยวกับอาหาร
   
เทรนด์อาชีพเกี่ยวกับอาหาร ขนม เครื่องดื่ม น่าจะโตขึ้น ไม่เฉพาะแต่ตลาดบน แต่ตลาดระดับล่าง อาทิ อาชีพขายหมูปิ้ง ไก่ปิ้ง ฯลฯ ก็ยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง เพราะตลาดมีความต้องการไม่เปลี่ยน เพียงแต่จำเป็นต้องเน้นเรื่องของการหาจุดขาย เน้นคุณภาพให้มากขึ้น...” ...ผอ.  พีระพงษ์ ระบุ

-----
   
...ก็เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และ ผอ.พีระพงษ์ กิตติเวชโภคาวัฒน์ กับ “เทรนด์อาชีพ-เทรนด์ธุรกิจ ปี 2554” ทั้งนี้ สำหรับทีม “ช่องทางทำกิน” เอง ในปี 2554 นี้ก็จะยังคงทำหน้าที่เสาะหาข้อมูลอาชีพทำเงินที่น่าสนใจมานำเสนอแก่แฟน ๆ คอลัมน์อย่างเต็มที่แน่นอน!!.


Read More...


วิธีการทำขนมไทยเกือบ 30 ชนิด

วิธีทำขนมไทย 20 กว่าชนิด พร้อมการคำนวณเงินลงทุน

วัสดุอุปกรณ์ แหล่งหาวัสดุอุปกรณ์ วิธีทำ ตลาด/แหล่งจำหน่ายและข้อเสนอแนะ
ฝึกทำแล้วสามารถทำขายได้เลย
ขนมปุบฝ้าย -
ขนมใส่ไส้ -
ขนมโตเกียว -
ขนมปังสังขยา นมสด-
ขนมเบื้องไทย -
ส้มโอแก้วสี่รส -
กล้วยกรอบแก้วหวาน เค็ม -
เยลลี่ฝรั่ง -
เยลลี่มะม่วง -
เยลลี่ผลไม้รวม -
ขนมชั้น -
ทองหยิบ -
ขนมสาลี่ -
บัวลอยน้ำขิง งาดำ -
เฉาก๊วย -
สลิ่ม -
ลอดช่องว่านหางจระเข้-
ลอดช่องไทย -
กระท้อนลอยแก้ว -
เค้กกล้วยหอม-
เอแคร์ -
คุ๊กกี้เนยสด -
คุ๊กกี๊คอนเฟลก -
เค๊กมะตูม -
เค้กหน้าทอฟฟี่
Download : วิธีทำขนมไทย 30 ชนิด

Read More...




----------------

ปรับปรุง
รายการบทความทั้งหมด



การบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น



ร้านค้าเคลื่อนที่ ใช้ รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง



รวมบทความอาชีพ เสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม



รวมบทความงานฝีมือ-สิ่งประดิษฐ์ รายได้เสริม



ทองม้วน thong muan ; rolled wafer





MASK รุ่นสายคล้องคอ







MASK รุ่นสายคล้องคอ. ��รุ่นนี้เป็นที่นิยมใช้กันมาก #ขายดีมาก
ทำจากผ้าคอตตอนแท้ 100%  ไม่ผสม เนื้อผ้านุ่ม 
3 ชั้น. สวมใส่พอดีกับใบหน้า ไม่เจ็บหู มีสายคล้องคอปรับได้
เวลาถอดออก ไม่ต้องกลัวลืม เพราะถอดแล้วคล้องคอไว้ได้
บรรจุในถุงซิปฟรอย์อย่างดี
ราคาชิ้นละ. 59. บาท. ไม่รวมส่ง 
มีหลายสีให้เลือกนะคะ   สนใจทักแชทขอดูสีผ้าได้นะคะ
หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน หรือ สนใจสั่งไปจำหน่าย 
มีเรทราคาส่งค่ะ

-> id line : noeyhorm_06
#มีวางจำหน่ายหน้าร้านชานมไต้หวันมาราชาสาขาจรัญ44


ร้านมาราชาชานมไข่มุก สาขาจรัญสนิทวงศ์ 44
● รับบัตรสะสมครบ 10 แก้ว แลกรับฟรี 1 แก้ว
● สั่งเดลิเวอรีผ่าน LINE MAN, Foodpanda ,GET ...ถึงมือปั๊บพร้อมดื่มปุ๊บ!
● อัพเดทโปรโมชั่นใหม่ๆ รสชาติใหม่ ตลอดเวลา
● มีเมนูให้เลือก 40 กว่าเมนู : https://bit.ly/2Z9iqV0






























































เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------
แคมเปญ-โปรโมทชั่น อะไหล่ฟอร์ด อัพเดททางออนไลน์และปรับปรุงข้อมูลออนไลน์
อะไหล่ฟอร์ด อะไหล่รถฟอร์ด อะไหล่รถยนต์ฟอร์ด อะไหล่ฟอร์ดแท้ ร้านขายอะไหล่รถฟอร์ด ขายอะไหล่รถฟอร์ด อะไหล่ฟอร์ด
 
Option

รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จน อยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.